จับผิด...ทักษิณ
กอร์ปศักดิ์ แฉ แม้ว ซุกหุ้นรอบ 2 ตั้งบริษัทในหมู่เกาะ ฟอกเงิน พักหุ้นชินคอร์ป ก่อนโอนกลับให้ลูกขายต่อให้ เทมาเส็ก จากสิงคโปร์ เพียง 1 วันทำการ ฟันกำไรกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ผู้เคยอภิปรายกรณีการ ซุกหุ้น ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว ล่าสุดหลังจากที่คนใกล้ชิดนายกฯ ได้ขายหุ้นชินคอร์ป ให้กับเทมาเส็กจากสิงคโปร์ เป็นมูลค่าถึง 73,300 ล้านบาท เขาได้พบความไม่ชอบมาพากล กรณีที่บริษัท แอมเพิล ริช อินเวสต์เมนต์ จำกัด ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ไปจดทะเบียนไว้ที่หมู่เกาะบริติชเวอร์จิ้น ได้ขายหุ้นจำนวนรวมกว่า 300 ล้านหุ้น ในราคาเพียงหุ้นละ 1 บาท ให้กับนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร ก่อนที่ลูกชาย-ลูกสาวของนายกฯ จะขายต่อให้กับเทมาเส็ก ทำกำไรเพิ่มกว่า 12,000 ล้านบาท ในเวลาเพียง 1 วันทำการ
ทั้งนี้ นายกอร์ปศักดิ์ได้เปิดเผยข้อมูลการซุกหุ้นของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นรอบที่ 2 ไว้ในเว็บไซต์ korbsak.com โดยมีรายละเอียดดังนี้
ซุกหุ้นอีกแล้วหรือ
ไม่แน่ใจครับว่า วันนี้ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอีกหรือเปล่า ท่านผู้อ่านจำคดีซุกหุ้นของคุณทักษิณ ชินวัตร ได้ไหมครับ ผ่านมา 5 ปีแล้ว ข้อมูลปรากฏในขณะนั้น ว่า คุณทักษิณ และคุณหญิงพจมาน โอนหุ้น Shin ให้แม่ครัว พี่เลี้ยงบุตร และยามที่บ้านจำนวนทั้งหมด 8,207,074 หุ้น เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2535 เป็นการโอนหุ้นให้บุคคลเหล่านี้ถือแทน และเมื่อคุณทักษิณเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็ไม่ได้แจ้งความเป็นเจ้าของหุ้นไว้ในบัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน ซึ่งนักการเมืองทุกคนมีหน้าที่ต้องยื่นรายการดังกล่าวต่อ ป.ป.ช.คุณทักษิณ หลุดพ้นจากคดีซุกหุ้นก็จริงอยู่ แต่ผลจากการดำเนินคดี ทำให้คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ถูกคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ดำเนินคดี เพราะกระทำความผิดมาตรา 246 คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ถูกปรับเป็นจำนวนเงินสูงถึง 6,318,000.00 บาท เท่านั้นไม่พอ ยังปรากฏข้อเท็จจริงที่ไม่มีใครเคยทราบมาก่อน ในพฤติกรรมการทำธุรกิจของคุณทักษิณ ก.ล.ต. ตรวจพบว่า คุณทักษิณได้จัดตั้งบริษัทไว้ที่หมู่เกาะบริติชเวอร์จิ้น ไอส์แลนด์ และบริษัทที่คุณทักษิณเป็นเจ้าของนี้ได้ซื้อหุ้น SHIN จำนวน 329,260,000 หุ้น จากคุณทักษิณเอง เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2542 บนกระดานรายใหญ่ในตลาด
เป็นเรื่องเก่าแต่แปลกดี เพราะเป็นการขายหุ้นของคุณทักษิณให้กับบริษัทต่างชาติที่คุณทักษิณเป็นเจ้าของ อีกทั้งไม่ปรากฏว่า มีการไหลเข้าออกของจำนวนเงินจากการซื้อขายแต่อย่างใด
ทำให้นึกถึงการขายหุ้นของคนในตระกูลชินวัตร เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณพิณทองทา ชินวัตร ขาย 604,000,000 หุ้น เช่นเดียวกับคุณพานทองแท้ ชินวัตร ขาย 458,550,220 หุ้น ในขณะที่ คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขาย 20,000,000 หุ้น และคุณบรรณพจน์ ดามาพงศ์ และภริยา ขายรวมกัน 404,589,900 หุ้น รวมแล้วคนในตระกูลชินวัตร ขายหุ้นทั้งหมด 1,487,140,120 หุ้น หรือร้อยละ 49.595 ของหุ้นที่ชำระแล้วทั้งหมด เป็นการขายบนกระดานใหญ่ ขายครั้งนี้ มีมูลค่าสูงกว่า 7 หมื่นล้านบาท
ที่ผมว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ก็เพราะว่าตระกูลชินวัตร ถือหุ้นในบริษัท SHIN ไม่ถึงร้อยละ 49.595 ครับ เกิดเป็นประเด็นว่าหุ้นที่เพิ่มขึ้นนั้นมาจากไหน มีการซุกหุ้นไว้แล้วนำออกมาขายหรือเปล่า?
ผลตรวจสอบบัญชีผู้ถือหุ้นที่ปรากฏ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2548 พบว่า คุณพิณทองทา ถือหุ้น SHIN 440,000,000 หุ้น ส่วนคุณพานทองแท้ ถือหุ้น SHIN 293,950,220 หุ้นเท่านั้น
วันที่มีการแจ้งขายหุ้นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ตามมติกรรมการบริษัท ครั้งที่ 1/2549 นั้น รับทราบว่า คุณพิณทองทา ขายหุ้น 604,600,000 หุ้น มีหุ้นเพิ่มขึ้นอีก 164,600,000 หุ้น ขณะที่คุณพานทองแท้ ก็ขายหุ้นไป 440,000,000 หุ้น เพิ่มจากที่มีอยู่เดิม 164,600,000 หุ้น เช่นกัน แสดงว่า บุตรชายและบุตรสาว ของคุณทักษิณ ได้ซื้อหุ้นเพิ่มขึ้น (จากเดิมที่เคยได้รับจากบิดาและมารดา) ในจำนวนเท่า ๆ กัน คือ 164,600 หุ้น มูลค่ารวมประมาณ 12,600 ล้านบาทเศษ
ได้เงินจากที่ไหนเพื่อซื้อหุ้นเพิ่ม หรือว่าไม่ได้ซื้อ แต่ได้เพิ่มมาเพราะแอบซุกไว้ในชื่อของบุคคลที่สาม
ย้อนกลับไปสักนิดหนึ่งครับ
ที่ผมได้เกริ่นไว้ว่า คุณทักษิณ ได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทไว้ที่หมู่เกาะบริติชเวอร์จิ้น ไอส์แลนด์ บริษัทชื่อ Ample Rich Investments Ltd ครับ บริษัทนี้ยังปรากฏว่าครอบครองหุ้น SHIN อยู่ และจัดเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ปรากฏในบัญชีผู้ถือหุ้นโดยให้ธนาคารถือแทน ใช้ชื่อว่า UBS AG Singapore Bank-for A/C Ample Rich ครอบครองหุ้น SHIN จำนวน 329,200,000 หุ้น ตัวเลขช่างเหมาะเจาะพอดิบพอดี เท่ากับจำนวนหุ้นที่บุตรสาว บุตรชาย คุณทักษิณได้เพิ่ม
ในฐานะนายกรัฐมนตรี คุณทักษิณ จำเป็นต้องเคลียร์ตนเองจากข้อกล่าวหาที่อาจเกิดขึ้น ว่า คุณทักษิณและครอบครัว ได้ซุกหุ้นไว้ในต่างประเทศ จำนวน 329,200,000 หุ้น หุ้นที่เพิ่มขึ้นของบุตรชายและบุตรสาว เป็นการนำหุ้นที่ให้ผู้อื่นถือแทน (Nominee) มาขาย และเป็นประเด็นที่ต้องเปิดเผยต่อสาธารณชน ที่สำคัญ คือ การซื้อขายครั้งนี้ จะต้องยืนยันว่า มีการชำระเงินทั้งหมด 7 หมื่นกว่าล้านบาทในประเทศเท่านั้น ไม่มีการชำระเงินค่าหุ้นไว้ในบัญชีต่างประเทศแต่อย่างใด อย่าลืมว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ข้อหาร้ายแรง ขอร้องครับอย่าคิดว่าอย่างเก่งก็เสียเพียงค่าปรับเล็กๆ น้อยๆ
ผมหงุดหงิด ไม่ใช่เพราะอิจฉาริษยา แต่เมื่อมานั่งคิดว่าก่อนคุณทักษิณรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หุ้นทั้งหมดที่ครอบครัวถือครองมีมูลค่าประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ขณะที่เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นผู้นำรัฐบาลก็ได้ดำเนินนโยบายหลายๆ เรื่อง เช่น การลดภาษีนิติบุคคลของบริษัทจดทะเบียน การแก้ไขสัญญาสัมปทานให้บริษัท เอไอเอส เสียค่าสัมปทานน้อยลงจากร้อยละ 25 เหลือเพียงร้อยละ 20 สำหรับโทรศัพท์ระบบเติมเงิน ไปจนถึงการใช้กลไก BOI ยกเว้นภาษีโครงการดาวเทียม IPSTAR แม้กระทั่งการให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ EXIM BANK แก่ประเทศพม่าสำหรับโครงการของ IPSTAR รวมทั้งการเร่งรัดนำหุ้นรัฐวิสาหกิจเข้าตลาด ทั้งหมดเป็นการเพิ่มมูลค่าหุ้นของบริษัท Shin ทั้งสิ้น
คุณทักษิณเป็นหนี้บุญคุณแผ่นดินไทยมหาศาล ประชาชนคนไทย 60 ล้านคน ไม่มีความสามารถ และคงไม่มีใครมีความกล้าหาญ ที่จะทำอย่างคุณทักษิณ ถึงแม้วันนี้จะสายเกินไปแล้ว แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำเสียเลย ถึงเวลาที่ต้องพูดความจริงกับประชาชนแล้วครับ
Posted by : ๔ กุมภาฯ , Date : 2006-01-29 , Time : 14:08:42 , From IP : 172.29.7.136
|