ความคิดเห็นทั้งหมด : 3

กระต่ายกับเต่าในอีก Version


   เห็นว่าให้แง่คิดดีเลยเอามา post ให้ได้อ่านกัน ยาวหน่อยแต่ก็ลองอ่านดูนะครับ

หลายคน(คิดว่าทุกคนนะ)คงเคยได้ยินเรื่องเต่ากับกระต่ายมาแล้ว
เวอร์ชั่นกล่อมเด็กนอน กระต่ายหลับปุ๋ยเจ้าเต่าแซงเข้าเส้น เย้จบ...
แต่นี่เป็นตอนต่อของเรื่องดังกล่าวเวอร์ชั่นวัยทำงาน
มีรุ่นพี่ส่งมาให้เป็นภาษาอังกฤษ ก็อยากให้เพื่อนๆได้อ่านกัน
เพราะเป็นเรื่องสอนที่ดี เลยลงทุนแปลเป็นไทยให้
ผิดถูกยังไงก็เข้าใจละกันว่าไม่ใช่นักแปลมืออาชีพ.....

กาลครั้งหนึ่ง เจ้าเต่ากับกระต่ายเถียงกันว่าใครเร็วกว่ากัน
ทั้งคู่จึงตกลงที่จะวิ่งแข่ง
ก็มีการกำหนดเส้นทางวิ่งแล้วก็เริ่มการแข่งขัน
เจ้ากระต่ายนำโด่งมาไกลก็เลยชะล่าใจ
คิดว่าพักผ่อนใต้ต้นไม้ซักกะแป๊บนึงก่อนแข่งต่อก็คงดี
ไปๆมาๆก็ง่วงสิ ตื่นมาอีกทีเจ้าเต่าก็คว้าแชมป์ไปแล้ว
นิทานตอนนี้สอนให้รู้ว่า ช้าๆแต่มั่นคงสามารถเอาชนะได้(เหมือนกัน)

นี่เป็นเวอร์ชั่นเดะๆที่เราคุ้นหูกัน
ไม่นานมานี้มีคนเล่าเวอร์ชั่นใหม่ที่น่าสนใจให้ฟัง
ต่อเลยนะ....

เจ้ากระต่ายสันหลังยาวก็รมณ์บ่จอยตามระเบียบที่แพ้
มันจึงค้นหาจุดอ่อนของตนเอง
มันก็พบว่าความมั่นใจในตัวเองเกินไปบวกกับความขี้เกียจ
ของมันนั่นแหละที่ทำให้แพ้
ถ้ามันไม่เผลอหลับซะอย่าง เต่าหน้าไหนจะเอาชนะมันได้
มันจึงขอแก้ตัวใหม่อีกครั้ง
”เฮ้ย..เมื่อกี๊ฟลุ้คอ๊ะป่าว แน่จริง..ใหม่เด่ะ” เจ้าเต่าก็ตกลง
ย่อมได้ไอ้น้อง”....

แน่นอนว่าครั้งนี้ เจ้าเต่าโดนทิ้งไม่เห็นฝุ่น กระต่ายชนะขาดลอย
เราได้ข้อคิดอะไรล่ะ...

ต่อให้ช้าแต่ชัวร์ ยังไงก็แพ้เร็วและสม่ำเสมอ
ถ้าเราเปรียบเทียบคนสองคนในองค์กรของเรา คนนึงช้าจริง
ทำอะไรมีระบบระเบียบแบบแผน แต่ทำอะไรๆไม่เคยพลาด
ไว้ใจได้แน่นอนในผลงานของเขา
เทียบกับอีกคนนึงที่เร็วและก็พอไว้ใจได้ในสิ่งที่เขาทำ
คนที่เร็วกว่ามักจะประสบความสำเร็จมีความเจริญก้าวหน้าในองค์กรนั้นๆมากกว่า
(ซิกแซกไม่เป็น อะไรลัดได้เร็วได้ก็ไม่กล้าเสี่ยงไม่กล้าทำ ผลงานก็เลยน้อยมั้ง)
ไอ้ช้าแต่ชัวร์น่ะมันก็ดีอยู่หรอก แต่ให้เร็วและพอใช้ได้นี่ดีกว่า....

เรื่องยังไม่จบแค่นี้

คราวนี้ถึงทีเจ้าเต่ามาหาจุดบกพร่องของตัวเองบ้าง และมันก็พบว่า
เป็นไปไม่ได้เลยที่มันจะชนะกระต่ายในเส้นทางการวิ่งแบบที่เป็นอยู่นี้
มันก็คิดอยู่ซักครู่หนึ่งก็ไปท้ากระต่ายแข่งใหม่
แต่ขอเปลี่ยนเส้นทางวิ่งซะหน่อย
เจ้ากระต่ายก็ว่าย่อมได้อยู่แล้วเพ่ พอการแข่งเริ่มปุ๊บ
เจ้ากระต่ายก็ใส่เกียร์ห้อออกไปเต็มสปีดเลย
จนกระทั่งไปถึงระหว่างทาง “เฮ้ย!!!..เวรกรรม ต้องข้ามแม่น้ำ ทำไงล่ะตู...”
เส้นชัยอยู่ไม่ห่างจากฝั่งตรงข้ามเท่าไหร่เลย
เจ้ากระต่ายมัวแต่เง็งว่าจะทำไงดี
จนเจ้าเต่าคืบคลานมาทันแล้วก็จ๋อมลงน้ำว่ายข้ามฝั่งไปเข้าเส้นชัย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า....

พิจารณาจุดแข็งของตนให้ดีแล้วพยายามเปลี่ยนสนามการแข่งขันให้
ตนเองได้เปรียบมากที่สุด

ย๊างงง ยังไม่พอ มีต่อ....

ด้วยน้ำใจนักกีฬา ครั้งนี้เจ้าเต่ากับกระต่ายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันแล้ว
ต่างคนต่างมาระดมสมองคิดด้วยกัน หากทั้งสองร่วมมือกัน
การแข่งแบบเมื่อครั้งล่าสุดจะช่วยให้ทำเวลาได้ดีขึ้น

ดังนั้น พวกมันจึงคิดจะแข่งอีกครั้ง แต่แข่งคราวนี้เป็นแบบทีมเวิร์ค
เริ่มต้นเจ้ากระต่ายก็แบกเต่าวิ่งไปด้วยความเร็วสูง จนถึงริมแม่น้ำ
เจ้าเต่าก็ให้กระต่ายขี่หลังว่ายข้ามไป
พอข้ามฝั่งเจ้ากระต่ายก็แบกเจ้าเต่าวิ่งต่อจนเข้าเส้นชัยด้วยกัน
ผลการแข่งครั้งนี้สร้างความพึงพอใจให้กับทั้งสองฝ่าย(ตัว)มากกว่า
การแข่งครั้งก่อนๆหน้านี้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า....

การมีจุดแข็งและความสามารถโดดเด่นเฉพาะตัวเป็นสิ่งที่ดี
แต่หากไม่รู้จักทำงานร่วมกับผู้อื่น
ยังไงก็ไปไม่รอด เพราะมันจะมีบางสถานการณ์ที่เราเจ๋งคนอื่นเจ๊ง
ในขณะที่บางสถานการณ์เราเจ๊งแต่คนอื่นเจ๋ง

ทีมเวิร์คสำคัญตรงที่การกำหนดผู้นำให้เหมาะกับสถานการณ์
ให้ผู้ที่มีความถนัดกับสถานการณ์นั้นๆเป็นผู้นำกลุ่มในแต่ละช่วง
สถานการณ์ที่เหมาะกับความสามารถของเขา

นอกจากนี้เรายังได้บทเรียนอีกอย่างหนึ่งด้วยว่า ไม่ว่าเต่าหรือกระต่าย
ไม่มีใครที่คิดเลิกล้มหรือท้อแท้หลังจากความความล้มเหลวได้เกิดขึ้น
กระต่ายแก้ไขจุดบกพร่องของตนเองโดยการทำงานที่หนักขึ้น
และเพิ่มความมุมานะในงานของตนเองหลังจากพบความล้มเหลว
ส่วนเต่าได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของตนใหม่
เพราะตัวมันเองได้ทำงานหนักที่สุดเท่าที่มันจะสามารถทำได้แล้ว ในชีวิต
เมื่อเราพบกับปัญหาหรือความล้มเหลว
บางครั้งเราก็ควรจะทำงานให้หนักขึ้นและมีความเอาใจใส่ในงานมากกว่าเดิม
บางครั้งก็ควรเปลี่ยนแผนการทำงานและทดลองในสิ่งใหม่ๆที่แตกต่างออกไป
และในบางครั้งก็จำเป็นต้องทำทั้งสองอย่างเลย

นอกจากนั้น กระต่ายกับเต่าก็ได้บทเรียนที่สำคัญอีกอย่างคือ
เมื่อเราหยุดการแข่งขันกับตัวบุคคล
แล้วหันมาแข่งขันกับสถานการณ์แทน พวกมันจะทำงานได้ดีขึ้นมาก


เมื่อครั้งที่ Roberto Goizueta มาเป็น CEO ของโค้ก
ก็เจอปัญหาคู่แข่งคือเป๊ปซี่มากินส่วนแบ่งในตลาด
ใครๆก็สนใจแต่ว่าเป็ปซี่เป็นคู่แข่งในขณะที่หมอแกไม่ได้คิดว่าจะแข่งกับเป๊ปซี่
แต่จะแข่งกับสถานการณ์การบริโภคน้ำดื่มของคนอเมริกัน
คือถ้าแข่งกันเรื่องขายน้ำสีดำซ่าๆนั่นอย่างเดียว
เป๊ปซี่เป็นคู่แข่ง แต่เขาพุ่งจุดสนใจไปในการขายเครื่องดื่มประเภทอื่นๆด้วย
คือไม่ว่าคนอเมริกันจะอยากทานน้ำอะไรก็จะมีขายให้หมดว่างั้นเหอะ
เขาแข่งกับสถานการณ์การดื่มเครื่องดื่มทั้งหมดของคนอเมริกัน

ผลสุดท้าย โค้กก็เลยติดตั้งตู้ขายมันทุกหัวมุมถนน ปริมาณการขายก็เพิ่มขึ้น
และหลังจากนั้นเป๊ปซี่ก็ไม่ใช่คู่แข่งไปเลย

โดยสรุป นิทานกระเต่า เอ๊ย กระต่ายกับเต่าสอนเราในหลายๆอย่าง
ความรวดเร็วเสมอต้นเสมอปลายชนะความอืดอาดแต่แน่นอนเสมอ
เลือกทำงานให้เหมาะกับความสามารถพิเศษของตน
การทำงานเป็นทีมชนะคนที่เจ๋งแต่ลุยเดี่ยว
อย่ารีบยอมแพ้เมื่อพบกับความล้มเหลว
และท้ายสุดคือ จงแข่งกับสถานการณ์ ไม่ใช่ตัวบุคคล



Posted by : Mercury , Date : 2003-05-22 , Time : 16:14:56 , From IP : 172.29.1.100

ความคิดเห็นที่ : 1


   ...:D....:D



Posted by : Death , Date : 2003-05-22 , Time : 19:22:46 , From IP : 172.29.3.126

ความคิดเห็นที่ : 2


   ชอบจังเลยครับ

Posted by : ลิงน้อยก้นแดงส่งตรงจากญี่ปุ่น , Date : 2003-05-23 , Time : 22:57:24 , From IP : p6f9998.tokynt01.ap.

ความคิดเห็นที่ : 3


   นิทานสนุกมากคะ แถมยังให้ขอคิดดีดีด้วย อืม? ใช้ได้

Posted by : วจก. ขอแจม , Date : 2003-06-24 , Time : 15:46:13 , From IP : ip1684-81.cc.psu.ac.

ความเห็นจาก Social Network : Facebook


สงวนสิทธิ์การแสดงความคิดเห็นสำหรับ สมาชิกเท่านั้น