ความคิดเห็นทั้งหมด : 6

อยากให้อ่านกัน


   ไม่รู้ว่าจะเคยอ่านรึยัง แต่เราอ่านแล้วรู้สึกว่าดี เลยเอามาฝาก

----"บทสัมภาษณ์ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา" ใช้สมาธิ ช่วยองค์การนาซ่า สำรวจอวกาศ
"ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา" ใช้สมาธิ ช่วยองค์การนาซ่า สำรวจอวกาศ

เรื่อง : ชุติมา ซุ้นเจริญ
ภาพ : สราวุธ สุวรรณรักษ์

ระหว่างวิทยาศาสตร์กับศาสนา

ถ้าไม่มีวิกฤติเราก็ไม่เปลี่ยน เราก็อยู่กันอย่างสบายๆ เพราะฉะนั้นช่วงนี้มันจะมีวิกฤติเกิดขึ้นเยอะ และสร้างปัญหาให้กับเรา ทำให้การเปลี่ยนแปลงจะเร่งและรีบด่วน มันจะไม่ใช่ 50 ปีอย่างที่บางคนทำนายหรอก มันจะเกิดขึ้นเร็วมาก สมัยนี้เราอยู่ในยุคของการเปลี่ยนแปลง เราไม่มีเวลากันแล้ว




สำหรับบางคน ความสำเร็จในหน้าที่การงานอาจวัดด้วยชื่อเสียง เงินทอง แต่สำหรับบุคคลท่านนี้ สิ่งเหล่านั้นคือของแถมจากการใช้ชีวิตอย่างเต็มศักยภาพในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

ถ้าบอกว่า เขาคือ อดีตวิศวกรที่ทำรายได้เป็นหลักล้านต่อเดือนเมื่อหลายสิบปีก่อน เป็นนักธุรกิจผู้เคยรั้งตำแหน่งผู้บริหารมาหลายบริษัท ได้รับการยอมรับในฐานะนักการเมืองน้ำดี เป็นนักการศึกษาที่ได้รับเชิญให้ไปบรรยายมาแล้วทั่วโลก รวมถึงเคยเป็นนักแสดงประกอบในภาพยนตร์เรื่อง ...หลายคนอาจนึกไม่ออก


แต่ถ้าแนะนำว่า ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ผู้นี้ คือบุคคลที่ถูกกล่าวถึงในโฆษณาชิ้นหนึ่งว่า เป็นผู้คิดค้นระบบลงจอดบนดาวอังคาร คงไม่มีใครมองผ่านไปเฉยๆ ถึงแม้ว่าในทัศนะของผู้เป็นเจ้าของเรื่อง ผลงานชิ้นนี้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ แห่งบททดสอบพลังการหยั่งรู้ของมนุษย์คนหนึ่งเท่านั้น

++อยากให้อาจารย์ช่วยเล่าถึงเรื่องราวที่ปรากฏในโฆษณาชิ้นนี้ค่ะ++

มีบริษัทโฆษณาเขามาติดต่อผม เขาเพียงแต่บอกว่าเขาต้องการยกย่องคนดีในสังคม ผมก็บอกว่าการที่จะยกย่องคนดีนั้นก็เป็นสิทธิของทุกคนอยู่แล้วไม่ต้องมาขออนุญาตอะไร ผมเพียงแต่บอกว่าขออย่างเดียวอย่าให้เกี่ยวข้องกับการโฆษณาสินค้าอะไรต่างๆ ก็ได้บอกเขาไว้อย่างนั้น เขาก็สัญญาว่าในช่วงของผมจะไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ แต่เสร็จแล้วเขาก็ไปเสริมเติมตอนท้าย ก็เลยเป็นการทำให้คนเข้าใจว่าผมมาโฆษณาเหล้า ซึ่งผมก็ไม่พอใจเหมือนกัน ก็เรียกเขามาคุย เขาก็รับปากว่าจะเพิ่มเติมส่วนที่แบ่งระหว่างเรื่องของผมและสินค้าที่เขาโฆษณา จริงๆ แล้วผมไม่ได้สักบาทหนึ่ง ไม่ถือว่าเป็นการโฆษณาอะไร

++แล้วในส่วนของผลงานการคิดค้นล่ะคะ มีที่มาที่ไปอย่างไร++

ตอนนั้นผมเป็นอาจารย์อยู่ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พอสอนไปได้สัก 2 ปี รู้สึกว่าวิทยาการมันก้าวล้ำไปแล้ว ความรู้ ประสบการณ์ของเรามันล้าสมัย ผมก็เดินทางไปต่างประเทศ ส่วนใหญ่แล้วไปที่สหรัฐอเมริกา เพื่อที่จะได้ไปหาข้อมูลเรียนรู้อะไรต่างๆ เพิ่มเติม

เพื่อกลับมาสอนนิสิตนักศึกษาในประเทศไทย ผมก็ลาราชการไป บังเอิญเขาประกาศเกี่ยวกับยานอวกาศขององค์การนาซาที่จะไปสำรวจดาวอังคาร ก็พยายามสมัครเข้าไป คือเสนอโครงการเข้าไป ตอนแรกๆ เขาก็จะไม่รับคนต่างชาติ เพราะว่าเป็นความลับทางเทคโนโลยี แต่ผมก็เห็นว่ามันมีช่องโหว่ในกฎหมายที่เขาจะรับคนต่างชาติได้ โดยเฉพาะกรณีที่เขาขาดแคลนคนที่มีความรู้ทางด้านนั้น

ผมก็เลยดูว่ามีอะไรที่ทางอเมริกาเขาขาด ทำไม่สำเร็จ ผมดูแล้วก็มีอยู่อย่างเดียว คือช่วงนั้นปี พ.ศ.1971 อเมริกาและรัสเซียก็พยายามส่งยานอวกาศไปลงที่ดาวเคราะห์ โดยเฉพาะดาวอังคาร ดาวพุธ กับดาวศุกร์ แต่ปรากฏว่าล้มเหลวทุกครั้ง พอเขาส่งไปถึงมันจะตกลงไป มันจะกระแทกพื้นดิน พังใช้การไม่ได้ เพราะว่ามันอยู่ห่างไกลจากโลก ไม่สามารถควบคุมการร่อนลงได้จากโลกของเรา ฉะนั้นต้องเป็นระบบที่มันควบคุมตัวเองโดยอัตโนมัติ ซึ่งอันนี้ทางอเมริกายังไม่ประสบผลสำเร็จ ผมก็เลยเสนอโครงการเข้าไปว่าผมจะช่วยสร้างชิ้นส่วนอันหนึ่งที่จะบังคับยานอวกาศให้ร่อนลงโดยอัตโนมัติลงสู่พื้นดินของดาวอังคารอย่างปลอดภัย
ตรงนี้เองที่ทำให้เขาสนใจและทำให้ผมเข้าไปร่วมในโครงการยานอวกาศได้

โดยเริ่มไปทำงาน ไม่ใช่กับองค์การนาซาโดยตรง เพราะนาซาเขาจะไม่สร้างอะไรเอง เขาจะให้บริษัทต่างๆ เป็นผู้ผลิต ฉะนั้นผมก็ต้องไปทำงานกับบริษัทในสหรัฐอเมริกา โดยอยู่ในโครงการอันนี้ที่ผมเสนอไป ตอนแรกทางสหรัฐอเมริกาเขาเช็คประวัติของผมก่อนว่าผมมีแนวโน้มเอียงไปทางซ้ายหรือเปล่า เขาระมัดระวังมาก เขาจะส่งคนไปสืบดูในทุกๆ แห่งที่ผมเคยอาศัยอยู่ รวมถึงที่ปารีสซึ่งเคยอยู่ 2 ปี ปรากฏว่าผ่านทุกอย่างไม่มีปัญหาอะไร เขาเลยให้ทำงาน ทำวิจัยไปประมาณ 1 ปี สร้างต้นแบบมาหลายต้นแบบ แต่ปรากฏว่าไม่ประสบผลสำเร็จ ใช้การไม่ได้

แต่หลังจาก 1 ปี ผมก็คิดขึ้นมาว่าวิธีการหาความรู้แบบตะวันตก มันใช้ไม่ได้ เพราะเราต้องอาศัยข้อมูลของคนอื่น เราต้องทำวิจัย เราต้องมาเปลี่ยนแปลงวิเคราะห์ ผมคิดว่าใช้วิธีของทางตะวันออกดีกว่าก็คือไปนั่งสมาธิเพื่อให้เกิดปัญญา

ผมก็ปีนขึ้นไปอยู่บนภูเขาในรัฐแคลิฟอร์เนีย ใกล้ๆ เมืองลอสแองเจลิส และนั่งสมาธิอยู่ตามลำพัง จนกระทั่งจิตนิ่ง สงบ ปัญญามันก็เกิด ผมอยู่ 4 คืน 5 วัน วันที่ 5 กำลังนั่งอยู่เฉยๆ สงบนิ่ง ไม่คิดถึงโครงการยานอวกาศเลย อยู่ๆ มันก็แวบเข้ามา แล้วเราก็ได้คำตอบ เราก็ อ๋อ รู้แล้ว เข้าใจแล้ว แค่นี้ คือในการฝึกสมาธิจนปัญญาเกิด โดยที่เราไม่ต้องคิด มันจะไม่ผ่านระบบความคิดอะไร

++เมื่อไม่ได้ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การคิดคำนวณ แล้วนำไปสร้างได้อย่างไรคะ++

ผมสร้างต้นแบบให้เขา และเขาก็ทดสอบ โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ สมมติตอนที่ร่อนลง ปรากฏว่ามันค่อยๆ ร่อนลงและไปแตะพื้นดินของดาวอังคารอย่างปลอดภัย เขาก็ดีอกดีใจก็เลยให้ผมสร้างให้เขา 3 ชุด ไปไว้ในยานไวกิ้ง 1 ไวกิ้ง 2 และยานไวกิ้ง 3 สามลำด้วยกัน เขาส่งขึ้นไป 2 ลำ เดินทางไปใช้เวลา 11 เดือน พอไปถึงดาวอังคารก็สำรวจว่าจะลงตรงไหน แล้วก็ส่งสัญญาณไปกระตุ้นเครื่องที่ผมสร้างไว้ และมันค่อยๆ ควบคุมยานอวกาศให้ร่อนลงไปโดยอัตโนมัติสู่พื้นดินของดาวอังคาร ประสบความสำเร็จ ยานทั้ง 2 ลำแตะพื้นเบาๆ ไม่มีปัญหาอะไร และสามารถส่งข้อมูลกลับมาที่โลกของเราเป็นเวลาเกือบ 7 ปี

ถือเป็นครั้งแรก?

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ก่อนหน้านั้นยังไม่เคยมียานอวกาศลำไหนลงไปบนพื้นดินของดาวเคราะห์ได้สำเร็จ แต่ตอนนั้นได้ลงไปที่ดวงจันทร์แล้ว แต่ดาวเคราะห์ยังไม่เคย


++อาจารย์สนใจเรื่องสมาธิมาตั้งแต่ก่อนจะไปทำงานตรงนั้นหรือเปล่า++

ผมเริ่มฝึกปฏิบัติตั้งแต่อายุ 15 ปี ตอนนั้นศึกษาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ เป็นโรงเรียนประจำ แล้วก็ฝึกมาเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้
ทำไมถึงได้สนใจเรื่องสมาธิ

เหตุที่เป็นแรงจูงใจก็เพราะว่าช่วงนั้นผมเป็นเด็กเกเรพอสมควร ชอบชก ชอบต่อย ชอบอาละวาด เป็นคนที่อารมณ์รุนแรง แล้วมันเกิดเหตุการณ์ที่ค่อนข้างจะมหัศจรรย์กับตัวเอง คือนอนอยู่ในห้องนอนรวม เป็นหอพักของนักเรียน อยู่กัน 50 คน อยู่ๆ วันหนึ่งก็ตกใจตื่นขึ้นมากลางดึก เพราะเหมือนกับมีเสียงคุยกับผมอยู่ เสียงนั้นแค่เรียกชื่อผม 3 ครั้ง อาจอง อาจอง อาจอง ทำไมถึงทำอย่างนี้ ตั้งคำถามไว้ให้กับผม

ผมก็มานั่งคิด ตอนแรกก็ตกใจนึกว่าเป็นผีมาหลอก ก็ไม่สนใจ นอนหลับไป พร้อมกับเสียงนั้นมันจะมีแสงสว่างอยู่รอบๆ บริเวณนั้นด้วย ผมมองซ้าย มองขวา ดูเพื่อน ทุกคนก็นอนหลับไม่มีใครได้ยินอะไร และมันก็เกิดขึ้นสามคืนติดต่อกัน คืนที่สามก็เลยต้องมานั่งคิดใหญ่เลยว่า เอ..มันเรื่องอะไร คิดไปคิดมาอาจเป็นการเตือนตัวเราเองว่า สิ่งที่เราทำมันไม่ถูกต้อง ก็เลยหาทางออก พยายามคิดว่าเราจะปรับปรุงตัวอย่างไร


ตอนแรกไม่รู้จะไปปรึกษาหารือกับใคร เลยไปปรึกษากับนักบวชในศาสนาคริสต์ ท่านก็บอกว่าให้ไปสวดมนต์ภาวนา เข้าโบสถ์ด้วยกัน ผมก็เข้าไป แต่แล้วท่านก็ไม่ได้ให้คำตอบอะไรกับผม ท่านบอกว่าต้องไปศึกษาพระคัมภีร์ต่อ ผมก็ไปศึกษาพระคัมภีร์ จนกระทั่งวันหนึ่งท่านสอนเกี่ยวกับเรื่องการสวดมนต์ท่านบอกว่าเมื่อสวดมนต์จะต้องมาพร้อมกัน เปร่งเสียงดังพร้อมกัน เข้ามาอยู่ในโบสถ์พร้อมกัน ผมเถียงท่าน บอกว่าไม่จำเป็น เราสวดมนต์ในมุมเงียบๆ ในห้องของเราก็ได้ ไม่จำเป็นต้องไปสวดในโบสถ์ อันนี้ท่านโกรธมากเลย ไล่ผมออกจากห้อง ผมก็เสียใจมาก

ก็พยายามคิดว่าจะทำยังไง เลยไปเข้าห้องสมุด แล้วบอกตัวเองว่าเราเกิดมาเป็นชาวพุทธ น่าจะมีอะไรดีๆ ทางพุทธศาสนา ก็เลยไปค้นหนังสือเจอบทความเกี่ยวกับการฝึกสมาธิ พออ่านแล้วมันประทับใจมาก ก็เลยเริ่มฝึกตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา

พอฝึกไปได้เดือนหนึ่งมันรู้สึกสงบ สบาย อารมณ์โกรธ โมโห อะไรก็ค่อยๆ หายไป เลยฝึกต่อ พอฝึกไปได้ปีหนึ่ง ก่อนหน้านั้นเรียนหนังสือไม่ค่อยได้ดี ปรากฏว่าความจำดีขึ้น การเรียนดีขึ้น พอสอบปีถัดมาก็สอบได้ที่ 1 ของทุกวิชา จากนั้นชีวิตก็เปลี่ยน เป็นคนใจเย็น ความรู้เกิดขึ้น

บางครั้งเราเรียนหนังสือก็ไม่ต้องเรียนหนัก ความจำดีขึ้น ได้รับรางวัลจากประเทศอังกฤษเยอะแยะไปหมด ได้รับรางวัลจากนายกรัฐมนตรีของประเทศอังกฤษด้วย ทางด้านวิทยาศาสตร์และทางด้านศาสนา นี่คือการทำควบคู่กันไปทั้งสองอย่างพร้อมกัน

++แต่คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าวิทยาศาสตร์กับศาสนาเป็นคนละเรื่องกัน?++

ผมมองดูตัวเองย้อนหลังกลับไป จริงๆ วิทยาศาสตร์กับศาสนาไม่แตกต่างกัน ทั้งสองอย่างพยายามแสวงหาความจริง แต่วิทยาศาสตร์มุ่งไปในสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเรา แต่ศาสนามุ่งเข้าไปในตัวเรา ฉะนั้นอันหนึ่งเป็นเรื่องภายใน อีกอันเป็นเรื่องภายนอก สองอย่างมาประกอบกันก็ทำให้เกิดความเข้าใจที่สมบูรณ์แบบ

แล้วผมก็วิเคราะห์ดูตั้งแต่ตอนนั้นว่า ผมจะไม่หากินกับเรื่องของจิตใจ เรื่องของการฝึกสมาธิ ตรงนั้นจะทำอะไรก็เป็นการบริการช่วยเหลือคนอื่น ถ้าเผื่อไปหากินก็คิดว่าใช้วิทยาศาสตร์ ผมก็เลยเลือกเรียนทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อใช้เป็นอาชีพ


++ในแวดวงของคนที่เรียนด้านวิทยาศาสตร์ อาจารย์คิดว่าตัวเองแปลกแยกจากคนอื่นมั้ยคะ++

คือผมเข้าใจเขา แนวความคิดของเขาเป็นอย่างไร ขั้นตอนของการคิดแบบนักวิทยาศาสตร์เป็นอย่างไร ทีนี้ผมพยายามดึงเขาเข้ามาให้เข้าใจด้วยว่าเรามีญาณวิเศษอยู่ในตัวของเราทุกคน เพราะถ้าเกิดเราย้อนหลังกลับไปดูในประวัติศาสตร์อย่าง เซอร์ไอแซค นิวตัน ซึ่งก็เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่สำคัญของโลก ตั้งแต่เล็กๆ เขาชอบนั่งอยู่ใต้ต้นแอปเปิลตามลำพัง โดยที่เขาไม่คิดอะไร และเขาทำอย่างนี้เป็นประจำ
__________________
พอโตขึ้นมาเขาคิดถึงดาวหางแฮรี่ว่ามันจะกลับมาเยี่ยมโลกทุกๆ กี่ปี การหาคำตอบของเขาไม่ได้จากการทดลอง ไม่ได้จากการคำนวณ เขาไปนั่งอยู่ใต้ต้นแอปเปิล พอมันตกลงมาตอนนั้นเองมันก็แวบเข้ามา แล้วเขาก็ได้รับคำตอบ ซึ่งนอกจากจะตอบว่า นอกจากดาวหางแฮรี่จะมาทุก 76 ปี ซึ่งก็ถูกต้อง เขายังได้กฎเกณฑ์ของฮิวตันซึ่งเป็นพื้นฐานของฟิสิกส์ที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้

ไอน์สไตน์ก็เหมือนกัน เขาก็บอกว่า เขาได้อะไรต่ออะไรจากการตอนที่เขาสงบนิ่ง แล้วเขาพูดออกมาชัดเจนเลยว่าการหยั่งรู้ด้วยตนเองไม่ได้มาจากการศึกษา ไม่ได้มาจากความพยายาม แต่มันมาจากใจโดยตรง ถ้าเราเข้าถึงใจของเราได้ สมาธิก็จะเกิด ความรู้เกิดขึ้น ปัญญาก็เกิดขึ้น

อธิบายสิ่งที่เรียกว่าการหยั่งรู้นี้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์อย่างไรคะ

พอเราฝึกสมาธิ ความรู้สึกของเรามันจะขยายตัวออกไปกว้างใหญ่ พอเป็นอย่างนี้เท่ากับว่ามันขยายไปที่ไหนเราก็รู้ตรงนั้น ถ้าเราอยากจะรู้ว่าข้างหนึ่งของโลกเรากำลังเกิดอะไรขึ้น เรานั่งสมาธิขยายความรู้สึกของเราออกไป มันเป็นจิตใจที่เราขยายออกไปได้ แล้วจะรู้เรื่องอะไรก็ได้ ฉะนั้นจิตเหนือสำนึกก็คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ที่อยู่ในตัวเรา มันไม่มีขอบเขต จิตเหนือสำนึกมันกว้างออกไป และทำให้เราสามารถรู้เรื่องอะไรก็ได้ เกี่ยวข้องกับอะไรก็ได้

++ถ้าอย่างนั้นจะเรียกว่าอาจารย์เป็นผู้หยั่งรู้ได้มั้ยคะ++

ผมถือว่าทุกคนสามารถที่จะหยั่งรู้ได้ บางทีพวกเราสังเกตกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อันนั้นก็เป็นการหยั่งรู้ บางทีเรามีปัญหาเยอะแยะ เราคิดอะไรไม่ออก เรานอนหลับไป และช่วงที่เราตื่น อ๋อ! รู้แล้ว คำตอบมันมา เพราะระหว่างที่เรานอนหลับกับตอนที่เราตื่นตอนนั้นจิตใจเราสงบ เรายังไม่ฟุ้งซ่าน เรายังไม่คิดอะไรมาก พอจิตใจสงบในช่วงนั้นการหยั่งรู้ด้วยตนเองก็จะเกิดขึ้น


สภาวะจิตใจที่สงบนิ่ง ทางพุทธเราก็เรียกว่าศีล สมาธิ ปัญญา เมื่อเรามีศีล มีสมาธิเกิดขึ้น จิตใจมันสงบ ปัญญามันก็เกิด

หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการคิดค้นวิธีลงจอดแล้วอาจารย์ไปทำงานอะไรต่อ

ก็เป็นอาจารย์ต่อที่จุฬาฯ เริ่มสอนนิสิตนักศึกษาเรื่องสมาธิ และอบรมครูในเรื่องการฝึกสมาธิ

++ช่วงหนึ่งได้มีโอกาสทำงานในแวดวงการเมืองด้วย?++

คือหลังจากที่เป็นอาจารย์อยู่สัก 7 ปี ผมรู้สึกว่าเราน่าจะมีประสบการณ์ที่กว้างออกไป และให้เข้ากับทุกกลุ่ม คือสังคมต่างๆ ตอนนั้นก็ออกมาเป็นนักธุรกิจก่อน ประสบความสำเร็จได้เป็นกรรมการผู้จัดการหลายบริษัท

พอเริ่มเข้าใจแล้วว่านักธุรกิจเป็นอย่างไรก็ตัดสินใจว่าถึงเวลาที่เราจะต้องรู้เรื่องเกี่ยวกับการเมืองบ้าง เลยไปลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประสบความสำเร็จตอนที่สังกัดพรรคพลังธรรม ได้รับเลือก 3-4 สมัย

ตอนนั้นเข้าไปอยู่ในงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเป็นหลัก เป็นกรรมาธิการการศึกษา กรรมาธิการวิทยาศาสตร์ กรรมาธิการสิ่งแวดล้อม จะมุ่งไปในทางด้านนั้น จนสุดท้ายได้เป็นเลขารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สมัยท่านประสงค์ สุ่นศิริ ได้เดินทางไปรอบโลกพร้อมกับท่าน

ดูเหมือนอาจารย์จะมองการทำงานในตำแหน่งต่างๆ เป็นการเรียนรู้มากกว่าการประกอบอาชีพ?

คือทุกอย่างเป็นการเรียนรู้ของผม

++ไม่ได้มีเป้าหมายคือ ชื่อเสียง เงินทอง หรืออำนาจ?++

ถ้าเราต้องการรวยมันง่ายมาก อย่างผมไปสร้างยานอวกาศที่สหรัฐอเมริกา เงินเดือนที่ได้รับตอนนั้นซื้อรถยนต์ได้ 1 คันต่อเดือน คือต้องเทียบอย่างนั้น เพราะว่าเงินสมัยนั้นมันยังน้อย เงินซื้ออะไรได้เยอะ มูลค่าสูง

พอผมสร้างเสร็จแล้วหน้าที่ของผมคือกลับมาเป็นอาจารย์อยู่ที่จุฬาฯ ก็บอกทางโน้นว่าขอกลับแล้ว ตอนแรกเขาก็จะไม่ยอม เพิ่มเงินเดือนให้ผม 20 เท่า ซื้อรถยนต์ได้ 20 คันต่อเดือน และจะโอนสัญชาติให้ผม ผมก็บอกว่าอันนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการ หน้าที่ของผมคือสอน ที่มาก็มาหาความรู้ ได้ประสบการณ์แล้วก็ขอกลับ ในที่สุดเขาก็ต้องยอม

ในชีวิตไม่เคยคิดอยากจะรวย ไม่เคยคิดอยากจะดังอะไร ถ้ามันดังก็ดังโดยธรรมชาติของมันเอง เราไม่ได้ตั้งใจว่าจะต้องทำด้วยความดังหรือชื่อเสียง หรือความร่ำรวยอะไร ตอนนี้ก็กลับมาอยู่ที่โรงเรียน ผมก็ปฏิเสธไม่รับเงินเดือน เพราะว่านี่ไม่ใช่จุดมุ่งหมายของเรา เราต้องการจะให้และช่วยเด็ก

แต่ไม่ว่าจะอยู่ในแวดวงธุรกิจหรือการเมือง คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเต็มไปด้วยเรื่องผลประโยชน์และการต่อรอง?

อย่างผมเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของบริษัทแห่งหนึ่ง

ปกติเราต้องเลี้ยงลูกค้า เลี้ยงอาหาร เลี้ยงเหล้า อะไรต่างๆ ผมก็บอกเขาตรงๆ ว่า ผมไม่ดื่มเหล้านะ และผมทานมังสวิรัติด้วย เขาก็ตกใจ แปลกใจ

แต่ก็บอกผมว่า ถ้างั้นก็ทานบ้าง เป็นเพื่อนดื่มน้ำชาด้วยกัน เสร็จแล้วก็คุยกันไปคุยกันมา ปรากฏว่าเขาไว้ใจผมมากเลย เขาเชื่อว่าผมทำธุรกิจจะไม่มีวันเอาเปรียบเขา ไม่มีวันที่จะโกงเขา เขาบอกเอาล่ะ ผมพร้อมจะเซ็นสัญญาซื้อขายกับคุณ เซ็นสัญญาทีเป็นพันล้านเพราะเขาไว้วางใจเรา เพราะเราไม่ได้โม้อะไร

ไม่ได้ไปแสดงอะไร ไม่ได้ดื่มเหล้าเมายากับเขา ไม่ได้เลี้ยงดูปูเสื่อ ซึ่งนักธุรกิจโดยทั่วไปเขาจะมี แต่ปรากฏว่ากลับไม่ค่อยไว้วางใจกัน แต่นี่เขาไว้ใจเรา เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าจะต้องใช้วิธีทางโลกในการค้าขาย สู้สร้างความไว้วางใจดีกว่า

การเมืองก็เหมือนกัน ผมก็เข้าไปในสภา เอาล่ะ ก็ยอมรับว่ามันมีผลประโยชน์ค่อนข้างจะเยอะ แล้วก็มีคนมาเสนอผลประโยชน์ให้ผมเยอะมาก ตอนที่เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็มีคนเสนอว่า พี่ช่วยเซ็นตรงนี้หน่อย พอเซ็นแล้วผมจะได้ 150 ล้าน

ผมก็บอกว่าเรื่องอะไรล่ะ ได้เยอะแยะขนาดนี้ เขาบอกว่าเขาจะนำเข้าไม้จากพม่า และเขาเอาหลักฐานให้ผมดูว่าเป็นไม้จากพม่า แต่ผมดูแล้วผมรู้สึกว่ามันเป็นเอกสารปลอม ผมก็เลยเอาเอกสารนี้ไปตรวจ พม่าตรวจแล้วเขาก็บอกว่าเป็นเอกสารปลอม ผมก็เอากลับมาแล้วบอกว่า ขอโทษนะเซ็นอันนี้ไม่ได้ เพราะว่าเป็นเอกสารปลอม ผมก็พูดตรงไปตรงมากับเขา


ใช่ ผมอาจจะไม่ร่วมมือในเรื่องบางเรื่อง แต่ทุกคนก็ยอมรับ และก็ถือว่าผมเป็นคนที่น่าไว้วางใจ ถึงเวลาจะมีการปฏิรูปการศึกษา กรรมาธิการก็ให้ผมร่างในเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ถึงเราไม่ได้อยู่ฝ่ายรัฐบาล แต่ไปขอร้องเขา พอถึงเวลาเขาก็ยกมือให้ เขามั่นใจเรา เขารักเรา การทำงานไม่จำเป็นต้องใช้อำนาจ อิทธิพล ไม่ต้องใช้เงินใช้ทอง เราสร้างความไว้วางใจให้กับคนอื่นให้รักเรา


++จริงไหมที่เขาบอกว่าคนดีๆ มักอยู่ในแวดวงการเมืองไม่ได้?++

อันนี้ก็จริงเหมือนกัน แต่ทว่าเขาเข้าใจผิด คือยืนหยัดอยู่ในทางของตัวเองแล้วบอกคนอื่นผิดหมด มันไม่ใช่อย่างนั้น ไม่มีใครผิด คือเราต้องเข้าใจว่าทุกคนอยู่ในโลกนี้ก็เพื่อที่จะมีประสบการณ์ บางทีเราต้องหกล้มเราถึงจะรู้ว่าหกล้มแล้วมันเจ็บ แล้วเราน่าจะเปลี่ยนวิธีการใหม่

ตลอดเวลามีการสร้างความแข็งแกร่ง ความเข้าใจเกี่ยวกับชีวิตให้ดีขึ้น ฉะนั้นผมมองนักการเมืองทั้งหลายว่าเขาก็เรียนรู้อยู่ บางทีเขาทำอะไรตัวเองก็เจ็บมาก สร้างปัญหาให้กับตัวเอง ก็คือวิธีการเรียนรู้

ฉะนั้นคนดีบางคนบอกว่าตัวเองดี แล้วก็ไปชี้นิ้วว่าไอ้นี่มันไม่ดี ไอ้นั่นมันเลว แต่เราต้องเข้าใจว่าเมื่อเราชี้นิ้วไป มันจะมีนิ้วสามนิ้วชี้กลับมาที่ตัวเราเสมอ เราบอกว่าคนอื่นเลว แท้ที่จริงเราต้องดูตัวเองว่าเราเลว เราไม่ดีเอง เราคิดไม่ดีเอง ถ้าเผื่อเราเข้าใจอย่างนี้ เราไม่ไปด่าใคร เราไม่ไปว่าใคร

จริงๆ แล้วการเป็นนักการเมืองก็น่าจะทำอะไรได้เยอะโดยเฉพาะในเชิงนโยบายที่เกี่ยวกับการศึกษา ทำไมถึงตัดสินใจออกมาล่ะคะ


ใช่..เราปฏิรูปอะไรได้ ทำอะไรได้เยอะ อย่างตอนนั้นเราออกกฎหมายปฏิรูปการศึกษา ซึ่งผมเขียนเรื่องคุณธรรมใส่เข้าไป ก็ไปโดน รสช.ยึดอำนาจพอดี แล้วก็เกิดปัญหาพฤษภาทมิฬอะไรต่างๆ ผมก็ดูแล้วว่าเราต้องลงไปถึงระดับรากฐานคือไปลงมือสร้างเด็กขึ้นมาเองเลย

การปฏิรูปการศึกษาจะมาสั่งคนให้ทำอย่างโน้นอย่างนี้โดยอาศัยกฎหมาย มันไม่ค่อยได้ผล เขาไม่เข้าใจ ไม่รู้จะทำยังไง ผมเลยคิดว่าเราไปสร้างตัวอย่างให้เขาเห็นดีกว่า ไปปฏิรูปของเราเองก่อน วิธีการอย่างนี้จะขยายผลได้เร็ว

แล้วอีกอย่างผมก็คิดว่าเราสร้างอะไรต่ออะไร สร้างยานอวกาศ สร้างโน่นสร้างนี่มาเยอะแล้ว ตอนนี้ลองสร้างคนบ้าง ก็เลยหันไปสู่แวดวงการศึกษาของเด็ก ตั้งโรงเรียนสัตยาไส จ.ลพบุรี ขณะเดียวกันก็อบรมครู ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของการเรียนรู้ เกี่ยวกับการศึกษา และเดินทางไปต่างประเทศตามคำเชิญของประเทศต่างๆ เพื่อไปอบรมครู

++แล้วทำไมต้องเป็นโรงเรียนแนวไสบาบา++

คืออันนี้เริ่มต้นเมื่อประมาณ 23 ปีที่ผ่านมา ตอนนั้นผมยังไม่ได้มาสนใจเรื่องการศึกษาของเด็ก แต่ก็ได้รับแรงกระตุ้นเมื่อครั้งไปที่ประเทศอินเดีย และไปเจอนักการศึกษา (ท่านสัตยาไสบาบา) ท่านเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมากในประเทศอินเดีย ขณะเดียวกันท่านก็สอนธรรมะ ผมไปเจอท่าน ท่านก็มองหน้าผมสักพัก แล้วก็บอกว่าในชีวิตที่เหลือขอให้หันมาสนใจการศึกษาทั้งหมดได้ไหม ผมก็ตอบรับทันที เพราะท่านพูดประทับใจมาก เข้าถึงใจผม

++ผมก็เลยตัดสินใจว่าเราต้องหันมาทางด้านนี้ ++

กลับมาเมืองไทยก็เริ่มต้นจากการทดลองสอนเด็กในแหล่งชุมชนก่อน ดูสิว่าเราสามารถเปลี่ยนชีวิตเขาได้ไหม ปรากฏว่าเด็กพวกนี้เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว เราก็เริ่มเห็นผล ทีนี้ก็เลยจัดอบรมครู พออบรมไปได้สักหมื่นห้าพันกว่าคน ครูเหล่านี้ก็เรียกร้องว่า วิธีสอนมันดีล่ะ แต่เขาอยากจะเห็นของจริง โรงเรียนที่ปฏิบัติอย่างนั้น ทำอย่างนั้นจริงๆ ผมก็เลยบอกพรรคพวก เรามาสร้างโรงเรียนกันดีกว่า เพื่อจะได้เป็นตัวอย่าง ทุกคนก็เห็นดีด้วย ช่วยกันบริจาค เพราะเราจะไม่เก็บค่าเล่าเรียน ต้องการทำตัวอย่างของการให้ ให้เปล่า ให้ฟรี ไม่ใช่ว่าจะเอากำไร โรงเรียนสัตยาไสก็เริ่มต้นเมื่อ 13 ปีที่แล้ว

++อาจารย์ทำงานกับเด็กมาก็พอสมควร มองว่าปัญหาของเด็กยุคนี้คืออะไร++

เป็นเรื่องจริงว่าเด็กที่มีปัญหาคือ เด็กที่ขาดความรัก ขาดความอบอุ่นในครอบครัว พอเขาขาดก็จะพยายามแสวงหาความสนใจของคนอื่นเข้ามา ฉะนั้นบางทีเขาก็ใช้วิธีที่เขารู้จัก คือเกเร ทำลายโน่น ทำลายนี่ แกล้งคนโน้น คนนี้

ทันทีเลยผู้ใหญ่ก็จะมาหาเขา จริงอยู่เขาโดนลงโทษ แต่เขาสามารถดึงดูดคนมาหาเขา และนั่นคือสิ่งที่เขาปรารถนา ที่เขาเกเรทุกวันนี้เป็นเพราะเขาขาดความรัก เขาอยากจะได้ความรักจากผู้ใหญ่ เราต้องเข้าใจ อย่าไปโทษเด็ก มันมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่เสริมเข้ามา ฉะนั้นเป็นหน้าที่ของผู้ปกครองของครูที่จะต้องเติมความรัก ความเมตตา และให้ภูมิคุ้มกันแก่เด็ก

ภายใต้บรรยากาศทางสังคมที่เต็มไปด้วยความรุนแรงอย่างในปัจจุบัน ยังพอมีหวังมั้ยคะ


คือผมเชื่อว่าจะมีเหตุการณ์หลายอย่างที่จะทำให้ทุกอย่างต้องเปลี่ยน มนุษย์เราพอมีความทุกข์มากๆ จะรีบแก้ไข รีบเปลี่ยน รีบหนีความทุกข์ ฉะนั้นมันจะมีเหตุการณ์ที่สร้างปัญหาขึ้นมาเยอะให้กับเรา และปัญหาเหล่านั้นก็คือบทเรียนที่เราจะได้เรียนรู้ และปรับปรุงตัวเราเอง แก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้น

อย่างที่เขาบอกระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้น 4 เมตร กรุงเทพฯก็หมดแล้วไม่มีเหลือ อยู่ใต้บาดาลแล้ว ภาคกลางของประเทศไทยก็จะโดนน้ำท่วมหมด พอถึงใกล้ๆ เวลานั้นพวกเราจะตกอกตกใจและรีบเตือนกันอย่างรวดเร็ว เราไม่มีทางเลือกแล้ว เราต้องเปลี่ยน

ถ้าเรารู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จะเกิดแผ่นดินไหว น้ำท่วม มันต้องเปลี่ยนแล้ว คือชีวิตเราจะเปลี่ยนเร็วท่ามกลางวิกฤติต่างๆ ถ้าไม่มีวิกฤติเราก็ไม่เปลี่ยน เราก็อยู่กันอย่างสบายๆ เพราะฉะนั้นช่วงนี้มันจะมีวิกฤติเกิดขึ้นเยอะ และสร้างปัญหาให้กับเรา ทำให้การเปลี่ยนแปลงจะเร่งและรีบด่วน มันจะไม่ใช่ 50 ปีอย่างที่บางคนทำนายหรอก มันจะเกิดขึ้นเร็วมาก สมัยนี้เราอยู่ในยุคของการเปลี่ยนแปลง เราไม่มีเวลากันแล้ว

แต่อาจารย์มองว่าวิกฤติจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี?

ผมมั่นใจว่ายุคแห่งความสงบสุขจะเกิดขึ้นในโลกของเราแล้ว

คล้ายๆ กับแนวคิดทางพุทธศาสนาเรื่องยุคพระศรีอารย์?

มันก็ตรงกับศาสนาต่างๆ ที่เขาทำนายไว้ว่าจะเกิดยุคแห่งความสงบสุขขึ้นมา ผมดูเหตุการณ์ทุกอย่างแล้วก็มุ่งไปทางนั้น แล้วตอนนี้ก็มีคนที่เริ่มคิดในแนวใหม่ เริ่มคิดในทางที่ดี หมอประเวศ วะสี ก็เริ่มคิดแหวกแนวออกมาแล้ว เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมของเรา ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มันจะเกิดขึ้นค่อนข้างจะเร็ว และคนจำนวนมากก็เริ่มจะคิดในแนวเดียวกันมากขึ้นๆ กระแสจะค่อยนำพาทุกฝ่ายไปสู่โลกใหม่ โลกที่เต็มไปด้วยความสงบสุข

ระหว่างวิกฤติทางด้านสังคมกับสิ่งแวดล้อม อาจารย์คิดว่าอะไรน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

ผมคิดว่ามันจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน จากการที่อุณหภูมิมันสูงขึ้นในโลก ดิน ฟ้า อากาศ ทั่วโลกก็เปลี่ยนแปลง ผมเพิ่งกลับมาจากอาหรับเอมิเรสต์ ปรากฏว่าฝนตกมาตลอดทั้งปี ทั้งๆ ที่ปกติเขาเป็นทะเลทราย ผมเคยบอกเขามานานแล้วว่า ตรงนี้ในที่สุดจะไม่ใช่ทะเลทรายแล้ว ฝนจะเริ่มตกมากขึ้นๆ และมันก็เกิดขึ้นจริงๆ ทะเลทรายจะค่อยๆ เคลื่อนที่ไปทางเหนือมากขึ้น อย่างประเทศสเปนจะแห้งแล้ง ทะเลทรายซาฮาราจะขยับขึ้นไปเรื่อยๆ ทางเหนือ

อุณหภูมิในโลกเริ่มจะสูงขึ้นอยู่เรื่อยๆ ผมไปคุยกับนักวิทยาศาสตร์ที่ประเทศจีน มันเกิดจากน้ำทะเล เขายอมรับว่าทุกปีมันจะสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น น้ำแข็งที่ขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้ก็เริ่มละลาย ฉะนั้นจึงทำให้ดินฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลง ความรุนแรงจะเกิดมากขึ้นๆ พายุไต้ฝุ่นมากขึ้น สึนามิก็จะมีมากขึ้น แผ่นดินไหวมากขึ้น ทุกอย่างมันมากขึ้นไปหมด

ขณะเดียวกัน มนุษย์เราก็ยังทะเลาะกัน เถียงกัน ยังทำสงครามกัน ยังฆ่ากันอยู่ โดยเฉพาะแถวๆ อิหร่าน ตะวันออกกลาง จะมีปัญหาอยู่เยอะ และอีกหลายประเทศที่มีการสู้รบกัน ลักษณะแบบนี้มันจะเร่ง ทั้งธรรมชาติ ทั้งวิกฤติในระหว่างมนุษย์ด้วยกันก็จะเป็นตัวเร่ง ทำให้เราต้องยอมรับแล้วว่าถึงเวลาที่มนุษย์จะต้องเปลี่ยนแปลง


ชีวิตของผมเองก็เหมือนกัน พอเป็นเด็กเกเรมากๆ ชกต่อยคนโน้น คนนี้ ตัวเราเองก็เจ็บด้วย ไม่ใช่ทำให้คนอื่นเจ็บอย่างเดียว และนั่นคือตัวเร่งที่ทำให้ผมเกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิต เพราะฉะนั้นอันนี้กำลังเกิดขึ้น และผมคิดว่าจะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่เราคิด

เร็วแค่ไหนคะ

ผมให้เวลา 12 ปี

ทำไมถึงเป็นตัวเลข 12 ปี

เพราะว่าตัวเร่งมันกำลังเกิดขึ้น ทุกอย่างมันเร่งหมดแล้ว เราไม่เคยมีแผ่นดินไหวที่รุนแรง จนทำให้เกิดคลื่นสึนามิ ไม่เคยมีอย่างนี้มานานทีเดียว แต่ตอนหลังมีตั้งหลายครั้งแล้ว และพอมันเกิดขึ้นตรงนี้ เปลือกโลกมันก็ขยับใช่ไหม มันก็ทำให้เกิดความกดดันอีกจุดหนึ่ง ซึ่งมันก็ต้องขยับตาม ทีนี้มันก็จะไปเรื่อยๆ ไปรอบด้านรอบโลก ซึ่งอันนี้เป็นภัยอันตรายที่พวกเราต้องระมัดระวัง

แต่ถ้าพวกเราช่วยเหลือกันตั้งแต่แรก ภัยเหล่านี้ก็จะลดน้อยลง อยู่ที่ความร่วมมือของมนุษย์ สึนามิไม่จำเป็นต้องฆ่าคนจำนวนมาก ถ้าทันทีที่เกิดขึ้นจุดใดจุดหนึ่งก็บอกต่อๆ กันไป

แล้ว 12 ปีนี่ประเมินจากอะไรคะ

ผมลองดูสถานการณ์ต่างๆ ที่เป็นตัวปัจจัยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือเราก็สังเกตทุกด้านจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลก

อันแรกจากที่มนุษย์เราทะเลาะกันเอง สร้างสงครามกัน สร้างวิกฤติของตัวเองขึ้นมา อีกอันหนึ่งก็คือความถี่ของธรรมชาติที่มีแผ่นดินไหว น้ำท่วม ดินฟ้าอากาศที่รุนแรง มีพวกพายุมากขึ้น เฮอร์ริเคนทางโน้น มีไซโคลนทางนี้ มีอะไรต่างๆ ที่รุนแรงมากๆ

คือพวกนี้เราดูแล้วความถี่มันมากขึ้นๆ ตามหลักวิทยาศาสตร์ผมก็วาดกราฟออกมา การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นแบบไหน ผมคำนวณออกมาแล้วมันจะไม่เป็นเส้นตรง แต่มันจะค่อยๆ ขยับขึ้น ตอนแรกมันดูเหมือนช้ามาก แต่แล้วมันจะค่อยๆ ขยับขึ้น และขึ้นเร็วมาก ผมคำนวณดูก็เห็นว่าจุดวิกฤติต่างๆ มันจะเกิดขึ้นภายใน 10 ปีข้างหน้า

หลังจากนั้นก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งทางด้านการศึกษา ทางด้านจิตใจของมนุษย์อะไรต่างๆ เพราะคนเราจะถึงขั้นหนึ่งที่บอกว่าพอแล้ว ไม่เอาแล้ว ความทุกข์มันพอแล้ว เลิกกันดีกว่า เราหันหน้าเข้ามาหากัน คุยกันดีกว่า มันจะถึงขั้นหนึ่ง มากจนต้องหยุดแล้ว

สุดท้ายอาจารย์คิดว่าอะไรจะเป็นเงื่อนไขที่ทำให้มนุษย์ก้าวพ้นวิกฤติเหล่านี้ไปได้

มีอยู่อย่างเดียว ความรัก ความเมตตา คนเราถ้ามีความรัก ความเมตตา ทุกอย่างก็แก้ได้หมด เราให้อภัยซึ่งกันและกัน เราไม่มองในแง่ร้าย มีอะไรเราช่วยเหลือเขา

เมื่อมีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เรามีอาหารเหลือเฟือ เรามีอะไรทุกอย่างเหลือเฟือในโลกนี้ เราไม่ต้องแย่งกันหรอก แต่จะใช้ระบบเศรษฐกิจแบบปัจจุบันไม่ได้ ระบบเศรษฐกิจต้องเปลี่ยน จะเป็นระบบเศรษฐกิจแบบนายทุนไม่ได้แล้ว แต่เป็นเศรษฐกิจของความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เศรษฐกิจของในหลวง สิ่งเหล่านี้มันจะต้องเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ


จาก

ผู้หยั่งรู้ ดร อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา
http://www.mthai.com/webboard/7/103368.html


Posted by : magician , Date : 2005-06-02 , Time : 21:47:18 , From IP : 202.133.164.61

ความคิดเห็นที่ : 1


   เป็นบทความดีครับ

Posted by : bfy , Date : 2005-06-02 , Time : 23:11:17 , From IP : 172.29.4.36

ความคิดเห็นที่ : 2


   ..เป็นบทความที่ดีมาก อยากรู้จัก + อยากรู้เรื่องราวของท่านมานานแล้ว
ต้องขอบคุณคนที่นำบทความท่านมาถึงโพส ถึงจะยาวไปนิดนึงแต่อยาก
ให้หลายๆคนได้อ่านค่ะ..


Posted by : ..Blue_Dolphin.. , Date : 2005-06-03 , Time : 10:38:43 , From IP : 172.29.7.202

ความคิดเห็นที่ : 3


   โปรดอย่าปฎิเสธ นี่คือความจริง
เรารักชาติรักประ ชาชน เราทำเพื่อชาติเพื่อประชาชนคนไทยทุกคน ( ผลงานทับซ้อน + คอรัปชั่นของรัฐบาลทักษิณฯ ที่ประชาชนบางคน อาจจะยังไม่รู้ )
1. โครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน มูลค่า 23,700 ล้านบาท
2. โครงการก่อ สร้างสนามบินสุวรรณภูมิที่เอื้อประโยชน์ให้บริษัทไม่กี่บริษัท มูลค่า 120,000 ล้านบาท(ของเฮียสุฯ)
3. การทุจริตโครงการถนนวงแหวนด้านใต้ มูลค่า 15,300 ล้านบาท
4. การออก พ.ร.ก.แก้ไขอัตราภาษีสรร พสามิตเพื่อเอื้อธุรกิจมือถือ มูลค่า 100,000 ล้านบาท(ICT)
5. โครงการอิลิทการ์ดที่เป็นโครงการบั ตรเทวดาผลาญงบประเทศ มูลค่า 4,000 ล้านบาท(ICT)
6. โครงการสายการบินอภิสิทธิ์ แอร์เอเชีย ซึ่งประ เมินมูลค่าความเสียหายไม่ได้
7. โครงการก่อสร้างถนนสายรัชดา-รามอินทรา เพื่อเอื้อธุรกิจครอบครัวข องนายกรัฐมนตรี มูลค่า 240 ล้านบาท
8. โครงการโซล่าร์โฮม มูลค่า 7,631 ล้านบาท
9. การเช่า คอมพิวเตอร์ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มูลค่า 3,000 ล้านบาท
10. การขายที่ดินกองทุนฟื้นฟูให้คุณหญิง พจมาน ชินวัตร ไม่โปร่งใส มูลค่า 1,228 ล้านบาท
11. การหาผลประโยชน์ของโทรทัศน์ช่อง 11 กรมประชาส ัมพันธ์ ซึ่งประเมินมูลค่าความเสียหายไม่ได้
12. การหาผลประโยชน์ในสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ซ ึ่งประเมินมูลค่าความเสียหายไม่ได้
13. การโกยเงินในตลาดหลักทรัพย์ 91,000 ล้านบาท
14. ผล ประโยชน์ทับซ้อนเอฟทีเอ
15. ทุจริตจัดซื้อรถพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข มูลค่า 500 ล้านบาท
16. ทุจริตจัดซื้อคอมพิวเตอร์ในกระทรวงสาธารณสุข มูลค่า 900 ล้านบาท(ของเจ๊สุ)
17. ทุจริตมอร์เต อร์เวย์ มูลค่า 80 ล้านบาท
18. การปล่อยเงินกู้ให้พม่าโดยมีผลประโยชน์ทับซ้อน มูลค่า 4,000 ล้านบ าท
19. บีโอไอยกเว้นภาษีไอพีสตาร์ มูลค่า 16,000 ล้านบาท
20. การใช้ที่วัดทำสนามกอล์ฟอัลไ พน์ มูลค่าการทุจริต 500 ล้านบาท
21. อนุมัติบริษัทจีนต่อเรือตรวจการณ์แลกผลประโยชน์ดาวเทียม มูล ค่า 3,500 ล้านบาท
22. กรณีการแก้สัญญาสัมปทานไอทีวี มูลค่า 17,410 ล้านบาท
23. ค่าโง่ทาง ด่วน มูลค่า 6,200 ล้านบาท
24. ทุจริตจำนำพืชผลการเกษตร เช่นข้าว ลำไย(ของเฮียสมศักดิ์) จัดซื้อป ุ๋ยอินทรีย์ปลอม และนมโรงเรียน มูลค่า 10,067 ล้านบาท
25. ทุจริตโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตยากระท รวงสาธารณสุข มูลค่า 525 ล้านบาท
26. ปปช. ใช้แผนขึ้นเงินเดือนให้ตัวเองเพื่อจะได้โดนฟ้องศาลรัฐธ รรมนูญ เพื่อจะได้โดนให้หยุดทำหน้าที่ เพื่อจะได้ไม่มีคนจัดการกับคดีเหล่านี้ เพื่อให้ดึงคดีหมดอายุความ และ ไม่มีใครผิด แถมยังได้กลับมาเป็นแกมนำรัฐบาลอีกครั้งตังหาก สุดยอด!!!!




Posted by : คนไทย , Date : 2005-06-07 , Time : 10:11:22 , From IP : 172.29.3.110

ความคิดเห็นที่ : 4


   เกินจริง

Posted by : นพ.ประชด , Date : 2005-06-13 , Time : 15:36:29 , From IP : 202.29.20.21

ความคิดเห็นที่ : 5


   คุณคนไทย ที่ทำไม่เหมือนไทย อะไรจะปานนั้น ใครคอรับชั่นขนาดนั้น อยู่ไม่ได้หรอกครับคิดง่ายๆ
ฟังเขามา หรือไม่ก็ข้อมูลล้มคนอื่นเพื่ออำนาจตัวเอง ไม่เข้ากับกระทู้ข้างบนเลย คนนึงสูงจนสุด แต่อีกคนต่ำ
จนติดดิน ความคิดนะครับ มันเกินจริง จริงๆ ครับ


Posted by : คนค้นคน , Date : 2005-08-03 , Time : 07:58:54 , From IP : 203.170.177.161

ความคิดเห็นที่ : 6


   ผมก็รู้สึกอยู่เหมือนกันอะไรหลายๆอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วมาก แต่คาดไม่ถึงว่าจะถึง 12 ปี
เหมือนอย่างคำพระที่ว่า จงอย่าอยู่ในความประมาท


Posted by : amadius , Date : 2005-08-03 , Time : 09:43:30 , From IP : 203.113.77.73

ความเห็นจาก Social Network : Facebook


สงวนสิทธิ์การแสดงความคิดเห็นสำหรับ สมาชิกเท่านั้น