ความคิดเห็นทั้งหมด : 116

การประชุมเชียร์และรับน้องใหม่ สมควรมีต่อไปหรือไม่


   รุ่นพี่ทุกคนต่างเคยผ่านการประชุมเชียร์และรับน้องใหม่กันมาแล้ว

จึงอยากถามว่ากิจกรรมเหล่านี้ควรจัดกับรุ่นน้องต่อไปหรือไม่

ไม่ทราบว่านอกเหนือไปจากความคึกคะนองแล้ว คุณเคยทบทวนกันหรือไม่

ว่าจะเป็นสาระประโยชน์แก่รุ่นน้องจริงๆ

มีคำอ้างมากมายที่ผมเคยได้ยิน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างมิตรภาพ ความสนิทสนม ความรักสถาบัน กันในหมู่รุ่นพี่และรุ่นน้อง

ข้อนี้ผมยอมรับว่าดีจริง แต่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องมาในรูปการรับน้อง

วาระซ่อนเร้นคือการอยากเห็นคนอีกถูกหยอกถูกแกล้ง เป็นความพึงพอใจชั้นต่ำอย่างหนึ่งที่ได้แสดงความเป็นใหญ่ สามารถสั่งผู้อื่นได้ สามารถทำให้ผู้อื่นกลัวและยอมศิโรราบได้

เนื้อหาของกิจกรรมจริงๆ นั้น มีใครกล้ายืนยันบ้างว่าเป็นแก่นสารสาระดีแล้ว

หรือเป็นการสร้างจริยธรรมในจิตวิญญาณของผู้ที่จะเตรียมตัวเป็นบัณฑิต โดยเฉพาะในวิชาชีพแพทย์

นี่ยังไม่พูดถึง โทษ ที่จะเกิดขึ้นนะครับ



Posted by : Immanuel Kant , Date : 2003-04-25 , Time : 18:53:26 , From IP : 172.29.2.154

ความคิดเห็นที่ : 1


   เย่ได้ที่1ละ

Posted by : กระทู้ถามอะไรนะ , Date : 2003-04-25 , Time : 19:01:59 , From IP : 172.29.3.220

ความคิดเห็นที่ : 2


   ดิฉันก็เป็นคนหนึ่งที่ผ่านการประชุมเชียร์ และการรับน้องมาแล้ว
แต่สิ่งที่ฉันได้รับ มันไม่ใช่สิ่งที่คุณว่ามาเลย
จำได้แต่ความรู้สึกดีๆทุกครั้งที่คิดถึงมัน ประสบการณ์ที่มีค่า ในชีวิต ความสามัคคี ความอบอุ่น และความรักสถาบัน ไม่ใช่แค่ข้ออ้างหรอกค่ะ มันเกิดขึ้นแล้วต่างหาก
ตอนที่โดนรับน้อง มันมีความรู้สึกหลากหลาย
คุณอย่าหวังเลย ว่าการทำอะไรสักอย่าง คุณจะได้รับความรู้สึกแต่ด้านดีเพียงด้านเดียว แต่คุณสามารถเลือกได้ ว่าคุณจะเก็บด้านไหนไว้กับความทรงจำของคุณ
---
กลับเข้าประเด็น
คิดว่าการประชุมเชียร์ และการรับน้อง ควรจะยังมีอยู่ อย่างที่สุด
แต่ถ้าจะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบไปบ้างนั้น มันก็ควรเป็นไปในทางที่ดีขึ้น
---
ขอบคุณสำหรับกระทู้นี้นะคะ


Posted by : สาวน้อยร้อยชั่ง , Date : 2003-04-25 , Time : 19:05:07 , From IP : 203.113.71.169

ความคิดเห็นที่ : 3


   ไม่ว่าใครจะว่ายังไง
ผมก็เห็นด้วยกับ
สาวน้อยร้อยชั่ง
เธอคนคนเดียวเท่านั้นที่ถูกเสมอ
ขอบคุณที่ให้โพสต่อนะครับ lady fist


Posted by : B , Date : 2003-04-25 , Time : 19:10:19 , From IP : 172.29.3.220

ความคิดเห็นที่ : 4


   เช่นนั้นผมขอถามต่อว่า

กิจกรรมเช่นนี้ควรจะบังคับให้เข้าร่วมทุกคนหรือไม่

ถ้าไม่บังคับจะมีใครบ้างที่เข้าร่วม

หากจะมีใครสักคนเห็นว่าเป็นกิจกรรมที่ก่อโทษกับตนเอง ไม่มีสาระประโยชน์ เป็นการเสียเวลาที่จะได้ไปทำสิ่งดีงามอื่นๆ เขาจะไม่เข้าร่วมได้ไหม

คำตอบก็เป็นที่รู้กันอยู่ เพราะเขาต้องถูกอำนาจลึกลับ และวิถีประชากดดันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทั้งที่มันเป็สิทธิของเขาที่จะเลือกทำสิ่งดีงามตามใจเขาเอง

...................................

มิตรภาพนั้นต้องสร้างด้วยวิธีนี้เท่านั้นหรือ

ทั้งที่เรารู้โดยสามัญสำนึกว่ามันเป็นสิ่งก่อโทษ แสดงออกถึงความป่าเถื่อน

มันเป็นเพียงการบีบคั้นทางจิตวิทยาอย่างหนึ่งเท่านั้น ที่ก่อความรู้สึกให้คิดไปเองว่ารักกันจริง

แต่เมื่อกลับมาดูขณะเวลานี้

คุณรับรองได้หรือเปล่าว่าคุณจะเสียสละให้มิตรได้เสมอ

คุณจะจริงใจกับมิตรเสมอ

คุณจะไม่เอาเปรียบมิตรเสมอ

แม้ภายใต้สถานการณ์ที่ต้องเอาตัวรอดโดยสัญชาตญาณ

..........................

ความรักนั้นไม่ใช่ความหลับใหลมืดบอด

คุณต้องรู้สึกตัวจริงๆว่ารักไปเพื่ออะไร หวังสิ่งตอบแทนหรือไม่

ความรักเป็นสิ่งที่ต้องตระหนัก และเข้าใจด้วยสติสัมปชัญญะเสมอ

............................

คุณอย่าปฏิเสธว่าวิธีการที่ดีที่สุด และไม่มีโทษเลยนั้นไม่มีอยู่จริง






Posted by : Immanuel Kant , Date : 2003-04-25 , Time : 19:27:57 , From IP : 172.29.2.154

ความคิดเห็นที่ : 5


   โอ้โห
สุดยอด!!!!


Posted by : พยายามต่อไปนะไอ้มดแดง , Date : 2003-04-25 , Time : 20:01:03 , From IP : dialup118.net43.sama

ความคิดเห็นที่ : 6


   ประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะกล่าวเพิ่มเติม

ผมอยากถามว่า "ความสามัคคี" เป็นคุณธรรมหรือไม?

อย่าครับ คุณอย่าเพิ่งรีบตอบ

ผมอยากจะถามต่ออีกหน่อยว่า เราสามัคคีกันทำชั่วได้ไหม?

...................

ความสามัคคีนี้เป็นคำกลางๆ ยังไม่ใช่คุณธรรม

"เราไม่จำเป็นต้องสร้างหรือปลูกฝังความสามัคคี"

สิ่งที่จำเป็นหรือเป็นแก่นสารจริงๆนั้น คือ ความพร้อมใจกันตระหนักในคุณค่าและความดีงาม

นี่ต่างหากที่เราไม่มี

...................................

คุณเรียนจิตวิทยามาแล้วคุณก็รู้ว่าผลของการรวมกลุ่มกันมากๆ จะทำให้เราขาดความรู้สึกตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่

หลายครั้งที่เราสามัคคีกันทำในสิ่งที่ไร้สาระประโยชน์แล้วหลงคิดว่ามันดี

การประชุมเชียร์นี่กรณีหนึ่ง

....................................

ความดีนั้นต่างคนต่างเข้าใจและลงมือทำ

เมื่อต่างเข้าใจในความดีแล้วจึงร่วมมือกันทำ นี่สิจึงเป็นความสามัคคีอย่างเป็นแก่นสาร







Posted by : Immanuel Kant , Date : 2003-04-25 , Time : 20:14:58 , From IP : 172.29.2.154

ความคิดเห็นที่ : 7


   ลองสิครับ อยากรู้เหมือนกันว่าถ้าไม่บังคับ.........น้องๆจะมากี่คน

Posted by : บินลาโก , Date : 2003-04-25 , Time : 21:29:10 , From IP : 172.29.2.145

ความคิดเห็นที่ : 8


   Rider kick!


Posted by : v1 , Date : 2003-04-25 , Time : 22:01:05 , From IP : dialup29.net43.samar

ความคิดเห็นที่ : 9


   งั้นลองที่รุ่นนี้ไหมครับ ไม่ต้องบังคับและถ้าไม่มาก็ไม่ต้องรับไทคณะ เหมือนคณะวิศวะ ไม่มาก็ไม่ต้องเอาเกียร์ ไม่รู้ปี 4 ปีนี้จะคิดยังไงนี่สิ อืมม


Posted by : โบทซึมุ , Date : 2003-04-25 , Time : 22:54:34 , From IP : 172.29.2.159

ความคิดเห็นที่ : 10


   


ผมไม่ได้หมายความว่าจะให้ยกเลิกกิจกรรมทั้งหมดครับ



ผมไม่ได้หมายความว่าจะให้ยกเลิกกิจกรรมทั้งหมดครับ



เพียงแต่ต้องการให้เอารูปแบบของความป่าเถื่อนและเนื้อหาไร้สาระออกไป



เป็นรูปแบบเคารพกันและทำความสนิทสนมกัน



เพิ่มเนื้อหาชีวิตเข้าไปเยอะๆหน่อย



จะดียิ่ง หากนำมาทำจริงในปีนี้








Posted by : Immanuel Kant , Date : 2003-04-25 , Time : 23:03:56 , From IP : 172.29.2.154

ความคิดเห็นที่ : 11


   อยากรู้ครับ ว่า
1. รูปแบบของความป่าเถื่อนนั้นมีอะไรบ้าง อะไรมีสาระ อะไรไม่มีสาระ อย่างเช่นสอนร้องเพลง สอนเต้นแร้งเต้นกา มีสาระไหมครับ หรือจะให้อัดวิชาการกันในห้องเชียร์จะได้มีสาระดี
โอเคล่ะ คิดได้อย่างนึง ก็อย่าทำโทษน้องๆแล้วกัน เปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้เป็นให้รางวัลแทน แต่จะทำไงล่ะ

2. เป็นรูปแบบเคารพกันและทำความสนิทสนมกันนั้น กิจกรรมควรเป็นแบบไหนเหรอครับ ปีที่แล้วให้น้องไปทำกิจกรรมนอกห้องเชียร์มากมาย เช่น กิจกรรมทำความรู้จักกันในรุ่น ไม่รู้เพิ่มความสนิทหรือเปล่า

3. เพิ่มเนื้อหาชีวิตเข้าไปเยอะๆหน่อย เนื้อหาด้านไหนเหรอครับ ด้านความรัก ด้านการเรียน ด้านการปรับตัว หรือจะให้น้องๆฟังบรรยายจากรุ่นพี่ดีครับ

อยากฟังความคิดเห็นเรื่องกิจกรรมที่จะทำจากคุณ Immanuel จังครับ ผมว่าน่าจะได้ Idea ที่ดีๆเพิ่มขึ้น ผมเห็นกหารประชุมเชียร์ของคณะเภสัชกับพยาบาลที่จัดร่วมกันเมื่อปีที่แล้วก็ดูสนุกดี ไม่เครียด แต่ดูว่ามันไร้ระเบียบ ไปนิด ไม่ทราบว่าคุณ Immanuel คิดเห็นอย่างไร ถ้า นศพ. จะไปเต้นแร้งเต้นกากันแบบนั้นบ้าง



Posted by : โบทซึมุ , Date : 2003-04-25 , Time : 23:27:13 , From IP : 172.29.2.159

ความคิดเห็นที่ : 12


   ขออนุญาตแสดงความเห็นนะครับ

ความจริงกิจกรรมรับน้องเป็นกิจกรรมรวมอย่างแรกที่เป็นการ "แนะนำตัวรุ่นพี่" แก่รุ่นน้อง ไม่ใช่ทางกลับกัน นั่นคือเป็นการเล่นบท "เจ้าบ้าน" แก่แขกผู้กำลังจะมาอาศัยใต้หลังคาเดียวกันอีก ๖ ปีข้างหน้า ฉะนั้นแล้วกิจกรรมต่างๆก็จะสะท้อนจุดประสงค์อันนี้แหละครับ ถ้าทำไร้สาระ ไร้แก่นสาร ก็คือบอกกับรุ่นน้องว่าพี่นี้ไม่มีสาระ ไม่มีแก่นสาร บ้านหลังนี้ไม่มีสาระไม่มีแก่นสาร

ที่แล้วๆมาอาจจะเป็นการทำเล่นๆ สนุกๆ ก็ประสาคนไม่คิดมากแบบไทยๆทั่วไป โชคดีมีน้องๆสามารถ"กลั่น" ข้อดีออกมาก็ดี โชคร้ายหน่อยก็จะได้ความประทับใจแรกพบว่าไอ้พี่ๆทั้งหลายมันช่างไร้สาระจริงๆ โชคร้ายมากๆก็คือเกิดความประทับใจในแง่ลบกับรุ่นพี่ อาจารย์ และสถาบันทั้งหมด มีแนวโน้มที่พร้อมจะ "ไม่รัก" สถาบันทันทีที่มีอะไรมายืนยันอีกสักเหตุการณ์หนึ่งในอนาคต

ถ้าหากจะมีกลุ่มผู้จัดกิจกรรมรับน้องลองมานั่งร่วมกัน ร่างวัตถุประสงค์ว่าเราอยากจะแนะนำตัวเองอย่างไรกับ"บัณฑิต"รุ่นหลังในเวลาสั้นๆที่มีอยู่ แล้วจึงค่อบออกมาเป็นรูปแบบกิจกรรม ก็คงจะตอบคำถามคุณโบทซึมุ และคุณ Kant ได้กระมัง คงไม่ต้องให้บ่งบอกละเอียดหรอกนะครับ ขอเพียงวัตถุประสงค์ดีและชัดเจน และรูปแบบออกมา"เพื่อบรรลุ"วัตถุประสงค์นั้นๆก็น่าจะ OK รุ่นพี่อยากจะป่าเถื่อนแค่ไหน ศิวิไลซ์แค่ไหน เท่ห์ หรือ cool อย่างไร มีอายุสมองประมาณแค่ไหนก็จะเป็นการโชว์ฝีมือกันงานนี้แหละครับ



Posted by : Phoenix , Date : 2003-04-25 , Time : 23:51:16 , From IP : 172.29.3.214

ความคิดเห็นที่ : 13


   คงเลิกไม่ได้หรอกครับ
เพราะจะมีรุ่นไหนหรอที่จะยอมเสียสละ ไม่แก้แค้นกับรุ่นน้องในสิ่งที่ตัวเองเคยโดนทำมาใน ปี 1
ยากครับ
ส่วนประชุมเชียร์ควรจะเลิกได้แล้วครับ เข้าแล้วสุขภาพจิตเสียมากๆ
การประฃุมเชียร์ คือการแก้แค้นคืนของรุ่นพี่เท่านั้น
ไม่ได้สร้างความรักใคร่ขึ้นมาเลย
ไอ้คนที่คิดขึ้นมาคนแรกอ่ะ เลวที่สุด ไอ้ระบบประชุมเชียร์ทรามๆเนี่ย
ระบบนี้น่าจะรับมาจากระบอบเขมรแดงแน่ๆเลย ป่าเถื่อนอย่างเนี่ย ไม่น่ามาเกิดขึ้นกับคณะแพทย์เลย แย่จิงๆๆ
ประชุมเชียร์ = การแก้แค้นให้ตัวเอง ก็เท่านั้น


Posted by : รับความคิดเห็นผมด้วย , Date : 2003-04-26 , Time : 00:04:17 , From IP : 202.133.172.240

ความคิดเห็นที่ : 14


   เพราะจะมีรุ่นไหนหรอที่จะยอมเสียสละ ไม่แก้แค้นกับรุ่นน้องในสิ่งที่ตัวเองเคยโดนทำมาใน ปี 1


จริงหรือ?



Posted by : Phoenix , Date : 2003-04-26 , Time : 00:12:31 , From IP : 172.29.3.214

ความคิดเห็นที่ : 15


   ในฐานะที่ผมเป็นคนที่เกลียดการประชุมเชียร์ตอนปีหนี่ง อย่างที่สุดคนนึงทีเดียว(เป็นคนที่แสดงออกมาเลยว่าต่อต้านมาก) หลังจากนั้น 3 ปี ผมก็เป็นคนนึงที่จัดทำกิจกรรมนี้อย่างที่สุดคนนึง แต่ครั้งที่ผมร่วมจัดให้รุ่นน้องนี้ ผมไม่ได้มีความคิดเลยแม้นสักนิดเดียวที่จะทำเพื่อเป็นการแก้แค้น ผมทำด้วยใจจริงที่อยากให้น้องได้รับอะไรบางอย่างที่ผมได้บ้างก็เท่านั้น

และถ้าหากรุ่นพี่ที่คิดได้เท่าที่คุณ "รับความคิดเห็นผมด้วย" คิดล่ะก็แย่มาก โลกนี้จะมีแต่คนที่จ้องจะเอาคืนเท่านั้นครับ การยกเลิกการประชุมเชียร์หรือไม่ ไม่สำคัญเท่ากับความคิดเห็นของตัวคุณเองว่าคุณเสียอะไรไป คุณก็ต้องได้คืน นี่หรือบุคคลที่มีความคิด (โอย...พิมพ์ๆไปชักอยากจะด่า) มันสะท้อนตัวคุณเอง

ลงจากหวอดมาด่าน้องสนุกตายเลย ไปนอนไม่ดีกว่าเรอะ

สรุปว่าไม่ใช่การแก้แค้นแน่นอน อย่าคิดว่ากิจกรรมประชุมเชียร์คือการที่ใครก็ได้ที่อยากด่าน้องก็เข้ามาได้นะครับ มันไม่ใช่ มันเหนื่อยกว่านั้นมาก กับการคิด กับการเตรียมงาน

ฮึ่ยยยยยยยยยยย


Posted by : เหอๆๆ , Date : 2003-04-26 , Time : 01:38:36 , From IP : 172.29.2.145

ความคิดเห็นที่ : 16


   ที่จริงการรับน้องและประชุมเชียร์ที่ทำอยู่นี้ มันอยู่ในโครงการสอนน้องใช้ชีวิตนะครับ (เมื่อปีที่แ้ล้ว) และทางนักศึกษาก็ไม่ได้นิ่งดูดายหรือยืนกรานที่จะจัดรูปแบบเดิมเสมอไป มีการทบทวนกันถึงจัุดประสงค์ของประชุมเชียร์กันหลายต่อหลายครั้ง อยากให้น้อใหม่ได้อะไรบ้าง
"Patient Seniority Unity" และอีกหลายๆอย่างที่อยากให้น้องได้รับ
กิจกรรมครั้งใหม่กำลังจะเริ่มขึ้นในอีก 2 เดือนข้างหน้า คณะกรรมการปีนี้ก็ฟอร์มแล้ว คงจะมาคิดรูปแบบกันสักวันหนึ่่ง (ปี 4 ปฐมนิเทศน์วันนี้) อยากได้รูปแบบไหนกันบ้างล่ะครับ ลองเสนอแนวความคิดกันมาดู
คนที่คิดจะแก้แค้นหรือว๊ากเอามันส์ ถ้ามีก็คงเป็นส่วนน้อย(มาก)ล่ะครับ โตๆกันแล้ว
(ไม่มีใครคิดอยากเป็นครู เพื่อตีนักเรียนบ้างเหรอ ... โตแล้วก็เลิกคิดกันทั้งนั้นล่ะครับ)


Posted by : ArLim , Date : 2003-04-26 , Time : 04:29:05 , From IP : r104-skaHS1.S.loxinf

ความคิดเห็นที่ : 17


   เอาของเขามา
..........

*****การรับน้องของแต่ละสถาบันนั้นนับเป็นหลักการที่ดีและมีเป้าหมายไม่ต่างกันนักนั่นคือให้ความอบอุ่นแก่ผู้มาใหม่ สร้างความสามัคคีในหมู่คณะ สานสายสัมพันธ์รุ่นพี่รุ่นน้อง ปลูกฝังความรักในสถาบัน ฝึกฝนการปรับตัวให้เข้าสู่สังคมใหม่ ซึ่งหลักการนี้ต้องขับเคลื่อนด้วยวิธีการที่สร้างสรรค์ทั้งกระบวนการจึงจะทำให้การรับน้องใหม่เป็นกิจกรรมที่พึงประสงค์ ****สิ่งที่ปัญญาชนพึงควรยึดถือเป็นหลักในการจัดกิจกรรมรับน้องคือ….วิถีประชาธิปไตย…..โดยเริ่มตั้งแต่การมีทัศนคติในเรื่องของความเสมอภาคและความเท่าเทียมกันของผู้มาใหม่ สิทธิและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่จะได้รับการปฏิบัติด้วยด้วยดี สิทธิในการปฏิเสธกิจกรรมที่ไม่เหมาะสม(ตามวิจารณญาณของบุคคล)ไม่เอื้อต่อสุขภาพร่างกาย สวัสดิภาพ การนับถือศาสนา ฯลฯ โดยไม่มีการลงโทษทั้งทางร่างกายและการกดดันทางจิตใจ ****รุ่นพี่ทำได้แค่เพียงการขอความร่วมมือ ไม่มีสิทธิขู่บังคับใด ๆ ทั้งสิ้น บางสถาบันจึงใช้แนวคิดการรับ "เพื่อนใหม่" แทนการ "รับน้องใหม่" ซึ่งมีส่วนช่วยให้การเรียนรู้เรื่องความเท่าเทียมชัดขึ้น ****ประการต่อมาคือเรื่องของรูปแบบ ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายมันสมองและสติปัญญาของรุ่นพี่เป็นอย่างยิ่งในการที่จะจัดกิจกรรมให้บรรลุวัตถุประสงค์ด้วยความคิดที่สร้างสรรค์ ****ทำอย่างไรให้รุ่นน้องให้ความร่วมมือหรือครองใจน้องได้โดยไม่มีการบังคับกหรือกดดันภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่น เปี่ยมด้วยมิตรไมตรีไม่ใช่บรรยากาศแบบสนามรบ ท้องนาหรือสถานเริงรมย์ยามค่ำคืน ****ความเข้าใจในสถานภาพและบทบาทของความเป็นนักศึกษาตลอดจนความแจ่มชัดต่อปรัชญาในการศึกษาในสายวิชาชีพของตนเป็นกรอบคิดที่สำคัญในการสร้างสรรค์กิจกรรมรับน้องให้ทรงคุณค่าและมีความหมาย ****ภาพของนักศึกษาคณะสาธารณะสุขศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยมหิดลที่พร้อมใจทำความสะอาดทางเท้าร่วมกับเจ้าหน้าที่ของกทม.เป็นตัวอย่างหนึ่งของความคิดสร้างสรรค์ที่สะท้องให้เห็นถึงวุฒิภาวะการเป็นผู้นำของรุ่นพี่ที่ตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันการศึกษาและชุมชนได้อย่างชื่นชมยิ่ง ****นอกจากนี้การยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่นิสิตนักศึกษาต้องเรียนรู้ มีนักศึกษาจำนวนไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางในการรับน้องในลักษณะที่ไม่เหมาะสมแต่ถูกเสียงส่วนใหญ่เพิกเฉย ซ้ำร้ายถูกประนามว่าไม่รักพวกพ้อง ****เสียงส่วนใหญ่คือการแสดงออกในเชิงปริมาณ แต่ไม่สามารถวัดค่าในเชิงคุณภาพได้เสมอไป หากตราบใดที่เสียงส่วนใหญ่เป็นเสียงของผู้ที่หลงใหลอยู่กับกระแสความบันเทิงเริงรมย์ การถืออำนาจบาตรใหญ่ความสำคัญผิดในบทบาทหน้าที่ ****หรือเป็นเสียงของผู้ที่ไม่สามารถพิสูจน์ตนเองได้ในสิ่งที่พยายามหยิบยื่นให่แก่ผู้มาใหม่ เช่น วินัยในการแต่งกาย การตรงต่อเวลา การปฏิบัติต่อระเบียบของสถาบันที่สังกัด หรือแม้แต่การแสดงออกที่ไม่เหมาะสมในที่สาธารณะ ****การรับน้องในวิถีประชาธิปไตยต้องใส่ใจต่อความเห็นที่แตกต่าง ต้องใส่ใจต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น แม้จะเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนจำนวนน้อยแต่นั่นเป็นการส่งสัญญาณเตือนให้ต้องพิจารณาทบทวนบทบาทของตนเองหากมั่นใจว่าทำดีแล้ว ชอบแล้ว ก็ต้องสามารถอธิบายและพิสูจน์ตัวเองได้ เช่นกัน ****มิติที่สำคัญของวิถีประชาธิปไตยคือการมีส่วนร่วม "น้องใหม่"ไม่ควรยุติบทบาทของตนเพียงผู้รับการถูกปฏิบัติจากรุ่นพี่เท่านั้นหากแต่ต้องเป็นกำลังสำคัญที่จะต้องรู้จักกลั่นกรองสืบทอดเฉพาะส่วนที่ดีงามและริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่าให้รุ่นน้องรุ่นต่อไป ****มิฉะนั้นสภาพของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ก็เป็นเพียงผู้ที่ได้รับการแพร่เชื้อรับน้องที่ไม่พึงประสงค์ต่อไป ****สังคมประชาธิปไตยไม่ต้องการคนที่รู้จักแต่เพียงเรื่องของสิทธิ เสรีภาพเท่านั้นแต่ต้องการผู้ที่มีจิตสำนึกต่อสังคมด้วย ****กำลังของคนหนุ่มสาวที่สะท้องผ่านการรับน้องให้นั้นยิ่งใหญ่นัก ยิ่งใหญ่พอที่จะรวมความหลากหลายให้มีความเป็นหนึ่งเดียวกันได้ หากความเป็นหนึ่งเดียวของน้องพี่จะขยายจากความรักพวกพ้องและสถาบันไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามให้แก่สังคมส่งวนรวม ****การรับน้องก็จะเป็นกิจกรรมที่ยิ่งใหญ่อย่างยิ่ง ……………………………………………………………………พรรณพิมล นาคนาวา

จากคุณ รุ่นน้อง เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 45 เวลา 10:27:47 PM






Posted by : สาวน้อยร้อยชั่ง , Date : 2003-04-26 , Time : 10:26:40 , From IP : 203.113.71.169

ความคิดเห็นที่ : 18


   เป็นคนหนึ่งที่ตอนปี1ก้ไม่ชอบกิจกรรมนี้เลยค่ะ แต่เมื่อกิจกรรมจบลงก็ได้รู้ว่ามันให้อะไรมากกว่าความเมื่อยและขนมtakeจากพี่ๆ

ปี4กลับมามีส่วนร่วมนิดหน่อยในกิจกรรมนี้ ไม่ใช่เพราะความแค้นค่ะ เช่นเดียวกับเพื่อนคนอื่นๆที่เข้าร่วม แต่เป็นเพราะอยากรู้จักน้อง อยากนำส่วนที่ดีๆที่ได้รับมาให้น้องไปบ้าง อย่างการได้รู้จักเพื่อน พี่ มีกิจกรรมร่วมกับคนอื่น รู้จักรับผิดชอบ

ตัวอย่างกิจกรมมง่ายๆคือ การท่องชื่อรหัสเพื่อน ดูเป็นสิ่งที่ไร้สาระมากๆใช่มั้ยคะ แต่มันไม่ใช่แค่การท่องชื่อรหัส เราได้หัดคิดว่าจะทำยังไงกับโจทย์นี้(ได้รู้จักแก้ปัญหา) แล้วก็เป็นการบังคับในทางอ้อมให้ต้องคุยกับทุกคน(เพราะแค่ท่องไม่ได้ ต้องจำหน้าได้ด้วย) ทำให้รู้จักกันเร็วค่ะ จำนวนเพื่อนเพิ่มจาก10คนจากรร.เดิมเป็น130คนใน5วัน


Posted by : ตัวกม , Date : 2003-04-26 , Time : 15:14:31 , From IP : 203.113.76.74

ความคิดเห็นที่ : 19


   คิดว่าการประชุมเชียร์ในปัจจุบันไม่ได้โหด ป่าเถื่อน น่ากลัวเกินไปหรอกค่ะ ทุกคนก็พยายามทำให้ดีที่สุด เห็นด้วยว่าการว๊ากอาจจะไร้สาระ แต่คิดหรือคะว่าคนว๊ากชอบและสนุกกับการมาตะโกนๆให้เสียงแหบ แล้วจะทำยังไงดีคะ เพื่อให้คน10คนสามารถคุมคน150คนให้เป็นระเบียบได้
การเตือนดีๆแบบสุภาพก็มีนะคะ ไม่ใช่ไม่มี เราใช้แล้วก็กรณีค่ะ

มีเพลงยี่สิบกว่าเพลงที่น้องต้องร้องได้ในสิบกว่าวัน ทำยังไงดีล่ะคะ

หรือเปลี่ยนเป็นพี่ๆใจดี ชวนน้องมาร้องเพลง น้องมากี่โมงก็ได้ แต่งตัวยังไงขึ้นอาคารเรียนก็ได้ มาไม่มาก็ได้ มาแล้วสนใจบ้างไม่สนใจบ้างก็ได้ กลับไปจะฝึกไม่ฝึกก็ได้ น้องรู้จักกันจับกลุ่มกันแค่10คนจาก100ก็พอแล้ว ก็ดีนะคะ พี่ไม่เหนื่อย น้องไม่เมื่อย ไม่ป่าเถื่อนค่ะ ตอบโจทย์ข้อที่1ได้

โจทย์ข้อที่2 เรื่องความเคารพ ความสนิทสนม น่าจะได้ด้วย เพราะคนไทยยังไงก็เคารพอาวุโส แล้วอีกหน่อยเรียนๆไปก็สนิทกันเองใช่มั้ยคะ

โจทย์ข้อ3 "เพิ่มเนื้อหาชีวิตเข้าไปเยอะๆหน่อย" เนื้อหาชีวิตคืออะไรคะ กิจกรรมประชุมเชียร์ไม่ใช่แค่การเอาน้องมารวมไว้ในห้องแล้วสอนร้องเพลงค่ะ เรามีกิจกรรมอื่นเสริม ว่าแต่ว่าคุณKantมีกิจกรรมอื่นที่จะช่วยเพิ่มเนื้อหาชีวิตแบบไหนคะ เผื่อว่าน้องๆที่รับผิดชอบโครงการปีนี้จะได้เอาไปเพิ่มไงคะ


Posted by : ตัวกม(ต่อ) , Date : 2003-04-26 , Time : 15:31:10 , From IP : 203.113.76.74

ความคิดเห็นที่ : 20


   อ้อ อีกอย่าง "วาระซ่อนเร้นคือการอยากเห็นคนอีกถูกหยอกถูกแกล้ง เป็นความพึงพอใจชั้นต่ำอย่างหนึ่งที่ได้แสดงความเป็นใหญ่ สามารถสั่งผู้อื่นได้ สามารถทำให้ผู้อื่นกลัวและยอมศิโรราบได้ "
ไม่เห็นด้วยคะ วาระซ่อนเร้นเช่นนี้ไม่มีหรอกค่ะ

ข้างบนตอบในประเด็นการประชุมเชียร์นะคะ

ส่วนการรับน้อง กิจกรรมต่างๆออกจะไร้สาระ ให้กินอะไรไม่รู้ ให้ทำอะไรไม่รู้ ทั้งเลอะ ไม่อร่อย แล้วก็น่าอาย ใช่มั้ยคะ มันก็เพื่อความสนุกสนาน แล้วจริงๆแล้วมันก็มีขอบเขตนะคะ ขอบเขตง่ายๆอย่างหนึ่งก็คือความเต็มใจของน้องค่ะ ถ้าน้องจะไม่กิน ไม่เต้น ไม่ทำอะไรที่พี่ให้ทำ ก็ไม่มีพี่คนไหนบังคับนี่นา (แค่คะยั้นคะยอบ้างเท่านั้นเอง เพราะไหนๆเพื่อนๆก็ทำกันได้) ถึงจะตัวเหม็น เลอะเทอะ เค็มๆขมๆบ้าง แต่มีรอยยิ้มตามมาค่ะ


Posted by : ตัวกม(จบ) , Date : 2003-04-26 , Time : 15:40:52 , From IP : 203.113.76.74

ความคิดเห็นที่ : 21


   ประชุมเชียร์
1.ลองแบบคณะพยาบาลดูมั้ย ร้องเพลงด้วยใจ ไม่ใช่ถูกบังคับ
2.กลัวจะไร้ระเบียบ เลยใช้วิธีเถื่อน.............นี่หรือวิธีแก้ปัญหาของปัญญาชน
3.ให้ท่องชื่อเพื่อนให้ได้ทุกคนภายใน 5 วัน ............จะรีบไปไหน จะรีบไปขายล๊อตเตอร๊หรอ บ้าหรอไง........................ มั่นใจว่า ไม่เกิน 1 เดิอนก็รู้จักกันเองหมดอยู่แล้ว
4.รุ่นพี่ไม่ได้แก้แค้นนะ รุ่นพี่ไปนอนสนุกกว่ามาด่าน้องเยอะเลย...............จิงหรอ เชื่อเค้าหน่อยเฮอะ อ่ะๆๆๆ เชื่อแล้วคับ เชื่อแล้วคับ
5.ไอ้ระบบเถื่อนๆอย่างเนี้ย รามา ศิริราช อะไรเค้าไม่มีแล้วนะ ...............มิน่าเค้าถึงบอกว่านิสัยดิบของคนใต้มันเถื่อนกว่าคนภาคอื่นอยู่แล้ว.........จิงรึป่าว ไม่แน่ใจ แต่ดูจากกิจกรรมเถื่อนๆที่ไม่ยอมเลิกซักที ก็ชักจะ.......
6.อ่ะนะ จัดๆไปเหอะ กิจกรรมนี้ เข้าใจคับ ว่าใครก็อยากจะร้องเป็นผู้ล่าบ้าง คงไม่มีใครอยากเป็นผู้ถูกล่า (ตอนปี 1 ) อย่างเดียวหรอก
7.เป็นกิจกรรมที่สร้างสัมพันธ์จังเลยเนอะ เค้าด่าเรา เราก็สัมพันธ์กัน แหม่ๆๆๆ ขอบจิงๆเลย ยิ่งด่า ยิ่งสนิท ขอบๆๆๆ วิธีเถื่อนๆอย่างนี้ชอบๆๆๆ จังเลยอ่ะ คราวหลังเอาแส้มาฟาดด้วยน้า จะได้สนิทกันยิ่งขึ้นอีก
8.ยอมรับความคิดเห็นแล้วลองไปปรับดูบ้างเฮอะ อย่าทะนงตัวที่จะแก้แค้นเลย


Posted by : สันดานดิบ , Date : 2003-04-26 , Time : 16:14:28 , From IP : 202.133.172.120

ความคิดเห็นที่ : 22


   ตอบคุณสันดานดิบ
1.ลองแบบคณะพยาบาลดูมั้ย ร้องเพลงด้วยใจ ไม่ใช่ถูกบังคับ ---> ครับน่าลอง น้องปี 4 คิดว่ายังไง ปีที่แล้วผมลองให้สอนโดยวิธีละมุนละม่อม บอกกันดีๆ ว่าต้องร้องให้ได้วันนั้น วันนี้ แล้วเป็นไง จริงอยู่นั่นอาจต้องใช้เวลา แต่เรามีเวลาไม่มากนัก

2.กลัวจะไร้ระเบียบ เลยใช้วิธีเถื่อน.............นี่หรือวิธีแก้ปัญหาของปัญญาชน----> ขอนิยามของคำว่าเถื่อนหน่อยสิครับ คุณสันดานดิบ เถื่อนในความคิดผม คือ สั่งให้น้องวิดพื้น สั่งให้ลุกนั่ง สั่งให้ทำอะไรไร้สาระหาเหตุผลไม่ได้ แต่ผมคิดว่าในคณะแพทย์ไม่มีแน่ จะทำอะไรก็ต้องมีเหตุผล จะลงโทษก็มีเหตุผลนะครับ นอกจากนี้ จะให้สามัคคีไร้สาระเราก็ให้น้องได้ทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์แล้วนะ หรือว่ายังไม่พอ คุณต้องการแบบไหนล่ะ

3.ให้ท่องชื่อเพื่อนให้ได้ทุกคนภายใน 5 วัน ............จะรีบไปไหน จะรีบไปขายล๊อตเตอร๊หรอ บ้าหรอไง........................ มั่นใจว่า ไม่เกิน 1 เดิอนก็รู้จักกันเองหมดอยู่แล้ว ---> แน่ใจเหรอครับ ว่าไม่เกิน 1 เดือน ผมว่าไม่จริง คนเรานิสัยต่างกัน คุณอาจทำได้ แล้วเพื่อนคุณล่ะ อย่าคิดแทนคนอื่นที่ไม่ใช่คุณสิครับ ผมว่าเอาเข้าจริงก็ประมาณ 1 ปี กว่าทุกคนจะรู้จักกันหมด ถึงรู้จักกันหมดก็ใช่ว่าจะรู้รหัสของทุกคน หรือคุณมีวิธีอื่นอีกเสนอมาสิครับ

4.รุ่นพี่ไม่ได้แก้แค้นนะ รุ่นพี่ไปนอนสนุกกว่ามาด่าน้องเยอะเลย...............จิงหรอ เชื่อเค้าหน่อยเฮอะ อ่ะๆๆๆ เชื่อแล้วคับ เชื่อแล้วคับ ------> ผมคนนึงล่ะที่ไม่ได้คิดแก้แค้น อยู่ในห้องเชียร์ผมไำม่เคยขู่ตะคอก พูดจามีหางเสียง ใช้สรรพนามว่า พี่/น้อง การจะว่ากล่าวต้องมีเหตุผล ไม่มีการว่าโดยคิดว่า ผมถูก คุณผิด คุณต้องเชื่อ ซึ่งคุณสันดานดิบจะไม่เชื่อก็เป็นสิทธิ์ของคุณผมไม่บังคับ

5.ไอ้ระบบเถื่อนๆอย่างเนี้ย รามา ศิริราช อะไรเค้าไม่มีแล้วนะ ...............มิน่าเค้าถึงบอกว่านิสัยดิบของคนใต้มันเถื่อนกว่าคนภาคอื่นอยู่แล้ว.........จิงรึป่าว ไม่แน่ใจ แต่ดูจากกิจกรรมเถื่อนๆที่ไม่ยอมเลิกซักที ก็ชักจะ.......-----> คุณรู้ได้ไงว่ากิจกรรมเถื่อน ผมมีสมุดประเมินของน้องปีที่ผมเป็น Staff ส่วนใหญ่บ่นว่าเมื่อยเพราะต้องยืนนานๆ(ซึ่งเป็นข้อเสียของรุ่นผม อันนี้ยอมรับ น้องปี 4 ปีนี้แก้ไขด้วยนะ) ไม่มีใครบ่นว่าเถื่อน คุณประเมินอย่างไรว่ากิจกรรมไหนเถื่อน กิจกรรมไหนผู้ดี

6.อ่ะนะ จัดๆไปเหอะ กิจกรรมนี้ เข้าใจคับ ว่าใครก็อยากจะร้องเป็นผู้ล่าบ้าง คงไม่มีใครอยากเป็นผู้ถูกล่า (ตอนปี 1 ) อย่างเดียวหรอก -----> ในฐานะหนึ่งในผู้วางแผน ข้อนี้ผมไม่ยอมรับ แต่คนอื่นผมไม่รู้ ผมไม่เคยคิดจะ้เป็นผู้ล่า ตอนจบปีหนึุ่งหลังเลิกเ้ชียร์ผมคิดไว้ว่าจะไม่ให้น้องได้รับประสบการณ์ประชุมเชียร์ที่ไม่ดีในรุ่นผม ข้อเสียของรุ่นอื่นๆ ต้องนำมาปรับเปลี่ยน และผมเชื่อว่าได้จัดแน่ครับ ตามคำขอของคุณสันดานดิบ ถ้าอาจารย์ defence ผมจะลงไปช่วยปี 4 ปีนี้เอง

7.เป็นกิจกรรมที่สร้างสัมพันธ์จังเลยเนอะ เค้าด่าเรา เราก็สัมพันธ์กัน แหม่ๆๆๆ ขอบจิงๆเลย ยิ่งด่า ยิ่งสนิท ขอบๆๆๆ วิธีเถื่อนๆอย่างนี้ชอบๆๆๆ จังเลยอ่ะ คราวหลังเอาแส้มาฟาดด้วยน้า จะได้สนิทกันยิ่งขึ้นอีก ----> กิจกรรมสร้างสัมพันธ์ ไม่เกี่ยวกับการว่ากล่าวในห้องเชียร์ การดุให้ห้องเชียร์ จะทำต่อเมื่อน้องรับผิดชอบในงานที่ได้รับ ถ้าคุณทำได้ดี ผมก็ไม่มีเหตุผลจะว่าคุณ กิจกรรมสร้างความสัมพันธ์มีแยกออกมาจากการประชุมเชียร์ เป็นงานที่ให้น้องได้มาทำความรู้จัก โดยให้รุ่นพี่เป็นเพียง Facilitator กิจกรรมรับรู้ความในใจของกันและกัน มีเกม มีสันทนาการ ไม่มีการว่า พี่ๆปี 4 ก็ใจดี ถาม Med 30 ได้ หรือคุณมีวิธีอื่นอีก

8.ยอมรับความคิดเห็นแล้วลองไปปรับดูบ้างเฮอะ อย่าทะนงตัวที่จะแก้แค้นเลย---> ผมยังไม่เห็นคุณเสนออะไรที่สร้างสรรเพิ่มขึ้นเลยครับ รู้สึกว่ามีแต่คำประชดประชัน แนะนำมาสิครับว่าจะปรับเปลี่ยนเป็นแบบไหน ถ้าไม่มีกิจกรรมนี้เราจะทำอะไรแทน ปล่อยให้ที่อื่นจัดประชุมเชียร์ แล้วปล่อยให้น้องไปอ่านหนังสือฟันเพื่อนคณะอื่นใช่ไหมครับ ดีเหมือนกันนะ


Posted by : โบทซึมุ , Date : 2003-04-26 , Time : 18:09:50 , From IP : 172.29.2.145

ความคิดเห็นที่ : 23


   การรับน้องใหม่ควรจะยังคงมีอยู่ เพราะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างรุ่นพี่และรุ่นน้อง แต่รูปแบบการจัดในปัจจุบันยังไม่เหมาะสม ควรมีการเปลี่ยนแปลง ดังนี้
1.ควรใช้เวลาในการรับน้อง ประชุมเชียร์ ให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น เพราะถ้าใช้เวลามากเกินไป มันจะเป็นการเสียเวลาโดยไม่คุ้มค่า การประชุมเชียร์ควรมี 2-3 ครั้ง ครั้งละ 2-3 ชั่วโมง ก็เพียงพอ ถ้าเรารู้วัตถุประสงค์และสามารถจัดกิจกรรมในการเชียร์ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ส่วนการรับน้องควรใช้เวลาประมาณ ครึ่งถึง 1 วันก็เพียงพอแล้ว การที่จัดเวลามากกว่านี้มากๆ ดูเหมือนไม่ได้ช่วยให้ได้ประโยชน์มากขึ้น
2.รูปแบบการประชุมเชียร์และรับน้องควรเป็นแบบสมัครใจมากกว่าการบังคับหรือขู่เข็ญเพราะกิจกรรมใดๆก็ตาม ถ้าสามารถจัดได้ดีก็จะมีคนอยากมาร่วมมากมายโดยไม่ต้องบังคับ และควรเป็นกิจกรรมที่แสดงออกถึงความรัก เห็นใจในหมู่รุ่นพี่รุ่นน้อง โดยไม่มีความป่าเถื่อนหรือแสดงถึงอำนาจในการบังคับรุ่นน้อง
3.ประเพณีรับน้องและเชียร์ที่เคยจัดในปีก่อนๆและรุ่นพี่เคยมีประสบการณ์ได้รับทั้งแบบขมขื่นหรือสนุกสนานก็ตาม ไม่ควรนำมาใช้กับรุ่นน้องในปีถัดไป ควรมีการประเมินผลจากรุ่นน้อง แล้วนำมาปรับปรุงให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน
4.ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ควรยึดติดกับรูปแบบเก่าๆ ที่โบราณ ยกเว้นแต่เป็นวัฒนธรรมอันเก่าแก่และดีงาม
5.ควรให้อาจารย์ได้มีส่วนร่วมในระดับของการวางแผนและจัดรูปแบบการรับน้องหรือการเชียร์ เพื่อจะได้มีมุมมองกว้างขึ้น


Posted by : อาจารย์คนหนึ่ง , Date : 2003-04-26 , Time : 18:17:07 , From IP : r225-skaHS1.S.loxinf

ความคิดเห็นที่ : 24


   มีบางกิจกรรมครับที่ไร้สาระเช่นตอนไปเดิน 9 คณะ แต่นั่นทำให้น้องมีความสุขไหมครับ ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่สนุกกับกิจกรรมครั้งนั้น ยกเว้นตอนไปโชว์เพลงตอนนั้นเถื่อนจริงๆ หืมม?
ส่วนวิธีแก้ไข:-
1. อาจต้องมีการติดต่อกับน้องๆ ที่อยู่บินหลา 1 และพี่ๆบินหลา 3 ให้ประเมินน้องๆอ่อนๆหน่อย เพราะเขาเหนื่อยกับการเดินมา เสียงอาจจะหายไปบ้าง อย่า strict มากนักเลย แต่ถ้าร้องแบบยอมรับไม่ได้ล่ะ นั่นอีกเรื่องที่ต้องจัดการแก้ไขตั้งแต่เริ่มการสอนร้องเพลง แต่ผมไม่เคยด่าน้องถ้าน้องร้องดีก็คือดี ปีที่แล้วยังเคยใบ้น้องให้ร้องเพลงที่น้องๆถนัดเลย(ทั้งๆที่ตัวเองเป็น Staff)
2. สอนร้องเพลงให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งกรณีนี้สาเหตุจากหลายปัจจัย ตั้งแต่ภาวะผู้นำของประธานปี 1 ในการรวมกลุ่มเพื่อน ความร่วมมือและสำนึกในชั้นปี ความ Strict ของ Staff เข้มมากน้องก็ต้าน อ่อนมากน้องก็เหลิงต้องพอดีๆจริงๆ เป็นปัญหาที่เราต้องคิดและแก้ไข
3. ไม่ต้องมีกิจกรรมอันนี้ ตัดไปเลย ตัดปัญหา จะได้ไม่มีพี่มาบ่นมาด่าให้เสียกำลังใจ

ยังมีเรื่องอื่นอีกไหมครับ?


Posted by : โบทซึมุ , Date : 2003-04-26 , Time : 18:24:55 , From IP : 172.29.2.145

ความคิดเห็นที่ : 25


   1.การอัดวิชาการกันในห้องเชียร์นั้นเป็นเรื่องสมควรอย่างยิ่งแล้ว

คุณคิดว่าคุณรู้จักตัวเอง และการดำรงชีวิตอย่างผู้มีปัญญา ดีพอแล้วหรือ

2.กิจกรรมแบบปีก่อนทำให้รู้จักกันดีขึ้นครับ แต่ไม่มีวิธีการอื่นที่ดีกว่าหรือ

3.ผมไม่ทราบว่าคุณจะเอาระเบียบไปเพื่ออะไร " การศึกษา"นี่ต้องใช้ระเบียบโง่ๆแบบทหารหรือครับ

ที่บังคับให้เชื่อ ทำตามคำสั่ง ไม่รู้จักใคร่ครวญเอง ตั้งคำถามไม่ได้ โต้แย้งไม่ได้

จริยธรรมนั้นถือเป็นระเบียบในตัวอยู่แล้ว อำนาจใดๆที่ผิดจริยธรรม ก็เป็นอันขาดกันจากสัญญาประชาคม

อำนาจใดๆที่ผิดจริยธรรม ก็เป็นอันขาดกันจากสัญญาประชาคม



4.เนื้อหาชีวิตนั้นมีมากมายที่คุณยังไม่รู้ เพราะเป็นเรื่องของทั้งชีวิต จะมีวิธีการอย่างไรนั้นก็สุดแต่คิดได้มากมาย

5."วิธีการจัดการศึกษานั้นจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล"

วิธีการเถื่อนๆนั้นเหมาะกับคนโง่ๆ จะเอาวิธีการเดียวมาเหมาเอากับทั้ง 130 คนเป็นสิ่งไม่สมควร แม้ในทางปฏิบัติจะทำได้ยาก

6.ถือเป็นเรื่องดีและแสดงความใจกว้างจริงๆ หากรุ่นพี่จะทิ้งความแค้นเดิม และเลือกสิ่งดีให้กับรุ่นน้อง

7.ไม่ควรสรุปเหมารวมครับ ว่ารุ่นพี่จะตั้งใจแก้แค้นทั้งหมดหรือไม่ ที่แก้แค้นก็มี(แน่นอน ... คุณลองสำรวจใจจริงคุณเถิด) ที่สร้างสรรค์ก็มี

............แล้วไอ้การที่ได้ด่า ได้แสดงอำนาจ ได้กดขี่ นี่มันไม่สนุกหรือครับ
คุณเป็นมนุษย์ คุณก็พิสูจน์ใจคุณเองได้ ผมพิสูจน์ให้คุณไม่ได้หรอกครับ

8.ผมอยากบอกว่า วิธีการรับน้องนี่มันเป็นจิตวิทยาอย่างหนึ่งเท่านั้น

มันไปทำให้คุณคิดเอาเองว่า คุณรักกัน คุณสามัคคีกัน คุณเอาตัวรอดได้

วิธีการอย่างนี้นิยมใช้ในการทหาร เพื่อการปลุกระดม

มันจะไปเพิ่ม "อัตตา" ให้คุณภูมิใจลมๆแล้งๆว่า คุณดี คุณเข้มแข็ง คุณฉลาดเอาตัวรอดได้ คุณอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ คุณทำให้คนรักได้ คุณเสียสละได้

คนโง่ๆที่ตามไม่ทันก็จะพลอยหลงตัวเองไป

คุณลองยึดหลักๆหนึ่ง จริยธรรมก็ได้ คำสอนของศาสนาคุณนั่นแหละ แล้วหันกลับมองมองใหม่

คุณจะประหลาดใจมากว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่

คุณกำลังทำเพื่อตัวเองหรือไม่?

9.คุณท่องรหัสประจำตัว13 หลักของบิดามารดาคุณได้หรือเปล่าครับ

การทำความรู้จักกันนั้นเพื่ออะไร?

เพื่อให้รู้ชื่อและหน้าเฉยๆเหรอ

สิ่งที่คุณต้องทำความรู้จักคือใจคุณเองและวิธีการปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างเป็นธรรม

มีวิธีการมากมายเพื่อทำความรู้จักกัน

ต่อให้คุณท่องรหัสได้ทั้งคณะก็ตามที ไม่ได้แปลว่าคุณจะอยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจ มันเสียเวลามาก

เราอาจทำความรู้จักกันได้ดีในแง่ปริมาณ แต่น้อยคนจะรู้จักกันในแง่คุณภาพ

10.คุณจะเอาระเบียบไปทำอะไรครับ เพื่อให้คุณแสดงอำนาจได้หรือ ระเบียบนั้นคือจริยธรรม

คุณร้องเพลงไปเพื่ออะไรครับ คุณร้องเพลงได้แล้วชีวิตคุณจะดีงามและเป็นสุขหรือ(ขอบอกว่าได้ยินเนื้อหาบางเพลงแล้วสมเพชจริงๆ)

11.ทำไมต้องเคารพในอาวุโส? คุณลองคิดดีๆ

แท้จริงแล้วมันคือการเคารพกันในคุณธรรมและประสบการณ์ครับ

12.มีเรื่องอีกมากมายที่บัณฑิตแพทย์"จำเป็น"ต้องรู้ แต่ก็ไม่รู้

13.วาระซ่อนเร้นนั้นผมควักหัวใจใครมาพิสูจน์ไม่ได้หรอกครับ ผมลองไปพิจารณาตัวเองก็แล้วกัน

14.ผมอยากรู้เหลือเกินว่า รุ่นน้องมีสิทธิเลือกที่จะทำและไม่ทำด้วยหรือ

คุณไม่ต้องหลอกตัวเอง

คุณกำลังเอา วิถีประชา มาบังคับรุ่นน้องโดยทางอ้อม

ลองถ้ามีใครสักคนโดดรับน้องดูสิ เขาจะอยู่ในสังคมได้ยังไง

นั่นเป็นสิ่งที่ต้องเห็นใจ และกระทำให้ถูกต้อง

15.รอยยิ้มต้องตามมาหลังการกระทำอันมนุษย์ปกติเขาไม่ทำหรือครับ

คุณสร้างรอยยิ้มด้วยวิธีเรียบร้อยสุภาพไม่ได้หรือ

คุณคิดว่าทุกคนจะสนุกสนานไปกับคุณหมดหรือ

การรับน้องบางอย่างผมไม่ค่อยอยากพูดว่ามันเลวทราม เสื่อมศีลธรรมจรรยาเหลือเกิน

แต่คนบางคนกลับเห็นเป็นเรื่องน่าสนุก

16.ร้องเพลงด้วยใจนั้นสมควรครับ

ไม่ใช่ร้องโดยไม่มีสาเหตุ หรือร้องเพราะเขาบังคับให้ร้อง

ร้องไปเพื่อจุดหมายอะไรครับ

17.แต่ละเรื่องที่คุณลงโทษนั้นสมควรแก่เหตุแล้วหรือ

ความป่าเถื่อนมันไม่ใช่แค่ชี้วัดด้วยรูปแบบภายนอก

แต่มันเป็นการแสดงออกของการ"ขาดเหตุผล"

คุณก็รู้กันดีว่ามันเป็นการ"หาเรื่อง"ลงโทษ โดยส่วนใหญ่

คุณก็รู้กันดีว่ามันเป็นการ"หาเรื่อง"ลงโทษ โดยส่วนใหญ่

คุณก็รู้กันดีว่ามันเป็นการ"หาเรื่อง"ลงโทษ โดยส่วนใหญ่

สิ่งที่ไม่ผิดก็ทำให้ผิดได้ การบังคับให้ทำในสิ่งที่ขัดเหตุผลนี่เป็นผลเสียต่อจิตใจที่ละเอียดอ่อน มาก

18.คุณลองคิดกันใหม่ว่าสิ่งที่คุณบีบคั้น และ เร่งรัดให้รุ่นน้องไปทำ

-ท่องชื่อ

-ร้องเพลง

-ขอลายเซ็น

-ให้รุ่นน้องยืนเกร็ง ห้ามพูด บังคับให้ตอบ บังคับให้บูม

นี่เป็นสาระหรือครับ

คนที่ทำเหล่านี้ได้ดี เขาจะเป็นคนดีหรือ

คนที่ทำเหล่านี้ได้ไม่ดี คุณจะหาว่าเขาเป็นคนชั่วหรือ

ไอ้สิ่งที่คุณให้ทำนี่ มันไม่ใช่กิจกรรมของมนุษย์ปกติหรอกครับ




Posted by : Immanuel Kant , Date : 2003-04-26 , Time : 21:41:13 , From IP : netturbo2.cscoms.com

ความคิดเห็นที่ : 26


   


ผมขอย้ำว่าผมไม่ต้องการให้เลิกกิจกรรมทั้งหมด



ผมขอย้ำว่าผมไม่ต้องการให้เลิกกิจกรรมทั้งหมด


แต่ผมต้องการทำให้ถูกศีลธรรม จริยธรรม วัฒนธรรม สุภาพ เรียบร้อย ส่งผลดีต่อจิตใจ ไม่มีโทษ เคารพซึ่งกันและกัน



เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ



หลักการนี้ใช้ได้ดีเสมอหากมนุษย์จะปฏิบัติต่อกัน ไม่ว่าอำนาจใดๆ






Posted by : Immanuel Kant , Date : 2003-04-26 , Time : 21:57:07 , From IP : netturbo2.cscoms.com

ความคิดเห็นที่ : 27


   เห็นด้วยนะคะ ที่มีการยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดกัน เพราะนี่ก็ใกล้เทศกาลประชุมเชียร์เข้ามาเต็มที การยกประเด็นนี้ขึ้นมาถกกัน น่าจะช่วยให้น้องปี 4 ที่กำลังจะจัดประชุมเชียร์ในปีนี้ ได้เห็นมุมมองที่แตกต่างออกไป
จริงอยู่คะที่กิจกรรมนี้มีทั้งจุดดี และจุดด้อย ก็เรายังเป็นปุถุชนคนเดินดินธรรมดาอยู่นี้คะ การจะจัดอะไรให้มีข้อผิดพลาดน้อยที่สุด เราก็ต้องพยายามกันอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามบางสิ่งมันอยู่ใน uncontrolable จริงๆ ซึ่งคิดว่าปี 4 ที่จัดปีที่แล้วก็ขอยอมรับนะคะ แล้วได้นำสิ่งผิดพลาดนั้นส่งต่อให้กับรุ่นน้อง เพื่อให้กิจกรรมที่จะจัดขึ้นใหม่ ผิดพลาดน้อยลงไปอีก
ขอยอมรับความคิดเห็นทั้งหลายที่ post กันเข้ามานะคะ ถ้านั่นเป็นการติเพื่อ..ต่อ..


Posted by : เหยี่ยวเดือนเก้า , Date : 2003-04-26 , Time : 22:09:22 , From IP : 172.29.2.168

ความคิดเห็นที่ : 28


   อย่างอื่นพอไหวแต่ท่องชื่อนี่ไม่ไหวจิงๆTT
(ท่องได้ก็ไม่ใช่จะรู้จักกับเพื่อนเพิ่มขึ้นนี่นา+ท่องไปลมๆแล้งๆไม่มีหลักการใครจะจำได้ฟระ)


Posted by : Epoo , Date : 2003-04-27 , Time : 00:55:49 , From IP : 203.157.14.247

ความคิดเห็นที่ : 29


   เห็นด้วยกับการ ประชุมเชียร์ค่ะ
สิ่งที่ได้รับมาจากการประชุมเชียร์นั้น มีทั้งเมื่อย กลับมาก็เหนื่อย ไม่ได้ทบทวนอะไร จะสอบก็อ่านหนังสือไม่ทัน เพราะมันพอกพูนเรื่อยๆ เลิกเรียนแล้วก็ต้องรีบตาลีตาเหลือกไปประชุมเชียร์ ไปยืนนิ่งๆ ไปยกมือจนแขนชา ไปทนให้เค้าดุว่า เค้าให้ทำอะไร เมื่อทำไม่ได้ก็ต้องยกมือ ร้องเพลง หรือบูมเสียงดังๆ ต้องท่องชื่อนามสกุล รหัสเพื่อนที่ไม่รู้จักกันมาก่อนทั้ง130คน ใครจะไปจำได้ ไม่มีอะไรดีเลยใช่มั้ยคะ??
แต่สิ่งสำคัญที่ได้รับนอกเหนือจากนั้น เมื่อประชุมเชียร์จบถึงรู้ หลังจากจบการประชุมเชียร์ก็คิดถึงการประชุมเชียร์ เหงาๆ เหมือนขาดอะไรไปซักอย่าง ประชุมเชียร์ทำให้เราต้องถามเพื่อน พูดคุยกับเพื่อนที่เราไม่รู้จักกันมาก่อน ได้รู้จักคนกว้างขึ้น ไม่ได้หมายความว่ารู้จักคนมากขึ้นจะดีนะคะ เพียงแต่ว่าการที่เรารู้จักคนกว้างขึ้นทำให้เรามองโลกได้กว้างขึ้น รู้จักอะไรๆมากขึ้น
การที่ต้องรีบมาประชุมเชียร์เป็นการฝึกฝนอย่างหนึ่งที่ทำให้เรารู้จักแบ่งเวลา รู้จักบริหารเวลาซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งในชีวิตของการเป็นแพทย์
ประชุมเชียร์ทำให้เราได้รู้จักรุ่นพี่แน่นอนว่าเราได้รู้จักชื่อและหน้าตาของรุ่นพี่ ที่เราไม่จำเป็นจะต้องรู้จัก แต่คิดว่าเราต้องได้อะไรมากกว่านั้น จากการที่ได้อยู่ร่วมกันเป็นสิบๆวัน
ประชุมเชียร์สร้างความกดดันก็จริง แต่ทำให้พวกเราเคารพในมิตรภาพของเพื่อนมากขึ้น หากคุณไม่รู้สึกอะไรในด้านนี้แสดงว่าคุณเป็นคนไม่มีหัวใจเป็นอย่างยิ่ง
อย่างน้อย ประชุมเชียร์ก็เป็นเรื่องให้เล่นต่อๆกันได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อประชุมเชียร์เสร็จถามว่าอยากมาประชุมเชียร์อีกมั้ย ตอบว่าไม่ค่ะ แค่นี้พอแล้ว แต่คิดว่าในชีวิตของเด็กรั้วมหาวิทยาลัย อย่างน้อยก็ควรได้รับรสชาดนี้บ้าง ทำให้รู้สึกว่า เข้ามาอยู่มหาลัยแล้วจริงๆ



Posted by : mirror , Date : 2003-04-27 , Time : 01:07:35 , From IP : 202.47.247.130

ความคิดเห็นที่ : 30


   คนที่ชื่อ mirror ผมไม่อยากจะบอกเลยว่าคุณก็เถื่อนพอตัวทีเดียว

ถูกครับถูก ที่ประชุมเชียร์เสร็จ เรารู้จักกันมากขึ้น และมากกว่าแน่ๆ หากไม่มีการประชุมเกิดขึ้น แต่ผมขอถามหน่อยเหอะ มันไม่มีวิธีอื่นแล้วหรอ ที่จะทำให้คนรู้จักกันอ่ะ ต้องเถื่อนเท่านั้นใช่มั้ยถึงจะรู้จักกันได้

เถื่อนในความคิดของผม ไม่ได้แค่หมายความว่า ให้ซิดอัพ วิดพื้นหรอกคับ.........แต่เถื่อนคือการทารุณจิตใจ ให้ทำในสิ่งที่ยากจะทำ ทำแล้วเจ็บปวด ในการประชุมเชียร์มีร้องไห้ทุกปี อย่างนี้ยังไม่เรียกว่าเถื่อนอีกหรอครับ

ไอ้สิ่งที่คุณบอกว่าเถื่อนอ่ะ คือการวิดพื้นอะไรนั่นนะหรอ ผมคิดว่าทำไปก็คงไม่มีใครร้องไห้หรอกครับ

เถื่อนที่แท้จริงคือการเถื่อนกับจิตใจคับ

อาจารย์คับช่วยทีเถอะคับ ให้เด็กรุ่นนี้มันเป็นรุ่นแรกเหอะ ที่เข้ามาแล้วจิตใจไม่เสีย ทุกคนที่เข้าร่วมประชุมเชียร์ สุขภาพจิตแย่ๆๆๆ ทุกคน

นึกสภาพดูซิ มีแต่การตะโกนใส่กัน มีแต่การทรมานกัน(ทั้งทางใจและทางกาย) พี่คับ อาจารย์คับ ผมไม่ใช่แพทย์ พระมงกุฎนะครับ ผมเข้ามาเป็นหมอนะครับ ไม่ใช่เป็นทหารนะครับ

ผมไม่ใช่มีความอดทนนะครับ ถ้าเป็นเรื่องที่มีสาระมากกว่านี้ผมทนได้ครับ ให้ผมยืนผ่าตัดช่วยชีวิตคน 20 ชั่วโมง ผมทำได้ครับ แต่ไม่ใช่มายืน 2 ชั่วโมง เพื่อรองรับความไร้สาระเช่นนี้

อาจารย์ครับ สงสารmed 31 มันเถอะครับ อาจารย์จิตแพทย์น่าจะช่วยๆกันรณรงค์ความป่าเถื่อนนะครับ เพราะอาจารย์น่าจะรู้ดีว่าการทรมานอย่างนี้ มันเสียสุขภาพจิตแค่ไหน



Posted by : please , Date : 2003-04-27 , Time : 01:33:03 , From IP : ppp-203.118.85.106.r

ความคิดเห็นที่ : 31


   2.กิจกรรมแบบปีก่อนทำให้รู้จักกันดีขึ้นครับ แต่ไม่มีวิธีการอื่นที่ดีกว่าหรือ
..จะมีนะ แต่ว่าคิดไม่ออก(ในตอนนี้ครับ) ก็อยากให้ลองเสนอมาดูบ้างครับว่าอะไรที่ ทำให้รู้จักกันได้เร็ว ไม่เปลืองเงิน เปลืองเวลา เปลืองบุคลากร มากเกินไปนัก อันนี้มันเป็นปัญหาที่ผมแก้ไม่ตกครับว่าจะสามารถแก้โจทย์เหล่านี้ได้อย่างไร

3.ผมไม่ทราบว่าคุณจะเอาระเบียบไปเพื่ออะไร " การศึกษา"นี่ต้องใช้ระเบียบโง่ๆแบบทหารหรือครับ
..อันนี้ผมก็คิดเหมือนคุณครับเพราะว่าผมคิดว่าการใช้ระเบียบโง่ๆ เหมือนทหารนี่เป็นสิ่งที่ผมเกลียดมากๆ แต่ว่ามันทำให้ผมคิดถึงการที่ผมต้องเข้าเรียนเพื่อการเช็คชื่อนี่น่ะสิ ผมไม่ชอบเลยจริงๆ (ตอนเด็กๆ เข้าใจผิดว่าเมื่อเรียนมหาลัยแล้วจะไม่มีการเช็คชื่อ นี่ผมนอกประเด็นรึเปล่า?) แต่ผมต้องการเสนอเพียงแต่ว่า แม้ว่าในปัจจุบันเราก็ยังมีวิธีการบีบบังคับทางอ้อม โดยใช้เครื่องมือ การให้คะแนน โดยอาจารย์

5."วิธีการจัดการศึกษานั้นจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล"
วิธีการเถื่อนๆนั้นเหมาะกับคนโง่ๆ จะเอาวิธีการเดียวมาเหมาเอากับทั้ง 130 คนเป็นสิ่งไม่สมควร แม้ในทางปฏิบัติจะทำได้ยาก
...เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ผมอยากให้รุ่นพี่เข้ามาช่วยกันทำกิจกรรมเพื่อน้องๆ มากๆหน่อยครับ เนื่องจากเราคงต้องเตรียมการรับน้องแตกต่างกันไปหลายๆแบบทีเดียว(คงไม่เกิน 20 แบบหรอกเนอะครับ 555) แต่ว่าเห็นด้วยนะครับ โดยเฉพาะถ้าอาจารย์คณะแพทย์จะเอาไปใช้บ้างครับ จักการศึกษาเพื่อนักศึกษาแต่ละคน เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดครับ อยากได้มาก(ระบบในฝันของผมทีเดียว)

6.ถือเป็นเรื่องดีและแสดงความใจกว้างจริงๆ หากรุ่นพี่จะทิ้งความแค้นเดิม และเลือกสิ่งดีให้กับรุ่นน้อง
..ตัวอย่างเช่นอะไรเหรอครับ ที่ผมคิดได้คือการที่พี่ๆ ซื้อขนมมาเลี้ยงน้องตอนเลิกประชุมก็เป็นการเลือกสิ่งดีๆให้น้องเหมือนกันนะครับ(ขนมไง) ถึงแม้ว่ามันเหมืแนการตบหัวแล้วลูบหลังก็ตาม แล้วก็เรื่องของการแก้แค้นนี่เค้าไม่ได้ทำกับคนที่ทำให้เราแค้นเหรอ

7.ไม่ควรสรุปเหมารวมครับ ว่ารุ่นพี่จะตั้งใจแก้แค้นทั้งหมดหรือไม่ ที่แก้แค้นก็มี(แน่นอน ... คุณลองสำรวจใจจริงคุณเถิด) ที่สร้างสรรค์ก็มี แล้วไอ้การที่ได้ด่า ได้แสดงอำนาจ ได้กดขี่ นี่มันไม่สนุกหรือครับ คุณเป็นมนุษย์ คุณก็พิสูจน์ใจคุณเองได้ ผมพิสูจน์ให้คุณไม่ได้หรอกครับ
..ผมว่ามันก็สนุกดีนะการด่าคนเนี๊ยะ แต่ว่ามันไม่ใช่เป็นการแก้แค้นนี่นา หรือว่ามันจะเป็นการกลั่นแกล้ง หลายๆคนจึงมองว่ามันไม่ดี

9.คุณท่องรหัสประจำตัว13 หลักของบิดามารดาคุณได้หรือเปล่าครับ
เราอาจทำความรู้จักกันได้ดีในแง่ปริมาณ แต่น้อยคนจะรู้จักกันในแง่คุณภาพ
..ผมท่องไม่ได้ครับ(ของตัวเองยังท่องไม่ได้เลยครับ) แต่เรื่องของการรู้จักกันในแง่ปริมาณนี่ ผมว่ามันก็ดีนะครับ อย่างน้อยเราก็ได้รู้จักกัน แค่ชื่อก็ยังดี เหมือนเวลาที่เราจะซื้อสินค้า ถ้าเรารู้จักยี่ห้อและคุณสมบัติของสินค้าแต่ละยี่ห้อเยอะๆ เราก็ได้เปรียบนะครับ เพราะเรามีหลายทางเลือก การประชุมเชียร์สามารถที่จะแสดงออกถึงนิสัยบางอย่าง คุณลักษณะหลายๆ อย่างของหลายๆคน

10.คุณจะเอาระเบียบไปทำอะไรครับ เพื่อให้คุณแสดงอำนาจได้หรือ ระเบียบนั้นคือจริยธรรม
คุณร้องเพลงไปเพื่ออะไรครับ คุณร้องเพลงได้แล้วชีวิตคุณจะดีงามและเป็นสุขหรือ(ขอบอกว่าได้ยินเนื้อหาบางเพลงแล้วสมเพชจริงๆ)
..เอ่อ ใครร้องเพลงได้คนนั้นจะมีชีวิตที่เป็นสุขกว่าคนที่ร้องเพลงไม่ได้แน่นอนคร้บ แต่ว่าถ้าหมายถึงเพลงของคณะ มหาลัยนี่อาจจะไม่ทำให้ชีวิตเป็นสุขขึ้นเลยซักนิดเลยหรือครับ เราจะร้องเพลงชาติไทยไปทำไม ?ไม่เห็นได้อะไรขึ้นมา ไร้สาระอย่างที่สุดครับ

11.ทำไมต้องเคารพในอาวุโส? คุณลองคิดดีๆ
แท้จริงแล้วมันคือการเคารพกันในคุณธรรมและประสบการณ์ครับ
..อืม รุ่นพี่ก็มีประสบการณมากกว่ารุ่นน้องนี่ก็ควรเคารพนะ ว่ามั้ย?หรือว่าต้องมีคุณธรรมด้วย ยากต่อการพิสูจน์นะ

12.มีเรื่องอีกมากมายที่บัณฑิตแพทย์"จำเป็น"ต้องรู้ แต่ก็ไม่รู้
..เหมือนที่ผมเรียนยูโด ตอนปี 1 ใช่มั้ยครับ ตอนนี้ผมยังไม่ได้ทุ่มใครเลยครับ

14.ผมอยากรู้เหลือเกินว่า รุ่นน้องมีสิทธิเลือกที่จะทำและไม่ทำด้วยหรือ
คุณกำลังเอา วิถีประชา มาบังคับรุ่นน้องโดยทางอ้อม
ลองถ้ามีใครสักคนโดดรับน้องดูสิ เขาจะอยู่ในสังคมได้ยังไง
นั่นเป็นสิ่งที่ต้องเห็นใจ และกระทำให้ถูกต้อง
..อืมเอาเป็นว่า ผมคิดว่าโดดได้นะ งั้นผมขอเสนอน้องปี 4 ปีนี้เลยแล้วกันว่าบอกน้องไปเลยว่าโดดได้นะ ใครไม่มาไม่ต้องตาม เฮ้อ...เหมือนที่เวลาผมโดด lecture อาจารย์บอกว่าโดดได้ แต่ว่าเช็คขาด แล้วก็ไปลุ้นเอาเองว่าสุดท้ายเวลาเรียนจะพอรึเปล่า ไม่พอก็ไม่มีสิทธิสอบ

15.คุณสร้างรอยยิ้มด้วยวิธีเรียบร้อยสุภาพไม่ได้หรือ
..ได้ครับแต่ว่ายากจัง เหมือนกับบอกว่า ไปถ่ายรูปให้สวยโดยให้กล้องปัญญาอ่อนไปน่ะครับ (เราคงอยากจ้างวิทยากรรับเชิญแพงๆ เพื่อให้น้องได้นั่งฟังอย่างสบายอารมณ์แล้วได้อะไรกลับไปด้วยอยู่ครับ แต่...) พูดถึงเรื่องนี้ ผมอยากให้อาจารย์สอนให้สนุกไม่น่าเบื่อ และให้ผมเก่งโดยด่าผมน้อยทีสุดเท่าที่จะน้อยได้ด้วยนะครับ(นี่ล่ะครับอาจารย์ในฝันที่เปี่ยมไปด้วย ความเมตตา ความสุภาพ ความขบขัน และปัญญา)

16.ร้องเพลงด้วยใจนั้นสมควรครับ ไม่ใช่ร้องโดยไม่มีสาเหตุ หรือร้องเพราะเขาบังคับให้ร้อง ร้องไปเพื่อจุดหมายอะไรครับ
..ย้อนกลับไปเรื่องเดิมครับ ผมร้องเพลงชาติเพราะครูบังคับ การร้องเพลงชาติไม่ทำให้ผมรักชาติมากขึ้นเลยครับ ยกเลิกการรัองเพลงชาติจะเป็นพระคุณกับผมมากครับ(ผมเสียเวลาไปกับการร้องเพลงชาติมากเกินไป)

17.แต่ละเรื่องที่คุณลงโทษนั้นสมควรแก่เหตุแล้วหรือ
ความป่าเถื่อนมันไม่ใช่แค่ชี้วัดด้วยรูปแบบภายนอก
แต่มันเป็นการแสดงออกของการ"ขาดเหตุผล"
คุณก็รู้กันดีว่ามันเป็นการ"หาเรื่อง"ลงโทษ โดยส่วนใหญ่
..ผมว่าน้องเค้าร้องไม่ได้เรื่องจริงๆนะ ไม่เชื่อไปฟังสิ อย่างน้อยก็ไม่ตรงคีย์เดียวกันล่ะ นศพ.หลายคนก็ยังตรวจร่างกายไม่ได้เรื่องเลย อาจารย์ชมทุกวันเลยว่าตรวจเก่งมาก555

18.คุณลองคิดกันใหม่ว่าสิ่งที่คุณบีบคั้น และ เร่งรัดให้รุ่นน้องไปทำ
-ท่องชื่อ ร้องเพลง ขอลายเซ็น ให้รุ่นน้องยืนเกร็ง ห้ามพูด บังคับให้ตอบ บังคับให้บูม นี่เป็นสาระหรือครับ คนที่ทำเหล่านี้ได้ดี เขาจะเป็นคนดีหรือ คนที่ทำเหล่านี้ได้ไม่ดี คุณจะหาว่าเขาเป็นคนชั่วหรือ ไอ้สิ่งที่คุณให้ทำนี่ มันไม่ใช่กิจกรรมของมนุษย์ปกติหรอกครับ
..ผมว่านี่ล่ะที่เกิดกับคนทั่วไปในสังคมครับ ไม่รู้ว่าปกติหรือเปล่า ขอลายเซ็นนี่ดีนะครับ โดยเฉพาะกับรุ่นที่อยู่ติดกัน รู้จักกันมากขึ่นครับ(แต่ว่าการรู้จักรุ่นพี่เยอะๆ ไม่ได้ทำให้ใคร ฉลาดขึ้นเนอะ ทำไมท่านนายกทักษินรู้จักคนเยอะจัง) การเป็นคนดีไม่น่าจะใช่วัตถุประสงค์ของการประชุมเชียร์นะ เพราะถ้าอย่างนั้นคงคิดกิจกรรมที่เพ้อฝ้นมากกว่านี้ออกมาให้ทำกันแล้ว แล้วโลกเราก็จะสงบสุขซะที





Posted by : เหอๆๆ , Date : 2003-04-27 , Time : 01:39:00 , From IP : 172.29.2.168

ความคิดเห็นที่ : 32


   ผมสงสาร med28 ที่ต้องเตรียมงานระดับโลก ในบุคลากรระดับ/จำนวน ของหมู่บ้านครับ

แต่เอาใจช่วยครับ


Posted by : เหอๆๆ , Date : 2003-04-27 , Time : 01:43:37 , From IP : 172.29.2.168

ความคิดเห็นที่ : 33


   ทำไมคิดว่าการรับน้องประชุมเชียร์เป็นการแก้แค้น ไม่ใช่ซักหน่อย

ตรงนี้ตลกดีนะคะ
--ลองถ้ามีใครสักคนโดดรับน้องดูสิ เขาจะอยู่ในสังคมได้ยังไง
--555 ทำไมจะอยู่ไม่ได้ ไม่เคยมีปีไหนที่น้องมาร่วมกิจกรรมรับน้องครบ น้องเหล่านั้นก็ไม่เห็นจะต้องเอาปี๊บคลุมเวลาเดินไปไหน หรือประชุมเชียร์ก็เช่นกันไม่มี วันไหนน้องมาครบค่ะ แม้แต่วันแรก และวันสุดท้ายก็ตาม เพื่อนคนหนึ่งโดดไป3-4ครั้ง ทุกวันนี้ก็มีความสุขดี อยู่ในสังคมได้ค่ะ

--จะเอาระเบียบไปเพื่ออะไร
--ไปดูหนังยังต้องมีระเบียบเลยคุณ ...เอ..จะว่าไป ยกเลิกกฎต่างๆให้น้องมากี่โมงก็ได้ แต่งตัวยังไงขึ้นอาคารเรียนก็ได้ ซ้อมไม่ซ้อมก็ได้ จะนั่งคุยหรือฟังพี่ก็ได้... จริงๆมันก็ดีนะ พี่ไม่เหนื่อย น้องสบายใจ คนจัดกิจกรรมปีนี้ว่าไง สนมั้ยแบบนี้

--สิ่งที่คุณบีบคั้น และ เร่งรัดให้รุ่นน้องไปทำ นี่เป็นสาระหรือครับ คนที่ทำเหล่านี้ได้ดี เขาจะเป็นคนดีหรือ คนที่ทำเหล่านี้ได้ไม่ดี คุณจะหาว่าเขาเป็นคนชั่วหรือ
-- ไม่มีใครเคยบอกว่าน้องชั่วเพราะทำไม่ได้ คุณได้ยินจากใครกัน ส่วนจะมีสาระหรือไม่ คุณไม่มีเหตุการณ์อะไรที่ทำให้เห็นประโยชน์ของมัน ยังไงมันก็ไม่มีสาระสำหรับคุณ

ไม่เอาแล้วดีกว่า เสนอกิจกรรมสิคะคุณKant อ่านไปอ่านมารู้แค่เพียงคุณไม่ชอบรูปแบบกิจกรรมที่เป็นอยู่ ชี้แจงอะไรไปตอนนี้คุณก็ไม่เห็นด้วยหรอก ทุกเรื่องมีได้หลายมุมมอง จริงๆแล้วเข้าใจมุมของคุณ เพราะเคยยืนในห้องประชุมมาก่อน คุณล่ะ อยากเข้าใจมุมของคนที่จัดกิจกรรมมั้ย เข้ามาทำ มาเสนอสิคะ
เพราะท่าทางคุณจะมีแนวคิดมากมาย น่าจะมีideaใหม่ๆน่าสนใจเรื่องการจัดกิจกรรมเหล่านี้ รูปแบบควรเป็นอย่างไร รายละเอียดกิจกรรม บทบาทของพี่ ใช้เวลาช่วงไหน นานเท่าไหร่ เอาไงดีคะ เสนอรูปแบบกิจกรรมสิคะ อะไรดี อะไรไม่ดี ควรปรับปรุงอย่างไร เพิ่มเนื้อหาชีวิตเข้าไปเยอะๆอย่างไร

ตอบ"อาจารย์คนหนึ่ง"ค่ะ
1. เวลา -- ปีที่แล้วประชุมทั้งหมด10กว่าครั้งคะ(ถ้าจำไม่ผิด12ครั้ง) ครั้งละ2ชม. แต่เป็นช่วงว๊ากไม่ถึง1ชม.ค่ะ (อาจจะดูเยอะไปแต่ก็ลดจากปีก่อนประมาณครึ่งหนึ่งค่ะ) รับน้องครึ่งวันค่ะ
2..รูปแบบ -- ยอมรับค่ะว่าเป็นการบังคับเข้าร่วม ไม่ดีเลย แต่เอาเข้าจริงๆ ถ้าน้องไม่มา น้องไม่อยากเข้าร่วม ก็ไม่มีใครตามไปบังคับน้องได้
3.ควรมีการประเมินผลจากรุ่นน้อง-- มีค่ะ
4.ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลงได้-- เข้าใจว่ามีการปรับเปลี่ยนรูปแบบทุกปี แล้วปีนี้คงมีอะไรดีๆใหม่จากคุณKant : ) ท่าทางจะน่าสนใจ แต่หลายอย่างก็คงจะยังอยู่ แม้จะดูไร้สาระ อย่างการร้องเพลงต่างๆ (จริงๆถ้าตัดเรื่องนี้ก็คงตัดการประชุมเชียร์ได้) ส่วนเรื่องอื่นแต่ละปี จะปรับเปลี่ยนไปค่ะ
5.ควรให้อาจารย์ได้มีส่วนร่วม-- ทุกกิจกรรมต้องเสนออ.ค่ะ


Posted by : ตัวกม , Date : 2003-04-27 , Time : 02:49:43 , From IP : 203.113.76.71

ความคิดเห็นที่ : 34


   คนที่คัดค้าน กิจกรรมในรูปแบบปัจจุบัน.....ที่อ้างเหตุผลต่างๆนาๆกันมา เป็นหน้าๆ....จะเอาทั้งเสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ ก็ดี......

..
.
ผมว่าคุณลองเสนอ กิจกรรมที่เป็นรูปธรรม แบบที่คุณว่าหน่อยดีมั้ย ....... จะได้เอาไปทำ จะทำเลยหรือประยุกต์กันอีกทีก็แล้วแต่น้องๆเขา....แต่.....

ไอ้การเสนอว่าน่าจะ......ทำถูกศีลธรรม จริยธรรม วัฒนธรรม สุภาพ เรียบร้อย ส่งผลดีต่อจิตใจ ไม่มีโทษ เคารพซึ่งกันและกัน ไม่ให้บังคับจิตใจ ไม่ต้องการระเบียบแบบทหาร........

น่าจะ.......น่าจะ........

อะไรก็แล้วแต่.......

พูดแบบนี้ ใครก็พูดได้..........หนังสือ สลน.สมัยเรียน ป.5 ป.6 เขียนไว้เต็ม

.
.
แต่ให้คิดกิจกรรมออกมาเสนอ กันดูซิ มีให้ครบนะ สิ่งที่คุณต้องการนะครับ........

กลัวว่า......จะเป็นใบ้กันเสียหมด.....




Posted by : ไอบิน , Date : 2003-04-27 , Time : 03:30:37 , From IP : 172.29.2.155

ความคิดเห็นที่ : 35


   3.ผมไม่ทราบว่าคุณจะเอาระเบียบไปเพื่ออะไร " การศึกษา"นี่ต้องใช้ระเบียบโง่ๆแบบทหารหรือครับ
<---ผมว่าอาจไม่เกี่ยวกับการเช็คชื่อครับ แต่ผมว่าระเบียบวินัยเป็นสิ่งที่เกี่ยวกับเรื่องของสังคมในภาพรวม คุณคิดว่าสังคมจะเป็นอย่างไรถ้าขาดระเบียบ ใครจะซื้อข้าวไม่ต้องเข้าคิวก็ได้ ใครจะขับรถเลนขวาเลนซ้ายก็ได้ถ้าอยากขับ กฏหมายมีไว้ทำไม ไม่ใช่เพื่อให้สังคมมีระเบียบหรือครับ เรื่องการศึกษาก็เช่นเดียวกันครับเพราะนักศึกษาอย่างเราๆต้องเรียนเป็นสังคม ต้องออกไปทำงานกับสังคม คุณอาจคิดว่าชีวิตในรั้วมหาวิยาลัยนั้นเป็นอิสระ มีเสรี แต่สิ่งเหล่านั้นก็ต้องมีระเบียบ หรือคุณ Kant อยากราวน์ตอนไหนก็ได้ที่ตัวเองตื่น วันนี้อยากนอนก็ไม่ต้องไปราวน์ อยากตรวจคนไข้คนไหนก็ได้ที่อยากตรวจ คนนี้ไม่ชอบหน้าก็ไม่ต้อง อยากไปเทียวก็ไปเลยไม่ต้องขอลา อยากขึ้นสถานที่ราชการก็ไปติดต่อเลยชุดไหนก็ได้ คุณทำเรื่องเหล่านี้ได้ไหมครับ...
<---.การให้น้องเข้าแถวก่อนเข้าเชียร์ เพื่อจะได้รู้ว่ามีคนไหนขาด คนไหนมา คุณ Kant จะทราบไหมครับถ้าให้คนอยู่กันเป็นกระจุกแล้วเช็คว่าคนไหนขาดไปไหน มีกี่คน ? ถ้าใช้วิธีถามเพราะเชื่อใจคุณ Kant คิดว่าจะมีคนตอบอย่างจริงใจ ไม่โกหกกี่คน?ใช้วิธีเช็คชื่อ จะมีคนเซ็นชื่อแทนกันไหม ? คุณ Kant ยอมรับไหมครับว่าวิธีแบบทหารแบบนี้(การเข้าแถว) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ และ ยังใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเรียนอยู่ หรือจบไปทำงานแล้วก็ตาม ? หรือคุณมีวิธีอื่นที่ดีกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า จะขอเปลี่ยน? ..
<---คุณอาจคิดว่า ระเบียบเหล่านี้ ทำไมรุ่นพี่ต้องเข้าไปสอน น้องเขาต้องรู้ของเขาเอง เพราะเขาต้องอยู่ในสังคม ครับบ่อยครั้งที่เราคิดว่า นักเรียนที่เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัย มีคุณวุฒิและวัยวุฒิเพียงพอ ที่จะไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนในสังคม แล้วปล่อยให้เขาไปทำเรื่องต่างๆตามใจ ผลที่ออกมาก็เห็นกันอยู่ แม้ไม่มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า การกระทำเพียงช่วง 10 วัน ส่งผลให้นักศึกษาแพทย์มีระเบียบเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ แต่ผมเชื่อว่าต้องมีส่วนหนึ่งที่รับเอาความหวังดีจากกิจกรรมที่แฝงไปด้วยระเบียบจ๋า ไปบ้าง คุณ Kant คิดว่าอย่างไรครับ หรือคุณคิดว่าไม่คุ้มค่าที่จะทำ ? …

5."วิธีการจัดการศึกษานั้นจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล"
วิธีการเถื่อนๆนั้นเหมาะกับคนโง่ๆ จะเอาวิธีการเดียวมาเหมาเอากับทั้ง 130 คนเป็นสิ่งไม่สมควร แม้ในทางปฏิบัติจะทำได้ยาก
...เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ผมอยากให้รุ่นพี่เข้ามาช่วยกันทำกิจกรรมเพื่อน้องๆ มากๆหน่อยครับ เนื่องจากเราคงต้องเตรียมการรับน้องแตกต่างกันไปหลายๆแบบทีเดียว(คงไม่เกิน 20 แบบหรอกเนอะครับ 555) แต่ว่าเห็นด้วยนะครับ โดยเฉพาะถ้าอาจารย์คณะแพทย์จะเอาไปใช้บ้างครับ จักการศึกษาเพื่อนักศึกษาแต่ละคน เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดครับ อยากได้มาก(ระบบในฝันของผมทีเดียว)
<--- เห็นด้วยกับคุณ เหอ เหอ เหอ

9.คุณท่องรหัสประจำตัว13 หลักของบิดามารดาคุณได้หรือเปล่าครับ
เราอาจทำความรู้จักกันได้ดีในแง่ปริมาณ แต่น้อยคนจะรู้จักกันในแง่คุณภาพ
<--- อืมม เวลาที่รุ่นน้องมาถามว่า “พี่คะพี่คะ พี่ที่รหัส 000 ชื่ออะไรหรือคะ แบบว่าเป็นน้องรหัสน่ะค่ะ” ผมจะตอบว่า “อ๋อ รุ่นพี่ ชื่อ ก… นามสกุล … พี่จำได้ ไอ้นี่น่ะ(บรรยายๆๆ)” เทียบกับคุณ Kant (ที่ผมสมมติว่าไม่เคยท่องรหัส)”เอ่อ รหัสพี่ไม่เคยท่องครับน้อง แบบว่ามันไร้สาระ น้องไปเอาหน้ามันมาให้พี่ดูสิพี่ถึงจะรู้ว่าเป็นใคร เออ ถึงเอาหน้ามา อาจจะไม่รู้ชื่อจริงก็ได้นี่หว่ารู้จักแต่ชื่อเล่น ว้า” คุณว่าใครจะดู Smart กว่ากัน นี่ยังไม่ได้นับรวมเวลาทำงานกลุ่มกับเพื่อนๆ เวลาอาจารย์เรียกชื่อเป็นรหัส ฯลฯ ไม่รู้สิ บางทีคุณอาจคิดว่าไม่สำคัญ แต่ผมคิด

10. คุณร้องเพลงไปเพื่ออะไรครับ คุณร้องเพลงได้แล้วชีวิตคุณจะดีงามและเป็นสุขหรือ(ขอบอกว่าได้ยินเนื้อหาบางเพลงแล้วสมเพชจริงๆ)
<---ครับ ผมสอนร้องเพลงเพื่อ
1. เป็นเพลงประจำสถาบัน เพลงที่สถาบันอื่นไม่มีโอกาสได้ร้อง เพลงที่ ม.อ. ร้องได้ที่เดียว เพลงที่แสดงให้เห็นถึงความภาคภูมิใจ หรือคุณ Kant คิดว่าสิ่งเหล่านี้มันไร้สาระ
2. แล้วยังมีเพลงของคณะอีก และก็เช่นเดียวกับเพลงของสถาบัน คณะผม เฉพาะ คนในคณะที่มีสิทธิ์ร้องอย่างภาคภูมิใจ หรือคุณคิดว่าไม่จำเป็นต้องมี
3. แล้วคุณจะยอมให้เพลงเหล่านี้ผิดเพี้ยนไปตามคนร้อง คนนั้นเพี้ยน คนนี้ก็เพี้ยน เพี้ยนไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็จะไม่เหมือนเดิม ไม่ใช่เพลงประจำสถาบันอีกต่อไปหรือคุณจะยอมให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น คิดในแง่คนแต่งเพลงนี้ขึ้น เขาจะเสียใจแค่ไหน?
4. ส่วนเพลงที่คุณสมเพช ผมคิดว่า คงเป็นเพลงสันทนาการ ที่ทำเพื่อให้น้องรู้สึกขบขัน สนุกสนาน ถ้าร้องกันเป็นกลุ่มก็สามารถปลุกใจ ให้กำลังใจ กับคนที่เราต้องการให้กำลังใจได้ กับเพลงบูม ยิ่งเป็นบูมนี่ ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นหนึ่งเดียวกัน หรือคุณ Kant ไม่เคยบูม ไม่เคยถูกบูม ถึงไม่ทราบถึงความสุขที่ได้รับจากการร้องเพลงๆนี้ ถ้าคุณไม่เคยก็…ผมคงไม่มีอะไรจะพูด
5. เพลงที่ไพเราะ ใครบ้างไม่อยากร้องตาม ได้ร้องตามแล้วมีความสุข หรือ คุณ Kant ชอบฟังเพลง Classic แบบไม่มีเนื้อร้อง บรรเลงอย่างเดียว เลยไม่เคยคิดจะร้องเพลง และคิดว่ามัน...ไร้สาระ

11.ทำไมต้องเคารพในอาวุโส? คุณลองคิดดีๆ
แท้จริงแล้วมันคือการเคารพกันในคุณธรรมและประสบการณ์ครับ
..อืม รุ่นพี่ก็มีประสบการณมากกว่ารุ่นน้องนี่ก็ควรเคารพนะ ว่ามั้ย?หรือว่าต้องมีคุณธรรมด้วย ยากต่อการพิสูจน์นะ
<--- นั่นสินะครับ คุณพิสูจน์คนที่มีคุณธรรมได้ยังไง จากการพบกันแค่ 10 วัน !

14.ผมอยากรู้เหลือเกินว่า รุ่นน้องมีสิทธิเลือกที่จะทำและไม่ทำด้วยหรือ
คุณกำลังเอา วิถีประชา มาบังคับรุ่นน้องโดยทางอ้อม
ลองถ้ามีใครสักคนโดดรับน้องดูสิ เขาจะอยู่ในสังคมได้ยังไง
นั่นเป็นสิ่งที่ต้องเห็นใจ และกระทำให้ถูกต้อง
<--- ครับ เอาเลย อยากรู้ๆ

15.คุณสร้างรอยยิ้มด้วยวิธีเรียบร้อยสุภาพไม่ได้หรือ
..ได้ครับแต่ว่ายากจัง เหมือนกับบอกว่า ไปถ่ายรูปให้สวยโดยให้กล้องปัญญาอ่อนไปน่ะครับ (เราคงอยากจ้างวิทยากรรับเชิญแพงๆ เพื่อให้น้องได้นั่งฟังอย่างสบายอารมณ์แล้วได้อะไรกลับไปด้วยอยู่ครับ แต่...) พูดถึงเรื่องนี้ ผมอยากให้อาจารย์สอนให้สนุกไม่น่าเบื่อ และให้ผมเก่งโดยด่าผมน้อยทีสุดเท่าที่จะน้อยได้ด้วยนะครับ(นี่ล่ะครับอาจารย์ในฝันที่เปี่ยมไปด้วย ความเมตตา ความสุภาพ ความขบขัน และปัญญา)
<--- เห็นด้วยอย่างยิ่ง

17.แต่ละเรื่องที่คุณลงโทษนั้นสมควรแก่เหตุแล้วหรือ
ความป่าเถื่อนมันไม่ใช่แค่ชี้วัดด้วยรูปแบบภายนอก
แต่มันเป็นการแสดงออกของการ"ขาดเหตุผล"
คุณก็รู้กันดีว่ามันเป็นการ"หาเรื่อง"ลงโทษ โดยส่วนใหญ่
<--- เหรอครับ เห็นที่เรื่องนี้ต้องเก็บให้รุ่นน้องไปคิดกันว่า จะหาเรื่องยังไง ให้มันสมเหตุสมผล จะได้ไม่ถูกหาว่า “เถื่อน” แต่ถ้าน้องๆทำได้ดี ใครจะมีสิทธิ์ไปหาเรื่องครับอยากรู้

18.คุณลองคิดกันใหม่ว่าสิ่งที่คุณบีบคั้น และ เร่งรัดให้รุ่นน้องไปทำ
-ท่องชื่อ ร้องเพลง ขอลายเซ็น ให้รุ่นน้องยืนเกร็ง ห้ามพูด บังคับให้ตอบ บังคับให้บูม นี่เป็นสาระหรือครับ คนที่ทำเหล่านี้ได้ดี เขาจะเป็นคนดีหรือ คนที่ทำเหล่านี้ได้ไม่ดี คุณจะหาว่าเขาเป็นคนชั่วหรือ ไอ้สิ่งที่คุณให้ทำนี่ มันไม่ใช่กิจกรรมของมนุษย์ปกติหรอกครับ
<---ขอขยายความเรื่องนี้ของคุณ เหอๆๆ ซักหน่อย ไอ้สถานการณ์บีบคั้นเนี่ย เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเจอครับ หรือคุณไม่เคยเจอมาก่อน ซึ่งก็มีทั้งสิ่งที่มีสาระ และไม่มีสาระ จะเจอมากเจอน้อยขึ้นอยู่กับว่า ใครรับผิดชอบงานมากอะไรมากน้อยแค่ไหน จริงจังกับสิ่งนั้นแค่ไหน อย่างไร เหมือนการทำรายงานซักฉบับ ถ้ารายงานมันยาก เนื้อหามันเยอะ แต่เวลามีน้อย คุณต้องทำมันให้เสร็จ คุณรับภาระพวกนี้ได้ไหม ถ้าต้องทำโครงการซักเรื่อง ที่คุณทำหน้าที่เป็นประธานโครงการ โครงการนี้เร่งด่วนมาก แต่คุณต้องทำมันออกมาให้ดี คุณทำได้ไหม ถ้าอนาคตต้องเป็นผู้บริหารงาน ต้องบริหารงานให้เป็นระบบ ถ้าผิดพลาดงานของคุณก็เจ๊ง คุณจะรับผิดชอบได้ไหม ถ้าตอบว่าได้ ประสาอะไรกับงานไร้สาระเล็กๆน้อยๆพวกนี้ล่ะครับ เพราะสิ่งไร้สาระที่คุณบอกมานี้ มันเล็กน้อยมากจริงๆ เพราะถ้าทนไอ้ของที่คุณเรียกว่าไร้สาระพวกนี้ไม่ได้ แล้วงานใหญ่กว่านี้ คุณจะไหวเหรอ
<---อย่างไรก็ตาม ผมว่า สิ่งไร้สาระบางอย่างก็สามารถแก้ไขให้โอนอ่อนลงได้ เช่น สั่งบูม ก็กำหนดไว้ว่า จะสั่งแบบไหน วันละกี่ครั้ง ขึ้นกับรูปแบบที่น้องๆปี 4 จะคิดทำครับ(เอาใจคุณ Kant เขาหน่อย)


Posted by : โบทซึมุ , Date : 2003-04-27 , Time : 12:23:18 , From IP : 172.29.2.159

ความคิดเห็นที่ : 36


   นั่นสิคะ ถ้าใครเห็นว่ามันไม่ดี ก็เสนออันที่คิดว่าดีออกมา
ไม่ใช่ติอย่างเดียว
อย่างนี้คนทำงานเขาก็เสียกำลังใจแย่สิคะ
........

สู้ต่อไป คนสู้ชีวิต อิอิ


Posted by : สาวน้อยร้อยชั่ง , Date : 2003-04-27 , Time : 12:32:12 , From IP : 203.113.71.169

ความคิดเห็นที่ : 37


   คนที่คัดค้านการประชุมเชียร์ทั้งหลายครับทั้งหลายครับ

หลังจากที่ตั้ง คำถามว่า ทำไม ทำไม ทำไม แล้ว

ช่วยมีความคิดเสนอต่อด้วยได้ไหมครับ ว่าเราจะทำกันอย่างไร




ไอ้คำถามทำไมนี่ น้องชายผม 2 ขวบมันยังตั้งได้เลย

ถ้าพวกคุณมีรูปแบบดีๆ มีความคิดดีๆ ช่วยเสนอมาหน่อยครับ

พวกคุณจะได้โตกว่าน้องชายผม



ถ้าไม่มีใครเสนอกิจกรรมที่ดีกว่านี้

(วัตถุประสงค์ งบประมาณ ระยะเวลาดำเนินโครงการ ผลที่ได้รับ)

ประชุมเชียร์ยังมีอยู่ครับ


Posted by : ตูข้า , Date : 2003-04-27 , Time : 13:15:48 , From IP : 172.29.2.145

ความคิดเห็นที่ : 38


   คุณโบทซึมุ
17.แต่ละเรื่องที่คุณลงโทษนั้นสมควรแก่เหตุแล้วหรือ
ความป่าเถื่อนมันไม่ใช่แค่ชี้วัดด้วยรูปแบบภายนอก
แต่มันเป็นการแสดงออกของการ"ขาดเหตุผล"
คุณก็รู้กันดีว่ามันเป็นการ"หาเรื่อง"ลงโทษ โดยส่วนใหญ่
<--- เหรอครับ เห็นที่เรื่องนี้ต้องเก็บให้รุ่นน้องไปคิดกันว่า จะหาเรื่องยังไง ให้มันสมเหตุสมผล จะได้ไม่ถูกหาว่า “เถื่อน” แต่ถ้าน้องๆทำได้ดี ใครจะมีสิทธิ์ไปหาเรื่องครับอยากรู้

น้องๆทำได้ดียังไงครับ -------->สามารถร้องเพลงที่พี่สอนได้ภายใน5นาทีเป็นจำนวน3เพลง ท่องชื่อเพื่อนทุกคนภายใน2วันใครทำได้ก็เป็นคอมพิวเตอร์แล้วคูณอย่างนี้เค้าไม่เรียกหาเรื่องหรอ



Posted by : ไม่ได้มีความแค้นส่วนตัวหรอกนะแ , Date : 2003-04-27 , Time : 14:09:05 , From IP : 203.157.14.247

ความคิดเห็นที่ : 39


   น้องๆทำได้ดียังไงครับ -------->สามารถร้องเพลงที่พี่สอนได้ภายใน5นาทีเป็นจำนวน3เพลง ท่องชื่อเพื่อนทุกคนภายใน2วันใครทำได้ก็เป็นคอมพิวเตอร์แล้วคูณอย่างนี้เค้าไม่เรียกหาเรื่องหรอ

ุถ้าจะมองว่าหาเรื่องผมว่าก็น่าจะได้ครับ แต่ถ้าเข้าข้างคนที่ทำงานก็คิดว่ามันเป็นแผนได้มั้ย คือว่าเรามีเวลาน้อยน่ะครับ แต่ว่า ตอนที่ประชุมนี่เราคิดว่าการบอกอย่างนั้นจะเป็นการบอกให้น้องไปทำจริงๆได้น่ะครับ อย่างน้อยก็ตั้งใจทำจริงบ้าง ก็เป็นการช่วยน้องให้รู้จักเพื่อนได้เร็วขึ้นก็เท่านั้น บางทีการรู้จักคนเยอะๆนี่ก้ช่วยคลายเหงาได้นะครับ กับการที่น้องบางคนมาจากต่างจังหวัด มาคนเดียว ไม่มีเพื่อนน่ะครับ อาจจะเอาเวลาว่างๆ มานั่งท่องชื่อเพื่อน ดีกว่าเอาเวลาอ่านหนังสือทั้งวันทั้งคืน (ไม่ต้องรีบก็ได้ เพราะว่าเดี๋ยวได้อ่านที้งวัน+ค่อนคืน ตอนเรียนปี 456 เหอๆๆ)

แต่คำถามต่อมาอาจจะถามมาอีกว่ามีประโยชน์มั้ยการท่างชื่อ? อันนี้ต้องตอบกันเองครับ แต่สำหรับผมที่ผ่านการท่องมาแล้ว ผมเห็นว่ามีประโยชน์ครับ แต่แม้จะน้อยแต่ก็มีนะ

ถามว่าคุ้มมั้ยที่เสียเวลาท่องชื่อ
มันก็คุ้มนะ เพราะว่าส่วนใหญ่ ถ้าไม่มีการมอบหมายให้ไปท่องชื่อน้องคงไม่ได้เอาเวลาที่เหลือว่างไปอ่านหนังสือเรียนตลอดเวลาหรอกครับ

เอาเป็นว่าเรื่องของการท่องชื่อนี่ขอให้มีต่อไปครับ แต่บอกน้องว่าไม่ท่องก็ได้ครับ เหอๆๆ


Posted by : เหอๆๆ , Date : 2003-04-27 , Time : 15:09:30 , From IP : 172.29.2.105

ความคิดเห็นที่ : 40


   เรื่องของการประเมิณทุกปีเมื่อจบกิจกรรมประชุมเชียร์ ไม่เคยมีปีไหนน้องประเมิณบอกว่าให้ยกเลิกการประชุมเชียร์เลยนะครับ

ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องที่แปลกหรือไม่ อาจมาจากหลายสาเหตุก็ได้ที่เป็นเช่นนั้น

1.อยากให้มีการประชุมเชียร์ต่อเพื่อเป็นการรักษาเอาไว้จนกว่าจะปี 4 เราจะได้แก้แค้นคืน (ผมสงสัยว่าเกือบทั้งชั้นปี รอการแก้แค้นขนานนั้นเลยรึ? แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าเมื่อถึงปี 4 คนที่เข้ามาช่วยกิจกรรมตรงนี้ ไม่ได้มีเยอะเหมือนกับตอนที่เห็นด้วยว่าการประชุมเชียร์ควรมีต่อไปครับ ผมจึงคิดว่าไม่น่าจะใช่เหตุผลหลักครับ)

2.อยากให้มีการประชุมเชียร์ต่อเพราะว่าแบบประเมิณส่งมาที่พี่ staff ประชุมเชียร์ กลัวจะมีปัญหากับรุ่นพี่ (อันนี้ผมไม่แน่ใจว่ามาจากสาเหตุนี้เยอะแค่ไหน แต่ว่าทางแก้เราอาจจะเน้นกับน้องก็ได้ครับ ว่าเราจะไม่เอามาติดใจครับ เพราะว่าผมเองก็จำน้องไม่ได้หรอกครับว่าคนไหนชื่ออะไร ดังนั้น เราอาจจะต้องเน้นหน่อย)

3.อยากให้มีการประชุมเชียร์ต่อเพราะว่าอยากซื้อขนมเทคน้อง (เรื่องดีที่ควรมีต่อ เพราะว่าตอนที่ผมรับของเทคน้องผมรู้สึกดีแฮะ)

4.อยากให้มีการประชุมเชียร์ต่อเพราะว่าอยากมานั่งดูน้องถูกพี่ด่า สนุกดี อืมม อันนี้ไม่รู้จะแก็ยังไงเนอะ แต่ว่าน่าจะมีเยอะนะครับคนที่คิดแบบนี้ (ตอนที่มีการประชุมเชียร์ พี่ๆก็ไม่ได้ให้ความสนใจมากเท่าไรนี้นา ไม่ได้มานั่งดูทุกวัน)

ฯลฯ

หมายเหตุ:ผมอยากได้ความติดเห็นจากน้องที่เพิ่งผ่านประชุมเชียร์มาครับว่าทำไม


Posted by : 000 , Date : 2003-04-27 , Time : 15:18:39 , From IP : 172.29.2.105

ความคิดเห็นที่ : 41


   ขอเสนอรูปแบบการรับน้องแบบใหม่
การรับน้องใหม่เป็นประเพณีปฏิบัติที่ควรมีอยู่แต่ควรมีรูปแบบที่ยอมรับได้ทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้อง รวมทั้งให้ความรู้สึกที่ดีและประทับใจกับทุกคน ขอเสนอแนวทางดังนี้
(อาจารย์กันยิกา ช่วยอ่านเพื่อพิจารณาด้วย)
1.การประชุมเชียร์ควรมี 3 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 3-4 ชั่วโมง
1.1ครั้งแรก เป็นการแนะนำตัวระหว่างรุ่นพี่และรุ่นน้องทุกคนให้รู้จักชื่อ นามสกุล
1.2ครั้งที่สอง เป็นการประชุมเชียร์สอนให้ร้องเพลงของคณะแพทย์และมหาวิทยาลัย
1.3ครั้งที่สาม เป็นการร่วมกันร้องเพลงเชียร์ให้ได้จังหวะและถูกต้อง และปิดท้ายด้วยการเลี้ยงสังสรรค์ในหมู่พี่และน้อง
2.การรับน้องใหม่
ควรจัดครึ่งวัน ไม่ควรเกิน 1 วัน
จัดให้มีกิจกรรมสังสรรค์ในเชิงสร้างสรรค์และให้มีการรู้จักกันระหว่างพี่และน้องโดยไม่ใช่รูปแบบของการป่าเถื่อน เช่น จัดให้มีการแสดงวัฒนธรรมพื้นบ้าน การร้องเพลง การแสดงความสามารถเฉพาะบุคคล มีการเล่นเกมหรือตอบปัญหาชิงรางวัล หลังจากนั้นก็เป็นงานเลี้ยงสังสรรค์รับประทานอาหารร่วมกัน
การที่พี่และน้องจะรู้จักกันได้สนิท มันต้องใช้เวลาอยู่ร่วมกันค่อนข้างนาน ซึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ ของการรับน้องใหม่เท่านั้น
เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับนักศึกษาทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้อง ทางแก้ไขที่ดีก็คือทุกคนต้องทำจิตใจให้ว่าง ลืมรูปแบบของการจัดในปีก่อนๆให้หมด แล้วมานั่งคิดกันใหม่ รูปแบบที่เสนอดังกล่าวก็เป็นทางเลือกทางหนึ่ง เพราะรูปแบบเก่าๆ พิสูจน์แล้วว่าทำให้เกิดแรงต้าน ความเครียด ความแค้น ในหมู่น้องๆ ไม่มากก็น้อย รุ่นพี่บางคนอย่าเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐาน เพราะการทำอะไรก็ตามมันมี pro and con เสมอ
หรือมีขาวและดำเสมอในโลกของความจริง


Posted by : อาจารย์แก่ของคณะแพทย์ , Date : 2003-04-27 , Time : 18:24:30 , From IP : 172.29.3.208

ความคิดเห็นที่ : 42


   ในฐานะของคนที่เพิ่งผ่านการประชุมเชียร์มา
คิดว่าการประชุมเชียร์แค่ 3 ครั้งไม่พอหรอกค่ะ
การประชุมเชียร์ที่ใช้เวลาเป็นเดือนๆ ในความรู้สึกดิฉัน มันเป็นการหล่อหลอมบางสิ่งบางอย่างที่ยิ่งใหญ่ แต่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า
สำหรับดิฉันมันยิ่งใหญ่ จริงๆนะคะ

สำหรับอย่างอื่น เห็นด้วยค่ะ


Posted by : สาวน้อยร้อยชั่ง , Date : 2003-04-27 , Time : 18:56:46 , From IP : 203.113.71.169

ความคิดเห็นที่ : 43


   ในฐานะของคนที่เพิ่งผ่านการประชุมเชียร์มา
คิดว่าการประชุมเชียร์แค่ 3 ครั้งไม่พอหรอกค่ะ
การประชุมเชียร์ที่ใช้เวลาเป็นเดือนๆ ในความรู้สึกดิฉัน มันเป็นการหล่อหลอมบางสิ่งบางอย่างที่ยิ่งใหญ่ แต่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า
สำหรับดิฉันมันยิ่งใหญ่ จริงๆนะคะ

สำหรับอย่างอื่น เห็นด้วยค่ะ


Posted by : สาวน้อยร้อยชั่ง , Date : 2003-04-27 , Time : 18:57:00 , From IP : 203.113.71.169

ความคิดเห็นที่ : 44


   เอ่อโทดทีครับ เดี๋ยวนี้คณะเราไม่ได้เรียกประชุมเชียร์อ่ะ
เค้าเรียกว่าโครงการสอนน้องใหม่ใช้ชีวิตมาตั้งนานแล้วอ่ะครับ
กรุณาเรียกให้ถูกหน่อยอ่ะครับเหอๆ นโยบายของมหาวิทยาลัยอ่ะครับ
ส่วนผมนะผมเห็นด้วยกัยการที่จะมีโครงการนี้ต่อไปนะครับ
อย่างน้อยก็ได้สอน Patient Unity แล้วก็ Seniority อ่ะนะ
อย่างที่เห็นๆ กันอยู่อ่ะนะครับ ว่าอย่างน้อยใน 2 ปีหลังนี้การทำโครงการนี้อาจจะสอนน้องน้อยไปก็ได้ ยกตัวอย่างที่พี่ๆ ก็รู้กันอยู่อ่ะนะรับ น้องไม่รู้จัก Seniority อ่ะครับ
ไม่ค่อยเคารพรุ่นพี่อ่ะครับ


Posted by : ง่า , Date : 2003-04-27 , Time : 21:20:37 , From IP : 172.29.2.159

ความคิดเห็นที่ : 45


   ผมมองดูจะมีหลายท่านที่หลงใหลเห็นดีเห็นงามไปกับกิจกรรมรูปแบบเดิม

ผมได้อ้างไปสองหนแล้วว่าการรับน้องนี่เป็นวิธีจิตวิทยาอย่างหนึ่ง

มันไปกระตุ้นอารมณ์บางอย่าง ทำให้มึนเมาไปชั่วขณะ

ก่อนคุณเข้ารับน้องคุณอาจรู้สึกทรมาน

แต่พอรับน้องเสร็จแล้วคุณกลับเห็นว่ามันดี

เหตุผลนั้นผมได้พูดไปแล้ว

ผมยืนยันว่าวัตถุประสงค์หลายอย่างที่เป็นข้ออ้างของการรับน้องนั้นมันเป็นแค่ภาพลวงตา

ไม่มีจริง คุณได้แต่คิดไปเองเท่านั้น

เพราะความหลับใหลไปในอารมณ์

คุณอาจไม่ได้รักผู้อื่นจริง คุณอาจไม่ได้เสียสละจริง คุณอาจไม่ได้เข้มแข็งจริง คุณอาจไม่ได้จริงใจกับมิตรจริง ฯลฯ

คุณลองตั้งสติคิดตอนนี้ ดูว่ามีสิ่งใดบ้างที่คุณไม่ได้ทำไปเพื่อผลต่อหน้าและผลระยะยาวที่จะเกิดกับตัวคุณ

คุณลองมองในส่วนที่เป็นโทษดูบ้าง มากมายนะครับ เพียงแต่จะมองเห็นหรือเปล่า

ผมยึดถือเสมอว่าจริยธรรมนั้นมีกฎแน่นอนตายตัว ไม่มีแง่ ไม่มีมุม มีเหตุผลอยู่ตรงกลาง

ระเบียบสำหรับผมนั้นคือจริยธรรมครับ สิ่งที่ขัดจริยธรรมไม่อาจถือเป็นระเบียบได้

....................................

หลายท่านต้องการวิธีปฏิบัติ ไม่ชอบให้ดีแต่ติ

แล้วถ้าไม่มีคนติ คุณจะเห็นความผิดได้ทั้งหมดหรือเปล่าครับ

หลายท่านถืออคติลำเอียงยึดถือในความเชื่อเดิมของตน

ตรวจสอบความสมเหตุสมผลในสิ่งที่ตนเชื่อไม่ได้

โบราณว่านกไม่เห็นฟ้า ปลาไม่เห็นน้ำ หนอนไม่เห็นคูถ

...........................................

ในแง่วิธีการนั้นผมให้ได้แต่หลักการครับ ในแง่รายละเอียดต้องขอช่วยผู้ที่ถนัดในการบริหารจัดการเถิดครับ

1.กำหนดรูปแบบวิธีการไว้เป็นกลางๆ ให้จิตใจทุกระดับทั้งหยาบและละเอียดนั้นพอรับได้

2.กิจกรรมที่จัดขึ้นจะบังคับให้เข้าร่วมทุกคนได้นั้นต้องมีประโยชน์สูงสุดจริงๆ หากมีรุ่นน้องคนใดแจกแจงโทษออกมาได้ เขาก็มีสิทธิที่จะไม่เข้าร่วม

3.กิจกรรมโดยทั่วไปให้ใช้วิธีเชิญชวน ไม่ใช่กดดัน บอกวัตถุประสงค์และประโยชน์ที่รุ่นน้องจะได้รับ ไม่ปิดบังอำพราง คาดว่าน้องใหม่ทุกคนคงไม่มีใครอยากโดด โดยธรรมชาติของผู้ที่ต้องการให้สังคมยอมรับ

4.เพลงสถาบันนั้นควรให้ร้องได้ทุกคน ร้องด้วยใจ ด้วยความเห็นในสิ่งดีงามที่สถาบันมีให้
ส่วนเพลงสันทนาการนั้น ใครจะร้องเป็นไม่เป็นก็ได้ เนื้อหาสองแง่สองง่าม ไม่สุภาพควรตัดออกให้หมด
เพลงจะร้องเพี้ยนไม่เพี้ยนไม่ควรใส่ใจมาก ไม่ใช่มาเรียนเป็นนักร้อง ความสามารถแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน การร้องเพลงประสานเสียงก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ตั้งฝึกกันอย่างเป็นงานเป็นการทีเดียว ขอแต่ให้ซาบซึ้งในสิ่งที่ร้องเป็นพอ จะเพราะไม่เพราะ ใครจะว่าอะไรนั้นไม่ใช่ประเด็น

5.วิธีว๊ากให้เลิกทั้งหมด แต่ให้รุ่นพี่ใช้ถ้อยคำอ่อนโยน แนะนำให้น้องใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย
รุ่นน้องมีสิทธิโต้แย้ง ถกเถียง รุ่นพี่ก็ยอมรับฟัง และอธิบายให้เข้าใจ

6.วิธีแกล้งให้สกปรกเลอะเทอะ และลามกอนาจารให้เลิกทั้งหมด
เปลี่ยนเป็นวิธีการอย่างที่อาจารย์อาวุโสท่านข้างบนกล่าว เล่นเกม ใช้ความคิดสร้างสรรค์ นี่มีให้ทำตั้งมากมาย ผมคงไม่ต้องเสียเวลาจาระไนหรอก

7.อาจแบ่งกลุ่มให้รุ่นน้อง"ทุกคน"เสนอ"กิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์"ต่อกลุ่มของตน ถกเถียงกัน มีรุ่นพี่คอยชี้แนะแล้วให้แต่ละกลุ่มเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมที่สุดมาอภิปรายกันทั้งชั้นปี เลือกกิจกรรมที่ดีที่สุดมาทำร่วมกัน ให้มีการวางแผน การแบ่งงาน การเตรียมงาน แล้วก็ปฏิบัติจริง "โดยให้รุ่นพี่ลงแรงร่วมกับรุ่นน้อง เหนื่อยยากร่วมกับรุ่นน้อง" ผมเห็นว่ากิจกรรมเช่นนี้ไม่มีโทษ ทุกคนมีส่วนร่วมได้ ทำความรู้จักกันได้ แสดงการเสียสละเพื่อประโยชน์อย่างแท้จริง ครบวัตถุประสงค์เลยครับ แต่ต้องวางแผนจัดการอย่างรัดกุม(แต่แค่นี้คงไม่มีปัญหาหรอก ทีกีฬาสิบคณะยังทุ่มเทกันเกือบตาย แต่ประโยชน์ที่ได้ดูจะไม่ค่อยเป็นสาระ)

8.อาจให้รุ่นน้องคิดคำปฏิญาณต่อวิชาชีพแพทย์เอง แล้วไปปฏิญาณตนต่อหน้าพระรูป โดยมีเพื่อนร่วมชั้นปีและรุ่นพี่หรืออาจารย์เป็นสักขีพยาน คำสาบานนั้นจะมีผลศักดิ์สิทธิ์มากขึ้นทีเดียว

9.จัดกิจกรรมจริยธรรม หรือพิธีกรรมทางศาสนาของแต่ละคน
อาจเป็นในรูปการตั้งปัญหาอภิปรายก็ได้ แสดงความคิดเห็นก็ได้ เป็นการฝึกให้มีวิจารณญาณในการตัดสินดีชั่วถูกผิดในชีวิต

10.การบังคับไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมนั้นให้เป็นหน้าที่ของอาจารย์ รุ่นพี่จะมีสิทธิเพียงเชิญชวน จะด้วยวิธีการอะไรก็ตามแต่จะคิด คงจะไม่ยากหรอกเพราะดูความสามารถแล้ว ให้รุ่นพี่ปฏิบัติต่อรุ่นน้องด้วยความอ่อนโยน

ผมรับประกันว่าโดยธรรมชาติของรุ่นน้องแล้วจะไม่มีวันทำตัวแสดงอำนาจกับรุ่นพี่ รุ่นพี่ไม่ต้องกลัวหรอกว่าที่อุตส่าห์ทำให้น่ะรุ่นน้องจะไม่ตอบแทน ความสนิทสนมและความรักจะถูกซึมซับด้วยวิธีการละเอียด โดยสติรู้คิดผิดชอบชั่วดี




Posted by : Immanuel Kant , Date : 2003-04-27 , Time : 21:43:11 , From IP : 172.29.2.154

ความคิดเห็นที่ : 46


   ผมเห็นด้วยกับการประชุมเชียร์นะ เพราะคิดว่า(คิดเอาเอง) มันเป็นกิจกรรมที่ช่วยหล่อหลอมให้น้องๆเข้ากันได้เร็วที่สุด ในยามที่ลำบาก คนเรามักจะต้องการการพึ่งพา ต้องการการช่วยเหลือ จึงทำให้ต้องพยายามพึ่งพาอาศัย ช่วยเหลือกัน และสนิทกันได้เร็วขึ้น ผมว่าการประชุมเชียร์ให้ประโยชน์หลายอย่าง.......
1. กิจกรรมต่างๆที่ตามมาซึ่งต้องอาศัยการทำงานร่วมกันอาจทำออกมาได้ไม่ดีนัก ลองคิดดูว่าถ้าไม่มีการประชุมเชียร์เป็นตัวกระตุ้น หรือหล่อหลอมให้สนิทกันคนที่มันจะมาเรียนอย่างเดียวมันก็คงจะไม่มาช่วยกิจกรรมหรอก ในการประชุมเชียร์เนี่ย มันก็เป็นการปลูกฝังการรักในหม่คณะแบบทหารจริงนั่นแหละแต่ว่าการรักในหม่คณะน่ะมันไม่ดีเหรอครับ การที่ไม่อยากให้กล่มตกตำ ผลงานห่วย จึงทำให้มาช่วยกันทำงานเนี่ยผมว่ามันก็น่าจะเป็นการดีมากกว่านะ
2. การให้ไปขอรายชื่อพี่ๆ ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่จะจำกันไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็คงจะพอค้นหน้าว่า เออ ไอ้คนนี้เนี่ย อย่คณะเดียวกับเรานะ อาจยิ้มทักทาย และพัฒนาเป็นสัมพันธภาพที่สนิทขึ้นได้
3. เป็นการฝึกให้สามารถทนรับกับความกดดันที่จะเกิดในภายภาคหน้า เช่นผมคิดว่าตอนขึ้นคลินิกอาจโดนตำหนิบ่อยๆ ยังงัยมันก้อต้องมีเสียใจกันบ้างอ่ะน่า แต่อย่างน้อยก้อเคยผ่านประชุมเชียร์มาแล้ว มันก็น่าจะรับได้นะ
4. แล้วไอการท่องเพลง10 เพลง 3วันอะไรเนี่ยนะ ผมว่าจุดประสงค์เนี่ย เป็นการฝึกน้องให้ทำงานร่วมกันนะ เพราะถ้าน้องร้องไม่ได้เนี่ยก็ต้องมาประชุมปรึกษา ขอให้พี่ๆมาช่วยสอน ผมว่ายิงนกนัดเดียวได้นก 2 ตัวด้วยซำ ได้ทั้งความสนิทสนม และได้ฝึกให้น้องๆช่วยเหลือตัวเองมากขึ้น ต้องไขว่คว้าหาความร้เอง และได้ฝึกทำงานกล่มด้วย
แล้วข้อสุดท้าย ผมคิดว่าการจะมาจับผิด ติติงสิ่งต่างๆเนี่ยมันง่าย แต่การสร้างสรรค์สิ่งต่าๆให้เกิดขึ้นนี่สิยาก อยากให้คนที่ไม่เห็นด้วยกับการประชุมเชียร์เนี่ยลองเสนอความคิดมาว่าควรจะทำอย่างไรในความคิดของคุณแล้วโปรดบอกข้อดีด้วยนะครับว่ามีอะไรบ้าง แล้วลองคิดดูด้วยนะครับว่าถ้าไม่มีการบังคับให้มาเข้าประชุมเชียร์ตามแบบของคุณแล้ว จะมีใครมาเข้าประชุมบ้าง
ผมเขียนไม่ค่อยเก่งนะฮะอาจสื่อความหมายผิดพลาดไปบ้าง แต่อยากแสดงความเห็นอะครับ


Posted by : coco , Date : 2003-04-27 , Time : 22:01:31 , From IP : 172.29.2.147

ความคิดเห็นที่ : 47


   ผมขอชีี้แจงบางเรื่องครับ

1.เรื่องการรับน้อง เท่าที่ผมเข้ามาเรียน เป็นการรับแค่ครึ่งวันอยู่แล้วครับ ส่วนเรื่องลามกอนาจาร อันนี้มีอยู่ครับ แต่ว่าไม่ใช่ทุกซุ้ม ถ้าเลือกได้ก็ดีครับ(แต่ตอนที่ผมรับน้องผมว่ามันสนุกนะเรื่องอย่างนี้ แต่ว่ากลัวน้องบางคนอาจจะคิดว่าโลกนี่ช่างโหดร้าย ไม่อยากเชื่อเลยว่ามีสิ่งลามกอยู่ในโลกด้วย ผมว่าอย่างนี้น่าเป็นห่วงน้องเค้ามากครับ เลือกกิจกรรมนี้ซะทีก็ดีครับ เพราะว่าถ้าผู้ปกครองรู้คงไม่ดีแน่ ลูกเค้าเกิดมาตั้ง 17 -18 ปีแล้วชั้นยังไม่เคยให้ลูกรู้จักคำว่าลามกอนาจารซะทีเฺฮ้อ (ชักนอกประเด็น)

คือว่าเรื่องที่อยากให้ยกเลิกจริงๆ คือการทำใ้ห้น้องเจ็บตัวมากกว่าครับอย่าให้มีเลยครับ หรือว่าทำให้น้องอายมากอย่างเช่นการแก้ผ้า (แต่ว่าคณะแพทย์เราไม่เคยมีการแก้ผ้านะครับอย่าเข้าใจผิด ผมยกตัวอย่างเฉยๆ) แต่ถ้าเป็นการเล่าเรื่องอะไรที่ขำขำนี่ผมว่าไม่น่ามีปัญหานะ ว่ามั้ย

เรื่องของความสกปรกเลอะเทอะั ผมไม่เห็นว่ามีผลเสียอะไร ทำไมต้องเลือกครับ เพราะว่าของที่เอามาก็ไม่ใช่ว่าเป็นสิ่งเน่าเหม็น แต่เป็นการซื้อใหม่ทั้งหมด เท่าที่ผมดูวันรับน้องก็ไม่เห็นมีน้องคนไหนร้องไห้นี่ครับ เราไม่ได้บังคับให้น้องทำอะไรโหดๆ อีกแล้วครับ

ทีี่่เสนอเรื่องของการทำกิจกรรมทีี่สร้างสรรค์นั้นคณะเรามีอยู่แล้วทุกปีครับ เป็นกิจกรรมนอกสถานที่ด้วย มีอาจารย์ควบคุมตลอด ถ้าหากว่าเราเปลีี่่ยนรูปแบบของการรับน้องเป็นอย่างที่คุณImmanuel Kant ว่าจริงผมเกรงว่ามัีนจะซ้ำน่ะครับ และเรื่องรับน้องนี่ผมว่าบอกน้องไปเลยก็ได้ว่าโดดได้ครับ(ถ้าเราบอกไปเลยนะว่าจะมีเลอะเทอะบ้างน้องก็น่าจะยอมด้วย)

ผมเป็นห่วงอย่างนึงด้วยครับว่า หากเป็นกิจกรรมที่น่าเบื่อสำหรับบางคน ที่สร้างสรรค์ในสายตาผู้ใหญ่ ที่น้องๆ เคยเจอมามากมายตั้งแต่อนุบาลยัน ม.6 แล้วเราก็จะจัดใ้ห้น้องอีก แถมบอกอีกด้วยครับว่าน้องครับ โดดได้ด้วยนะครับ เพราะว่าพี่ไม่บังคับ เดี๋ยวพี่จะให้น้องมาแต่งเพลงแนะนำตัวคนละเพลงและร้องให้เพื่อนฟังในวันพรุ่งนี้นะครับ คงจืดสนิทครับ (ผมคนนึงแน่นอนครับที่จะโดดแน่ๆ ไปดูหนังที่ diana ดีกว่า)

ไร้สาระจริงๆนะครับผมนี่


Posted by : 000 , Date : 2003-04-28 , Time : 00:50:35 , From IP : 172.29.2.145

ความคิดเห็นที่ : 48


   เรียนอาจารย์แก่ของคณะครับ ผมว่าสามครั้งก็ดีครับ เอาแบบว่าให้น้องเค้าไปซ้อมกันเอง เพราะว่าเดี๋ยวพอตอนเชียร์ 10 คณะเค้าก็ต้องซ้อมกันเองอยู่แล้วครับ อาจมีพี่ๆ ไปช่วยซ้อมบ้างก็ดีครับ ผมว่าน้องต้องสามารถร้องได้หลายคนครับ แต่ไม่ยืนยันนะครับว่าทุกคน อย่างวิศวะไงครับ ไม่เคยบังคับเลย เพื่อนผมหลายคนร้องเพลงคณะไม่เป็น เพราะว่าเค้าไม่มีใจให้น่ะครับ แต่ก็เป็นความสมัครใจของเค้าเอง เราไม่มีสิทธิไปว่าเค้าครับ น่าเศร้า

Posted by : 000 , Date : 2003-04-28 , Time : 00:56:13 , From IP : 172.29.2.145

ความคิดเห็นที่ : 49


   ผมติดใจคำนี้ครับ

"ผมยึดถือเสมอว่าจริยธรรมนั้นมีกฎแน่นอนตายตัว ไม่มีแง่ ไม่มีมุม มีเหตุผลอยู่ตรงกลาง

ระเบียบสำหรับผมนั้นคือจริยธรรมครับ สิ่งที่ขัดจริยธรรมไม่อาจถือเป็นระเบียบได้ "

แน่นอนว่าเท่าที่ผมเรียนปรัชญามาน้อยนิด ผมไม่ค่อยเห็นด้วยครับ

ผมคิดว่า จริยธรรม ไม่มีกฏตายตัวเสมอไปครับ(บางทีเราอาจจะยังนิยามคำๆนี้ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ)



Posted by : 000 , Date : 2003-04-28 , Time : 00:58:27 , From IP : 172.29.2.145

ความคิดเห็นที่ : 50


   คนชอบประชุมเชียร์ ก็อยากให้จัด คนไม่ชอบประชุมเชียร์ ก็ไม่อยากจัด ต่างฝ่ายต่างหาเหตุผลมาสนับสนุนความต้องการของตัวเอง คิดว่าควรมีประชาพิจารณ์ แล้วหาข้อสรุปให้ยอมรับได้ทั้ง 2 ฝ่าย รุ่นพี่และรุ่นน้องไม่ควรมีใครใหญ่กว่ากัน

Posted by : เปาบุ้นจิ้น , Date : 2003-04-28 , Time : 12:41:20 , From IP : 172.29.3.111

ความคิดเห็นที่ : 51


   ในเรื่องจริยธรรมนั้นผมคงอธิบายให้คุณไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ มันกินความไปทั้งปรัชญาจริยศาสตร์ คุณต้องลองไปศึกษาเอาเอง แต่ผมบอกได้อย่างหนึ่งว่าศาสนานั้นถือเป็นแนวคิดปรัชญาที่มีหลักเกณฑ์ตายตัวครับ

......................

1.เรื่องลามกอนาจาร ไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาเปิดเผยเป็นเรื่องสนุกสนานได้ครับ มันพัวพันกับศีลธรรมที่คนในสังคมต้องรักษาร่วมกัน บางคนเขายังรู้จักมียางอายนะครับ คุณไม่มีสิทธิคิดว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ เพราะมันเป็นธรรมชาติอย่างสัตว์ มนุษย์มีธรรมชาติที่สูงกว่าได้ครับจึงรู้จักปกปิด และมีระบบมารยาทมากมาย

2.ในเรื่องความลำบากสกปรกเลอะเทอะนั้นผมเห็นว่าเป็นสิ่งสมควรให้น้องใหม่ได้ประสบครับ แต่เราต้องทำให้เขาสำนึกได้ว่าเขาลำบากไปเพื่ออะไร กิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ที่ผมได้เสนอไปนั้นเป็นกิจกรรมหนึ่งที่สร้างความลำบากเลอะเทอะให้กับน้องใหม่ได้ เขาจะรู้ตัวว่าเขาเสียสละ ทนงานที่ลำบาก ได้หรือไม่ สำรวจและแก้ไขตนเองได้ แต่นั่นเขาจะสำนึกนะครับว่าเขาได้ทนลำบากไปเพื่อประโยชน์ของสังคมและสิ่งดีงาม ไม่ใช่เขาต้องลำบากเพื่อความสนุกสนานและเสียงหัวเราะของรุ่นพี่ คุณต้องรอให้น้องเขาร้องไห้ก่อนหรือครับจึงค่อยเปลี่ยน เรื่องนี้คุณใช้ใจคุณเองเป็นเครื่องตัดสินได้ ว่าอะไรควรไม่ควร

3.กิจกรรมที่มีรุ่นพี่มาทำในรูปแบบแกล้งน้องนี่ต้องยกเลิกครับ การรับน้องจึงไม่ใช่รูปแบบเดิมอีกต่อไป แต่จะเป็นไปด้วยเหตุผล และสุภาพ สร้างสรรค์ มีสาระแก่นสาร และไม่มีโทษ ไม่มีรูปแบบ"พี่แกล้งน้อง" ที่จริงกิจกรรมพัฒนาชนบทนี่ควรจัดให้น้องใหม่เลย และบังคับให้เข้าร่วมทุกคน นี่ผมสนับสนุนครับ น้องเขาจะได้ต่อสู้กับความยากลำบากด้วยความเต็มใจ

...............................................

ผมเห็นว่าน้องใหม่เขาเป็นผู้ใหญ่พอจะบรรลุเหตุผลได้แล้ว การเชิญชวนให้ทำอะไรนั้นให้รุ่นพี่ใช้เหตุผลเข้าสู้ หากเหตุผลดีจริงแล้ว น้องเขาคงปฏิเสธไม่ได้ที่จะยอมปฏิบัติตาม เราต้องสอนให้เขารู้จักเคารพในเหตุผล หากกิจกรรมที่เราจัดให้มีประโยชน์ดีจริงแล้วน้องเขาคงไม่กล้าโดด เพราะนั่นจะเป็นการทำลายตนเอง คนอื่นที่เขาเข้าใจเหตุผลจะมีส่วนกดดันโดยธรรมชาติอยู่แล้ว

อนึ่งการเชิญชวนและเร่งเร้าเร่งรัดนั้นผมเสนอให้กระทำผ่านทางสายรหัส ให้พี่รหัสเกลี้ยกล่อมและดูแลน้องตนเอง น้องเขาจะต้องเกรงใจและเห็นใจพี่

การรับน้องไม่จำเป็นต้องเป็นหน้าที่ของปี4อย่างเดียวแล้ว เพราะไม่ใช่การแก้แค้นอีกต่อไป รุ่นพี่ทุกคนมีสิทธิหวังดีและจัดกิจกรรมที่ดีให้น้อง หากงานใหญ่มากก็จะได้ช่วยกันทำ ไม่สิ้นเปลืองเวลาของใครมากนัก

กิจกรรมที่สร้างสรรค์จริงๆนั้นเราสามารถบังคับได้ครับ เพราะน้องเขาคงหาเหตุผลมาปฏิเสธไม่ได้ เนื้อหาต้องมีสาระสมบูรณ์ การเต้นแร้งเต้นกาและร้องเพลงบ้าๆนั้นให้ทำตามความสมัครใจ การข่มขู่นั้นให้เลิกเสีย

แต่กิจกรรมแบบเดิมนี่หากยังจัดต่อไป ผมแนะนำให้บอกน้องไปเลยว่าโดดได้ ผมก็สนับสนุนให้น้องโดดเหมือนกัน

.............................................

การทำประชาพิจารณ์นั้น ผมไม่เห็นด้วยที่จะให้ทำ

เพราะผมไม่เชื่อว่าทุกคนในสังคมจะรู้เรื่องและเข้าใจเหตุผลดีพอ สิ่งที่ผ่านผลลงคะแนนตามระบอบประชาธิปไตยออกมานั้นไม่ใช่จะถูกต้องเสมอไปครับ

หากตัดสินกันเองไม่ได้จริงๆ ผมขอเสนอให้จัดประชุมและตั้งคณะกรรมการประกอบด้วยอาจารย์และผู้มีคุณวุฒิ ให้ผู้สนใจเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น เอาเหตุผลเข้าหักล้างกัน ต่างฝ่ายให้เคารพในเหตุผล ผลการตัดสินให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการดังกล่าว



Posted by : Immanuel Kant , Date : 2003-04-28 , Time : 13:23:07 , From IP : 172.29.2.147

ความคิดเห็นที่ : 52


   เผอิญผมเป็นรุ่นพี่
ผมนะดีใจที่มีการถกเถียงกันเกิดขึ้น
แสดงว่าเราให้ความสำคัญกับกิจกรรมและน้องใหม่
และก็แสดงว่ามันยังมีอะไรไม่ถูกไม่ลงตัว
จึงควรมีการปรับปรุง
แต่ก็นั้นและครับ
บางทีอะไรๆในชีวิตมันก็หาข้อสรุปไม่ได้ทั้งหมด
โดยเฉพาะกับคนหมู่มาก
ที่ย่อมมีความชอบและเกลียดไม่เหมือนกัน
เหมือนถามว่าเรากินอาหารทำไม
บางคนก็อาจหิว บางคนกินเพราะรสชาติอร่อย
บางคนกินเพราะอยากชิม มันก็แตกต่างกันไป
แม้แต่รสชาติบางคนชอบเผ็ดร้อน
บางคนชอบหวานๆเย็นๆ
จริงมั้ยครับ
(ตรงนี้คงใช้ประชาธิปไตยไม่ได้ทุกเรื่อง
เพราะไม่มีใครผิด ดังนั้นเสียงข้างมาจำเป็นต้องชนะจริงหรือ)

ดังนั้นบางคนอยากรับน้องเพื่อความสนุกสนาน
บางคนก็อยากให้น้องได้สาระก็มีความจริงจัง
บางคนอยากให้มีความผูกพัน
ก็มีเหตุผลที่ดีกันทั้งนั้น

เคยถามน้องกันมั้ยครับ

แม้แต่น้องเองก็มีความชอบกิจกรรมไม่เหมือนกัน
เห็นมั้ยครับทุกอย่างมันrelative กับคนแต่ละคน
สิ่งที่พี่เห็นว่าดีน้องก็อาจไม่ชอบก็ได้

คนปรุงชอบรสอย่างนี้คนกินอาจชอบรสอีกอย่าง

ผมเคยมีเพื่อนเป็นคนดีมากๆ แต่ก็เกลียดการรับน้อง
อย่างมากเพราะสมัยโดนรับน้อง เคยโดนด่าประจานอย่างรุนแรง
แต่กับผมเองไม่โดนตรงนั้น ก็ไม่รู้สึกอะไร
แม้ว่าจะโดนบังคับด้วยกฏเกณฑ์บ้างก็ตาม

บางทีจัดแต่กิจกรรมน่ารัก ร้องเพลง หรือ เกมเด็กๆ
มันก็อาจะน่าเบื่อสำหรับบางคน
หรือ มาฟังพี่ๆพูดเฉยๆน้องหลายคนก็อาจไม่อยากมา
แล้วพาลโดดอีก

สุดท้ายถ้าถามผมว่าถ้าเป็นรุ่นพี่ตอนนี้จะจัดมั้ย
ผมคงตอบว่าจัดแต่คงแบบเบาๆไม่บังคับ
เพราะผมพบว่าหลายๆเรื่อง
มันเป็นเรื่องของตัวบุคคลแต่ละคนที่ติดตัวมาแต่ที่บ้าน
หมายความว่าพอเรียนจบๆกันไปแล้ว
คนที่เงียบๆเก็บตัวก็หายๆไป
น้องบางคนก็หายไปเลย
บางคนเจอก็ไม่ได้ทักเรา
แม้แต่เพื่อนรุ่นเดียวกันก็ไม่ได้ผูกพันกันแน้นแฟ้นทุกคน
คนที่ชอบสังคมกันก็จะมาเจอกันเอง
ส่วนนิสัยดีๆหรือไม่ดี ก็ติดตัวกันมาตั้งแต่ก่อนมาเจอกันแล้ว
คนที่มีอะไรดีๆเค้าก็สร้างสังคมดีให้ตัวเค้าได้ต่อไป
สำหรับผมแล้วการรับน้องไม่ได้เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของใคร
ความดีที่เกิดขึ้นในกิจกรรมนี้แต่ละคนวัดได้ต่างกันอยู่แล้ว
ขอแค่ไม่สร้างบาดแผลในใจใครสักคนผมก็พอใจ

ที่ผมเขียนอย่าเอาไปอ้างอิง
อาจเป็นความผิดพลาดของรุ่นพี่และรุ่นผมเองผมที่จัดรับน้องได้ไม่ดี
เพราะไม่สามารถปลูกฝังสิ่งดีดีที่น้องๆเขียนและหวังกันมาสักเท่าใดนัก

ผมว่าผู้รับคงแปลสารที่จะสื่อได้ไม่เท่ากัน
พี่ทีเตรียมจะจัดงานก็อย่าไปคาดหวังมาก
ทุ่มเทจนเครียดนะครับ
มันเป็นเรื่องธรรมชาติ






Posted by : เบ , Date : 2003-04-28 , Time : 13:54:37 , From IP : 203.107.197.21

ความคิดเห็นที่ : 53


   เห็นด้วยที่สุดค่ะ

Posted by : สาวน้อยร้อยชั่ง , Date : 2003-04-28 , Time : 14:13:57 , From IP : 203.113.71.169

ความคิดเห็นที่ : 54


   - เห็นด้วยกับคุณ 000 เท่าที่ผมเรียนมาก็คิดเช่นนั้นครับ มันมีตั้งหลายทฤษฎีที่จำกัดความคำว่า จริยธรรม อย่างของคุณ Kant ก็เรื่องหนึ่ง ส่วนตัวผมเอง ถือประโยชน์นิยมมากกว่า ไม่จำเป็นเลยครับที่จะต้องถือว่า จริยธรรมคือสิ่งที่ดีบริสุทธิ์แล้ว ไม่มีเหลี่ยมมุม แต่จริยธรรม คือสิ่งที่ทำแล้วเกิดประโยชน์มากที่สุดต่างหาก และศาสนาพุทธ ก็เป็นศาสนาที่ถือคำว่าประโยชน์นิยมเป็น จริยธรรมครับ ขอโทษนะครับถ้าผิดไปจากความจริง แบบว่าเรียนมานานชักลืม

- ลามกอนาจาร สกปรกเลอะเทอะ ความไร้แก่นสาร เกิดขึ้นไม่ได้เลยเหรอครับ อืมม ไม่รู้สิครับ ถ้าเป็นเหมือนคำพูดของคุณ Kant ทำให้ผมคิดว่า โลกนี้มีแต่ดำกับขาว ดำก็คือดำ ขาวก็คือขาว ไม่มีสีเทา ไม่มีสีสันอื่นเลย การจัดกิจกรรม ต้องมีประโยชน์เท่านั้น ต้องมีสาระเท่านั้น ต้องไม่มีข้อผิดพลาดเลยเหรอครับ ผมคงจะเบื่อแย่เลย

- ครับ ถ้าน้องๆที่ทำโครงการนี้เข้ามาอ่าน ผมคนนึงล่ะที่สนับสนุนให้ไม่ต้องบังคับน้องมาร่วมกิจกรรมหรอก และลองจัดกิจกรรมแบบที่คุณ Kant เสนอมาดูนะครับ เอาเน้นสาระ อยากรู้ว่าจะมีน้องมาเข้าร่วมกี่คน แล้วงานที่ออกมาจะมีผลการประเมินเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตามผมคิดว่า เราสามารถดูผลของการประชุมเชียร์ได้ จากผลงานการร่วมแรงกันทำโครงการต่างๆ ของ Med 31 ในอนาคต


Posted by : โบทซึมุ , Date : 2003-04-28 , Time : 19:54:36 , From IP : 172.29.2.121

ความคิดเห็นที่ : 55


   1.ลัทธิประโยชน์นิยมนั้นจัดเป็นคนละเรื่องกับศาสนาครับ และศาสนาพุทธก็ไม่ใช่ประโยชน์นิยม พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติหรือเผยกฎธรรมชาติออกมาไว้ชัดเจนแน่นอน คุณลองไปศึกษาใหม่เถิดครับ
2.สักวันคุณลองเข้าไปในโลตัสแล้วขโมยของออกมาสักชิ้นสิครับ ชิ้นเดียวและครั้งเดียวคงไม่เป็นไรหรอก เจ้าของเขารวยจะตาย ของหายชิ้นเดียวคงไม่เป็นไร ชีวิตคุณจะได้มีสีเทาบ้าง ศีลธรรมก็ไม่ต้องไปเคร่งครัดมากหรอกครับ กฎเกณฑ์ไม่มีจริงนี่นา
3.ผมจะยินดีและร่วมอนุโมทนาเป็นยิ่งนักหาก สิ่งที่ผมกล่าวออกไปกลายมาเป็นรูปเป็นร่าง จะมีใครมาร่วมสักกี่คนผมไม่สนใจ เพราะผมได้เลือกในสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดให้เขาไปแล้ว ผู้ที่ปฏิบัติตามด้วยใจจริงย่อมได้รับผลอยู่แล้วครับ ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่



Posted by : Immanuel Kant , Date : 2003-04-28 , Time : 20:10:04 , From IP : 172.29.2.112

ความคิดเห็นที่ : 56


   เรื่องของผลงานของ med 31 ในอนาคตนี่ผมว่าคงไม่สามารถเอามาเกี่ยวข้องกับการรับน้องได้ครับ ถึงเกี่ยวข้องก็น้อยมากครีับ ดูจากอดีตที่ผ่านมาการรับน้อง+ประชุมเชียร์แบบเก่า สามารถทำให้เกิด นศพ.ได้ทุกแบบ ครับ ดังนั้นการจะเปลี่ยนไปเป็นแบบใหม่ ผลจะออกมาอย่างไร ไม่สามารถให้โครงการรับน้องนี้รับโทษ หรือประโยชน์แต่เพียงอย่างเดียวครับ

ผมชอบความคิดของคุณเบครับ เพราะทำให้ผมนึกถึงตัวเองที่ถูกอัดออกครับ 555

เรื่องการไปออกค่ายชนบทนี่ผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วยครับ เพราะว่า 1.เรามีเวลาน้อยครับ 2.ออกไปเพื่อะไร 3.ออกไปแล้วได้อะไร 4.ดูจากความสมัครใจแล้วน้องจะไปเยอะหรือครับ เพราะว่าค่ายมหิดล ค่ายอาสา ก็คนไปน้อยมากครับ สู้กีฬา 13 เข็มไม่ได้เลย(ในด้านจำนวน) 5.แล้วทำไมต้องไปชนบท

บางทีการทำอย่างที่คุณ kant บอกก็ดีครับ เราจะมีกิจกรรมที่ดีๆ ผมชอบนะครับ ถ้าให้ผมกลับไปเป็นปีหนึ่งอีกผมก็คงชอบ แบบคุณมากกว่าที่จะมานั่งโดนด่า (ตอนนั้นผมคิดว่าถ้าผมร้องเพลงอย่างที่พี่สอนจริงๆ ผมยังร้องเพาะกว่าซะอีก แต่ปัญหาที่จะตามมาแน่นอนในกรณีอย่างผมคือ ผมจะร้องเป็นรึเปล่า นี่สิ ผมว่าคงไม่หรือไม่ก็นานมากกว่าจะร้องเป็น แต่ก็ไม่เป็นไรหรอกครับผมร้องช้าเพียงคนเดียวไม่ทำให้คณะล่มสลายครับ)

ตอนม.ปลายผมเคยได้รับการต้อนรับเข้าเรียนแบบ สบายมากๆ ไม่มีการว๊าก ไม่มีการด่า(แต่ว่าบังคับให้เข้าทุกคน) ตอนนั้นมีการสอนร้องเพลงอย่างสนุกสนาน(ในสายตาของอาจารย์ แต่สำหรับผมเบื่อมาก) เป็นเพลงของโรงเรียนครับ ผมร้องได้เหมือนกันครับ แต่ว่าอีกนานกว่าจะร้องได้ ปัจจุบันผมลืมซะแล้วครับ หากผมกลับย้อนกลับไปตรงจุดนั้นได้ผมจะไม่ไปร่วมกิจกรรมนั้นครับ เพราะว่าไม่มีประโยชน์อะไรกับผมเลยในตอนนี้ แม้แต่ความทรงจำครับ

ลืมบอกไปว่าตอนนั้้นโรงเรียนจัดให้มีการออกชนบท 1 วันด้วยครับ


Posted by : เหอๆๆ , Date : 2003-04-28 , Time : 20:20:00 , From IP : 172.29.2.145

ความคิดเห็นที่ : 57


   คุณ Immanuel ครับ

ต้องขออภัยที่แสดงความเห็นนอก topic ไปนิดหนึ่ง แต่ตรงนี้ผมรู้สึกว่าสำคัญและไม่อยากทิ้งไว้เป็นประเด็นโดยไม่มีมุมมองอีกด้านหนึ่งไว้เปรียบเทียบ เราสองคนเคย debate กันมาก่อนในอีก thread หนึ่งและก็ได้ทราบว่าเรามีบางเรื่องไม่ได้เห็นพ้องต้องกันซะทีเดียว ไหนๆกระทู้นี้มีคนอ่านและสนใจพอสมควรผมเลยจะฉวยโอกาสเสนอมุมมองอีกด้านนะครับ

ศาสนาที่ rigid ตายตัวหรือที่เรียกว่ามี DOGMA นั้นส่วนใหญ่คือพวก Theist หรือพวกที่เชื่อว่ามี GOD (or Gods) และผลที่ตามมาคือมีการ follow scripture ตามตัวอักษร (เราจะพูดถึง "ศาสนา" นะครับ ไม่ต้องปลิ้นไป "ปรัชญา") แต่มีศาสนาที่เป็น Atheist และ Agnostic คือ ปฏิเสธว่า God มีจริงกับไม่ได้สนใจว่า God จะมีหรือไม่มี (เพราะว่าไม่มีนัยสำคัญ) ศาสนาพุทธนั้นเป็นแบบหลังคือ Agnostic เพราะ God existence นั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับอริยสัจสี่แม้แต่น้อย

การเป็น Agnostic ของพุทธนั้นคือ เราไม่มี DOGMA ขณะที่เรามี code of conduct ก็ตามแต่ scripture ขอวเราแค่บอกว่าถ้าเราทำอะไรก็จะได้ผลตอบแทน แล้วปล่อยให้เราคิดเอาเองว่าเรา "พึงปฏิบัติ" อย่างไร ตรงนี้ผมขออนุญาตย้อนกลับไปถึงบางตัวอย่างที่ได้ยกมาดู

"ลามกอนาจาร" เป็น perception ที่ขึ้นอยู่กับ CONTEXT เอามากๆ Scene หนึ่งๆสามารถเป็นได้ตั้งแต่ลามกอนาจาร การทรมาณมนุษย์ การเป็นอิสระเสรีของการแสดงออก จนกระทั่งถึงเป็นศิลป์ ฉะนั้นร่างกายที่เปลือยเปล่าเฉยๆนั้นยังไม่สามารถตัดสินได้ครับว่าเป็นอะไร จะต้องปรุงแต่งด้วยบริบท หรือเป็น contectual demonstration ซะก่อน แถมบางทียังแปรได้ตามผู้มองอีกต่างหากฉะนั้นคำวินิจฉัยว่า "ลามกอนาจาร" นั้นผ่านการปรุงแต่งของปัจเจกบุคคลมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นสากล จนกว่าบริบทโดยส่วนรวมของ ณ สถานที่และเวลานั้นๆบวกกับ perception ของผู้มีส่วนร่วม share the same value โดยอีกนัยแปรว่าจากลามกอนาจารอาจจะกลายเป็นศิลป์ก็ได้ เคยได้ยินภาพเขียนระเบียงวัดพระแก้วไหมครับ ที่ขรัวอินโข่งหรือจิตรกรสักคนหนึ่งแทรกภาพชีวิตชาวบ้านโดยมีรูปผู้หญิงเปลือยอกในบางรูป (อยู่ตามขอบๆในมุมมืด) แต่แล้วก็มีเจ้านายท่านหนึ่งมาเห็นก็เลยออกคำสั่งแบนไป ผมอยากจะคิดว่าทั้งสองคนนั้นเจตนาดี จิตรกรไม่ได้คิดว่าลามก คนเตือนคิดว่าไม่สมควร ไม่มีใครเป็นคนเลวหรือไร้จริยธรรม

การ "แปลผล" พฤติกรรมนั้นเป็นเรื่อง sensitive ไอ้ที่ว่า Thee shall not be right หรือ Mine is better than yours นั้นอันตราย ฉะนั้นถ้าเราจะบอกว่ารับฟังก็ต้องฟังจริงๆ รวมทั้งฟังผู้ที่จะโดนกระทบมากที่สุดคือรุ่นน้องด้วย ว่าในบริบทนั้นๆแล้วเขาเห็นเป็นอย่างไร คาดว่าคำตอบที่ได้จะเป็นทั้งสองด้าน หรือสาม (คือเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย และกลางๆ) การมีคนไม่เห็นด้วยไม่ได้แปลว่ามันไม่ดี การมีคนเห็นด้วยมากก็ไม่ได้แปลว่าดีอีกเช่นกัน มันเป็นแค่การ confirm เท่านั้นเองว่าเรื่องนี้เป็นบริบทของปัจเจกบุคคล ฉะนั้นควรจะลงเอยให้เป็น open choice ของรุ่นน้องเอง (เป้าหมายของเรา) ถ้าเขายอมรับไม่ได้ก็คือยอมรับไม่ได้ ถ้าได้ก็ได้ จะไม่มี consequences ใดๆตามมา

ขณะเดียวกันรุ่นพี่เองก็ควรจะตอบคำถามที่ว่ากิจกรรมต่างๆนั้นทำไปเพื่อวัตถุประสงค์อะไร มี alternative อื่นที่จะบรรลุวัตถุประสงค์เดิมโดยวิธีที่ดีกว่าหรือไม่ อย่าลืมว่าเราไม่ได้ต้องการจะ change personality โดยกระบวนการนี้ ความสามัคคี กลมเกลียวนั้นเกิดจากการค่อยๆพัฒนาครับ ไม่มี short-cut ถ้าเราหวังจะให้เกิดและคงอยู่ในระยะยาว ดีที่สุดคือรุ่นพี่แสดงให้น้องเขาประทับใจว่าพี่เรียนมา ๓-๔ ปีก่อนน้องเนี่ยพี่ทำอะไรได้บ้าง เพราะนี่จะเป็นสิ่งที่น้องเขาจะได้คาดหวังหรือตั้งใจจะทำตามให้เทียบเท่าหรือดีกว่า ผมเข้าใจเอาเองว่ากิจกรรมนี้เป็นเสมือนรุ่นพี่และสถาบันทำการแนะนำตนเองแก่สมาชิกใหม่ ว่านี่คือสิ่งที่กำลังจะเกิดแก่ตัวน้อง และผมเชื่อว่าทุกๆคนที่สอบเข้ามาได้ เขาก้มีการคาดหวังอยู่มากพอสมควร ความประทับใจอย่างแรกที่จะให้ควรจะเป็นเช่นไรคงจะขึ้นอยู่กับผู้รับผิดชอบจัดงาน ก็ฝากด้วยก็แล้วกันครับ



Posted by : Phoenix , Date : 2003-04-28 , Time : 20:25:58 , From IP : 172.29.3.228

ความคิดเห็นที่ : 58


   ผมเห็นว่าศาสนาและปรัชญาพัวพันกันอย่างแน่นแฟ้น ศาสนาทั้งหลายก็เป็นปรัชญามาก่อนทั้งสิ้น
สำหรับผมแล้วนั้นศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของปรัชญา ผมชอบศึกษาปรัชญาตะวันตกตรงที่สามารถแสดงเหตุผลออกมาได้เป็นสากลและโต้แย้งได้รอบด้าน การที่เราต้องมาถกเถียงกันเรื่องจริยธรรมนั้นก็เพราะเราไม่มีมาตรวัดและภาษาที่รัดกุมเพียงพอ จึงเป็นการยากหากจะอ้างเหตุผล ผมเชื่อว่าศาสนานั้นคือปรัชญาส่วนที่จำเป็นกับชีวิตมนุษย์มากที่สุดแล้ว
ผมคิดอยู่นานแล้วครับว่ากฎเกณฑ์ทางจริยธรรมนั้นควรกำหนดที่อะไร รูปแบบภายนอก วิธีการ หรือเจตนา เพราะไม่ว่าจะยึดเอาอะไรก็ดูไม่สมบูรณ์แบบไปทั้งนั้นใช่หรือเปล่าครับ แต่ที่แน่ๆกฎเกณฑ์ไม่ได้กำหนดโดยรูปแบบภายนอกแน่นอน
แต่ผมก็เชื่อครับว่ากฎเกณฑ์นั้นมีอยู่แน่นอนตายตัว สำหรับผมแล้วกฎเกณฑ์ถูกกำหนดโดย"สิทธิ"ว่าเราจะสามารถเลือกทำอะไรได้บ้าง เพราะเหตุที่เราสามารถเผด็จการได้ทุกอย่างกับจิตวิญญาณของตนเอง ที่จะเลือกแนวทางที่ดีที่สุด เหนือสิ่งอื่นใดคือกฎเกณฑ์ของการไม่เห็นแก่ตัว ถึงตรงนี้ถ้าอธิบายต่ออาจจะยาว
คำว่าลามกอนาจารที่ผมกล่าวถึงไปนั้น แม้ผมไม่ได้นิยามแต่ก็เข้าใจว่าสามารถสื่อความหมายให้คนทั่วไปเข้าใจได้ มีเหตุอะไรหรือครับที่เราจะต้องเปลือยกายออกมาทั้งที่เสื้อผ้ามี ถึงแม้คุณจะบอกว่ามันเป็นสิทธิของคุณและเป็นศิลปะ แต่คุณไม่คิดบ้างหรือว่าคนอื่นที่เขามาเห็นน่ะเขาจะคิดเหมือนคุณหรือเปล่า ผมชอบมุสลิมมากที่กำหนดให้ผู้ชายใส่ขายาว ผู้หญิงคลุมศีรษะ เป็นการตัดปัญหาไปเลย ไม่มีเหตุผลอะไรที่คุณจะเพ้อฝันไปถึงการเอาภาพเปลือยมาเป็นศิลปะ มันไม่ใช่แค่สนองความพอใจหรือสุนทรียะของคุณ แต่คุณต้องคิดว่ามันส่งผลไปถึงคนอื่นด้วย อันเป็นการรับผิดชอบต่อศีลธรรมของสังคมด้วย คุณก็รู้ว่าภาพเปลือยนั้นไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ที่มีสติจะเอามาเป็นสุนทรียะเลย มนุษย์เราใจสูงพอที่จะมีเสรีภาพจากสัญชาตญาณได้ครับ จึงแสดงออกมาว่าการสืบพันธุ์นั้นไม่ใช่สิ่งน่าชื่นชมอะไรเลยกลับก่อโทษมากมาย แต่เป็นสิ่งที่ปุถุชนต้องร่วมกันปกปิด



Posted by : Immanuel Kant , Date : 2003-04-28 , Time : 21:44:03 , From IP : 172.29.2.154

ความคิดเห็นที่ : 59


   


ผมขอเสนอพันธะสัญญา ข้อสรุปสุดท้าย ดังนี้




ผมขอเสนอพันธะสัญญา ข้อสรุปสุดท้าย ดังนี้


1.กิจกรรมที่จะบังคับให้น้องใหม่เข้าร่วมทุกคนได้ ไม่ว่าจะบังคับโดยวิธีใดก็ตามทั้งทางตรงและทางอ้อม กิจกรรมนั้นจะต้องมีประโยชน์สูงสุด หากมีใครแจกแจงโทษและความไม่มีสาระออกมาได้ ก็ให้ถือว่า เขามีสิทธิไม่เข้าร่วม ทั้งนี้ให้อยู่ในการวินิจฉัยของอาจารย์


อนึ่งการบังคับนั้นให้เป็นอำนาจของอาจารย์


2.กิจกรรมอื่นๆที่ยังมีโทษ ยังแสดงความไร้สาระ ให้รุ่นน้อง"ทำตามความสมัครใจ" ยกตัวอย่างเช่น

- วิธีว๊าก ข่มขู่ แสดงอำนาจ ทำให้ตึงเครียดและบีบคั้นจิตใจ

- สร้างความลำบาก สกปรกเลอะเทอะ เหนื่อยยากให้รุ่นน้องโดยไม่เกิดประโยชน์อันสมควร

- กิจกรรมใดก็ตามที่มีรูปแบบเอื้อประโยชน์ให้รุ่นพี่และเอาเปรียบรุ่นน้อง

- การร้องเพลงที่มิใช่เพลงสถาบัน การเต้นแร้งเต้นกา การทำลามกอนาจาร เป็นต้น

- กิจกรรมใดก็ตามที่สิ้นเปลืองเวลาโดยไม่สมควรแก่เหตุจำเป็น


- กิจกรรมใดก็ตามที่ผิดจากมารยาท และประเพณีอันดีงาม


3.รุ่นน้องทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพในการเสนอความเห็น และโต้แย้งได้ในสิ่งที่เห็นว่าไม่สมควร


4.รุ่นพี่ไม่มีสิทธิแต่ประการใดในการ"ลงโทษ" ไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆ แก่รุ่นน้อง (ให้ยกเว้นในเกม การละเล่น และการหยอกล้อ) คงกระทำได้แต่การชี้แจงด้วยเหตุผล


5.รุ่นน้องทุกคนมีสิทธิที่จะล่วงรู้วัตถุประสงค์ และประโยชน์ที่ตนเองพึงได้รับจากการร่วมกิจกรรมใดๆก็ตาม


6.ระยะเวลาของการจัดกิจกรรมต้องไม่กระทบหรือแม้แต่บีบคั้นเวลาเรียนของรุ่นน้อง ต้องให้รุ่นน้องได้จัดเวลาเรียนและภารกิจส่วนตัวอย่างสบายพอสมควร


7.ให้รุ่นพี่จัดกิจกรรมด้วยความจริงใจ ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนเกินของตนเอง พยายามให้รุ่นน้องได้รับผลประโยชน์สูงสุด


ทั้งหมดนี้ให้ถือเป็นพันธะสัญญา อันจะไม่ล่วงล้ำสิทธิของใคร ไม่มีใครจะต้องทนรับความทุกข์ทรมานด้วยเหตุไม่สมควร ทุกคนมีสิทธิ"เลือกทำในสิ่งที่ดีงาม" และมีสิทธิปกป้องตนเองไม่ข้องแวะกับสิ่งผิดจริยธรรมหรือศาสนาที่ตนเองได้ยึดถือ กิจกรรมอื่นใดที่ผิดข้อกำหนดในพันธะสัญญานี้เป็นการไม่สมควร







Posted by : Immanuel Kant , Date : 2003-04-28 , Time : 21:52:09 , From IP : 172.29.2.154

ความคิดเห็นที่ : 60


   เท่าที่อ่านมาผมก็เห็นด้วยกับความคิดดีของคุณ
Immanuel Kunt หลายข้อที่เดียวละครับรู้สึกว่าเป็นกระทู้ที่ดี
แต่ทว่าเท่าที่สังเกตท่าที่และสำนวนของคุณเวลาที่คุยกับผู้อื่นนั้น
ออกจะเชื่อมั่นตนเองมาก ตรงนี้อยากชวนมาแก้ไขนะครับ
เท่าที่ทราบก็เห็นว่าคุณชื่นชม อาจารย์Phoenixมาก
น่าจะศึกษาวิธีการเขียนอย่าง นุ่มนวลและไม่สร้างศัตรูเพิ่ม
จากอาจารย์นะครับ

เพราะบางครั้งในการสนทนา การเข้าถึงหัวใจผู้ฟังและผู้อ่าน
ก็เป็นเรื่องสำคัญเลยนะครับว่าเค้ารู้สึกดีที่จะฟังเราหรือไม่
นี่ไม่นับการแปลความหมายของสารที่เรานำเสนอนะครับ

มนุษย์สัมพันธ์เป็นสิ่งจำเป็นยิ่งดียิ่งแจ๋วนะครับ
ผมพบว่าผู้ที่จะประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆให้ดีขึ้น
มักจะมีศิลปในการสื่อสารที่ดีนะครับ
การรับฟังความคิดเห็นคนอื่นบ้าง
ด้วยท่าให้เกียรติ
จะทำให้เราเป็นทำอะไรได้อีกเยอะเชียวละครับ
เพราะเค้าไม่มีความรู้สึกต้องการเอาชนะนะครับ

ผมไม่อยากให้
สังคมลืมเลือนคนดีๆไปนะครับ
มีคนดีๆตรงๆอีกหลายคนในอดีตที่ผมรู้จัก
ต้องมีอันหลบลี้หนีหายไปจากสังคมและอยู่อย่างอมทุกข์
เพราะความรู้สึกผิดหวัง
และไม่ได้รับการยอมรับ

ความดี ก็ เหมือนกับ ความฉลาดนะครับ
ถ้ามันมากไปจนไปทำให้คนอื่นอึดอัด
ก็ทำให้เราลำบากได้นะครับ
สายกลางนะครับ

ลองเล่นดนตรีพวกกีตาร์หรือเครื่องสายบ้างสิครับ
จากประสบการณ์ของผม ถ้าตึงไปเสียงจะแข็ง
สายจะขาดง่ายนะครับ

ไม่ต้อง7สายเหมือนพี่คนนี้ก็ได้






Posted by : พี่เบ รักทุกคนนะครับ , Date : 2003-04-28 , Time : 22:10:32 , From IP : 203.107.202.179

ความคิดเห็นที่ : 61


   เรียน ท่านทั้งหลาย

ผมทราบดีครับว่าผมกำลังใช้ถ้อยคำขวานผ่าซากและไม่ยอมอลุ้มอล่วย นี่อาจเป็นการสร้างศัตรู

แต่ผมก็ถือว่าผมกำลังไม่เผยตัว

ผมจึงต้องการแสดงอุดมคติออกมาให้เด่นชัดที่สุด

และผมก็เชื่อว่าการถกเถียงกันทางปรัชญานั้นจำเป็นต้องใช้ภาษาให้รัดกุม และเฉียบขาดที่สุด
มิฉะนั้นภาษาอาจจะเลอะเลือนไปได้ และก็เป็นอันเถียงกันไม่สิ้นสุด ถ้าเป็นไปได้ผมอยากกล่าวเป็นตรรกวิทยาเลยทีเดียว ถ้าอย่างไรบางครั้งผมอาจลืมตัวใช้คำย้อมสีและเหตุผลวิบัติไปบ้างก็ต้องขออภัยทีเดียว

ผมหวังว่าการถกเถียงนี่คงไม่เป็นสาเหตุให้ใครต้องบาดหมางกัน ผมเองก็จะพยายามเคารพในเหตุผลครับ



Posted by : Immanuel Kant , Date : 2003-04-28 , Time : 22:24:04 , From IP : 172.29.2.154

ความคิดเห็นที่ : 62


   ผมรู้สึกไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่คุณ Kant จะแนะนำให้ผมไปขโมยของที่ Lotus เพื่อเพิ่มชีวิตของผมให้เป็นสีสันยิ่งขึ้น อืมม
สิ่งที่คุณแนะนำนั่นมัน สีดำสนิท ชักจะเข้าใจว่า จริยธรรมของคุณนั่นมีแต่ขาว กับ ดำ จริงๆ ซึ่งก็เป็นสิทธิของคุณ Kant ที่จะคิด

สีเทาของผม คือ สิ่งที่ไม่ได้เป็น สิ่งที่ดีเป๊ะๆ หรือ ชั่วสนิท แต่มันอยู่กึ่งกลาง เช่น ขอให้คิดว่า สิ่งที่ผมทำทำด้วยเจตนาสีขาว แต่การกระทำอาจเป็นการผิดศีลธรรมที่คุณ Kant คิดอย่างรุนแรงก็ได้ คุณ Kant เข้าใจไหมครับ อาจเป็นเพราะ ตลอด 2-3 ปีมานี้ ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับ จริยธรรมทางการแพทย์ ที่เป็น Dilema มามากก็ได้ เลยทำให้ผมชอบแนวคิดนี้มากกว่า แบบของคุณ Kant

ยกตัวอย่าง เช่น การทำแท้ง เป็นสิ่งที่ผิดศีลธรรมอย่างยิ่ง หวังว่าคุณ Kant คงจะไม่คัดค้าน หากว่า หากว่าวันหนึ่ง คุณพบคนไข้ ถูกข่มขืนกระทำชำเรา แล้วท้อง โดยมีกฏหมาย (มาตราเท่าไหร่ ผมจำไม่ได้) ว่า ถ้าถูกข่มขืนกระทำเชาเรา แพทย์ทีสิทธิ์ทำแท้งได้ คุณ Kant คงจะไม่ทำเพราะนั่นมันขัดแนวคิดของคุณอย่างแรง คุณไม่ทำ คุณสบายใจ แต่ชีวิตไม่ง่าย หากมองแบบ Holistic แล้วพบว่า สาวคนนี้นอกจากสภาพทางกาย ที่อ่อนแอ ยังต้องเผชิญกับคำดูหมิ่นจากครอบครัว สังคม อย่างหนัก แม้ว่าปล่อยให้คลอด ลูกที่ออกมาล่ะ หรืออย่างสาหัสกว่านี้ เธอไปหาหมอเถื่อน ทำแท้งแบบไม่ถูกวิธี อันตรายถึงชีวิต ถึงตอนนี้คุณจะทำอย่างไรครับ

แน่นอนสิ่งที่คุณเลือกย่อมไม่ผิด เพราะนี่เป็น Dilema ปัญหาสองแพร่งที่ไม่ว่าเลือกเส้นทางใด ก็ไม่มีใครว่า แต่สิ่งนี้พอจะบอกคุณได้ไหมครับว่า หากคุณเลือกทางที่เป็นสีขาวบริสุทธิ์ตามความคิดของคุณแล้ว คนไข้คนนี้จะได้รับประโยชน์สูงสุด อย่างที่คุณหวังไว้อย่างมั่นใจหรือเปล่าครับ นี่แหละครับสีเทาของผม ไม่ทราบคุณ Kant มีความเห็นอย่างไร

ส่วนเรื่องประชุมเชียร์ รับน้อง นั้น ผมคิดว่า อยู่ที่วิจารณญาณของผู้จัด ผมเพียงเสนอแนวคิดที่คิดว่า บางอย่างที่คุณ Kant คิดอาจมีข้อผิดพลาดอยู่บ้าง บางอย่างที่คิดว่าดีอยู่แล้ว แต่ไปเปลี่ยนมันก็กระไรอยู่ บางอย่างที่เปลี่ยนใหม่ก็เป็นสิ่งที่น่าลอง แต่ติดใจอยู่ที่ว่า" จะมีใครมาร่วมสักกี่คนผมไม่สนใจ เพราะผมได้เลือกในสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดให้เขาไปแล้ว " คุณแน่ใจแล้วหรือยัง? ขอโทษนะครับถ้าตีความผิด ผมว่าคุณปัดความรับผิดชอบของคุณไปหรือเปล่า?


Posted by : โบทซึมุ , Date : 2003-04-28 , Time : 22:39:40 , From IP : 172.29.2.159

" />
ความคิดเห็นที่ : 63


   ชักจะร้อนกันไปใหญ่แล้วใจเย็นๆกันหน่อยครับ
อ่ะคลายเครียดhttp://www.pantip.com/cafe/isolate/topic/M2219250/M2219250-0.gif">
ความคิดเห็นที่ : 64


   ไม่ร้อนหรอกครับ กำลังดี

Debate ที่ดีนั้นจะมีประโยชน์มากครับ และตราบใดที่เป็นการ debate ของที่วางอยู่บนโต๊ะ คือหมายความว่าเราไม่ได้ยึดเป็น self-value โอกาสที่จะมี emotional ก็จะ remote ความรู้นั้นเรียนไม่มีวันหมดหรอกครับ ใครที่คิดว่ารู้ครบถ้วนถี่แล้วนั้นจัดตนเองอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถรับรู้เพิ่มเติมได้ อันตรายครับ อันตราย

อันตรายอย่างไร? การที่เราเชื่อว่ามี absolute โดยเฉพาะอย่างยิ่ง absolute moral นั้น เป็นการบังคับให้เลือกขาวและดำอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างเดียวตลอดเวลา นั่นหมายความว่าหากมีความคิดอะไรก็ตามที่ไม่เหมือนเราในเรื่อง moral แปลว่าเราถูกและคนอื่นผิดเท่านั้น สาเหตุเพราะว่า Absolute นั้นไม่สามารถเปลี่ยนได้ครับ กฏของวันนี้ที่เราบอกว่าเป็น absolute อีกสองสามร้อยปีมันก็เป็น absolute และบังคับให้เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ปรัชญาการศึกษาเคยกล่าวว่า การศึกษานั้นต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง ถ้าเราเปลียนไม่ได้ แสดงว่าเราได้เดินทางมาถึงจุดที่ No more any education, no more any lesson worth learning (ถึงกระนั้นก็ตาม เรามี "บางกฏ" ที่ทนต่อการทดสอบมาแล้วสองพันห้าร้อยกว่าปี และกำลังรอ "antithesis" อยู่) ซึ่งจะลงเอยที่ว่า "ใครล่ะ" กล้าประกาศตนเป็นผู้รู้ absolute moral และพร้อมที่จะ declare ว่าความคิดอื่นที่ไมตรงกับตนเองนั้น Immoral แน่นอน? และอีกประเด็นที่ตามมาก็คือ "เพราะเหตุใด" ผู้นั้นจึงเชื่อว่าตนเองรอบรู้ absolute moral จนกระทั่งเป็นไปไม่ได้ที่ปรัชญาความรู้อื่นนั้นสอนผิดๆกันหมด?

ผมเห็นด้วยกับหลักการที่ว่ารุนน้องมีสิทธิ์เลือกที่จะร่วมหรือไม่ร่วมกิจกรรมใดๆ ขณะเดียวกันผมก็เชื่อด้วยว่าถ้าเราจัดรับน้องส่วนใหญ่เขาก็อยากจะร่วมอยู่แล้ว การที่น้องมี willing ที่จะร่วมงานนี้ น่าจะเป็นเงื่อนไขที่เพียงพอในการที่รุ่นพี่จะระมัดระวังไม่ทำอะไรที่รุ่นน้องจะผิดหวังเสียใจกลับไป การทำให้คนอื่นผิดหวังนั้น เปนการ break chain of trust ครับ ในระบบสถาบันแล้วเป็นบาปพอๆกับเป็น traitor เลยทีเดียว

ข้ออ้างบางประการที่ผมฟังแล้วออกจะข้างๆคูๆสักเล็กน้อย เช่น อยากจะให้น้องรู้ว่าเสียใจเป็นยังไง อับอายเป็นยังไง ถูก humiliation เป็นยังไง จะได้เผชิญโลกภายนอกได้นั้นเป็นข้ออ้างที่ค่อนข้าง "ขยะ" ครับ ไอ้ความเสียใจ อับอาย และสูญเสีย self หนึ่งวันที่ว่านั้นเป็นแค่ infinitesimal ของชีวิตคนๆหนึ่ง ไม่ได้ add strenght แก่เขาแต่อย่างใดเลย หากมีเวลาแค่ 24 ชั่วโมงแล้วเราไม่สามารถหาความรู้สึกอื่นนอกเหนือจาก อับอาย เสียใจ น่าเบื่อ ถูกดูหมิ่นถากถาง มามอบให้แก่รุ่นน้องแล้วก็คงจะยากในการอภิปรายกันต่อไป ทำไมไม่หาอะไรให้เขารู้สึกภูมิใจ ดีใจ หัวเราะ เคารพรุ่นพี่ไม่ใช่กลัว รู้ว่าภาษาสุภาพนั้นเป็นอย่างไรที่คนไข้เขาอยากได้ยิน ไม่ใช่ภาษาที่ขุดมาจากคุก น้องเขาจะได้เตรียมตัวและทราบว่าการเป็นแพทย์นั้นจะถูก High Expectation อยู่ตลอดเวลา



Posted by : Phoenix , Date : 2003-04-29 , Time : 00:32:45 , From IP : 203.155.144.35

ความคิดเห็นที่ : 65


   อ้อ อีกประการหนึ่งครับ

ผมเคยชี้แจงไว้ในกระดานเก่าถึงวัตถุประสงค์อะไรบ้างในการที่เราใช้ handle หรือ alias หรือนามแฝง เพื่อปกปิด identity นั้นอันหนึ่ง แต่ไม่เชิงกลัวคนเกลียดนะครับ ผมต้องการให้ "ฐานะ" ของผมไม่ interfere ต่อการถูกประเมินในเนื้อหา และการแสดงตอบสนอง แต่ผมจะไม่เคยพูดอะไรที่ผมละอายหรือไม่กล้าพูด หากมีคนรู้ว่าผมเป็นใคร เป็นเพราะว่าผมยึดหลักการพูดที่ผมเชื่อว่าเป็นประโยชน์ และจริงใจในการแสดงออกเท่านั้น



Posted by : Phoenix , Date : 2003-04-29 , Time : 00:37:40 , From IP : 203.155.144.35

ความคิดเห็นที่ : 66


   ครับ ตรงจุดที่อาจารย์ต้องการบอก ปีที่แล้วพวกผมพยายามได้ไม่ให้มันเกิดขึ้นครับ ลักษณะการเข้าไปประนาม คนหนึ่งคนใดเพียง 1 คน ให้เกิดความอับอายแบบเมื่อก่อนที่รุ่นผมเคยเจอ(แบบพอมีใครแหกคอก ว๊ากเกอร์ทั้งหลายจะเข้ามามะรุมมะตุ้ม)ได้มีการประชุมกันในหมู่ Staff ว่าเป็นข้อห้าม แต่ผมไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่ามันไม่เกิดขึ้น เพราะสถานการณ์มันพาไป แต่ก็พยายามให้มันเกิดความรุนแรงน้อยที่สุดแล้ว คิดว่าปีนี้คงมีการคิดถึงเรื่องนี้มากขึ้น
ส่วนเรื่องที่กดดัน เช่น งานที่สั่งแล้วทำตามไม่ได้ เรื่องนี้ผมเข้าใจดี แต่...ผมว่าอาจต้องพิจารณาปรับเปลี่ยนจริงๆ เพราะ จากการ debate ครั้งนี้ ผมรู้สึกว่าบางทีอาจไม่มีเหตุผลต้องทำเช่นนั้น อาจใช้วิธีสอนแล้วให้น้องไป SDL วางเป้าหมายที่เราคาดหวัง เช่น พี่อยากให้น้องๆร้องได้คีย์เท่าๆกัน อย่าให้เพี๊ยนมาก เอาแค่อยู่ในเกณฑ์ที่พอรับได้ ซึ่งเกณฑ์รับได้ นี่ขึ้นกับผู้จัดงาน แล้วกำหนดเวลาส่งให้นานๆ เอาแบบท้ายๆ การประชุมเชียร์ก็ได้ น้องๆจะได้ไม่ถูกบังคับมาก แล้วใครอยากทราบคีย์ที่ถูกต้องก็ติดต่อพี่ๆ ไปฟัง สอน กันเอง เป็นไปได้ไหมครับคณะกรรมการโครงการ
กิจกรรมสนุกๆ พยายามจัดแล้วครับ ทั้งเชิญอาจารย์มาพูด ส่งพี่ที่พูดจาธรรมดา(ใช้ไมค์) มาสอนร้องเพลง ถ้าแบบรุ่นก่อนนี่ไม่มีเลยนะครับ ว๊ากเกอร์สอนตลอด เฮือก!! กิจกรรมทำความรู้จักกันในชั่นปีแบบนันทนาการ แล้วตอนเดินไปทัวร์มหาวิทยาลัยเนี่ยปล่อยมุขกันหัวเราะท้องแข็งเลยนะครับ แต่ไม่รู้ว่าการทำเช่นนี้จะเปลี่ยนจากไม่เกรงกลัว มาเป็นไม่เกรงใจหรือเปล่านะครับ ต้องถามน้องๆแล้วล่ะครับ แต่อาจไม่พอคณะกรรมการโครงการคิดต่อทีครับ
อย่างไรก็ตาม ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการ Debate ครั้งนี้คงช่วยให้ คณะกรรมการโครงการมีแนวคิดที่จะจัดกิจกรรมนี้ได้อย่างมีคุณภาพ อย่างที่ทุกๆคนต้องการนะครับ


Posted by : โบทซึมุ , Date : 2003-04-29 , Time : 02:08:03 , From IP : 172.29.2.151

ความคิดเห็นที่ : 67


   ผมเชื่ออย่างยิ่งว่าการอภิปรายในครั้งนี้เป็นประโยชน์ ถ้าไม่กับรุ่นน้องหรือการจัดรับน้องในครั้งนี้ ก็กับผู้ที่ได้เข้าร่วมอภิปรายและผู้อ่าน เพราะเราได้มา share ความรู้ ความคิด ความรู้สึกกัน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรจะเกิดในสถาบันการศึกษา

เราอย่าไปหวังในรุ่นน้องเกรงกลัวเราเลยครับ Fear เป็นด่านป้องกันการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพมาก ส่วนเรื่องการเกรงใจนั้นคงจะไม่เกิดจากกิจกรรมแบบนี้หรอกนะครับ ผมไม่คิดว่าเราสามารถว้ากหรืออ้อนวอนในใครเกรงใจเราได้เท่าๆกับที่เราสามารถว้ากให้น้องเกลียดและดูถูกสติปัญญาของรุ่นพี่และสูญเสีย "ความนับถือ" ไปนั่นทีเดียว

การตั้งเป้าหมายนั้นขอให้เป็น realistic คำนึงถึง เวลา ทัศนคติ และ resource เท่าที่มีอยู่ รุ่นนี้คงจะได้เรียนรู้เรื่องพฤติกรรมและการพยายามเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมาแล้ว น่าจะทราบดีว่าจากเวลาและ perception ของรุ่นน้องในงานนี้นั้น most unlikely ที่เราสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางใดทางหนึ่ง ผมขอแนะว่าจากเวลาเท่าที่มีนี้เราสามารถแค่สร้าง First Impression หรือเป็นการหว่านเมล็ดที่จะงอกงามออกไปเท่านั้น การจัดประสบการณ์เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมนั้นจะแตกต่างจากการจัดประสบการณ์เพื่อสร้างความประทับใจเบื้องต้น ทั้งในด้านวิธี และเนื้อหา คณะผู้จัดจะต้อง identify "จุดแข็ง จุดขาย" ของสถาบันและตัวรุ่นพี่แล้วจัดออกมาเป็นรูปแบบกิจกรรม ผมขอเตือนด้วยความหวังดีว่าอย่าพยายามที่จะไป manipulate รุ่นน้องให้เป็นอย่างโน้นอย่างดีเลยครับ ไม่ว่าจะมีเจตนาดีอย่างไร เพราะว่า "เราไม่มีข้อมูลรุ่นน้อง" ที่เพียงพอที่เราจะทำอะไรโดยหวังผลได้เลย แต่ผมเชื่อว่าเรามีข้อมูลสถาบันและรุ่นพี่อยู่แล้ว เราทำอะไรกับสิ่งที่เรามีข้อมูลอยู่ก่อนนั้นหวังผลได้ดีกว่ามากครับ



Posted by : Phoenix , Date : 2003-04-29 , Time : 13:13:06 , From IP : 172.29.3.160

ความคิดเห็นที่ : 68


   SWOT Analysis

เป็นขั้นตอนการกำหนดกลยุทธ Strenght Weakness Opportunity and Threat

Strenght
๑) เรามีข้อมูลมากมายของสถาบัน รุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จทั้งที่จบไปแล้ว และกำลังเรียนอยู่
๒) ทีมเรามีเจตนาที่ดีต่อรุ่นน้อง อยากจะให้น้องประทับใจ จะได้เป็นเพื่อนร่วมอาชีพที่มีคุณภาพกับเราในอนาคต (หรือแม้แต่เพื่อนร่วมชีวิต!! แฮ่ม !)
๓) สติปัญญาของรุ่นน้องที่เข้ามาในคณะเราอยู่ในเกณฑ์ดีถึงดีมาก
Weakness
๑) เรามีข้อมูลที่จะกัดมากของตัวรุ่นน้อง
๒) เวลาไม่มาก
๓) จำนวน staff จำกัด ฉะนั้นรูปแบบต้องเป็น high ratio ของ staff:freshy
Opportunity
๑) เท่าไรนะ? ๑ วัน บวกประชุมเชียร์สามครั้ง?
Threat
๑) ผลดีและผลร้ายของรูปแบบกิจกรรมต่างๆ ดังที่ได้อภิปรายมามากมาย

หลังจากนี้แล้วก็หารือกันครับ จากข้อมูลตามหัวข้อข้างบน (หรืออาจจะมีเพิ่มเติม) เสร็จแล้วทีมผู้จัดงานคงจะต้องมีการตั้งเป้าหมาย และตัววัดด้านต่างๆ เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพของงานและส่งต่อให้รุ่นน้องรุ่นต่อๆไป

PS: การร้องเพลงไม่ตรงโน้ตนั้นเป็นธรรมชาติขิงคนบางคนนะครับ (technical term = tune-deaf) และถือเป็นเรื่องปกติ ความคิดที่ว่าทุกคนสามารถร้องตรงโน้ตได้นั้นผิดหลักธรรมชาติครับ รู้อย่างนี้แล้วก็ไม่ต้องไปว้ากหรือลงโทษน้องในเรื่องนี้มากเกินไป เพราะจะดูงี่เง่าน่ะครับ



Posted by : Phoenix , Date : 2003-04-29 , Time : 13:29:23 , From IP : 172.29.3.160

ความคิดเห็นที่ : 69


   ขอเสนอความคิดเห็น
แบ่ง นศพ. เป็น 2 กลุ่ม( ตามความสมัครใจ)
กลุ่มแรก ให้มีการรับน้องโดยมีรูปแบบตามที่น้องต้องการ เช่น ใช้เวลา2-3 วัน โดยมีการแนะนำตัว ร้องเพลงคณะและมหาวิทยาลัย ปิดท้ายด้วยงานเลี้ยง
กลุ่มสอง ให้มีการรับน้องแบบที่รุ่นพี่คิดว่าดี สนุก ประทับใจ โดยอิงรูปแบบเก่าๆ อย่างเต็มที่ จะใช้เวลานานแค่ไหนก็ได้แล้วแต่รุ่นพี่ต้องการ
ขอย้ำว่า ให้น้องเลือกเอาเองว่าจะเอากลุ่มไหนก็ได้
คิดว่าวิธีนี้ ดี ยุติธรรม สบายใจทุกฝ่าย
ของดีจริง ก็จะมีคนเลอกเอง
รุ่นพี่ ต้องเปิดใจกว้าง เพราะโลกในปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว เพราะไม่มีงานวิจัยที่จะบอกว่า แบบเก่าและแบบใหม่ อะไรดีกว่ากัน


Posted by : เปาบุ้นจิ้น , Date : 2003-04-29 , Time : 13:40:32 , From IP : 172.29.3.111

ความคิดเห็นที่ : 70


   ว้าว ในแง่อื่นผมค่อนข้างเห็นด้วยครับ แต่ในแง่ Opotunity น่าจะเพิ่มเวลาซักหน่อยยครับ 3 ครั้งคิ ดว่า อาจไม่พอ ขอเสนอครับ
Opotunity
-รับน้อง 1 วันอยู่แล้ว
-ประชุมเชียร์ 3-4 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 2-3 ชั่วโมง จะได้มีเวลา คิดกิจกรรมใส่เข้าไปได้เยอะหน่อยครับ อาจไม่ใช่การ ว๊ากก แต่เป็นการฟังบรรยายจากวิทยากร จากนักศึกษาแพทย์รุ่นพี่ การทำความรู้จักแบบยนันทนาการ การทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ เป็นต้น


Posted by : โบทซึมุ , Date : 2003-04-29 , Time : 13:58:46 , From IP : 172.29.2.130

ความคิดเห็นที่ : 71


   กฎเกณฑ์ศีลธรรมของผมนั้นไม่ได้ยึดที่รูปแบบหรือผลภายนอกครับ แต่ผมยึดที่เจตนา และเจตนาดังกล่าวก็ไม่ใช่เจตนาธรรมดา แต่เป็นเจตนาสมบูรณ์แบบรอบด้าน คือสมบูรณ์แบบเมื่อแยกส่วนพิจารณาแล้ว ทุกส่วนต้องถูกต้องทั้งหมด ถ้าจะสรุปกันเลยมันก็คือนิพพานนั่นเอง สิ่งใดที่ยังไม่ใช่นิพพานจะยังมีโทษเสมอและไม่ดีพร้อมเสมอ

ที่ผมพูดเรื่องขโมยของในโลตัสนั้นผมอาจพูดเกินจริงไปหน่อย แต่ผมต้องการสื่อความหมายให้ไปคิดกันเองว่า ชีวิตคุณถูกพันธนาการด้วยกฎเกณฑ์ทั้งสิ้น คุณไม่มีสิทธิเลยที่จะแหกกฎเกณฑ์เพื่อผลประโยชน์ของคุณ

-ความลามกอนาจารเป็นสิ่งชั่วร้าย
-ความไร้สาระเป็นสิ่งชั่วร้าย
-การกลั่นแกล้งผู้อื่นเป็นสิ่งชั่วร้าย

เหล่านี้คุณต้องยอมรับให้ได้ก่อน

และแม้ว่าชีวิตปุถุชนจะไม่ดีพร้อมไปทุกอย่าง

แต่นั่นก็ไม่ใช่ข้ออ้างให้คุณจะมาทำชั่ว เพราะเหตุผลว่าไหนๆก็ยังไม่ดีพร้อม ชั่วอีกนิดจะเป็นไรไป

"ชีวิตคุณยังต้องถือความดี และพยายามให้ดีพร้อมที่สุด ไม่พยายามทำชั่วเลยแม้แต่น้อย"

คุณจะไปทำลามกอนาจารย์อะไรก็ได้ถ้าคุณยังไม่รู้ว่าที่คุณทำนั้นเป็นสิ่งชั่วร้าย ถ้าคุณรู้คุณ"จะต้องไม่ทำ"


ที่คุณว่า


"ลามกอนาจาร สกปรกเลอะเทอะ ความไร้แก่นสาร เกิดขึ้นไม่ได้เลยเหรอครับ อืมม การจัดกิจกรรม ต้องมีประโยชน์เท่านั้น ต้องมีสาระเท่านั้น ต้องไม่มีข้อผิดพลาดเลยเหรอครับ ผมคงจะเบื่อแย่เลย "

นี่เห็นชัดหรือเปล่าครับว่าคุณยังโลเลต่อความชั่ว คุณยังเปิดโอกาสให้กิเลสยังพร้อมจะทำชั่วอีก คุณยังบอกว่าความลามกอนาจารนั้นควรจะมีเพื่อให้คุณไม่เบื่อ ความไร้สาระนั้นยังต้องมีเพื่อสนองความไม่เบื่อของคุณ ชีวิตคุณยังต้องการความผิดพลาดอยู่
ชัดแค่ไหนคุณก็รู้ตัวเองได้

แล้วทีกฎหมายคุณยังปฏิบัติตามอยู่เลยนี่นา คุณไม่เบื่อบ้างหรือ
ถ้าให้ผมตีความอย่างลัทธิสุขนิยมผมคงคิดว่าที่คนเราปฏิบัติตามกฎหมายนั้นคงเป็นเพราะการป้องกันตนเอง โดยยอมสละความสุขวันนี้เพื่อความสุขวันหน้า โดยยอมเบื่อสักเล็กน้อยเพื่อไม่ต้องติดคุก




Posted by : Immanuel Kant , Date : 2003-04-29 , Time : 16:02:28 , From IP : 172.29.2.154

ความคิดเห็นที่ : 72


   กว่าผมจะอ่านกระทู้ตั้งแต่ต้นจนจบ เล่นเอาเหนื่อยไม่ใช่เล่น ที่อ่านดูบางที่คนตั้งกระทู้อาจจะไม่ต้องการได้วิธีการหรอกครับ อาจเพียงแค่ต้องการให้ทุกคนมา ลองตั้งประเด็นกันมากกว่านะครับ ว่าจะให้มีต่อหรือไม่ให้มีต่อ เพราะอะไร แต่ที่นี้ด้วยความที่มันเป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมที่เกิดขึ้นจริง จึงมีผู้เสนอให้เกิดวิธีการมากกว่าแค่มานั้งถกกันเฉย ๆ สำหรับตรงส่วนนี้เดี๋ยวผมขอเสนอในความคิดเห็นถัดไปนะครับ
. สำหรับความคิดเห็นนี้ขอแสดง ความคิดเห็นต่อวิธีการนำเสนอของคุณ Kant และคุณ Phoenix สักหน่อยนะครับ งัยสะหวังว่าคุณทั้งคู่คงจะไม่เครียดนะครับพิจารณาดูนะครับผิดถูกอย่างไรขออภัยไว้ ณ ที่นี้ เริ่มจากคุณ Kant ก่อนอื่นผมยอมรับในความห้าวหาญที่กล้าแสดงความคิดของตัวเองออกมาอย่างชัดเจน เรียกว่ากล้าคิด กล้าทำเลยละครับ ผมไม่ค่อยจะเจอใครในกระทู้คณะแพทย์ ที่ชัดเจนในแนวความคิดของตนขนาดนี้นะครับ เรียกได้ว่าเป็นสีสันได้เป็นอย่างดีในกระดานอภิปรายเลยล่ะครับ แต่ที่นี้สำหรับเนื้อหาที่นำเสนอนั้นออกจะค่อน ข้างตึงไปหน่อยนะครับ บางที่อ่านแล้วเครียดครับ และก็เป็น Ideal ไปหน่อยในบางครั้ง ผมยังไม่เคยเจอคุณ Kant นำเสนอแบบอ่านสบาย ๆ เลยนะครับ อันนี้อาจจะเป็นบุคลิกเฉพาะตัวว่ากันไม่ได้ แต่สรุปคือ คุณมีความเป็นตัวเองดีนะครับ ส่วนคุณ Phoenix นี้ออกจะวิชาการจ๋าเลยล่ะครับ เหมืนพวกปรัชญาเมธีนะครับ แบบอ่านเยอะเลยเอาโน้นเอานี้มาผสมกันบางที่ก็ชัดเจนดี บางที่ก็ ก่ำกึง ๆ ผมไม่รู้ว่านี่เป็นลักษณะที่ว่าคุณ Phoenix เป็นอาจารย์ที่ต้องสอนหนังสือ น.ศ. ด้วยหรือป่าว วีธีการนำเสนอจึงลักษณะแนวทางนี้ ยอมรับครับว่าเป็นเหตุเป็นผลดี แต่มักจะออกไปในแนววิชาการและการหาข้อสรุปมากกว่าคุยกันสนุก ที่สำคัญผมว่าคำว่าอาจารย์มีแนวโน้มชี้นำมากพอควรเลยน่ะครับ หรือคุณคิดว่าอย่างไร
. ประเด็นหลักอาจจะอยู่ที่ วัตถุประสงค์ของแต่ละคนต่อกระดานอภิปรายนี้หรือป่าวครับ สำหรับผมกระดานนี้คือกระดานอภิปรายเพราะงั้น เราควรจะมีอิสระที่จะคิดที่จะนำเสนอ โดยวิธีการของแต่ละคน ไม่จำเป็นต้องมาขีดคั่นให้แต่ละคนต้องคิดอย่างเดียวกันหมดไปทุกอย่าง ทั้งนี้ก็อาจจะยกเว้นกรณีที่ sensitive ไว้บางแล้วแต่กรณีไป วัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ถ้าต้องการให้ นศ. รู้จักคิดผมว่า การมีสีสรรอื่น ๆ ในกระดานแห่งนี้คงจะดีกว่ามีแค่ขาวกับดำนะครับ เพราะยิ่งหลากหลายก็ยิ่งมีทางเลือกมากขึ้น ถ้าเชื่อในความสามารถของผู้ที่เข้ามาอ่าน แน่นอนคร้บ ปัจเจกบุคคลย่อมมีทางเลือกของตนเองออยู่แล้ว เพียงแต่เราคงต้องมีกรอบกติกาไว้บ้างเพื่อไม่ให้เกินเลย.


Posted by : Mercury , Date : 2003-04-29 , Time : 18:39:25 , From IP : 172.29.1.100

ความคิดเห็นที่ : 73


   ผมไม่เคยประกาศว่าผมเป็นอาจารย์เลยนะครับ เขาเรียกกันไปเอง เพียงแต่ผมไม่สนใจที่จะแก้เท่านั้นเอง ผมเรียนถามอาจารย์ท่านที่หลายๆคนเข้าใจว่าเป็นท่าน ท่านก็กรุณาบอกว่า OK นะครับ ว่าสนุกดี ผมก็ save ไป (อาจจะพิจารณาเปลี่ยน handle วันหลังหาก real identity เป็นที่รู้กันมากเกิน)

ผมคิดว่าตอนนี้สัสันของกระดานกำลังดีครับ ตอบตรงๆว่าผมมิได้รู้สึกเครียดแต่อย่างใดเลย อย่างที่ผมบอก เราอย่าอภิปรายโดย attach self value กับความเห็นของเรา ดังนั้นใครจะไม่เห็นด้วยหรือคิดว่าความเห็นผมผิดเลวทรามอย่างใดก็ OK นะครับ ผมอภิปรายด้วยความมันส์และสนุกสนานมากครับ มีหลายๆรูปแบบยิ่งดียิ่งมันครับ

ส่วน style ของผมนั้นก็ขอน้อมรับฟังครับ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผมชอบที่จะเปิดช่องให้ผู้อ่านคิดต่อเอาเองครับ ผมเชื่อในการปลุกระดมความคิด ไม่จำเป็นต้องเหมือนของผมหรอกนะครับ เลยมักจะทิ้งอะไรครึ่งๆกลางๆไว้เยอะ ส่วนจะออกดอกงอกผลอย่างไร ผมขอเฝ้าดูด้วยความตื่นเต้นเร้าใจครับ

ขอแซวคุณ Immanuel อีกสักนิด (ผมชอบแกมากเหมือนคุณ Mercury แหละครับ ก็เลยชอบหาเรื่องแย้งกับแกเล่นๆ) ผมไม่คิดว่า "ไร้สาระ" เป็นเรื่องเลวร้ายนะครับ ขณะที่บางทีไร้สาระเป็นเรื่องไม่ดี แต่หลายๆทีเราก็ค้นพบอารมณ์ขันจากความไร้สาระได้ และผมมั่นใจมากว่าอารมณ์ขันนี้เป็น gift ของมนุษยชาติเลยทีเดียว อาจจะไม่ใช่ของพวกอริยเจ้านะครับ (และอาจจะไม่ใช่ของพวก absolute moralist ด้วย แหะๆ) ตราบใดที่เรามีอารมณ์ขันอยู่ ชิวิตยังสดชื่นมีความหวังครับ



Posted by : Phoenix , Date : 2003-04-29 , Time : 18:54:43 , From IP : 172.29.3.160

ความคิดเห็นที่ : 74


   ครับ ผมยอมรับแล้วครับ ว่า ผมเป็นพวกที่ค่อนข้างชั่วร้ายพอตัว ยังต้องการโลกียสุขแบบชั่วครู่อยู่ และก็อย่างที่คุณว่าผมคงยังไม่สามารถละทิ้งกิเลส รัก โลภ โกรธ หลง ได้เลยอ่ะครับ เคยคิดอยู่เหมือนกันครับว่าถ้าได้ทุกอย่างตามที่ต้องการแล้ว จะทำอะไรต่อ ผมคิดว่า ทดแทนพระคุณพ่อแม่ ครอบครัวมีความสุขสำเร็จ ลูกๆโต มีการมีงาน ผมแก่ตัวลง คงค่อยหาสุขแบบโลกุตร

จากกระทู้ข้างบนชวนให้ผมตีความว่า คุณ Kant คงบรรลุแล้วซึ่งนิพพาน เรื่องจริยธรรม ศีลธรรม ความดี ความชั่วคงไม่ขอเถียงอีกต่อไป แหะๆ สู้ไม่ได้แล้วครับ ขอซูฮกๆ(ยอมแพ้แล้วคร้าบบบบ)


Posted by : โบทซึมุ , Date : 2003-04-29 , Time : 21:13:31 , From IP : 172.29.2.97

ความคิดเห็นที่ : 75


   โอ๊ยตาลาย เมื่อยมือว่ะ (ลากเมาส์)


แต่พี่ประทับใจนะ ประชุมเชียร์เนี่ย จบมาหกปี นึกถึงทีไร จำได้แม่น+ประทับใจ(เก็บแต่เรื่องดีๆไว้สิครับ)

ตอนวันแรก ตกใจ ไม่ชอบ ฯลฯ แต่ก้ผ่านมาได้ด้วยดี ไม่มีใครตายนี่นา
เอ้า เชิญเถียงกันต่อ ยังไงพี่ก็รัก คณะแพทย์ของเรา รัก มอ.มาตลอด


Posted by : นัท , Date : 2003-04-30 , Time : 18:21:29 , From IP : 203.113.71.166

ความคิดเห็นที่ : 76


   ประตูแรกของการเริ่มต้นให้ผู้อื่นฟังฟังเรา
ก็คือการรับฟังเขาก่อน.


Posted by : น้องก้อย , Date : 2003-04-30 , Time : 19:36:58 , From IP : 203.107.201.82

ความคิดเห็นที่ : 77


   ใครจะฟังหรือไม่ฟังเราไม่จำเป็นต้องสนใจ

จะสนใจหรือไม่เป็นสิทธิของเขา

เราพูดอะไรออกไปเราตรวจสอบเหตุผลด้วยตนเองได้

หากสิ่งที่เราพูดดีจริง และเขาปฏิบัติตาม เขาต้องได้รับผล

พระพุทธเจ้าทรงประกาศสัจธรรมได้เพราะการตรวจสอบตนเอง

เราทำหน้าที่ เพื่อหน้าที่ ไม่ใช่เพื่อใตร



Posted by : Immanuel Kant , Date : 2003-04-30 , Time : 21:44:49 , From IP : 172.29.2.171

ความคิดเห็นที่ : 78


   แล้วทำไมพวกเราต้องเชื่อคุณ
นอกจากจำขี้ปากปรัชญาเมธีมาพูดกับเอาพระพุทธเจ้ามาอ้าง


Posted by : คุณมันขี้โม้ , Date : 2003-04-30 , Time : 22:49:10 , From IP : 203.107.200.214

ความคิดเห็นที่ : 79


   ผมไม่ได้บังคับให้คุณเชื่อนะครับ ผมแค่เชิญชวน

คุณจะเชื่อหรือไม่คุณก็ไปตรวจสอบเอาเองได้

ถ้าไม่สมเหตุสมผลคุณก็ได้ต้องเชื่อ

มนุษย์มีเสรีภาพในการเลือกชีวิตตัวเองครับ




Posted by : Immanuel Kant , Date : 2003-04-30 , Time : 22:54:00 , From IP : 172.29.2.90

ความคิดเห็นที่ : 80


   You told don’t care anyone?I have read.
That ‘s why no body care you.

So you wrote on this webboard for what?
Everyone can read!


Posted by : Dr. john , Date : 2003-05-01 , Time : 00:44:49 , From IP : 203.107.200.109

ความคิดเห็นที่ : 81


   ถ้าผมจะกราบขอร้องอะไรสักอย่างแล้วมันทำให้ work ผมขออย่าให้มี personal attack บนกระดานแห่งนี้เลยครับ พวกเราสมาชิกสภากาแฟอุตส่าห์พยายามทำจนมันหายไปหลายเดือนแล้ว ขอให้มันเป็นถาวรเถอะครับ ขอร้องล่ะ



Posted by : Phoenix , Date : 2003-05-01 , Time : 01:31:19 , From IP : 172.29.3.214

ความคิดเห็นที่ : 82


   อ้าวเดี๋ยวจะไปกันใหญ่ กระจอง งอง กระจอง งอง... แม่เจ้าโว้ย คณะกรรมการประชุมเชียร์ คณะกรรมการสโมฯ มาฟังทางนี้เร้ววว ผมมี idea สนุก ๆ มาเสนออย่างเพิ่งเครียดกันไปก่อน เดียวจะแก่กันไปหมด.....

เอาล่ะไหน ๆ ก็เถียงกันมาเยอะแล้วลองอ่านวิธีการประชุมเชียร์และรับน้องหรือว่าจะชื่อใหม่อะไรก็ช่างล่ะครับ แบบใหม่ ๆ ดูมั้งนะครับ แล้วลองเอาไปดัดแปลงใช้กันดู เผื่อว่าจะมีประโยชน์นะครับ

ก่อนอื่นผมขอยกประเด็นที่เป็นปัญหาต่อการจัดกิจกรรมให้สัมฤทธิ์ผลก่อนนะครับ นั้นคือ 1. เวลาครับเรื่องนี้ นศ. บอกว่าเวลาน้อยไปจึงทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ แต่อาจารย์ทั้งหลายจะบอกว่า ไม่น่าจะทุ่มเวลาไปกับกิจกรรมพวกนี้เอาเวลาไปเรียนดีกว่า 2. งบประมาณ เรื่องนี้ก็เหมือนกันครับ มองคนละมุม นศ. มองว่างบประมาณที่ได้น้อยไป ไม่สามารถสร้างกิจกรรมใหม่ ๆ ได้เพราะไม่มีงบ แต่อาจารย์ก็มองประเด็นเดิมนะแหละครับ เอาไปทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์ดีกว่ามานั่งแหกปากตะคอกใส่กัน 3. ขาดแนวคิด อันนี้ก็ต้องยอมรับนะครับแค่เวลาเรียนก็จะแย่อยู่แล้วจะมาเอาอะไรกันอีก มี idea ก็เสนอมา งัยสะก็เอาแบบเดิมนี้แหละง่ายดี (ก็ไม่ทุกคนหรอกนะครับที่คิดแบบนี้ ผมแค่ยกตัวอย่าง 555) 4. กำลังคน กิจกรรมถือเป็นไม่เบื่อไม่เมามานานกับการเรียน เพราะหลายคนมองว่าทำกิจกรรมแล้วเสียเวลาเรียน ทั้งที่ถ้ารู้จักแบ่งเวลากลับจะยิ่งเป็นการสร้างประสบการณ์และบุคลิกที่ดีต่อไปในอนาคต อาจารย์หลาย ๆ ท่านก็ไม่ได้มองในประเด็นนี้จึงไม่มีแรงเสริม 5. การประสานงานทีดี เมื่อไม่มีกำลังคนไม่มีคนเห็นด้วย หรือคนที่คิดอะไรใหม่ ๆ ก็เลย กลายเป็นอะไรที่เดิม ๆ ทศวรรษแล้วทศวรรษเล่า ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ปัญหาทั้ง 5 ข้อเป็นตัวฉุดรั้งที่สำคัญทำให้วิธีการประชุมเชียร์และรับน้องที่มี ประเด็นหลักอยู่ที่การสอนน้องร้องเพลงเชียร์และสร้างความสามัคคีในหมู่คณะ รวมไปถึงการรู้จักและเคารพในความมีอวุโสอย่างมีเหตุผล ขาดการพัฒนาไปในแนวทางที่สร้างสรรค์ และ ณ ตรงนี้ผมช่วยได้เพียงข้อเดียวครับคือ ข้อ 3. แนวคิด คุณอาจจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้แต่เดียวผมจะ post เอาไว้ในความเห็นถัดไป..
ปัญหาอื่น ๆ เป็นเรื่องที่พวกคุณต้องจัดสรรและแก้ปัญหากันเอาเองนะครับ ผมเชื่อครับว่าไม่ยากเกินความพยายาม.... :-)


Posted by : Mercury , Date : 2003-05-01 , Time : 02:07:10 , From IP : 172.29.3.218

ความคิดเห็นที่ : 83


   ผมเริ่มง่วงแล้วล่ะครับ แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วเอาอีกสักหน่อยแล้วกันนะครับ

วิธีการที่ว่ามีดังนี้ครับ
ตามปกติเรามักจะใช้เวลาเย็น ๆ 2-3 ชม. ต่อวันหลังจากเรียนในการประชุมเชียร์และครื่งวันในวันหยุดเพื่อรับน้อง ผมขอเสนอเป็นกิจกรรมใหม่หนึ่งเดียงดังนี้นะครับ

ระยะเวลา เป็น 4-5 วันเต็มก่อนเปิดเทอม โดยส่งจดหมายแจ้งให้ นศ.ใหม่แต่ล่ะท่านทราบว่าจะมีกิจกรรมปฐมนิเทศก่อนเปิดเรียนให้มารายงานตัวก่อนเวลาประมาณ 5 วัน (ยากสักหน่อยนะครับแต่ก็จำเป็นครับ ถ้าไม่อยากให้เครียดตอนเปิดเรียนแล้ว)

สถานที่ หอพักนักศึกษา มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล เมืองหาดใหญ่ และสงขลา

ผู้เข้าร่วมกิจกรรม รุ่นพี่ทราบว่าปีนี้ med 29 ใช่มั้ยครับ และ freshy ร่วมถึง staff จากชั้นปีอื่น ๆ ที่พร้อมจะร่วมแจม

ลักษณะกิจกรรม
แบ่งน้องออกเป็นกลุ่ม ๆ ล่ะไม่เกิน 20 คน โดยมีพี่เลี้ยงประจำกลุ่มเป็นรุ่นพี่ชั้นปีละ 1คน แต่ไม่เกิน 3 คนต่อกลุ่ม มีหน้าที่ให้คำปรึกษา คำแนะนำ ตลอดจนช่วยประสานงาน และประพฤติตนเป็นตัวอย่างทีดี (ไม่มีสิทธิ์ชี้นำ) จัดให้น้องแต่ละกลุ่มเลือกหัวหน้ากลุ่ม รองหัวหน้า เลขา ภายหลังจากกิจกรรมทำความรู้จักกันแล้วประมาณ ครึ่งวัน จุดประสงค์ของกลุ่มเพื่อสร้างการรู้จักเคารพในความคิดเห็นของผู้อื่น ภาวะผู้นำ และการรู้จักแสดงความคิดเห็น และการทำความรู้จักสามัคคี กรณีต้องการให้เกิดการทำความรู้จักกับกลุ่มอื่น ๆ จะใช้วิธีการทำกิจกรรมแบบไขว้ เช่นบางกิจกรรมจะจัดให้มี 2 กลุ่มที่ต้องทำด้วยกันเป็นประจำ โดยจะมีลักษณะกิจกรรมแบบนี้หลาย ๆ กิจกรรมเพื่อให้เกิดการ cross ข้ามกลุ่มให้รู้จักกันทั้งหมด ทั้งนี้แต่ละกลุ่มจะมีชื่อเพลงเชียร์หลัก ๆ เป็นชื่อกลุ่มและเนื้อร้องเป็นเพลงประจำกลุ่มที่ทุกคนต้องใช้แทนตัว (สร้างแรงจูงใจในการร้องเพลง) ทุกครั้งที่มีการ cross กลุ่มหน้าที่ที่ต้องทำคือการแนะนำตัวเองให้อีกฝ่ายรู้จัก และร้องเพลงกลุ่มให้อีกฝ่ายฟัง กิจกรรมเสริมที่ใช้สลายพฤติกรรม, เพิ่มความสนิทสนมและเตรียมความพร้อมคือกิจกรรมสันทนาการทุกชม. เบรค

ตัวอย่างกิจกรรมในแต่ละวัน

ตื่นเช้า ออกกำลังกาย โดยจะให้แต่ละกลุ่มรับผิดชอบในการเป็นผู้นำสลับกันไปทุก ๆ เช้า (ฝึกการกล้าแสดงออก ความสามัคคี ความสนุกสนานและความคิดสร้างสรรค์)ทำภาระกิจส่วนตัว ทานอาหารเช้า เสร็จแล้ว ฟังวิทยากรพิเศษพูดคุย (อาจเป็นอาจารย์ในคณะ) เกียวกับหัวข้อที่น่าสนใจ และมีประโยชน์ต่อการเตรียมตัวในการเรียนหรือสร้างทัศนคติที่ตีต่อการเป็นแพทย์ เช่นหัวข้อ "บทบาทของแพทย์กับชุมชน" ประมาณ 1 ชม.แล้วเบรคทำกิจกรรมสันทนาการ(สลายพฤติกรรม)และให้พักหลังจากนั้นให้เวลาสมาชิกของแต่ละกลุ่มหรืออาจมีการ cross กลุ่มเพื่ออภิปรายหาแนวคิดและข้อสรุปของกลุ่มเพื่อนำเสนอในเป็นเวลา 1 ชม. เมื่อหมดเวลาให้ส่งตัวแทนนำเสนอแนวความคิดของแต่ละกลุ่ม พักเที่ยง

ตอนบ่ายเป็นช่วงดูงานให้พี่เลี้ยงจัดน้องออกเป็นสาย ไปเยี่ยมชมงานภายในโรงพยาบาลในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้แต่ละกลุ่มได้ดูงานสลับกันไปแบบงูกินาง อาจใช้วิธีการ croos กลุ่มอีกก็ได้เพื่อสร้างความสนิทสนมเพิ่มขึ้น ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. หลักจากนั้นก็ให้มา เตรียมความพร้อมด้วยกิจกรรมสันทนาการ ก่อนจะ brain storm อีกครั้ง เพื่อนำเสนอว่าหน่วยงานนั้น ๆ มีความจำเป็นอย่างไร มีอะไรที่อย่างให้เป็นหรือมีอะไรที่คิดว่าขาดไป เสร็จแล้วแยกย้ายไปทำภาระกิจส่วนตัว และรับประทานอาหารเย็น

ช่วงเย็นถึงค่ำเป็นการสอนร้องเพลงเชียร์เป็นหลักตั้งแต่ 1 ทุ่มถึง 3 ทุ่ม หลังจากนั้นก็สันทนาการทิ้งทวน ก่อนนอนมีกิจกรรมที่ต้องการความร่วมมือของทุกคนอีกครั้งนั้นคือ จัดให้น้อง 2 กลุ่มได้แจมกิจกรรมเขียนข่าวรายงาน สรุป สถานการณ์ประจำวันให้จัดทำคอลัมน์พาดหัวข่าวเป็นเรื่องราวในแต่ละวันทั้งสาระ แซว จิปาถะ ฯลฯ ตามแต่ idea ที่จะคิดกันได้ ใช้เวลา ไม่เกิน 1 ชม.ครึ่ง (จุดประสงค์เพื่อผึกทักษะในการนำเสนอ ทักษะในการเขียนและเรียบเรียง) ผลงานที่เสร็จแล้วให้พี่เลี้ยงนำไปติดยังที่ผู้ร่วมกิจกรรมทุกคนเห็นชัด ว่าง ๆ จะได้มาอ่านกันสนุก ๆ
เวลาที่เหลือให้ทำธุระส่วนตัว และทุกคนต้องนอนก่อน 11.00 น. ส่วนพี่เลี้ยงให้ใช้เวลาก่อนนอนประชุมสรุปสถานการณ์ในแต่ละวันสรุปความสำเร็จกิจกรรมที่ได้ และเตรียมการกิจกรรมในวันถัดไป

กิจกรรมจะคล้ายกันไปทุกวันแต่หัวข้อและสถานที่ดูงานจะแตกต่างกันไปตามแต่โอกาสและความเหมาะสมรวมถึงอาจจะสลับให้มี Walk Rally แทนการอภิปรายก็ได้ และในวันสุดท้ายจะมี กิจกรรมพิเศษ เช่นการแสดงให้แต่ละกลุ่มได้นำเสนอกัน โดยจะขั้นด้วยความเป็นที่สุด ดึก ๆ อาจจะตบท้ายด้วยการ บายศรีสู่ขวัญน้อง ๆ เพื่อตอนรับสู่ความเป็นลูกพระบิดาอย่างเต็มตัว....

ข้อสำคัญครับงานนี้พี่ ๆ ทุกคนที่เป็นทีมงานและพี่เลี้ยงจะต้องเข้าใจวัตถุประสงค์และเข้าใจในตัวกิจกรรมทุก ๆ อันด้วยนะครับ.... ไม่งั้นจะตะกุกตะกักได้เรื่องล่ะครับ อ้อขอให้มีรุ่นน้อง med 30 มาเรียนรู้งานด้วยจะดีมากครับเผื่อปีหน้าจะได้ทำให้ดียิ่ง ๆ ขึ้น

เอาละครับผมก็มี idea ประมาณนี้ล่ะครับ สนใจก็เอาไปปรับปรุงใช้ดูนะครับ






Posted by : Mercury , Date : 2003-05-01 , Time : 03:34:34 , From IP : 172.29.3.206

ความคิดเห็นที่ : 84


   ประเด็นแรกเห็นด้วยว่าหาก "สามารถ" จัดเป็นช่วงก่อนเปิดเทอมได้จะมีประโยชน์หลายอย่างและแก้ปัญหาบางประการออกไปได้พร้อมๆกัน นั่นคือ
...ไม่รบกวนเวลาเรียน
...เป็นกิจกรรมต่อเนื่อง (ไม่ sporadic กระปริบกระปรอย)
...เวลาที่นานและต่อเนื่องทำให้สามารถจัดรูปแบบกิจกรรมให้บรรลุเป้าหมายได้ง่ายกว่า (การเปลี่ยนแปลงหรือ adjustment พฤติกรรมนั้นต้องค่อยๆก่อรูปและพัฒนาครับ ไม่ใช่ install and reboot จบ)
...น้องไม่มีเรื่องอื่นที่จะ focus (เรียน) ก็จะสามารถ take อะไรๆที่พี่จะให้ได้มากกว่า
...รุ่นพี่ไม่ต้องเหนื่อยนาน (chronic exhaustion) เป็น one session service (แต่ใครจะ take care น้องคนไหนต่อเป็นพิเศษก็แล้วแต่ครับ)

ประเด็นที่สอง กิจกรรมที่คุณ Mercury เสนอมาน่าสนใจทั้งนั้นเลยนะครับ น้องแค่ไปศึกษาเพิ่มเติมอีกนิดว่า อะไรคือ "สลายพฤติกรรม"อะไรคือ "Walk Rally" และทำไปเพื่ออะไร ให้เข้าใจหลักการและเหตุผลก่อนสักหน่อยนึง อันนี้เพื่อความ flexibility นะครับ ถ้าน้องเข้าใจว่าทำไปทำไม เพื่ออะไร น้องจะสามารถดัดแปลงให้เหมาะกับสถานการณ์และทรัพยากรได้ดีขึ้นทุกๆครั้งโดยตัวน้องเอง

ประเด็นที่สาม น้องๆช่วยกัน list objective ของการจัดงานนี้ครับเป็นหางว่าว ทั้งสำหรับรุ่นน้อง รุ่นพี่ และสถาบัน เสร็จแล้วช่วยกันจัด priority ของวัตถุประสงค์ และหาวิธีการประเมินวัตถุประสงค์นั้นๆ (เน้น....ประเมิน "วัตถุประสงค์" ไม่ใช่ประเมินพฤติกรรม)

มาถึงจุดนี้ผมเชื่อว่าคณะทีมงานผู้จัดงานรับน้องน่าจะได้ข้อมูลเยอะทีเดียว พี่ๆจะดีใจมากหากน้องรับฟังและนำไปดัดแปลงแก้ไขแล้วกลับมาเล่าสู่กันฟัง หรือมีอะไรจะถามก็โยนเข้ามา จะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นครับ ผลงานนี้จะเป็น "ครั้งหนึ่งในชีวิต" ที่เราสามารุมองย้อนกลับมาอย่างภาคภูมิใจว่าเราเคยมีส่วนในกิจกรรมที่สร้างความประทับใจให้คนกลุ่มหนึ่งมาแล้ว หลายๆครั้งที่กิจกรรมนั้นจะมีผลทางจิตใจและพฤติกรรมไปนานเท่านาน ถ้าเราทำทุกวิถีทางที่จะหลีกเลี่ยงการโกรธเกลียด ผิดหวังของรุ่นน้อง ก็ OK แล้วครับ ขอให้ทำด้วยความตั้งใจจริงๆก็แล้วกัน





Posted by : Phoenix , Date : 2003-05-01 , Time : 10:41:47 , From IP : 172.29.3.160

ความคิดเห็นที่ : 85


   ผมเห็นด้วยกับที่ท่านเสนอมาทุกประการครับ หากมีอาจารย์หรือร่นพี่มารับไปก็จะเป็นความดีอย่างยิ่ง

ผมอยากนำโครงการนี้ไปเสนออาจารย์กันยิกาจังเลยครับ




Posted by : Immanuel Kant , Date : 2003-05-01 , Time : 11:37:07 , From IP : 172.29.2.147

ความคิดเห็นที่ : 86


    ผมเห็นด้วยกับความเห็นของ Immanuel Kant และคุณ Phoenix ครับ ผมคิดว่ารุ่นพี่ที่อยากทำงานเชียร์น่าจะเข้ามาศึกษาดูนะครับ อาจจะทำให้ได้ความคิดใหม่ๆมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเราจะใช้ชื่อโครงการว่าอะไร สิ่งสำคัญคือวัตถุประสงค์ของกิจกรรมครับ แม้เราจะเปลี่ยนชื่อไปกี่โครงการก็ตาม แต่ถ้าวัตถุประสงค์เหมือนเดิมหรือรูปแบบกิจกรรมยังเหมือนเดิมก็ไม่แน่ใจว่าจะเกิดประโยชน์มากขึ้นหรือเปล่าครับ ผมคิดว่าการจัดกิจกรรมก่อนเปิดเทอมคงไม่ได้ครับเนื่องจากนักศึกษาใหม่ต้องเข้าร่วมกิจกรรมปฐมนิเทศน์ของมหาวิทยาลัยครับ ผมคิดว่าคุณ Kant อาจมองโลกไม่ดีไปซักนิดครับ ผมไม่ได้คิดว่าระบบว๊ากจะดีหรือไม่หรอกครับ แต่อย่าลืมว่าสมัยหนึ่งเรานำมาใช้ในระบบทหาร อาจเป็นเพราะว่าการใช้อำนาจอาจควบคุมคนกลุ่มากได้ดีกว่ามั้งครับ แต่ปัจจุบันโลกเราได้มีการเปลี่ยนแปลงไปมากมาย อีกทั้งการใช้ระบบว๊ากมักถูกใช้ร่วมกับอารมณ์ของ staff เชียร์บางคนจึงอาจส่งผลให้ระบบนี้มีจุดด้อย ผมมีข้อเสนอว่าทุกๆคนที่อยู่ในห้องเชียร์น่าจะใช้กติกาเดียวกันนะครับ ผมมองถึงการฝึกหรือการพัฒนาสิ่งต่างๆทั้งของรุ่นน้องและรุ่นพี่ครับ ถ้าเราต้องการให้น้องทำอย่างไรเราก็ต้องทำด้วยกันครับ ผมคิดว่ามีหลายวิธีที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์เดียวกันแต่ขึ้นอยู่กับเทคนิคหรือกลยุทธที่เราจะเลือกใช้ซึ่งอาจแตกต่างกันในแต่ละสถานการณ์ครับ

Posted by : free bird , Date : 2003-05-01 , Time : 14:08:36 , From IP : 172.29.1.195

ความคิดเห็นที่ : 87


   เอ...ที่คุณmercuryเสนอนี่คล้ายๆเข้าค่ายลูกเสือเลยแฮะ อืมคิดถึงตอนเด็กๆจัง

Posted by : Epoo , Date : 2003-05-01 , Time : 14:34:22 , From IP : 203.157.14.247

ความคิดเห็นที่ : 88


   มีบ้างอย่างที่คล้าย แต่ก็ต่างอย่างมากในเรื่องกิจกรรมที่ใช้นะครับ ค่ายลูกเสือนี่ผมก็ชอบครับสนุกดี ได้เดินทางไกลด้วย เรียนผูกเงื่อน เข้าฐานแหมมันส์อย่าบอกใครครับ เรื่องกิจกรรมที่ผมเสนอมานั้น ถ้ามีข้อสงสัยก็ post เข้ามาถามได้เลยนะครับจะตอบให้ มีน้อยคนครับที่จะกล้าฉีกกรอบของระบบเดิม ๆ แต่ถ้ารุ่นคุณทำได้ก็คงจะต้องเก็บไว้เป็นประวัติศาสตร์ไปอีกนานครับ และผมเชื่อว่าปัญหาทุกอย่างแก้ไขได้ครับ ถ้ากล้าที่จะเผชิญ ลองดูนะครับจะเป็นกำลังใจให้.... :-)

Posted by : Mercury , Date : 2003-05-01 , Time : 15:33:51 , From IP : 172.29.1.100

ความคิดเห็นที่ : 89


   ไม่จำเป็นต้องเอาน้องไปเข้าค่ายกักกันค้างคืนหลายๆคืน บางคนชอบ บางคนไม่ชอบ จัดในช่วงกลางวันก็พอแล้ว ควรเป็นความสมัครใจ ไม่ใช่บังคับ ขอเตอนว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุหรึอ น้องเสียชีวิต ใครจะรับผิดชอบ คงถูกพ่อแม่เขาฟัองร้องติดคุกแน่นอน

Posted by : เปาบุ้นจิ้น , Date : 2003-05-01 , Time : 16:39:21 , From IP : 172.29.3.111

ความคิดเห็นที่ : 90


   Work ครับ ส่วนตัวผมรู้สึกว่า ดีมากๆจริงๆ แต่...
อาจารย์จะจัดให้รึเปล่านั้น ...น่าคิด
ผู้จัดทำจะคิดยังไง ไม่ต้องมี ว๊ากเกอร์ ...น่าคิด
น้องๆที่อยู่ไกลๆ เช่น ภาคเหนือ หรือ อิสานจะทำอย่างไร จะมาไหม ...น่าคิด
สนับสนุนให้ทำเลยครับ อยากเห็นมากๆเลย ว้าววววว
ขอบคุณ คุณ Mercury ที่ช่วยหาทางออกให้กับกระทู้นี้ครับ


Posted by : โบทซึมุ , Date : 2003-05-01 , Time : 18:15:46 , From IP : 172.29.2.97

ความคิดเห็นที่ : 91


   หลังจากอ่านไปตั้งมากมายก็รู้สึกว่าความคิืดตัวเองอาจเป็นเพียงมุมเล็ก ๆ ที่อาจซ้ำกับความคิดของพี่ อาจารย์หรือเพื่อนบางคนแต่ก็อยากบอกว่า กิจกรรมประชุมเชียร์ทำให้เราสนิทกันรักกันมากขึ้นในรุ่นจริง ๆ ตามทัศนะของดิฉันคิดว่า คนเราถ้าหากว่าไม่ได้รับความลำบากหรือความทุกข์ร่วมกันจะไม่ทำให้เรารู้จักคำว่าความรัก ความสามัคคี ขอบคุณที่กรุณาอ่านคะ

Posted by : มุมมองเล็ก ๆ , Date : 2003-05-01 , Time : 21:07:45 , From IP : dial-7.ras-1.nwt.s.c

ความคิดเห็นที่ : 92


   เห็นด้วยกับที่ว่าเด็กภาคอื่นเดินทางมาร่วมด้วยลำบากนะครับแถมถ้าเกิดไม่บังคับอาจไม่มีเด็กจาภาคอื่นมาเลยก็ได้ครับ ต่อไปเด็กพวกนี้ก็เข้ากับเพื่อนยากอีกเนื่องจากไม่ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน คณะเราอาจแตกเป็นพวกๆให้เห็นอย่าชัดเจนก็ได้นะครับ
ปล.อีกนิดเดียวเองเอาให้ถึงร้อยเลยนะ(นี่เป็นrep92)5555


Posted by : Epoo , Date : 2003-05-01 , Time : 21:19:32 , From IP : 202.133.176.218

ความคิดเห็นที่ : 93


   ความทุกข์ร่วมกันนั้นเราต้องให้เขารู้ด้วยนะครับว่าเขาทุกข์ไปเพื่ออะไร เพื่อประโยชน์และความดีงาม หรือเพื่อความสนุกสนานของรุ่นพี่

ผมก็เห็นด้วยที่จะให้เขามีความลำบากบ้างจึงจะได้มีโอกาสเข้าใจตนเอง

แต่ต้องลำบากเพื่อประโยชน์และเต็มสำนึกในความดีงาม



Posted by : Immanuel Kant , Date : 2003-05-01 , Time : 21:47:01 , From IP : 172.29.2.97

ความคิดเห็นที่ : 94


   " สิ่งที่น่าเกลียดที่สุด คือการพยายามทำตนให้ดูน่ารัก"

-พุทธทาสภิกขุ




Posted by : Immanuel Kant , Date : 2003-05-01 , Time : 22:49:32 , From IP : 172.29.2.97

ความคิดเห็นที่ : 95


   กิจกรรมนี้ ผมว่าจัดตอนไหนก็ได้ครับ เพราะว่าเป็นกิจกรรมที่ดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเป็นตอนที่รับน้อง หรือก่อนเปิดเรียน อย่างที่คุณ mercury เสนอครับ

ผมชอบอย่างที่คุณ Phoenix เคยกล่าวเอาไว้ว่า การรับน้อง การประชุมเชียร์ คือการแนะนำ สถานที่ รุ่นพี่ การเรียน การปฏิบัติตัวมากกว่าครับ กิจกรรที่คุณ mercury เสนอมานั้นก็ครอบคลุมได้เป็นบางส่วนครับ แต่ว่า....ไม่ทั้งหมด

บางทีกิจกรรมรับน้องนี่อาจจะมีเพียงแค่ไม่กี่ประเทศก็ได้นะครับ อันนี้ผมไม่ทราบได้(อาจจะต้องไปหาข้อมูลเพิ่ม) ผมคิดว่าที่อเมริกาคงไม่มี ดังนั้นเมื่อเรามองจริงๆ ผมคิดว่ากิจกรรมรับน้อง ไม่มีความสำคัญใดๆ เลยก็ได้ เพราะเราสามารถทำกิจกรรมอย่างอื่นทดแทนได้ทุกอย่าง

ถ้าเรายกเลิกสงกรานต์ เราสามารถหาวันไหนก็ได้ที่จะสาดน้ำ
ถ้าเรายกเลิกลอยกระทง เราสามารถหาวันไหนก็ได้ที่จะลอยกระทง


Posted by : เหอๆๆ , Date : 2003-05-02 , Time : 02:52:34 , From IP : 172.29.2.82

ความคิดเห็นที่ : 96


   เรื่องที่ผมเสนอให้จัดก่อนวันเปิดเทอมนั้นผมว่า คุณ Phoenix ได้ให้เหตุผลที่ดีประกอบเอาไว้แล้วในความคิดเห็นล่าสุดของเค้านะครับ ว่าทำไมจึงต้องเลือกเวลาก่อนเปิดเทอม ร่วมถึง ทำไมต้องใช้เวลาที่ต่อเนื่องหลายวัน แต่เรื่องนี้ยอมรับถึงความยากลำบากละครับว่า ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่จะให้ทุกคนมา แต่ถ้าได้มีการออกหนังสือที่เป็นทางการบอกวัตถุประสงค์ที่เด่นชัดไปเลยว่ากิจกรรมนี้ทำไป เพื่ออะไรและดีอย่างไรนั้นแหละครับก็เป็นอีกเรื่องนึ่ง การจะได้รับความร่วมมือหรือไม่ก็ถึอเป็นสิทธิของผู้ปกครองแต่ละท่านนะครับที่จะเล่งเห็นประโยชน์ที่จะได้รับ เพราะในที่สุด นศ. ทุกคนก็ต้องมาใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยโดยไม่มีผู้ปกครองมาคอย take care อยู่ตลอดเวลานี่ครับ

การได้มาทำความเข้าใจและการได้รับความรู้สึกอบอุ่นที่มีพี่ ๆ ค่อยให้คำแนะนำและคำปรึกษาตั้งแต่ต้น ผมว่ามันคงดีกว่าที่จะมาเริ่มชีวิตในมหาวิทยาลัยโดยที่ไม่รู้จักใครเลยจริงมั้ยครับ ประโยชน์เหล่านี้ก็ย่อมตกแกพวกเชาเองแหละครับ

ส่วนในเรื่องตัวกิจกรรมนั้นเท่าที่ผมเสนอไปเป็นแค่ตัวอย่างครับ จะครอบคลุมวัตถุประสงค์ทั้งหมดหรือไม่นั้นมันก็อยู่ที่พวกคุณจะสอดแทรกเพิ่มเติมเข้าไปอีก แต่แน่นอนครับระบบนี้ พี่ว้ากจะไม่ใช่ Hero อีกต่อไป แต่พี่เลี้ยงจะเข้ามามีบทบาทแทน และด้วยวิธีการที่ตรงกันข้ามคือ ใช้ความเมตตา กรุณา ความเคารพในความคิดของกันและกันและการช่วยเหลือพึ่งพาอาศัย เพื่อก่อให้เกิดความรู้สึกที่ประทับใจและรักในส่วนรวม แทนการใช้เสียงที่เกรี้ยวกราดและการลงโทษ มาบีบคั่นความรู้สึกให้เกิดความต้องการหาที่พึ่งและเกาะกลุ่มกัน แบบนี้มันจะไม่ยืนยาวนะครับ เพราะไม่ได้เป็นความรู้สึกจากการเห็นคุณค่าด้วยตัวเอง ความรู้สึกรักที่เกิดจากภาวะบีบคั่นชั่วขณะมันเป็น short term นะครับ แต่ความรักที่เกิดจากการได้ร่วมมือทำกิจกรรมอย่างจริงจังจนเกิดผลแห่งความสำเร็จนั้นมันจะเป็น long term กว่านะครับ

เรื่องความปลอดภัยนั้น ผมไม่ได้ใส่นโยบาย ให้มีกิจกรรมลงโทษ หรือกิจกรรมใด ๆ ที่จะบีบคั่นความรู้สึกและอารมณ์จนเป็นหตุให้ต้องร้องไห้ เครียดจนเป็นลมเลยนะครับ มีที่หนักสุดเห็นจะเป็นออกกำลังตอนเช้า ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่าจะเป็นอันตรายตรงไหน ส่วนกิจกรรมกลางวันก็มีแต่ เสวนา อภิปราย brain storm, present, สันทนาการ, walk rally, talent show ซื่งล้วนแต่เป็นกิจกรรมที่ต้องการใช้สมองของทีมมาร่วมกันคิดร่วมกันทำเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทั้งนั้น แต่ผมก็ไม่ปฏิเสธนะครับว่าการป้องกันไว้ดีกว่ามาแก้ที่หลัง นั้นก็คือเราต้องให้พี่เลี้ยง ร่วมถึง staff ส่วนอื่น ๆ ทำงานกันอย่างเต็มความสามารถ ดูแลน้องในเรื่องสวัสดิภาพและความปลอดภัยเป็นอย่างดี หรืออาจจะมีประกันอุบัติเหตุเป็นรายหัวไปเลยก็แล้วแต่จะจัดการนะครับ อ้อให้ดีมีใบอนุญาติจากผู้ปกครองด้วยก็ดีนะครับจะได้สบายใจกันถ้วนหน้า



Posted by : Mercury , Date : 2003-05-02 , Time : 11:44:14 , From IP : 172.29.1.100

ความคิดเห็นที่ : 97


   ตั้งแต่มีกระดานใหม่อะไรๆมันเปลี่ยนไป
ผมไม่ชอบเลย
เวลามีคนจะcommentกันก็จะมีคนมาห้าม
มันจืดๆแห้งและไม่มีจิตวิญญาน ผมคงบ้าอยู่คนเดียว
ปากก็บอกว่าทุกคนมีอิสระไม่บังคับแต่
ที่จริงใช่หลักการจิตวิทยาชั้นสูงมาล้างสมอง
ให้คนที่ทำไม่เหมือนตัวดูเป็นคนผิด
ใครเบื่อก็ทนไม่ได้เลิกเล่นไป
คนที่อยู่ก็มองไปทางเดียวกันไม่มีความแตกต่าง
แต่เค้าก็บอกว่าที่นี่ไม่ใช่ของเค้า
ผมกลับไม่รู้สึกเช่นนั้น
ที่เขียนๆอยู่ก็หนาวสันหลังว่าเค้าจะมาตอบแก้
คอยบงการให้บอร์ดเป็นไปตามใจอยากของตนเอง
อย่างนิ่มนวล เผอิญผมไม่ใช่คนเชื่องๆทึ่ชอบนำเย็นๆก็ตายใจ
ผมชอบให้มีการว๊ากครับ
มันอินกินลึกส่าแก่ใจดีเหลือเกิน
ผมเชื่อว่าถ้าทุกคนไม่ผ่านการว๊ากมากระทุ้นี่คงไม่ทะลุหลักร้อยได้แน่

แต่หลังจากกระทู้นี่ไปอีกสักสองสามกระทู้ผมคงกลายเป็นคนไม่น่าเชื่อถือ
และเป็นคนผิดตามเกมส์ของเค้า


Posted by : ไม่ต้องจดจำหรอกครับ , Date : 2003-05-02 , Time : 11:49:51 , From IP : 202.28.80.4

ความคิดเห็นที่ : 98


   ถ้าคุณจะหมายถึงอาจารย์Phoenix ผมไม่เห็นด้วยครับ

คุณเชื่อว่าเหตุผลมีจริงหรือเปล่าครับ นี่เป็นคำถามเบื้องต้นที่สุด

ถ้าคุณเชื่อ ทุกความเห็นก็อาจสัมพันธ์กันได้ด้วยเหตุผล

และแย้งกันได้ด้วยเหตุผล

ไม่มีจิตวิทยาใดจะครอบงำทุกคนได้ตลอดกาลหรอกครับ

ความจริงคือสิ่งที่ทนการพิสูจน์ด้วยเหตุผล

ผมเชื่อว่าการว๊ากมีผลทำให้คนโง่ขึ้น และสร้างสรรค์น้อยลงครับ มันเป็นความเชื่อของผม



Posted by : Immanuel Kant , Date : 2003-05-02 , Time : 12:29:57 , From IP : 172.29.2.112

ความคิดเห็นที่ : 99


   ผมบงการหรือไม่อันนี้ไม่ทราบครับ เพราะผมไม่เคยบังคับหรือขู่ตะคอกใครให้เชื่ออย่างที่ผมคิด แต่ถ้าสิ่งที่ผมนำเสนอมีเหตุผล มีหลักการและแนวทางที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินการประชุมเชียร์และรับน้องนั้นผมก็ยินดีด้วยครับ

ผมมั่นใจว่าหลาย ๆ ท่านที่มาแสดงความคิดเห็น ไม่ได้รับประโยชน์อันใดเลย และผมก็มั่นใจว่าแต่ละคนก็มีจุดยืนของตัวเองพอที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อ มันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะไปล้างสมองใครอย่างที่คุณบอกน่ะครับ

กิจกรรมที่ผมเสนอแม้อาจจะยังไม่ดีพร้อม แต่ก็ เป็นการกลั่นกรองนเอาเฉพาะหลักการของหลาย ๆ กิจกรรมมาร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์ตามวัตถุประสงค์น่ะครับ ผมไม่ใคร่จะชอบอะไรที่ส่าแก่ใจเพียงฝ่ายเดียวอย่างที่คุณบอกสักเท่าไหร่นะครับ เพราะกิจกรรมทั้งที่โหดและใช้สมองที่ผมเคยผ่านมานั้น พอจะช่วยให้ผมแยกแยะได้ว่าแต่ละแนวทางนั้น มันให้แนวคิด ความรู้สึกที่หลงเหลือและประโยชน์อันใดกับผมบ้าง กิจกรรมนี้จึงเป็นเพียงการนำเสนอ เพื่อให้เป็นอีกทางเลือกสำหรับน้อง ๆ นะครับ จะนำไปใช้หรืออย่างไรก็สุดแท้แต่พวกเค้าล่ะครับ


Posted by : Mercury , Date : 2003-05-02 , Time : 12:44:07 , From IP : 172.29.1.100

ความคิดเห็นที่ : 100


   กิจกรรมที่ดี ไม่ต้องบังคับก็มีคนมาร่วม ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการบังคับ คุณ mercury คงเป็นนักทำกิจกรรม แต่อย่าลึมว่าคนเราชอบอะไรไม่เหมึอนกัน การอยู่ลำบากร่วมกัน ไม่ได้ทำให้คนเรารักกันเสมอไป มันมีปัจจัยอย่างอึ่นอีกมากมายที่จะทำให้คนเรารักกัน ทหารที่เรียนรุ่นเดียวกัน ออกรบมาด้วยกัน ในปัจจุบันยังโกรธและทะเลาะไม่มองหน้ากัน ก็มีตัวอย่างให้เห็นในสังคมไทยมากมาย อย่านำข้ออ้างเหล่านี้ มาใช้เพียงเพื่อให้ดูดี เหมือนอย่างสังคมในปัจจุบันนี้ และเพียงเพื่อให้ได้จัดงานตามรูปแบบที่ตัวเองชอบเท่านั้น การประกันชีวิตให้น้อง ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเลย ถ้าน้องบาดเจ็บหรือตาย คุณจะเอาอะไร มาทดแทนให้พ่อแม่ของเขา นอกจากเอ่ยคำว่าเสียใจ

Posted by : เปาบุ้นจิ้น , Date : 2003-05-02 , Time : 13:09:38 , From IP : 172.29.3.111

ความคิดเห็นที่ : 101


   อันดับหนึ่งคือ ไม่เห็นด้วยกับการบังคับจิตใจ ครับ

ที่คุณ Epoo เกรงว่าขาดกิจกรรมนี้ไปจะทำให้เข้าพวกไม่ได้ ผมว่าเรามีเด็กขาดกิจกรรมรับน้องกันทุกปีหรือเปล่า? หลังจากนั้นเด็กพวกนี้เป็นยังไงบ้างครับ? ไม่เข้าพวก หรือดูแปลกมนุษย์ไปหรือไม่?

เด็กพวกนี้เป็น in-training บัณฑิตครับ และข้อสำคัญคือรุ่นพี่ที่จัดงานนี้ก้เป็น in-training บัณฑิตเช่นกัน ผมคาดว่าแต่ละคนคงจะมี image ของบัณฑิตแตกต่างกันบ้าง แต่ที่ common น่าจะเป็น ความรู้ การแสดงออก (กายวาจาใจ) และความรับผิดชอบต่อสังคม สามประการนี้เป็น evidence ของคนได้รับการศึกษาที่ถูกต้อง รุ่นพี่ที่รับผิดชอบงานอยากจะให้น้องเห็นว่าเรียนที่นี่มาสามสี่ปีมีพัฒนาการในสามประการนั้นอย่างไรบ้างก็แสดงออกมา อยากให้ show ว่าปรัชญาการเป็นแพทย์ในอนาคตที่ได้เรียนมาในสายตาของรุ่นพี่คืออะไรก็แนะนำน้องออกมา อยากให้มีความประทับใจในสถาบันนี้อย่างไรก็แสดงกันออกมาครับ อยากจะให้น้องสนุกสนาน เคารพนับถือรุ่นพี่ในอนาคตอย่างไร First Impression ก็งานนี้แหละครับ พวกเราหลายคนในที่นี้ไม่ได้มีสิทธิ์ VETO อะไร คณะกรรมการต่างหากที่เป็นคนตัดสิน





Posted by : Phoenix , Date : 2003-05-02 , Time : 13:34:05 , From IP : 203.107.207.62

ความคิดเห็นที่ : 102


   ใช่ครับตอนนี้คณะกรรมการก็เริ่มทำงานไปบ้างแล้วครับ แต่ไม่รู้ว่าจะออกมาในรูปแบบใด เห็นว่าน่าจะคล้ายปีที่แล้วมั้ง?

Posted by : 000 , Date : 2003-05-02 , Time : 14:10:15 , From IP : 172.29.2.178

ความคิดเห็นที่ : 103


   คุณนกไฟครับ
คือที่ผมโพสไปนั่นผมหมายความว่าถ้าหากมีการจักกิจกรรมช่วงปิดเทอร์มจะทำให้คนที่อยู่ทางภาคอื่นๆเดินทางลำบากครับแล้วยิ่งถ้าเปิดกว้างจะมาหรือไม่ก็ได้นั่นจะทำให้เด็กยิ่งขี้เกียดมาครับไม่ได้สนับสนุนการบังคับจิตใจแต่ประการใดแต่แจกแจงให้ดูตามสถานการครับ


และคำถามถัดมาที่ว่า มีเด็กขาดกิจกรรมรับน้องกันทุกปีหรือเปล่า? หลังจากนั้นเด็กพวกนี้เป็นยังไงบ้างครับ? ไม่เข้าพวก หรือดูแปลกมนุษย์ไปหรือไม่?
ตอบทีเดียวเลยนะครับว่า มีเด็กที่ไม่เข้าร่วมกิจกรรมในปีผมหลังจากนั้นก็ค่อนข้างเป็นคนที่มีเพื่อนน้อยครับเนื่องจากกว่าจะรู้จักกับเพื่อนได้เพื่อนๆก็มีกลุ่มกันหมดแล้วครับ ส่วนเรื่องแปลกมนุษย์นี่หมายความว่าอย่างไรครับช่วยแปลความหมายให้ด้วย(เกรงว่าจะกลายเป็นการล่อเป้าครับ)

ทีนี้ที่ผมโพสไปคือผมเกรงว่าถ้ามีคนที่ไม่ร่วมกิจกรรมหลายๆคน อาจเกิดการแบ่งออกเป็นกลุ่มๆในชั้นปีเดียวกันได้ครับโดยกลุ่มที่ทำกิจกรรมก็จะคบแต่กับคนที่เข้าร่วมกิจกรรม และกลุ่มที่ไม่ได้เข้าร่วมก็จะแยกตัวกันไปอยู่ด้วยกันครับเพราะเวลาคนเราจะคบกันนี่คงต้องอาศัยอะไรบางอย่างที่incommentซึ่งกันและกัน ซึ่งการเข้าร่วมกิจกรรมรับน้องนี่มีผลอย่างมากทีเดียวครับเนื่องจากเรื่องของช่วงเวลาที่เป็นปัจจัยสำคัญทีเดียวเพราะคนที่ร่วมกิจกรรมจะเจอกันเองแต่คนที่ร่วมกิจกรรมก่อนที่จะเจอเพื่อนใหม่ที่อยู่คณะเดียวกันแต่ไม่เคยเจอกันเลย ก็จะรู้สึกแตกต่างและหาเรื่องเข้ากันได้ยากกว่าเพื่อนที่เคยเจอกันอยู่แล้วทำให้เกิดการห่างเหินกันออกไปเรื่อยๆครับ
(นี่พูดถึงส่วนรวมนะครับไม่ใช่ทั้งหมดจากประสบการณ์อย่างเดียวไม่มีทฤษฎีอะไรผิดยังไงขออภัยด้วย)

พูดจาวกวนบ้างก็ขออภัยนะครับยังไม่ค่อยคล่องเรื่องการอธิบาย

ส่วนที่คุณไม่ต้องจดจำหรอกครับ ว่ามาผมก็เห็นด้วยในบางส่วนครับ ตรงประเด็นที่ว่ามีบางคนพยายามใช้จิตวิทยาเพื่อที่จะให้เป็นไปตามที่ตนต้องการ(ไม่ต้องดูที่ไหนไกลหรอกครับข้อความนี้เลย" สิ่งที่น่าเกลียดที่สุด คือการพยายามทำตนให้ดูน่ารัก")คือผมว่ามันเป็นการยุ่งเรื่องสิทธิส่วนบุคคลเกินไปนะครับ หรือว่าเขาต้องการให้ทุกคนใช้แต่ภาษาเคร่งเครียดกันหมดทุกคนมนุษย์นะครับไม่ใช่หุ่นยยนต์ก็ต้องมีอารมณ์กันบ้างการแสดงออกทางอารมณ์เป็นสิ่งที่ผิดหรือครับ? เดี๋ยวอาจมีบางคนมาโพสว่าเอ...ผมไม่ได้ว่าใครซักหน่อยแต่ทำไมคุณมารับ แต่ผมอยากบอกผู้โพสนะครับว่าอยากให้ถามตัวเองซักหน่อยว่าจุดประสงค์+อารมณ์ของคุณในตอนที่โพสคืออะไร มีทิฐิรึปล่าว คุณอาจจะเอาหลักธรรมมาเป็นอาวุธอีกเช่นเคย ขอบอกเลยนะครับว่าคุณโกหกคนทั้งโลกได้แต่ไม่สามารถโกหกตนเองได้ว่าความรู้สึกตอนนั้นคุณเป็นอย่างไร เพราะเท่าที่ผมติดตามผลงานของคุณผมสามารถสรุปได้ว่า คุณเป็นคนที่ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น(นอกจากท่านพุทธทาส ภิกขุ และนักปราชญ์ในอุดมคติของคุณ) และมองอะไรต่างๆในมุมแคบ

ผมจะเอาข้อคิดของคุณไปปรับปรุงตัวและหวังเหลือเกินว่าคุณจะเอาข้อคิดของผมไปปรับปรุงตัวเช่นกัน



ขอบคุณที่อ่านและขอโทดถ้าขัดใจใคร




Posted by : Epoo , Date : 2003-05-02 , Time : 15:01:46 , From IP : 203.157.14.247

ความคิดเห็นที่ : 104


   ผมก็ว่าผมพูดไปหลายครั้งแล้วนี่ครับว่า ทุกคนมีสิทธิที่จะเชื่อและเลือกแนวทางชีวิตของตนเองได้

ใครอยากใช้อารมณ์แบบไหนก็ได้ ผมไปบังคับอะไรไม่ได้

ผมก็มีจุดประสงค์ของผม และความจริงเท่านั้นที่จะทนการพิสูจน์ด้วยเหตุผล

ผมอาจโกหกคนทั้งโลกได้ แต่ผมบังคับให้ใครเชื่อไม่ได้

ธรรมะนั้นเป็นอาวุธชั้นดีทีเดียวที่จะประหารตัวตนและความเห็นแก่ตัวตนนั้น

ความเห็นคน นั้นผมอาจจะฟังมามากกว่าใครหลายคนด้วยซ้ำ

แต่ผมก็มีสิทธิที่จะมีความเห็นของผม

ความเห็นใดถูกก็แล้วแต่ปัญญาคนจะตัดสิน

ความจริงเท่านั้นที่ทนการพิสูจน์ด้วยเหตุผล จิตวิทยาครอบงำใครตลอดกาลไม่ได้หรอกครับ



Posted by : Immanuel Kant , Date : 2003-05-02 , Time : 15:23:16 , From IP : 172.29.2.112

ความคิดเห็นที่ : 105


   เข้าใจตนเองให้ได้ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ



Posted by : Immanuel Kant , Date : 2003-05-02 , Time : 15:44:52 , From IP : 172.29.2.112

ความคิดเห็นที่ : 106


   เรียนคุณเปาครับ :-)
ขออภัยด้วยครับถ้าผมจะไม่สามารถรรับหัวโขนนักกิจกรรมมาใส่ ขอผมเป็นอย่างที่ผมเป็นอยู่แล้วดีกว่าครับ หน้าที่ผมคือเสนอแนวความคิด หลักการและเหตุผลดังที่ได้กล่าวไปแล้ว เรื่องจะเอาไปใช้หรือไม่นั้นเป็นสิทธิ์ของน้อง ๆ เค้าครับ ผมก็ไม่ทราบว่ามีตอนไหนหรือครับที่ผมไปบังคับเค้าให้ทำ ถามอีกอย่างผมไปมีอำนาจมาจากไหนครับที่จะบังคับ แล้วถ้าทำแล้วน้องจะมาไม่มาก็เป็นสิทธิ์ของผู้ปกครองที่จะเล่งเห็นประโยชน์หรือโทษของตัวกิจกรรมว่าอย่างไร อันตรายหรือไม่เนื้อหาในตัวกิจกรรมเป็นตัวบอกได้ดีอยู่แล้ว และผู้ปกครองก็คงจะพิจารณาความเหมาะสมในการเข้าร่วมของเด็กเค้าเอง ไม่มีใครบังคับได้ครับ นี่คือสิ่งที่ต่างจากิจกรรมแบบเดิม แน่นอนครับ

ความกังวลเกี่ยวกับสวัสดิภาพของน้อง ๆ นั่นเป็นสิ่งดีครับ แต่ทำไมคุณไม่มองภาพที่น้องต้องมาอยู่ในมหาวิทยาลัยจากบ้านมาอยู่หอตัวคนเดียวแถมไม่มีใครดูแล เป็นเรื่องที่กลัวว่าน้องจะบาดเจ็บหรือตายด้วยล่ะครับ หน้าที่ของคนที่จะจัดกิจกรรมคือดูแลสวัสดีภาพให้ดีที่สุด ลดอัตราการเสี่ยงในตัวกิจกรรมให้มากที่สุด ป้องกันให้ดีที่สุดครับ และถ้าคุณมีแนวคิดดี ๆ หรือปัจจัยใด ๆ ที่จะช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับกิจกรรมประชุมเชียร์และรับน้อง ก็น่าจะลองเสนอมาสักหน่อยสิครับเผื่อว่าจะเป็นทางเลือกหรือข้อเสนอแนะให้น้อง ๆ เค้าได้อีกทางนึง

ส่วนเรื่องคนทะเลาะกันที่คุณหยิบยกมาก็เป็นเรื่องของคนสองคนไม่น่าจะอนุมานมาเป็นเรื่องของคนส่วนรวม ที่จะไปเหมาเอาว่าคนทั้งหมดจะต้องโกรธและทะเลาะไม่มองหน้ากันไม่รักกันนี่ครับ ที่สำคัญกิจกรรมที่ผมเสนอ ไม่ใช่ค่ายทหารหรือค่ายกักกันสักหน่อย การจัดกิจกรรมนั้นมีหลายร้อยแปดวิธีครับ กรุณาอ่านวิธีการแล้วตีวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนด้วยครับ กิจกรรมใด ๆ ที่จัดขึ้นนั้นก็เพียงเพื่อเป็นส่วนช่วยส่งเสริมให้เกิด กระบวนการพัฒนาในขั้นต่อ ๆ ไป น้องใหม่บางคนก็ไม่ต่างอะไรกับนกหลงฝูง ไม่รู้จะบินไปไหน ถ้าหากมีผู้แนะนำให้บ้าง มันจะไม่เร็วกว่าการที่ต้องคล่ำหาเส้นทางด้วยตัวเองอย่างโดดเดี่ยวเดียวดายหรือครับ.

คำเตือน กรุณาใช้วิจารญาณในการอ่านครับ เชื่อไม่เชื่อเป็นสิทธิ์ของท่าน ไม่งั้นเดียวจะมีคนหาว่าผมใช้จิตวิทยาชั้นสูงในการล้างสมองหรือบังคับพวกคุณทางอ้อมนะครับ :-)


Posted by : Mercury , Date : 2003-05-02 , Time : 16:45:32 , From IP : 172.29.1.100

ความคิดเห็นที่ : 107


   แบ่งน้องเป็นสองกลุ่ม
กลุ่มที่1ให้ผมรับเอง


กลุ่มที่2ก็ให้ คนในกระดานนี้รับกันเอาเองนะครับแบบไหนก็ได้


Posted by : 1 , Date : 2003-05-02 , Time : 18:14:22 , From IP : 202.28.80.4

ความคิดเห็นที่ : 108


   คุณ Epoo ครับ ตรงนี้คงสามารถจัดเป็นทิฏฐิของกระผม (จะเป็นมิจฉา-หรือสัมมา- มิทราบได้) แต่การจะบอกว่า A ทำให้เกิด B นั้น ควรจะ observe logical flow เป็นอย่างดีซะก่อน เช่น คนที่ไม่มาร่วมตั้งแต่แรกนั้นเป็นคนที่มีบุคลิกที่จะไม่ค่อยสังคมอยู่แล้วหรือเปล่าต่อมาเขาก็เลยไม่ค่อยมีเพื่อน ก่อนที่จะสรุปว่าเป็นเพราะขาดประชุมเชียร์ทำให้น้องไม่มีเพื่อน คบกัน ๖ ปีนี่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบ PBL การทำงานเป็นกลุ่มนั้นแทรกซึมตั้งแต่ปีสองเป็นต้นไป

มีการกล่าวถึงการ manipulation กระดานกระทู้ ผมคิดว่าเราไม่มีระบบเซ็นเซอร์ก่อน post นะครับ ค่ายไหนๆก็สามารถส่งกระทู้ได้ ผมว่ารุ่นพี่ที่เห็นว้ากนั้นดีมีประโยชน์ก็สามารถนำเสนอความเห็นได้เต็มที่ครับ มีการบอกกล่าวกันนับครั้งไมถ้วนว่าเราต้องการความคิดเห็นประกอบกับเหตุผล เท่าที่ผ่านมาก็เป็น proper debate และมีความเห็นทั้งสองฝ่ายถูกนำเสนอ ไม่เห็นมี good guys bad guys เกิดขึ้น (เป็น anonymous ซะส่วนใหญ่ ยกเว้นบางคนที่ alias form personality ไปเรียบร้อยแล้วไม่กี่คน จะถูกเห็นว่าเป็นคนเลวยังไงก็ไม่ได้ แต่คงจะมีแค่ความรู้สึกส่วนตัวมากกว่าครับที่เราควบคุมไม่ได้ ที่เรียกว่า conscience หรือมโนสำนึกหรือ conviction หรือการตั้งใจมั่นเพราะคิดว่าถูกต้อง

ทำไมต้องบังคับ หากการ"ชักจูง" นั้นดีกว่า? ถ้าเราเขียนโครงการดีๆ มีประโยชน์ ผมจะ post ไปให้น้องๆเป็น brochure ถึงบ้านเลย ให้พ่อแม่ผู้ปกครองเขาดูก่อนก็ยังได้ เผลอๆจะทำลายเป้าที่แล้วๆมาซะด้วยซ้ำ นึกหรือว่าผู้ปกครองเดี๋ยวนี้ไม่รู้กิตติศัพท์การรับน้องบางสถาบันที่กเลวรากเต็มทน มีคนตาย อะไรเทือกนั้น นึกหรือว่าจะมีน้องบางคนที่ไม่มาร่วมเพราะถูกผู้ปกครองห้ามเอาไว้ก่อน ผมว่าทำให้โปร่งใส เขียนโปรแกรมกิจกรรมอย่างที่คุณ mercury แนะนำว่าทำไปเพื่ออะไร น้องจะได้อะไรจาก 3-4 วันที่มาก่อน counter signed โดยอาจารย์กันยิกาก็ยังได้ หากว่าโครงการเราดีจริง มีประโยชน์ต่อน้องจริงๆ ส่งจดหมายพร้อง brochure สี ไปยังบ้านน้องเลยครับ ขออนุญาตผู้ปกครองให้เด็กมาก่อน เขาจะได้เห็นความตั้งใจและเจตนาการรับน้องของเรา ถ้าทำอย่างนี้ได้เราอาจจะเป็นที่แรกที่มั่นใจในประโยชน์จากกิจกรรมนี้จนสามารถบอกกับผู้ปกครองล่วงหน้าได้ ดูซิว่าใครจะมาตามเรารึเปล่าในปีต่อๆไป เรากล้าว้าก กล้าทำอะไรแปลกๆ กล้าบอกว่าตนเองกล้าด่าน้องโดยน้องสนุกชื่นชม ลองกล้าอีกสักแบบที่ไม่มีใครเคยทำดูซิครับ



Posted by : Phoenix , Date : 2003-05-03 , Time : 00:36:23 , From IP : 203.107.207.88

ความคิดเห็นที่ : 109


   ^
^
^
^
^
เริ่มต้นเสร่อวะ
แต่จบไม่เสร่อว่ะ
บ้าดี


Posted by : จิ๊กโก๋(โคตรชอบ) , Date : 2003-05-03 , Time : 13:12:20 , From IP : 203.107.193.252

ความคิดเห็นที่ : 110


   educated man



Posted by : Phoenix , Date : 2003-05-03 , Time : 18:00:37 , From IP : 203.107.207.134

ความคิดเห็นที่ : 111


   

อยากให้น้องเล่นเกมนี้


Posted by : พยายามต่อไปนะไอ้มดแดง , Date : 2003-05-03 , Time : 19:48:55 , From IP : 203.107.193.197

ความคิดเห็นที่ : 112


   ประชุมเชียร์ดีหรือไม่ เราไม่ขอยืนยันแต่ในความคิดเราเราว่ามันได้ใให้อะไรหลายๆอย่าง สอนหลายๆอย่างอยู่ที่ว่าคนที่เข้าไปแล้วได้รับมันหรือไม่ได้อะไรเลย
"จดจำแต่สิ่งดีเอามาใช้แล้วให้สิ่งร้ายเป็นบทเรียน"


Posted by : ปัวโรต์ , Date : 2003-05-04 , Time : 06:53:41 , From IP : 158.108.8.103

ความคิดเห็นที่ : 113


   อ่านแล้วเหนื่อยแทน

Posted by : kkk , Date : 2003-05-09 , Time : 22:20:22 , From IP : 172.29.2.166

ความคิดเห็นที่ : 114


   ทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเราทำด้วยความปรารถนาดี คิดถึงผู้อื่นมากว่าผลประโยชน์ของตนเอง มันก็จะออกมาดีเอง เหมือนพระราชดำรัสของพระบิดาที่สอนให้เรานึกถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน
การประชุมเชียร์แต่เดิมที่มีก็คงเพื่อให้น้องได้รู้จักพี่ๆ รู้จักกันเองในรุ่น แต่ที่สำคัญที่สุดคือ เพื่อให้รักกันในรุ่น
เพราะถ้าจบไป พวกเขาก็ต้องช่วยเหลือกันในสายอาชีพ ระหว่างเรียน 6 ปี ต้องผ่านอุปสรรคมากมาย ถ้าทั้งรุ่นรักกันดี บรรยากาศในรุ่นมันก็ดี ช่วยกันเรียน ไม่ใช่แข่งกันเรียน
ทีนี้ก็เป็นหน้าที่ส่วนหนึ่งของพี่ๆ ที่จะทำให้น้องตระหนักถึงความสำคัญในจุดนี้
ว่าทำไมเขาต้องรักกัน ช่วยเหลือกัน
ก็โดยผ่านกระบวนการประชุมเชียร์นี่แหละเป็นโอกาส
ทุกอย่างมันต้องมีศิลปะ มันต้องใช้ทั้งพระเดช พระคุณ แน่นอน ถ้าคุณเอะอะก็ว๊าก
โดยไ่ม่มีเหตุผลอันสมควร แรกๆมันก็กลัวกันดี ผ่านไปสามวันก็เริ่ม tolerance
อีกอย่างเด็กสมัยนี้มันรู้มาก ก่อนเข้ามาก็คงมีคนไปบอกหมดแล้วว่าเดี๋ยวจะโดนนั่นโดยนี่
มันก็ไม่กลัวหรอก เพราะเตรียมใจมาแล้ว ไอ้ที่พยายามแหกปากไปก็ไม่มีผล แต่ถ้ารุ่นพี่มีเหตุผล น้องทำดี ก็ชม ชมอย่างจริงใจ น้องทำไม่ดี ก็ด่า ด่าอย่างมีเหตุผล
ไม่ใช่ไปด่าคาดโทษล่วงหน้า หรือขู่ตะคอกจนน้องรำคาญ ( สมัยนี้ไม่ค่อยมีใครกลัวหรอก)
ถ้าพวกคุณมีเหตุผล น้องก็จะรู้สึกเชื่อถือในตัวพวกคุณ เข้าทำนองทั้งรัก ทั้งเกรง
ทำไมถึงไม่คิดจะร่วมสร้างบรรยากาศให้รู้สึกอยากมาประชุมเชียร์ เพราะสนุก ได้มาเจอพี่ ได้มารู้จักพี่ ได้มาร่วมกันตั้งใจกันทั้งรุ่นเพื่อทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้ผ่านพ้นอุปสรรคที่เป็นโจทย์ยากๆจากรุ่นพี่
ถ้าพวกคุณดีแต่ขู่ตะคอกให้น่ากลัว ใครจะอยากมา ( แน่นอนเขามา เพราะเขาไม่อยากโดนวิถีประชา ) แต่คุณเคยสังเกตสีหน้าระทมทุกข์ทุกวันของน้องๆมั้ย
ทำไมคุณไม่ทำให้พวกเขารู้สึกสนุก ท้าทาย อยากจะมาร่วมประชุมเชียร์แทนล่ะ




Posted by : นักศึกษาคนหนึ่ง , Date : 2003-05-09 , Time : 22:35:24 , From IP : 172.29.2.166

ความคิดเห็นที่ : 115


   ทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเราทำด้วยความปรารถนาดี คิดถึงผู้อื่นมากว่าผลประโยชน์ของตนเอง มันก็จะออกมาดีเอง เหมือนพระราชดำรัสของพระบิดาที่สอนให้เรานึกถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน
การประชุมเชียร์แต่เดิมที่มีก็คงเพื่อให้น้องได้รู้จักพี่ๆ รู้จักกันเองในรุ่น แต่ที่สำคัญที่สุดคือ เพื่อให้รักกันในรุ่น
เพราะถ้าจบไป พวกเขาก็ต้องช่วยเหลือกันในสายอาชีพ ระหว่างเรียน 6 ปี ต้องผ่านอุปสรรคมากมาย ถ้าทั้งรุ่นรักกันดี บรรยากาศในรุ่นมันก็ดี ช่วยกันเรียน ไม่ใช่แข่งกันเรียน
ทีนี้ก็เป็นหน้าที่ส่วนหนึ่งของพี่ๆ ที่จะทำให้น้องตระหนักถึงความสำคัญในจุดนี้
ว่าทำไมเขาต้องรักกัน ช่วยเหลือกัน
ก็โดยผ่านกระบวนการประชุมเชียร์นี่แหละเป็นโอกาส
ทุกอย่างมันต้องมีศิลปะ มันต้องใช้ทั้งพระเดช พระคุณ แน่นอน ถ้าคุณเอะอะก็ว๊าก
โดยไ่ม่มีเหตุผลอันสมควร แรกๆมันก็กลัวกันดี ผ่านไปสามวันก็เริ่ม tolerance
อีกอย่างเด็กสมัยนี้มันรู้มาก ก่อนเข้ามาก็คงมีคนไปบอกหมดแล้วว่าเดี๋ยวจะโดนนั่นโดยนี่
มันก็ไม่กลัวหรอก เพราะเตรียมใจมาแล้ว ไอ้ที่พยายามแหกปากไปก็ไม่มีผล แต่ถ้ารุ่นพี่มีเหตุผล น้องทำดี ก็ชม ชมอย่างจริงใจ น้องทำไม่ดี ก็ด่า ด่าอย่างมีเหตุผล
ไม่ใช่ไปด่าคาดโทษล่วงหน้า หรือขู่ตะคอกจนน้องรำคาญ ( สมัยนี้ไม่ค่อยมีใครกลัวหรอก)
ถ้าพวกคุณมีเหตุผล น้องก็จะรู้สึกเชื่อถือในตัวพวกคุณ เข้าทำนองทั้งรัก ทั้งเกรง
ทำไมถึงไม่คิดจะร่วมสร้างบรรยากาศให้รู้สึกอยากมาประชุมเชียร์ เพราะสนุก ได้มาเจอพี่ ได้มารู้จักพี่ ได้มาร่วมกันตั้งใจกันทั้งรุ่นเพื่อทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้ผ่านพ้นอุปสรรคที่เป็นโจทย์ยากๆจากรุ่นพี่
ถ้าพวกคุณดีแต่ขู่ตะคอกให้น่ากลัว ใครจะอยากมา ( แน่นอนเขามา เพราะเขาไม่อยากโดนวิถีประชา ) แต่คุณเคยสังเกตสีหน้าระทมทุกข์ทุกวันของน้องๆมั้ย
ทำไมคุณไม่ทำให้พวกเขารู้สึกสนุก ท้าทาย อยากจะมาร่วมประชุมเชียร์แทนล่ะ




Posted by : นักศึกษาคนหนึ่ง , Date : 2003-05-09 , Time : 22:35:51 , From IP : 172.29.2.166

ความคิดเห็นที่ : 116


    ผมขออนุญาติแสดงความคิดเห็นครับ ผมคิดว่าการประชุมเชียร์คงมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยครับ ไม่อย่างนั้นคงไม่มีใครอยากทำหรืออากเข้าร่วมให้เสียเวลาหรอกครับ คำถามคือได้อะไรจากการประชุมเชียร์ ผมคงต้องขอถามต่อว่าวัตถุประสงค์ของการประชุมเชียร์คืออะไร เราได้ทำตามสิ่งที่เราระบุว่าเป็นวัตถุประสงค์หรือไม่ และนักศึกษาได้ประโยชน์หรือบรรลุวัตถุประสงค์ของกิจกรรมหรือไม่ ผมคิดว่าการประชุมเชียร์คงไม่ได้หมายความเพียงแค่จับน้องหรือบังคับหรือขอร้องหรือสมัครใจมานั่งร้องเพลงให้ครบตามต้องการ สิ่งที่ต้องตอบให้ได้คือการจัดกิจกรรมที่กำลังหรือจะกระทำอยู่นั้นเราสามารถอธิบายได้หรือไม่ว่าจะให้ประโยชน์แก่รุ่นน้องเพียงใด ผมเข้าใจครับว่าการว๊ากก็เป็นวิธีการหนึ่งซึ่งจะควบคุมและทำให้คนกลุ่มใหญ่ทำตามสิ่งที่ผู้จัดกิจกรรมต้องการให้เกิด เนื่องจากง่าย และน้องๆหลายคนก็กลัวรุ่นพี่ครับ แต่อย่าลืมว่าคนเราไม่เหมือนกันอาจมีคนเข้าใจว่าว๊ากเพื่ออะไร แต่ในขณะเดียวกันก็มีคนอาจไม่ยอมรับการว๊ากเหมือนกันครับ ผมอาจต้องคิดต่อว่าจะทำอย่างไรดีนอกจากการว๊าก มีวิธีอื่นอีกหรือไม่ที่จะทำให้ได้ผลเหมือนหรือคล้ายๆกันแต่คนชอบหรือพอใจที่จะกระทำมากกว่า เหนือสิ่งอื่นใด (ไม่ใช่การโฆษณาผ้าอนามัยนะครับ) ทุกคนต้องมีสติในการกระทำดังกล่าวด้วยครับ

Posted by : free bird , Date : 2003-05-13 , Time : 16:54:56 , From IP : 172.29.1.195

ความเห็นจาก Social Network : Facebook


สงวนสิทธิ์การแสดงความคิดเห็นสำหรับ สมาชิกเท่านั้น