ความคิดเห็นทั้งหมด : 15

The Passion of The Christ


   Controversy film ของ Mel Gibson ว่าด้วยเรื่องวันครึ่งของ Good Friday ในช่วงสุดท้ายก่อนจีซัสจะถูกตรึงกางเขน Thought provoking และอาจจะลำบากสำหรับคนที่ไม่ได้นับถือคริสต์หรือศึกษาเรื่องนี้มาเลย เป้นภาพยนต์เรื่องแรกที่ทุกตัวละครพูดภาษาละตินหมด (ซึ่งไม่ได้แปลว่านศพ. หรือหมอจะได้เปรียบแต่อย่างใด)

เรื่องของเรื่องอาจจะอยู่ที่ Violent explicit scenes ในเรื่องนี้จะถ่ายทอด message of passion อย่างที่ผู้กำกับต้องการหรือไม่ เด็กเล็กๆอาจจะไม่เข้าใจ ควรหลีกเลี่ยง



Posted by : Phoenix , Date : 2004-04-25 , Time : 21:07:57 , From IP : ppp-203.118.124.16.r

ความคิดเห็นที่ : 1


   ได้ยินมาว่าเรื่องนี้น่าดูเหมือนกานครับ ถ้าเข้าโรงเมื่อไหร่นะจะไปดูเลย

Posted by : v , Date : 2004-04-25 , Time : 22:02:17 , From IP : 203.150.209.232

ความคิดเห็นที่ : 2


   ก่อนอื่นต้องบอกไว้ก่อนว่าอาจเป็นเพราะผมไม่มีความรู้เกี่ยวกับคริสศาสนาไม่พอก็ได้ครับ


แต่ผมดูมาแล้วครับขอบอกเลยว่าไม่สนุกเลย(สำหรับชาวพุทธ) เป็นหนังที่ค่อนข้างซาดิสทีเดียว มีเนื้อเรื่องตอนแรกเล็กน้อย(ที่เกือบจะน่าติดตาม)ที่เหลือคือการทรมานพระเยซูตลอดสองชั่วโมงครึ่ง ทั้งหวดทั้งฉีกหนังออกมาให้ดูกันแบบสดๆ ตอกมือตอกเท้าก็สด เลือดท่วมจอครับ แนะนำว่าหากคุณเป็นคนธรรมดาที่ไม่ได้รู้เรื่องศริสศาสนาและต้องการหาความสุขจากการดูหนังแล้วไปดูเรื่องอื่นเถอะครับ เพราะเรื่องนี้ไม่มีการวางbackgroundของตัวละครให้ผู้ชมเข้าใจเลยแม้แต่น้อยเป็นการยากมากที่จะดูรู้เรื่อง แต่ถ้าใครเป็นพวกชอบเห็นการทรมานแล้วมีความสุขไม่ต้องรู้เรื่องก็ได้แนะนำครับแนะนำ
สรุปแล้วผมคิดว่าหนังเรื่องนี้ทำเงินบ้านเราได้ไม่ถึง5ล้านหรอกครับ(คุ้มค่าลิขสิทธ์ยังหว่า) ที่ทำได้ที่อเมริกาเป็นกอบเป็นกำเพราะว่าคนดูมีพื้นเดิม+ตรงเทศการอีสเตอร์ครับ(คือการระลึกถึงวันที่พระเยซูพื้นคืนชีพครับถ้าจำไม่ผิดนะ)

สุดท้ายผมขอตั้งชื่อหนังเรื่องนี้เป็นภาษาลาวว่า
"เฆี่ยนให้หลังลายใกล้ตายแล้วจับขึง"
(เพราะหนังเรื่องนี้มีแค่นี้เองจริงๆครับ)


Posted by : เอาเงินป๋มคืนมา , E-mail : (morrpoo@hotmail.com) ,
Date : 2004-04-26 , Time : 10:33:39 , From IP : 202.133.161.156


ความคิดเห็นที่ : 3


   ใครอยากดูฟรีให้บอก มี DVD เรื่องดังกล่าว

Posted by : 3 , Date : 2004-04-26 , Time : 10:36:41 , From IP : proxy2.chula.ac.th

ความคิดเห็นที่ : 4


   ....จริงอย่างที่ว่าครับ....ว่าทั้งเรื่องแทบจะมีแต่การทรมานให้ดู....และก็ไม่แปลกแต่อย่างใดที่รายได้หนังเรื่องนี้จะเหยียบ 400 ล้านเหรียญในอเมริกา.....แต่อาจจะได้ไม่มากในบ้านเรา....คงเป็นเพราะศาสนาพื้นฐานในแต่ละประเทศไม่เหมือนกันครับ....ถ้าไปฉายแถวๆซาอุดิอารเบียคงขายยากกว่านี้อีก.....โดยรวมยอมรับครับว่าไม่เหมาะแก่เด็กดูเพราะความรุนแรงในเรื่อง....ขนาดผู้ใหญ่ด้วยกันดูผมยังเห็นคนแก่ๆนั่งร้องไห้เลยครับ.....
......ที่นี่ถ้าไม่พูดถึงรายละเอียดที่กล่าวมาแล้ว...โดยเรื่องของเนื้อหาในตอนที่สร้างหนังเรื่องนี้มีการกล่าวขวัญกันมาก....เพราะเกรงกลัวว่า Mel จะสร้างหนังที่ไม่ตรงใจ...หรือบางคนใช้คำพูดที่รุนแรงว่าบิดเบื่อนความเป็นจริงตามที่เราเรียนๆทราบๆกันมา.....แต่ผลที่ออกมาหลังจากหนังออกฉายในอเมริกาคงเป็นคำตอบที่ดีสำหรับคำถามที่ว่าหนังสร้างได้ดีหรือเปล่า?......ถามผม ผมคิดว่าหนังสร้างได้ค่อนข้างดีครับ.....แต่อย่างที่ว่า.....ควรจะต้องมีความรู้พื้นฐานเกียวกับศาสนาคริสต์พอสมควรเลยครับ.....ผมเองรู้คร่าวๆบางอย่างยังไม่เข้าใจก็มี...ต้องไปถามเพื่อนถึงจะทราบก็มี......
......ข้อสรุปโดยรวมถือว่าเป็นหนังที่"ดี".....สร้างได้"ดี".....เนื้อหา"ดี"....เพลงประกอบ"ดี".......แต่..."ไม่น่าดู"เท่าไรนักครับ.....คงน่าจะเคยดูหนังหลายๆเรื่องกันนะครับ.....หนังที่"ดี"หลายเรื่องไม่ใช่หนังที่น่าดูแต่อย่างไร....แต่หนังที่"น่าดู"....บางที่อาจจะไม่เป็นหนังที่"ดี"และไม่เป็นที่จดจำใดๆก็ได้.....สำหรับผม ส่วนตัวผม"ชอบ"หนังเรื่องนี้ครับ....แต่ถ้าให้แนะนำให้คนอืนไปดูหละก็.....คงบอกได้แค่ว่า...ถ้าไม่มีพื้นฐานความรู้...และรับกับหนัง"ดีๆที่ไม่น่าดู"สักเรื่องไม่ได้......อย่าไปดูเลยครับ....ไปดู Hell Boy แบบไม่ต้องคิดสาระอะไรมากดีกว่าครับ....:D...:D



Posted by : Death , Date : 2004-04-26 , Time : 14:30:58 , From IP : 172.29.3.128

ความคิดเห็นที่ : 5


   เคยคิดว่าอยากจะไปดูเพราะคิดว่าหนังต้องมีดีในตัวมากเพียงพอ จึงได้ทำรายได้มากมายขนาดนั้น เพราะตอนแรกที่ผู้สร้างเอง ก็ไม่ได้คาดหวังว่าหนังจะดัง จำกัดวงคนดูแค่คริสตศาสนิกชนที่เคร่งมากๆเท่านั้นเอง แต่หนังกลับกระจายความสนใจออกไปในวงกว้าง นั่นหมายความว่า ไม่ต้องคนที่สนใจกับเรื่องศาสนามากๆ แค่พอรู้ก็น่าจะเข้าใจได้ คิดว่าวันนี้จะออกไปดูอยู่แล้วเชียวนะ ต้องคิดอีกที
แต่หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังเรื่องแรกที่พูดภาษาละตินตลอดเรื่องนะ เพราะคุ้นๆว่าเคยมีหนังที่ใช้ภาษาละตินมาก่อนนี้แล้ว และที่สำคัญภาษาที่พระเยซูพูดเป็นภาษา อราเมอิก หรือ อาราเมก (ขออนุญาตไม่เขียนภาษาอังกฤษเพราะไม่แน่ใจว่าจะสะกดได้อย่างถูกต้อง)ซึ่งเป็นภาษาของผู้คนในแถบตะวันออกกลาง ส่วนภาษา ละตินนั้น มีพูดกันในดินแดนที่เป็นของโรมัน ซึ่งเป็นคนละที่กับแหล่งกำเนิดของศาสนาคริสต์


Posted by : natalie , Date : 2004-04-26 , Time : 17:28:01 , From IP : 172.29.3.102

ความคิดเห็นที่ : 6


   สำหรับหนังเรื่องHell Boyผมก็ไม่แนะนำเหมือนกันนะครับ เพราะบอกตรงๆตอนที่สนุกที่สุดของเรื่องคือ....ตอนที่มันโฆกษณาแบบใหม่ของหนัง เรื่องspiderman(ซึ่งจะแถมมาตอนต้อนเรื่องเท่านั้น) เหอะๆๆ
คือเรื่องนี้มันไม่มีจุดที่เรียกว่าpeakของเรื่องน่ะครับ เรื่องจะดำเนินไปเรื่อยๆ สู้กันแบบเรื่อยๆ ความมันก็แบบเรื่อยๆ แล้วก็จบแบบเรื่อยๆ ดูแล้วก็ไม่คิดไรมากดีคับ พระเอกไม่เท่เลยเพราะไม่มีความสามารถที่มันเกินๆอะไรเลยซักอย่างยกเว้นความทนมือทนเท้ากับร่างกายที่ทนไฟได้แค่นั้นเอง ปัญหาทุกอย่างในหนังเรื่องนี้ก็ยังอุส่าแก้ได้แบบง่ายเกินไปอีก
สรุปก็เป็นเรื่องที่ถ้าไม่มีอะไรทำเบื่ออยู่บ้านแล้วก็ไปดูกันก็พอไหวครับ(ย้ำนะครับว่าไม่มีอะไรทำ) ถ้าใครชอบเรื่องspecial effectเรื่องนี้special effectดีครับภาพสวยงามดูแล้วไม่ค่อยขัดดี
เต็มห้าดาวให้ 2.75คับสำหรับหนังที่ภาพสวยแต่ขาดความน่าติดตาม(เป้นแค่ความเห็นส่วนตัวเท่านั้นนะครับ)


Posted by : โปรดใช้วิจารณญานในการอ่าน , E-mail : (morrpoo@hotmail.com) ,
Date : 2004-04-26 , Time : 22:54:01 , From IP : 202.133.176.86


ความคิดเห็นที่ : 7


   ไปดูมาแล้วเหมือนกันครับสำหรับ The Passion ผิดจากที่คาดเอาไว้นิดหน่อย ทำเอาอึ้งไปเลยกับฉากความรุนแรงและโหดร้ายที่ Mel จงใจใส่มาสะเทือนความรู้สึกคนดูให้เจ็บปวด คิดเหมือนกันนะว่าทำไมมนุษย์ถึงกระทำกับมนุษย์ได้เพียงนี้ โดยส่วนตัวแล้วประทับใจกับฉากที่พระแม่มารีวิ่งถลาไปกอดพระเยซูมากครับ น้ำตาคลอเบ้าเลย คิดถึงคุณแม่ที่บ้านมากๆ อยากกลับไปกอดท่านเหลือเกิน ส่วนตอนจบของเรื่องผมดูแล้วขัดหูขัดตาอย่างไรบอกไม่ถูก ดูแล้วนึกถึงเรื่อง Terminator เลย สาระของเรื่องมีแทรกเอาไว้ประปราย แต่ผมว่าก็ไม่ได้ประทับใจมากขนาดทำให้คนศาสนาอื่นหันมาศรัทธาในศาสนาคริสต์มากขึ้นหลังจากดูหนังเรื่องนี้นะครับ

ผมให้สองเศษสามส่วนสี่ในห้าดาวครับ เกือบสามดาวนะ แต่ยังไม่พอครับ อีกนิดเดียว


Posted by : ดูหนังคนเดียวเหงาจัง , Date : 2004-04-27 , Time : 09:44:58 , From IP : 172.29.2.110

ความคิดเห็นที่ : 8


   ดูแล้วเหมือนกัน โหดด.. แต่แอบซึ้งตอนที่พระแม่มารีไปกอดพระเยซูแหละ น้ำตาซึมเลย

Posted by : นู๋น้อย กกน. , E-mail : (nunoyoilipoko@hotmail.com) ,
Date : 2004-04-27 , Time : 14:11:55 , From IP : 202.47.247.130


ความคิดเห็นที่ : 9


   บทความที่อธิบายเรื่องราวต่างๆ ในหนังได้อย่างละเอียด มีประโยชน์มากครับ อยากให้เข้ามาอ่านกันเยอะๆ นะ
http://www.thaibible.or.th/html/thai/The%20passion%20of%20the%20christ.htm


Posted by : ดูหนังคนเดียวเหงาจัง , Date : 2004-04-27 , Time : 17:37:29 , From IP : 172.29.2.156

ความคิดเห็นที่ : 10


   ผมคิดว่าปฏิกิริยาเบื้องต้นของผู้ชมภาพยนต์เรื่องนี้ไม่น่าจะต่างกันมาก แต่หนังศาสนานั้นอาจจะต้องตั้งใจชมลึกเลยไปกว่า reflex ก็เป็นได้ นอกเหนือไปจากความรู้สึกสะเทือนใจต่อกิจกรรมมนุษย์ทำต่อกันเพียงเพราะความเชื่อไม่เหมือนกัน ความรู้สึก insecure เมื่อความเชื่อใหม่ๆมาท้าทายความเชื่อเก่าๆ ความไม่รู้ก่อให้เกิดความไม่มั่นใจ เป็นความกลัว แปลงเป็นความโกรธเกลียดต่อเนื่องไป

อยากจะให้คนที่มีพื้นทางคริสต์หรือยิวมาวิจารณ์ให้ฟังสักเล็กน้อย ดูว่าจะเหมือนๆกับ webboard ต่างประเทศสักกี่มากน้อย



Posted by : Phoenix , Date : 2004-04-27 , Time : 23:05:06 , From IP : 203.107.214.13

ความคิดเห็นที่ : 11


   OK พอมีเวลาอีกสักนิดขอต่ออีกหน่อยก็แล้วกัน

ในการ "พยายาม" เข้าถึงหนังซึ่งปราดแรกที่ชมแล้วรู้สึกว่ามันไม่มีอะไรดีเลยนั้น คือเราจะคิดว่า "อะไร" คือสิ่งที่ผู้กำกับ "ต้องการ" จะบอกเรา

การสร้างภาพยนต์เป็นการสื่อความคิดทางอ้อมจากผู้สื่อ (คือผู้กำกับเป็นหลัก บางครั้งจะมีผู้ประพันธ์ ผู้กำกับกล้อง แต่ที่เป็นหลักคือผู้กำกับ) มาหาผู้รับ บางครั้งอาจจะเป็นปม controversy แล้วเปิดให้คิดอย่างไรก็ได้ บางครั้งเป็นปมแฝง ต้องกระเทาะปอกเปลือกเสียก่อน บางครั้งก็ให้คนดูสรุปเอาเองได้หลายอย่างก็มี แต่พื้นฐานของเรื่องนี้เป็นเรื่องศาสนาหลักศาสนาหนึ่งของโลก ซึ่งคนสร้างเองก็เป็นผู้นับถือศาสนาที่เคร่งคนหนึ่ง แนวหลักภาพยนต์น่าจเป็นการสื่อสาร มากกว่า open-end ถ้าอย่างนั้นข้อมูลที่ต้องการจะสื่อน่าจะความหมายด้านลึก มากไปกว่าเฉพาะส่วนตื้นๆที่เป็นปฏิกิริยาเบื้องต้น

ตัวร้าย (หรือพูดอีกอย่างคือฝ่ายตรงข้ามกับตัวเอก) มีสามกลุ่มคือ กลุ่มนักบวช ฝ่ายโรมันผู้ปกครองพื้นที่ และจูดาสผู้รับบททรยศ (หนัง drama เรื่องไหน ไม่มีบทการทรยศต่อน้ำใจหรือความซื่อสัตย์ ก็แทบจะไม่มีเครื่องมืออื่นที่จะแสดงให้เห็นความสำคัญของน้ำใจและความซื่อสัตย์!!!) ฝ่ายนักบวชนั้นถูกคุกคามโดยแนวคำสอน "ใหม่" ของยาโฮวาห์แห่งนาซาเรซ ความหนักหน่วงของ "ภัย" นี้แสดงออกมาในดวงตา ดวงหน้าที่บรรดานักบวชแลกเปลี่ยนสายตากันแทบทุกฉาก หลังจาก fade-out ออกมาจากฉากเยซู เป็นการแสดงออกถึงธรรมชาติในการตอบสนองเมื่อ "คุณค่า" เดิม หรือความเชื่อเดิมถูกท้าทาย หรือเริ่มคลอนแคลน ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญ ถ้าเราสามารถถอดใจเราไปอยู่ในสถานการณ์เดียวกับนักบวชเหล่านี้ เราจะมีการแสดงออกหรือการกระทำที่แตกต่างไปจากนี้หรือไม่? พวกพุทธมามกะอาจจะบอกยากเพราะเราไม่ใช่ศาสนาที่อิง God แต่พวกที่จะรู้สึกถึง conflict ได้ดีก็พวกที่ share virtue ของ God ด้วยกัน ได้แก่ Christian, Muslem, Juda, หรืออาจจะรวมฮินดูด้วย ปฏิกิรกยาของพวกที่ถูก challenge เรื่อง God นั้นรุนแรงเพราะเป็น ultimate challenge ต่อค่า คุณธรรม ต่อ spiritual ที่ตนเองยึดเป็นหลัก บทของนักบวชเหล่านี้ผมว่าภาพยนต์พยายาม portray ออกมาทุกโอกาสที่ทำได้ แต่น่าเสียดายที่ผมว่าคนส่วนมากจะติดอยู่ตรงความทุกข์ทรมานของเยซูซะมากกว่า

เนื้อหาหลักของภาพยนต์เรื่องนี้คงไม่ใช่ conflict ของนักบวช แต่เป็น "ทำไม" พระเยซูจึงพิจารณา "เลือก" ทางเลือกนี้ มีโอกาสที่พระองค์สามารถดำเนินไปทางอื่น ว่าตั้งแต่ตอนที่จะถูกซาตานล่อหลอกในฉากแรก ตอนที่สาวกจะช่วยพระองค์ให้หนีไป หรือตอนที่ผู้ตรวจราชการโรมันให้โอกาสที่จะแก้ตังหรือขออภัยโทษให้ปล่อยตัว Free Will นั้นเป็น essence ที่สำคัญ เป็น precious gift ที่ God มอบให้มวลมนุษย์ (ตรงนี้ที่นักปรัชญาเยอรมัน Immanuel Kant ตั้ง Maxims สามประการที่วางรากฐานอยู่บน "Good Will" ซึ่งจะต้องสามารถ "ทดสอบ" ได้โดยการแปลงหลักนั้นๆเป็น universal rule ได้ เพราะ Good Will เท่านั้นที่เป็น unblammable หรือเป้น absolute moral) จะว่าเพราะบาปของมนุษย์ที่หลงผิดนั้นมันช่างหนาสาหัส Ignorance และอวิชชานั้นมันเกนกว่าที่จะช่วยได้โดยการเทศนา (ผู้ตรวจการโรมันพยายามถามหลายครั้งว่า Veritus หรือสัจจธรรม นั้นคืออะไร แต่ไม่ได้คำตอบเพราะพูดไปก็ไม่เข้าใจ) ความโหดร้ายทารุณเพราะความ "ไม่รู้" ของทหารโรมัน แต่อาศัย "พวกมากลากไป" ไม่มีสักคนเดียวที่จะหยุดคิดว่าตนกำลังทรมานคนๆหนึ่งอยู่ กลับสรวลเสเฮฮา ใช้คนหมู่มากมาจูงอารมณ์คนอื่นให้คล้อยตาม คนที่ไม่เห็นด้วยก็ไม่กล้าแสดงออกโจ่งแจ้ง ยิ่งทำให้พวก Mob บ้าคลั่งพวกนี้หลงวระเริงในความประพฤติของตนต่อไป แสดงออกอีกครั้งคือคนพวกนี้กล้าเพราะความ "ไม่รู้" เพราะความ "อวิชชา" ก็จริง แต่ลงท้ายก็ "กลัว" เพราะความไม่รู้และอวิชชาเช่นกัน เพียงแค่ฝนฟ้าร้อง แผ่นดินไหว สำหรับพวกนี้ที่อารมณือยู่เหนือเหตุผลก็เพียวพอที่หยุดเลิกการกระทำ การคิด แล้ววิ่งหนีไป

จะถูกจะผิดก็ไม่รู้ แต่สงสัยว่าจะมีใครทำหนังวิเคราะห์แบบนี้สำหรับ Muslem หรือ พุทธ ออกมาให้เราชมกันรึเปล่าหนอ?



Posted by : Phoenix , Date : 2004-04-29 , Time : 21:32:23 , From IP : 172.29.3.239

ความคิดเห็นที่ : 12


   ผมว่าคงยากนะครับที่จะมีใครกล้าทำหนังแนวนี้ เพราะสังคมยังไม่เปิดรับสักเท่าไร ดูอย่างเรื่ององคุลีมาลก็ปั่นป่วนกันไปพักใหญ่แล้ว ยิ่งถ้าจะหาคนที่จะกล้ามานำแสดงเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ผมว่าหายากมากครับในเมืองไทย

Posted by : ดูหนังคนเดียวฯ , Date : 2004-05-02 , Time : 14:12:57 , From IP : 172.29.2.187

ความคิดเห็นที่ : 13


   1. คำถามว่าทำไมหนังโหดมาก
เห็นด้วยค่ะหนังดูโหดร้าย เครียด และน่าสงสารพระเยซูเป็นอย่างมาก
แต่เท่าที่ทราบผู้สร้างต้องการสร้างตามพระคัมภีร์ไบเบิ้ลกับตามข้อมูลในประวัติศาสตร์ ความจริงมันโหดร้าย หนังมันก็เลยโหดร้ายไปด้วยค่ะ
ในพระคัมภีร์พันธะสัญญาเดิม
อิสยาห์ 52:14 ด้วยคนเป็นอันมากตะลึงเพราะท่านฉันใด หน้าตาของท่านเสียโฉมมากกว่ามนุษย์คนใด และรูปร่างของท่านก็เสียโฉมมากกว่าบุตรทั้งหลายของมนุษย์คนใด
และในข้อ53:3 ท่านได้ถูกมนุษย์ดูหมิ่นและทอดทิ้ง เป็นคนที่รับความเศร้าโศกและคุ้นเคยกับความระทมทุกข์ และดังผู้หนึ่งซึ่งคนทนมองดูไม่ได้ ท่านถูกดูหมิ่น และเราทั้งหลายไม่ได้นับถือท่าน
53:4 แน่ทีเดียวท่านได้แบกความระทมทุกข์ของเราทั้งหลาย และหอบความเศร้าโศกของเราไป กระนั้นเราทั้งหลายก็ยังถือว่าท่านถูกตี คือพระเจ้าทรงโบยตีและข่มใจ
53:5 แต่ท่านถูกบาดเจ็บเพราะความละเมิดของเราทั้งหลาย ท่านฟกช้ำเพราะความชั่วช้าของเรา การตีสอนอันทำให้เราทั้งหลายปลอดภัยนั้นตกแก่ท่าน ที่ต้องฟกช้ำนั้นก็ให้เราหายดี
มันก็เป็นส่วนหนึ่งที่รู้ว่าที่มันดูโหดร้าย เพราะพระองค์ต้องตายแทนบาปของเราค่ะ

2.บางอย่างไม่เข้าใจว่าคืออะไร เพราะไม่เคยอ่านมาก่อน

อันที่คนที่ไม่เคยอ่านพระคัมภีร์มาก่อนแล้วอาจจะงงก็คงเป็นผู้หญิงสวย ๆที่อยู่กับนางมารีย์มาดาพระเยซู มีตอนนึงที่หนังมีฉากที่พระเยซูเขียนอะไรบางอย่างบนดิน แล้วมีคนจำนวนมากโยนก้อนหินลงกับพื้น แล้วสตรีคนนี้ก็เงยหน้ามามองพระองค์ ฉากนี้มาจากพระคัมภีร์ตอนที่พระองค์ช่วยหญิงโสเภณีค่ะคือในยอห์น 8.3
8:3 พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีได้พาผู้หญิงคนหนึ่งมาหาพระองค์ หญิงผู้นี้ถูกจับฐานล่วงประเวณี และเมื่อเขาให้หญิงผู้นี้ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน
8:4 เขาทูลพระองค์ว่า "พระอาจารย์เจ้าข้า หญิงคนนี้ถูกจับเมื่อกำลังล่วงประเวณีอยู่
8:5 ในพระราชบัญญัตินั้นโมเสสสั่งให้เราเอาหินขว้างคนเช่นนี้ให้ตาย ส่วนท่านจะว่าอย่างไรในเรื่องนี้"
8:6 เขาพูดอย่างนี้เพื่อทดลองพระองค์ หวังจะหาเหตุฟ้องพระองค์ แต่พระเยซูทรงน้อมพระกายลงเอานิ้วพระหัตถ์เขียนที่ดิน เหมือนดั่งว่าพระองค์ไม่ได้ยินพวกเขาเลย
8:7 และเมื่อพวกเขายังทูลถามพระองค์อยู่เรื่อยๆ พระองค์ก็ทรงลุกขึ้นและตรัสกับเขาว่า "ผู้ใดในพวกท่านที่ไม่มีบาป ก็ให้ผู้นั้นเอาหินขว้างเขาก่อน"
8:8 แล้วพระองค์ก็ทรงน้อมพระกายลงและเอานิ้วพระหัตถ์เขียนที่ดินอีก
8:9 และเมื่อเขาทั้งหลายได้ยินดังนั้น จึงรู้สำนึกโดยใจวินิจฉัยผิดชอบ เขาทั้งหลายจึงออกไปทีละคนๆ เริ่มจากคนเฒ่าคนแก่จนหมด เหลือแต่พระเยซูตามลำพังกับหญิงที่ยังยืนอยู่ที่นั้น
8:10 เมื่อพระเยซูทรงลุกขึ้นแล้ว และมิได้ทอดพระเนตรเห็นผู้ใด เห็นแต่หญิงผู้นั้น พระองค์ตรัสกับนางว่า "หญิงเอ๋ย พวกเขาที่ฟ้องเจ้าไปไหนหมด ไม่มีใครเอาโทษเจ้าหรือ"
8:11 นางนั้นทูลว่า "พระองค์เจ้าข้า ไม่มีผู้ใดเลย" และพระเยซูตรัสกับนางว่า "เราก็ไม่เอาโทษเจ้าเหมือนกัน จงไปเถิด และอย่าทำบาปอีก"
แล้วอื่น ๆ ก็ตอนพระเยซูล้างเท้าให้สาวก ตอนพระเยซูสอนให้รักศัตรู ทั้งหมดส่วนมากมาจาก 4 บทแรกของพระคัมภีร์ในพันธะสัญญาใหม่ คือ มัทธิว มะระโก ลูกา ยอห์นค่ะ

3.ตอนที่ไม่มีในพระคัมภีร์?
ส่วนที่ไม่มีในพระคัมภีร์แล้วก็เพิ่มขึ้นมาแน่นอน คือ ผู้หญิงชุดดำเสียงผู้ชาย ที่มีหนอนในจมูก ล่อลวงให้พระองค์ไม่ยอมตายบนไม้กางเขน
น่าจะเป็นสัญลักษณ์ของซาตานแสดงให้เห็นว่า มันไม่อยากให้พระองค์ยอมถูกตรึงบนไม้กางเขน เพื่อว่าการไถ่บาป แทนมนุษย์จะไม่สำเร็จ

4.แล้วทำไมพระเจ้าต้องให้พระเยซูถูกตรึงบนไม้กางเขนด้วย
เพราะเราเป็นคนบาปค่ะ เด็กไม่ต้องสอนให้โกหก ก็ทำได้เอง แต่เราต้องสอนสิ่งดีให้เค้า เพราะว่าโดยธรรมชาติเรามีแนวโน้มจะทำบาปง่ายกว่าทำดี เหมือนที่
ในพระคัมภีร์โรม บทที่ 7-8 เขียนไว้ค่ะ
7:4 เช่นนั้นแหละ พี่น้องทั้งหลายของข้าพเจ้า ท่านทั้งหลายได้ตายจากพระราชบัญญัติทางพระกายของพระคริสต์ด้วย เพื่อท่านจะตกเป็นของผู้อื่น คือของพระองค์ผู้ทรงฟื้นขึ้นมาจากความตายแล้ว เพื่อเราทั้งหลายจะได้เกิดผลถวายแด่พระเจ้า
7:5 เพราะว่าเมื่อเราเคยมีชีวิตตามเนื้อหนัง ตัณหาชั่วซึ่งเป็นมาโดยพระราชบัญญัติได้ทำให้อวัยวะของเราเกิดผลนำไปสู่ความตาย
7:6 แต่บัดนี้เราได้พ้นจากพระราชบัญญัติ คือได้ตายจากพระราชบัญญัติที่ได้ผูกมัดเราไว้ เพื่อเราจะได้ไม่ประพฤติตามตัวอักษรในประมวลพระราชบัญญัติเก่า แต่จะดำเนินชีวิตใหม่ตามลักษณะจิตวิญญาณ
7:7 ถ้าเช่นนั้นเราจะว่าอย่างไร ว่าพระราชบัญญัติคือบาปหรือ ขอพระเจ้าอย่ายอมให้เป็นเช่นนั้นเลย แต่ว่าถ้ามิใช่เพราะพระราชบัญญัติแล้ว ข้าพเจ้าก็จะไม่รู้จักบาป เพราะว่าถ้าพระราชบัญญัติมิได้ห้ามว่า "อย่าโลภ" ข้าพเจ้าก็จะไม่รู้ว่าอะไรคือความโลภ
7:8 แต่ว่าบาปได้ถือเอาพระบัญญัตินั้นเป็นช่อง ทำให้ตัณหาชั่วทุกอย่างเกิดขึ้นในตัวข้าพเจ้า เพราะว่าถ้าไม่มีพระราชบัญญัติ บาปก็ตายเสียแล้ว
7:9 เพราะครั้งหนึ่งข้าพเจ้าดำรงชีวิตอยู่โดยปราศจากพระราชบัญญัติ แต่เมื่อมีพระบัญญัติบาปก็กลับมีขึ้นอีกและข้าพเจ้าก็ตาย
7:10 พระบัญญัตินั้นซึ่งมีขึ้นเพื่อให้มีชีวิต ข้าพเจ้าเห็นว่ากลับเป็นเหตุที่ทำให้ถึงความตาย
7:11 เพราะว่าบาปได้ถือเอาพระบัญญัตินั้นเป็นช่องทางล่อลวงข้าพเจ้า และประหารข้าพเจ้าให้ตายด้วยพระบัญญัตินั้น
7:12 เหตุฉะนั้นพระราชบัญญัติจึงเป็นสิ่งบริสุทธิ์ และพระบัญญัติก็บริสุทธิ์ ยุติธรรม และดี
7:13 ถ้าเช่นนั้น สิ่งที่ดีกลับทำให้ข้าพเจ้าต้องตายหรือ ขอพระเจ้าอย่ายอมให้เป็นเช่นนั้นเลย บาปต่างหาก คือบาปซึ่งอาศัยสิ่งที่ดีนั้นทำให้ข้าพเจ้าต้องตาย เพื่อจะให้ปรากฏว่าบาปนั้นเป็นบาปจริงและโดยอาศัยพระบัญญัตินั้น บาปก็ปรากฏว่าชั่วร้ายยิ่งนัก
7:14 เพราะเรารู้ว่าพระราชบัญญัตินั้นเป็นโดยฝ่ายจิตวิญญาณ แต่ว่าข้าพเจ้าเป็นแต่เนื้อหนังถูกขายไว้ให้อยู่ใต้บาป
7:15 ข้าพเจ้าไม่เข้าใจการกระทำของข้าพเจ้าเอง เพราะว่าข้าพเจ้าไม่ทำสิ่งที่ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะทำ แต่กลับทำสิ่งที่ข้าพเจ้าเกลียดชังนั้น
7:16 เหตุฉะนั้นถ้าข้าพเจ้าทำสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาที่จะทำ ข้าพเจ้าก็ยอมรับว่าพระราชบัญญัตินั้นดี
7:17 ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงมิใช่ผู้กระทำ แต่ว่าบาปซึ่งอยู่ในตัวข้าพเจ้านั่นเองเป็นผู้ทำ
7:18 ด้วยว่าข้าพเจ้ารู้ว่าในตัวข้าพเจ้า (คือในเนื้อหนังของข้าพเจ้า) ไม่มีความดีประการใดอยู่เลย เพราะว่าเจตนาดีข้าพเจ้าก็มีอยู่ แต่ซึ่งจะกระทำการดีนั้นข้าพเจ้าหาได้กระทำไม่
7:19 ด้วยว่าการดีนั้นซึ่งข้าพเจ้าปรารถนาทำ ข้าพเจ้าไม่ได้กระทำ แต่การชั่วซึ่งข้าพเจ้ามิได้ปรารถนาทำ ข้าพเจ้ายังทำอยู่
7:20 ถ้าแม้ข้าพเจ้ายังทำสิ่งซึ่งข้าพเจ้าไม่ปรารถนาจะทำ ก็ไม่ใช่ตัวข้าพเจ้าเป็นผู้กระทำ แต่บาปซึ่งอยู่ในตัวข้าพเจ้านั่นเองเป็นผู้กระทำ
7:21 ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเห็นว่าเป็นกฎอย่างหนึ่ง คือเมื่อใดข้าพเจ้าตั้งใจจะกระทำความดี ความชั่วก็ยังติดอยู่ในตัวข้าพเจ้า
7:22 เพราะว่าส่วนลึกในใจของข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าชื่นชมในพระราชบัญญัติของพระเจ้า
7:23 แต่ข้าพเจ้าเห็นมีกฎอีกอย่างหนึ่งอยู่ในอวัยวะของข้าพเจ้า ซึ่งต่อสู้กับกฎแห่งจิตใจของข้าพเจ้า และชักนำให้ข้าพเจ้าอยู่ใต้บังคับกฎแห่งบาปซึ่งอยู่ในอวัยวะของข้าพเจ้า
8:1 เหตุฉะนั้นบัดนี้การปรับโทษจึงไม่มีแก่คนทั้งหลายที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ ผู้ไม่ดำเนินตามฝ่ายเนื้อหนัง แต่ตามฝ่ายพระวิญญาณ
8:2 เพราะว่ากฎของพระวิญญาณแห่งชีวิตในพระเยซูคริสต์ ได้ทำให้ข้าพเจ้าพ้นจากกฎแห่งบาปและความตาย
8:3 เพราะสิ่งซึ่งพระราชบัญญัติทำไม่ได้เพราะเนื้อหนังทำให้อ่อนกำลังไปนั้น พระเจ้าทรงใช้พระบุตรของพระองค์มาในสภาพเสมือนเนื้อหนังที่บาปและเพื่อไถ่บาป พระองค์จึงได้ทรงปรับโทษบาปที่อยู่ในเนื้อหนัง
ก็เลยเป็นที่มาว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงโหดขนาดนี้ค่ะ เพราะมันเป็นความจริงที่โหดร้าย แต่ดูแล้วก็ขอบคุณสำหรับความทรมานเช่นนี้เพราะพระองค์รักมนุษย์ทุกคนค่ะจึงยอมทนทรมาน





Posted by : แพทย์คริสเตียน , Date : 2004-05-13 , Time : 17:23:49 , From IP : 172.29.2.160

ความคิดเห็นที่ : 14


   ขอบคุณมากครับที่ช่วยเพิ่มมุมมองจาก background ด้านนี้ให้ คิดว่าคงจะได้กลับไปชมภาพยนต์เรื่องนี้อีกแน่ๆ และคงจะได้อะไรเพิ่มมากกว่าครั้งแรกไม่น้อย



Posted by : Phoenix , Date : 2004-05-13 , Time : 21:44:24 , From IP : 172.29.3.207

ความคิดเห็นที่ : 15


   ขอบคุณมากครับที่ช่วยเพิ่มมุมมองจาก background ด้านนี้ให้ คิดว่าคงจะได้กลับไปชมภาพยนต์เรื่องนี้อีกแน่ๆ และคงจะได้อะไรเพิ่มมากกว่าครั้งแรกไม่น้อย



Posted by : Phoenix , Date : 2004-05-13 , Time : 21:45:06 , From IP : 172.29.3.207

ความเห็นจาก Social Network : Facebook


สงวนสิทธิ์การแสดงความคิดเห็นสำหรับ สมาชิกเท่านั้น