|
มารู้จักกับ
พยาธิวิทยากายวิภาค กันเถอะ หน่วยพยาธิวิทยากายวิภาค
ธันวาคม 2547
|
||||||
| มารู้จักกับ พยาธิวิทยากายวิภาค กันเถอะ | ||||||
![]() |
ขั้นต้นมารู้จักกับคำว่า พยาธิวิทยา กันก่อนนะครับ เริ่มจากการอ่านกันเลยทีเดียว อ่านว่า พะ-ยา-ทิ-วิด-ทะ-ยา ไม่ใช่ พะ-ยาด-วิด-ทะ-ยา เหมือนที่หลายๆ คนคุ้นเคย และมักคิดถึงว่าหน่วยงานนี้ให้การวินิจฉัย เกี่ยวกับโรคหนอนพยาธิ ซึ่งเป็นความจริงเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ พยาธิวิทยา หมายถึง การศึกษาเรื่องโรคหรือความป่วยไข้ แพทย์ผู้ชำนาญการสาขาพยาธิวิทยา เรียกว่า พยาธิแพทย์ ( อ่านว่า พะ-ยา-ทิ-แพด) ส่วนคำว่า กายวิภาค หมายถึงส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น แขน ขา ผิวหนัง กระเพาะอาหาร เมื่อเอาคำสองคำนี้มารวมกันก็หมายถึง การวินิจฉัยโรคในเนื้อเยื่อ หรืออวัยวะต่างๆ ที่ได้จากร่างกายผู้ป่วยโดยพยาธิแพทย์นั่นเอง ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยมีก้อนที่เต้านม เมื่อแพทย์ผ่าตัด ตัดเอาก้อนมาตรวจแล้ว ได้รับรายงานผลจากห้องปฏิบัติการพยาธิวิทยา ว่าก้อนนั้นเป็นมะเร็ง ผู้ที่ทำหน้าในการ บอก หรือเรียกว่า วินิจฉัยโรค นี้ ก็คือพยาธิแพทย์ นอกจากพยาธิแพทย์แล้ว การทำงานในห้อง ปฏิบัติการพยาธิวิทยายังประกอบไปด้วย เจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความชำนาญอีกหลายสาขา และแบ่งห้องปฏิบัติการหลัก ออกได้เป็น 3 แผนก |
|||||
| พยาธิวิทยายังแบ่งออกได้เป็น
2 แขนงใหญ่ ได้แก่ 1. พยาธิวิทยาคลินิก (Clinical Pathology) ศึกษาทางห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจค้นความผิดปกติในส่วนประกอบต่างๆ ของผู้ป่วย ที่เก็บจาก เลือด น้ำไขสันหลัง สารน้ำจากช่องต่างๆของร่างกาย เช่น อุจจาระ ปัสสาวะ เสมหะ เป็นต้น การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเพื่อดูว่าเป็นเบาหวาน หรือการตรวจดูการทำงานของไต ตับ ก็เป็นตัวอย่างของการตรวจทางพยาธิคลินิก ในบางกรณียังสามารถวินิจฉัยโรคที่ผู้ป่วยเป็นก่อนที่จะแสดงอาการได้ด้วย เช่น ผู้ป่วยที่รับการตรวจร่างกายประจำปี แล้วพบว่า ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูงกว่าปกติ โดยไม่มีอาการใดๆ แพทย์ผู้ดูแลจะได้ให้การรักษาแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะปรากฏอาการอันเนื่องมาจากโคเลสเตอรอลสูงในภายหลัง 2. พยาธิวิทยากายวิภาค (Anatomical Pathology) ศึกษาเกี่ยวกับรูปร่างหรือโครงสร้างของเซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะที่เป็นโรค ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ การตรวจชิ้นเนื้อที่ตัดออกมาจากร่างกายผู้ป่วย เพื่อวินิจฉัยโรคที่เป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคมะเร็งของอวัยวะต่างๆ งานทางด้านพยาธิวิทยากายวิภาคนั้น แบ่งออกได้เป็น 3 ด้านใหญ่ๆ และขอนำเยี่ยมชมดังนี้ |
||||||
|
1. พยาธิศัลยกรรม หรือ การตรวจวินิจฉัยชิ้นเนื้อ
(Surgical
Pathology) |
||||||
พยาธิแพทย์ทำการตรวจชิ้นเนื้อที่ตัดออกจาก ร่างกายด้วยตาเปล่า |
![]() ชิ้นเนื้อตัวอย่างที่เลือกส่งเข้าสู่กระบวน การทำสไลด์ |
|||||
| ชิ้นเนื้อที่ตัดเป็นชิ้นเล็กแล้วนี้จะผ่านน้ำยา เคมีอีกหลายชนิดเพื่อทำให้เนื้อแข็งพอที่จะตัดให้เป็น แผ่นฟิล์มบางๆ วางบนสไลด์ได้ ต่อมาจึงย้อมสไลด์ เพื่อให้เห็นรายละเอียดของเซลล์ ก็เป็นอันเสร็จ กระบวนการทำสไลด์ | ||||||
เจ้าหน้าที่กำลังทำการตัด ชิ้นเนื้อให้เป็นแผ่นบาง |
|
|||||
| พยาธิแพทย์จะศึกษารายละเอียดต่างๆ และให้การวินิจฉัยโรค ด้วยกล้องจุลทรรศน์ แล้วรายงานผลให้แพทย์ผู้ส่งตรวจทราบ กระบวนการทั้งหมดตั้งแต่พยาธิแพทย์ตัดชิ้นเนื้อจากตัวอย่างส่งตรวจ จนถึงให้การวินิจฉัยนั้น ใช้เวลาประมาณ 3 วันสำหรับรายที่ไม่ซับซ้อน | ||||||
ภาพถ่ายของสไลด์ชิ้นเนื้อเมื่อมองผ่านกล้องจุลทรรศน์ |
![]() พยาธิแพทย์กำลังให้การวินิจฉัย ด้วยกล้องจุลทรรศน์ |
|||||
![]() ภาพการย้อมด้วยวิธีอิมมูโนวิทยาสำหรับรายที่ซับซ้อน |
ในรายที่มีความยากในการวินิจฉัย พยาธิแพทย์จะต้องตรวจด้วยวิธีการอื่นเพิ่มเติม เช่น ย้อมพิเศษเพื่อหาเชื้อโรค ย้อมทางอิมมูโนวิทยา หรือตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน ซึ่งสามารถขยายขนาดของเซลล์ได้เป็นพันเป็นหมื่นเท่า จนเห็นรายละเอียดต่างๆ ในเซลล์ นอกจากนี้ หน่วยพยาธิวิทยากายวิภาค ยังให้บริการวินิจฉัยโรค ในขณะที่ผู้ป่วย กำลังผ่าตัด เพื่อศัลยแพทย์ จะได้ตัดสิน เลือกวิธีการรักษาโดยรีบด่วน วิธีการนี้จะทำให้เนื้อเยื่อแข็งตัวโดยใช้ความเย็นจัด เรียกว่า Frozen section ใช้เวลาในการตรวจวินิจฉัย ประมาณ 30 นาที | |||||
![]() การตัดชิ้นเนื้อที่ทำให้แข็งตัวโดยใช้ ความเย็นสำหรับการวินิจฉัยเร่งด่วน |
||||||
ภาพถ่ายจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน |
||||||
สไลด์เซลล์วิทยาที่ย้อมเสร็จแล้ว |
2.
เซลล์วิทยา (Cytology)
นิยมใช้ในการตรวจหาเซลล์มะเร็งที่หลุดออกมาในน้ำคัดหลั่งของร่างกาย ที่รู้จักกันดีและคุ้นเคย คือการตรวจแพพสเมียร์ หามะเร็งปากมดลูก นอกจากนี้ยังมีการตรวจเสมหะ ตรวจน้ำในช่องต่างๆของร่างกาย เช่น ช่องท้อง ช่องปอด หรือการเจาะ ดูดเนื้อเยื่อหรือเซลล์ในร่างกายด้วยเข็มขนาดเล็ก (fine needle aspiration: FNA) ซึ่งเป็นที่นิยม มากในปัจจุบัน เนื่องจาก ทำได้สะดวก สามารถทำได้ที่ห้องตรวจผู้ป่วยนอก ไม่ต้องดมยาสลบ ผู้ป่วยมีแผลเพียง รอยเข็มเจาะ เท่านั้น วิธีการคือ เมื่อแพทย์ดูดเนื้อเยื่อที่ต้องการส่งตรวจแล้วจะป้ายลงบนสไลด์ และส่งมายังห้องปฏิบัติการพยาธิวิทยา กายวิภาคเพื่อให้ ้พยาธิแพทย์ตรวจวินิจฉัย วิธีนี้นิยมใช้ตรวจในผู้ป่วยที่มีก้อนที่ต่อมไทรอยด์ เต้านม และต่อมน้ำเหลือง |
|||||
| 3.
การตรวจศพ (Autopsy)
เป็นการผ่าตรวจพยาธิสภาพของร่างกายผู้ป่วยที่เสียชีวิตแล้ว เพื่อค้นหาสาเหตุของการเสียชีวิต และเป็นการตรวจสอบ ว่าการวินิจฉัยโรคและการรักษาในขณะที่ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่นั้นเป็นอย่างไร การตรวจศพนี้ถือว่าเป็นแหล่งข้อมูลที่มีประโยชน์ยิ่ง ในทางการแพทย์ เพื่อให้แพทย์นำไปใช้ในการดูแลรักษาผู้ป่วยรายต่อไป วิธีการคือ |
||||||
![]() แสดงเตียงที่ใช้ขณะทำการตรวจ |
พยาธิแพทย์และเจ้าหน้าที่ช่วยผ่าศพ จะทำการผ่าเปิดตรวจอวัยวะภายใน ตั้งแต่กระโหลกศีรษะจนถึงช่องท้อง เพื่อตรวจหาสิ่งผิดปกติที่เห็นด้วยตาเปล่า และ เก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อเพื่อทำสไลด์ ด้วยขั้นตอนเดียวกับการตรวจชิ้นเนื้อศัลยกรรม สุดท้ายพยาธิแพทย์จะสรุปสิ่งที่ตรวจพบ อันเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในผู้ป่วย การตรวจศพของพยาธิแพทย์นี้ ต่างจากการตรวจศพทางนิติเวชวิทยา คือ การตรวจศพของพยาธิแพทย์จะทำในผู้ป่วยที่เสียชีวิตจาก โรค มิใช่เกิดจากอุบัติเหตุ ฆาตกรรม หรือการฆ่าตัวตาย ซึ่ง เป็นงานของหมอนิติเวช หลังจากการผ่าตรวจศพแล้วจะทำการตกแต่งศพ ให้อยู่ในสภาพใกล้เคียงกับสภาพเดิมมากที่สุด | |||||
| จะเห็นได้ว่า ถึงแม้พยาธิแพทย์จะไม่ได้มีหน้าที่หลักในการรักษาผู้ป่วย การทำงานเหมือน ปิดทองหลังพระ แต่ก็มีความ สำคัญอย่างยิ่งในด้านของการวินิจฉัยโรค เพื่อที่แพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วย จะได้ให้การรักษาได้ถูกวิธีเพื่อประโยชน์สูงสุด ของผู้ป่วยนั่นเอง | ||||||
|
ขอบคุณ
เจ้าหน้าที่หน่วยพยาธิวิทยากายวิภาค
และแพทย์ใช้ทุนทุกท่านที่ให้ความร่วมมือในการเป็น แบบ สำหรับถ่ายรูป
|
||||||
| กลับหน้าหลัก | ||||||