|
การผ่าตัดสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง โดยวิธีเลสิค |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
อาจารย์นายแพทย์จักรี หิรัญแพทย์
ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์สุเรนทร์ วิริยะเสถียรกุล |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งจะเปิดทำการ ประมาณเดือน มกราคม 2545 |
![]() |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
หลักการมองเห็นภาพ |
การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัด |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ภาวะผิดปกติของสายตา |
การปฎิบัติตนขณะผ่าตัดเลสิค |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
วิธีการแก้ไขภาวะสายตาผิดปกติ
ใครบ้างที่ทำเลสิคได้
|
คำแนะนำการปฎิบัติตนหลังผ่าตัด |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
เทคโนโลยี |
ผลข้างเคียง |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ขั้นตอนการผ่าตัด |
ผลแทรกซ้อน |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
คำถาม- คำตอบ
| 2.เลสิคใช้รักษาอะไรได้บ้าง | |
| 3. เลสิคเหมาะสำหรับผู้ใด | |
| 4. หลังผ่าตัดแล้วจะต้องใส่แว่นอีกหรือไม่ | |
| 5. การผ่าตัดเลสิคปลอดภัยหรือไม่ เสี่ยงไหม | |
| 6. หลังผ่าตัดเลสิคแล้วจะมีอาการเจ็บหรือไม่ |
|
|
หากท่านมีปัญหาสามารถสอบถามได้ที่
ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 90112 โทรศัพท์ / โทรสาร 0 - 7442 - 9619 หรือ E-mail : eye@medicine.ac.th |
|
เราสามารถมองเห็นภาพได้เนื่องจากแสงจากวัตถุส่องเข้ามาภายในตา ผ่านกระจกตาและเลนส์ตา แล้วไปรวมภาพที่จอประสาทตา ทำให้เราสามารถมองเห็นภาพนั้น ๆ ได้ แต่หากการรวมภาพนั้นเกิดขึ้น ณ. ก่อนหรือหลังต่อจอประสาทตาก็จะทำให้เรามองภาพไม่ชัดเจนเรียกว่าเป็นสายตาสั้นหรือสายตายาว ซึ่งปัจจุบันสามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้เลเซอร์
|
|
สายตาปกติ การรวมแสงที่จอประสาทตาพอดี |
ภาวะผิดปกติของสายตาแบ่งออกได้ดังนี้
|
|
1. สายตาสั้น (Myopia) ผู้ที่มีสายตาสั้นมักมองเห็นได้ชัดเจนเฉพาะภาพที่อยู่ใกล้เท่านั้นส่วนภาพที่อยู่ ไกลจะมองได้ไม่ชัดซึ่งเกิดจากแสงหักเหไปรวมกันก่อนถึงจอประสาทตา สามารถแก้ไขได้โดยใช้เลนส์เว้าวางไว้หน้าตาหรือผ่าตัดปรับความโค้งของกระจกตาใหม่เพื่อถ่างลำแสงออกจะได้ไปรวมแสงกันใหม่ที่จอประสาทตาพอดี |
![]() |
2. สายตายาว (Hyperopia) เกิดเนื่องจากแสงหักเหไปรวมกัน แล้วไปตกเลยจอประสาทตา สามารถแก้ไขได้โดยใช้เลนส์นูนวางไว้หน้าตาหรือผ่าตัดแก้ไขปรับความโค้งของกระจกตาใหม่ให้มีความโค้งมากขึ้นเพื่อช่วยรวมแสงเข้ามาจะได้ไปรวมกันที่ตรงจอประสาทตาพอดี |
![]() |
3. สายตาเอียง (Astigmatism) คือภาวะที่แสงไม่รวมเป็นจุดเดียวกัน เช่น แสงที่มาจากภาพในแนวตั้งและแนวนอนหักเหมารวมกันคนละจุดสามารถแก้ไขได้โดยใช้เลนส์ทรงกระบอกวางไว้หน้าตาหรือผ่าตัดเพื่อปรับความโค้งของกระจกตาในแนวตั้งหรือแนวนอนให้เท่ากันและให้แสงหักเหไปรวมกันที่ประสาทตาพอดี |
| 4. สายตายาวคนสูงอายุ (Presbyopia) เป็นสภาวะที่ความสามารถในการรวมแสงลดลง พบในผู้สูงอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป จะมีอาการอ่านหนังสือหรือดูของใกล้ ๆ ไม่ชัดเจน ในขณะที่มองไกลเป็นปกติ แก้ไขการโดยการใช้แว่นเลนส์นูน ในขณะดูใกล้หรืออ่านหนังสือ เฉพาะความผิดปกติของสายตาในกรณีนี้ที่ยังคงรักษาด้วยแสงเลเซอร์ได้ไม่แน่นอน |
การแบ่งระดับของสายตา
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
วิธีการที่จะทำให้ผู้มีสายตาผิดปกติ สามารถมองเห็นได้ชัดเจนขึ้น โดยทั่วไปใช้วิธีการแก้ไขกำลังการรวมแสง หลักการใหญ่ ๆ คือ ลดกำลังการรวมแสงของตาลงในผู้ที่มีสายตาสั้น และเพิ่มกำลังการรวมแสงของตาในผู้ที่มีสายตายาวโดยกำเนิด
1. แว่นตา (spectacles) เป็นวิธีที่ใช้แพร่หลายและปลอดภัยที่สุด แต่ในขณะเดียวกันมีคนจำนวนมากที่ไม่สามารถใช้แว่นในการแก้ไขปัญหาสายตา ด้วยเหตุผลต่าง ๆ กัน เช่น ในผู้ที่มีสายตาแตกต่างกันมากในแต่ละตา มีความจำเป็นในการประกอบอาชีพหรือเล่นกีฬา
2. คอนแทคเลนส์ (Contach lens) เป็นอีกทางเลือกที่นิยมกัน อย่างไรก็ดีผู้ที่มีคอนแทคเลนส์ จะต้องเพิ่มความระมัดระวังในการรักษาความสะอาด เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อที่กระจกตาซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นเสียตาได้ การใช้คอนแทคเลนส์จึงควรได้รับการดูแลจากจักษุแพทย์ นอกจากนี้คนจำนวนมากอาจไม่สามารถใส่คอนแทคเลนส์ เนื่องจากการแพ้คอนแทคเลนส์หรือสารน้ำยาล้างเลนส์ ภาวะบางอย่างก็ไม่เอื้ออำนวยกับการใส่คอนแทคเลนส์ เช่น ที่ที่มีฝุ่น ควันมาก รวมทั้งกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ว่ายน้ำ
การผ่าตัดรักษาภาวะสาตาผิดปกติ (Refractive surgery) ได้ถูกพัฒนาขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาให้แก่ผู้ที่ไม่สามารถ (หรือไม่ต้องการ) ใส่แว่นหรือคอนแทคเลนส์จากเหตุผลต่าง ๆ ข้างต้น
3. การผ่าตัดรักษาภาวะสายตาผิดปกติ
(Refractive surgery) ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายสิบปี
จากวิธีกรีดกระจกตา (RK หรือ Radial keratotomy) มาจนถึงการใช้เอ็กไซเมอร์เลเซอร์
(Excimer Laser) ขัดผิวกระจกตาโดยตรงที่เรียกว่า Photorefractive keratectomy
(PRK) จนถึงปัจจุบันนี้วิธีที่ปลอดภัยทที่สุดคือ วิธีเลสิค (LASIK)
ตารางการเปรียบเทียบการรักษาภาวะสายตาผิดปกติด้วยวิธีการต่าง ๆ
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|||
|
|
|
|
|
||||
|
|
|
|
|
|
|
|
+ ควรมีอายุ 18 ปี ขึ้นไป
+ มีสายตาคงที่หรือเปลี่ยนแปลงไม่เกิน 50 (0.5D) มาประมาณ 1 ปี
+ มีปัญหาเกี่ยวกับสายตาในระดับที่แก้ไขได้ คือ
- สายตาสั้น 100 ถึง 1800
- สายตายาว 100 ถึง 700
- สายตาเอียง 100 ถึง 500
+ ไม่มีอาการบาดเจ็บทางตา โรคตาที่ซับซ้อน โรคเบาหวาน โรคไขข้ออักเสบเรื้อรัง และโรคภูมิแพ้ SLE
+ ไม่อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร
เทคโนโลยของเราประสานรวมกันเป็นหนึ่งระหว่างเครื่องมือที่ได้รับความไว้วางใจมานานถึงคุณภาพและประสิทธิภาพ โดยเป็นเครื่องใหม่รุ่นล่าสุด(4 th generation) จากประเทศเยอรมันนี และทีมจักษุแพทย์จากโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ สถานที่สะดวกสบาย ตลอดจนมีการจัดห้องสาธิตและให้ความรู้เกี่ยวกับการผ่าตัด LASIK
เนื่องจากขั้นตอนการผ่าตัดไม่ยุ่งยากซับซ้อน โดยทั่วไปมักใช้เวลาทั้งหมดไม่เกิน
30 นาที เริ่มจากใช้เครื่องมือดูดสูญญากาศช่วยยึดตาให้อยู่นิ่ง หลังจากนั้นใช้เครื่องมือแยกชั้นกระจกตา
ฝานกระจกตาออกเป็นแผ่นบาง ๆ ต่อจากนั้นจึงยิงเลเซอร์ลงไปบนกระจกตา สุดท้ายจึงนำกระจกตาส่วนที่ฝานออกปิดกลับดังเดิม
โดยทั่วไปหลังผ่าตัดเสร็จมักมองเห็นได้ดีพอสมควรทันที
|
แยกชั้นกระจกตา |
ยิงเลเซอร์บนกระจกตา |
ปิดชั้นกระจกตาเข้าที่เดิม |
1. การเตรียมตัวก่อนมาตรวจวัดสภาพตาสำหรับทำเลสิค
2. สำหรับท่านที่ใส่คอนแทคเลนส์ ต้องถอดก่อนมาทำการตรวจเป็นเวลาอย่างน้อย 3 วัน สำหรับคอนแทคเลนส์ชนิดนิ่ม (Soft lens) และอย่างน้อย 7 วัน สำหรับคอนแทคเลนส์ชนิดแข็งหรือกึงนิ่มกึ่งแข็ง (Hard or Semi-Hard lens)
** สาเหตุที่จำเป็นต้องถอดคอนแทคเลนส์ออกก่อนมาทำการตรวจวัดสภาพตาโดยละเอียด เนื่องจากเมื่อใส่คอนแทคเลนส์ไปเป็นระยะเวลานาน ๆ อาจทำให้รูปร่างหรือความโค้งของกระจกตาเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะส่งต่อค่าสายตาที่ตรวจวัดอย่างละเอียดได้ ดังนั้นเพื่อให้กระจกตาคืนตัวและเพื่อความแม่นยำในการตรวจวัด แพทย์จึงแนะนำให้ถอดคอนแทคเลนส์ที่ใส่อยู่ก่อนมาทำการตรวจ
3. ในการตรวจ แพทย์จะทำการตรวจสภาพตาอย่างละเอียด ทั้งการตรวจวัดค่าสายตา, ค่าความโค้ง, ความหนาของกระจกตา, ตรวจสภาพกระจกตาและจอประสาทตา (ทั้งสภาพปกติและหลังจากขยายม่านตาโดยการหยอดยา) ซึ่งจะใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 2-3 ชั่วโมง
4. ควรจะนำญาติหรือเพื่อนมาด้วย ไม่ควรที่จะขับรถมาเอง เนื่องจากการหยอดยาขยายม่านตาจะทำให้เกิดอาการตาสู้แสงจ้าไม่ได้ และมองเห็นไม่ชัดเจน (เป็นเวลาประมาณ 4- 6 ชั่วโมง) ซึ่งในทางที่ดีควรจะนำแว่นกันแดดมาสวมด้วยหลังจากตรวจสภาพตาแล้ว
5. ถ้ามีโรคประจำตัวหรืออยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ควรแจ้งให้แพทย์ทราบด้วยทุกครั้ง
6. รับคำแนะนำเพิ่มเติมจากแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ของศูนย์
ฯ สำหรับการปฎิบัติตัว และการนัดหมายในครั้งต่อไป
2. ควรนำญาติหรือเพื่อนมาด้วย เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับ
3. อาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย และสระผมมาจากบ้านให้เรียบร้อย
4. งดใช้เครื่องสำอางค์บริเวณใบหน้าและรอบดวงตา รวมถึงน้ำหอม สเปรย์จัดทรงผม และดับกลิ่นทุกชนิด
5. ไม่ควรใส่เสื้อยืดชนิดสวมหัว เพราะอาจครูดบริเวณดวงตาเวลาถอดได้ ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่หลวม ๆ ใส่สบาย
6. รับประทานอาหารหรือยาที่ใช้อยู่ได้ตามปกติ
7. ในขณะผ่าตัดทำใจให้สบาย ไม่ต้องเกร็งหรือกังวลใจอะไร ให้ปฎิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และพยาบาลซึ่งจะบอกการปฎิบัติตัวเป็นแต่ละขั้นตอนไป
8. หลังทำการผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว ไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ทันที โดยแพทย์จะนัดมาทำการเปิดฝาครอบตาและตรวจสภาพตาในวันรุ่งขึ้น
การปฎิบัติตนขณะผ่าตัดเลสิค
คำแนะนำการปฎิบัติตัวหลังผ่าตัดเลสิค
- ในบางราย อาจพบอาการตาแดงหรือแสบตาสู้แสงจ้าไม่ได้ ซึ่งอาการดังกล่าวจะหายเองภายในระยะเวลา 1 สัปดาห์
3. ไม่ควรใช้สายตาเป็นเวลานาน ๆ ในระยะ 24 ชั่วโมง แรกของการผ่าตัด ไม่ว่าจะเป็นการขับรถ อ่านหนังสือพิมพ์ ดูโทรทัศน์หรือจอคอมพิวเตอร์ เพราะจะทำให้รูสึกระคายเคืองตายิ่งขึ้น ดังนั้นการพักผ่อนสายตาให้มากที่สุด โดยการหลับตาหรือนอนหลับ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับสายตาในช่วงนี้
4. ห้ามขยี้ตาโดยเด็ดขาด และระวังอย่าให้น้ำเข้าตาเป็นเวลาอย่างน้อย 1 อาทิตย์ ไม่ควรล้างหน้าในช่วงนี้ ถ้าจำเป็นต้องทำความสะอาดบริเวณใบหน้า ให้ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำสะอาดเช็ดหน้าเท่านั้น
5. หยอดยาและรับประทานยาตามที่ได้รับจากแพทย์อย่างเคร่งครัด
6. ควรปิดที่ครอบตาทุกคืนก่อนนอนเป็นเวลา 1 อาทิตย์ เพื่อป้องกันการขยี้ตาโดยไม่ได้ตั้งใจในขณะหลับ
7. ควรหลีกเลี่ยงในที่ที่มีฝุ่นละอองหรือควันบุหรี่ และควรสวมแว่นกันแดดทุกครั้งเวลาออกข้างนอก เพื่อป้องกันฝุ่นละอองและทำให้ตาสบาย
8. ห้ามว่ายน้ำเป็นเวลา 1 เดือน
9. งดใช้เครื่องสำอางบริเวณรอบดวงตา และห้ามทาเปลือกตาเป็นเวลา 1 อาทิตย์
10. ควรหลีกเลี่ยงการสวมเสื้อทางศรีษะ เช่น เสื้อยืดคอกลมที่คับ ๆ เป็นเวลา 2 อาทิตย์ เพราะอาจกระทบบริเวณดวงตาได้
11. มาตรวจตามที่แพทย์นัดทุกครั้ง
12. ปฎิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด อันจะส่งผลต่อประสิทธิผลของการรักษาโดยรวมและถ้ามีปัญหาหรืออาการผิดปกติให้รีบมาพบแพทย์ก่อนวันนัด
ผลข้างเคียง
ผลข้างเคียง หมายถึง อาการที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยส่วนใหญ่หลังจากรักษาด้วยวิธีเลสิค แต่อาการเหล่านี้จะมีอยู่ช่วงแรก ๆ เท่านั้น จากนั้นอาการจะค่อนๆ ดีขึ้นและส่วนใหญ่จะหายเป็นปกติในที่สุด ผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นหลังจากการทำเลสิค คือการเห็นแสงกระจาย หรือรัศมีรอบดวงไฟในเวลากลางคืน มองเห็นไม่ชัดเจนในที่มืด ซึ่งผลข้างเคียงนี้มักเกิดขึ้นในคนที่มีรูม่านตาใหญ่และมีสายตาสั้นมาก หรือยาวมาก และผลข้างเคียงอีกอย่างคือ ตาแห้ง โดยเฉพาะผู้ที่มีตาแห้งอยู่เดิม และผลข้างเคียงเหล่านี้จะค่อย ๆ หมดไปหลังจากที่ดวงตาคืนสู่สภาพปกติ
เนื่องจากการสมานแผลและเนื้อเยื่อของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ผลการรักษาจึงอาจแตกต่างกัน สำหรับบางท่านอาจเหลือสายตาผิดปกติอีกเล็กน้อย
ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมองเห็นได้ชัดเจนในการทำเลสิคเพียงครั้งเดียว
แต่สำหรับบางท่าน อาจต้องมีการผ่าตัดเป็นครั้งที่ 2 เพื่อปรับแต่งและรักษาเพิ่มเติม
ซึ่งก็ทำได้ง่าย โดยสามารถทำได้ภายใน 2-3 เดือน หลังจากผ่าตัดครั้งแรก
ผลแทรกซ้อน
การรักษาสายตาด้วยวิธีเลสิคถือเป็นวิธีการรักษาที่ให้ความปลอดภัยสูง หากมีการแทรกซ้อนเกิดขึ้นก็สามารถแก้ไขด้วยการใช้ยาหรือผ่าตัดถ้าจำเป็น ซึ่งอาการแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ มีดังนี้
1. การติดเชื้อ (น้อยกว่า 1 ใน 5,000)
เป็นอาการแทรกซ้อนที่พบน้อยมาก แต่ถ้าไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีก็สามารถก่อให้เกิดความเสียหายกับกระจกตาได้ ซึ่งการติดเชื้อนี้มักถูกตรวจพบในช่วงสัปดาห์แรก หลังจากการทำเลสิคและรักษาหายด้วยการใช้ยา
2. ปัญหาในการเปิดกระจกตา (1%)
ในกรณีที่ดวงตาและบริเวณรอบ ๆ ดวงตามีรูปร่างผิดปกติ อาจเป็นอุปสรรคในการเปิดกระจกตา ซึ่งแพทย์สามารถแก้ปัญหาด้วยการปรับเปลี่ยนเครื่องมือหรือวิธีการให้เหมาะสม อย่างไรก็ดี ถึงแม้นจะมีการปรับเปลี่ยนแล้ว กระจกตาที่เปิดอาจยังไม่สมบูรณ์ดีพอ แพทย์จะปิดกระจกตาลงดังเดิม ผู้ป่วยจะมองเห็นชัดในวันรุ่งขึ้น และต้องเลื่อนการทำเลสิคออกไปอีกประมาณ 3 เดือน หรืออาจเปลี่ยนไปใช้วิธีการรักษาอื่นที่เหมาะสม
3. สายตาไม่คมชัด (น้อยกว่า 2 % )
ในบางครั้งหลังการผ่าตัด ผู้ป่วยอาจจะมองเห็นไม่คมชัด เนื่องจากมีฝ้าบาง ๆ ที่กระจกตา หรือสายตาเอียงเล็กน้อย ซึ่งอาการเหล่านี้ส่วนใหญ่จะค่อย ๆ ดีขึ้นในที่สุด
4. การอักเสบ (น้อยกว่า 1%)
คนไข้ส่วนใหญ่หลังจากทำเลสิค มักจะมีการอักเสบเกิดขึ้นเสมอเพราะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสมานแผล ซึ่งการอักเสบนี้จะค่อยๆทุเลาลงและหายไปเองโดยไม่ต้องรักษา อย่างไรก็ดีในกรณีที่มีการอักเสบมาก สามารถใช้หยอดตาช่วยบรรเทาอาการได้
5. อาการแทรกซ้อนอื่น ๆ (น้อยกว่า 2%)
นอกจากอาการที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก เช่น กระจกตาที่เปิดออกเกิดรอยย่นเล็ก ๆ ขึ้น (น้อยกว่า 1 %) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสมานแผล ปัญหานี้จะหายไปเองภายในเวลา 3-6 เดือน นอกจากนี้เซลล์จากชั้นนอกของกระจกตา (Epithelium) อาจงอกเลยเข้าไปในชั้นกระจกตาที่ทำเลสิคและไปรบกวนกระบวนการสมานแผล (น้อยกว่า 1 %) ซึ่งอาการแทรกซ้อนเหล่านี้แพทย์สามารถแก้ไขให้ดีขึ้นได้ โดยการใช้ยาหรือผ่าตัดถ้าจำเป็น
คำถาม-คำตอบ
โดยควรมีอายุ 18 ปีขึ้นไปและสายตาคงที่อย่างน้อย 1 ปี นอกจากนี้ไม่ควรมีโรคตาเรื้อรัง, ไม่มีโรครูมาตอยด์ และโรคเอสแอลอี
*คนที่อายุมากกว่า 40 ปีอาจจะจำเป็นต้องใช้แว่นตาสำหรับอ่านหนังสือ
* ในบางขณะที่ต้องการความคมชัดเป็นพิเศษ เช่น ขณะขับรถตอนกลางคืน
บางคนอาจจะต้องใส่แว่นตาในขณะนั้นเป็นครั้งคราว