การผ่าตัดสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง โดยวิธีเลสิค



 
อาจารย์นายแพทย์จักรี หิรัญแพทย์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์สุเรนทร์ วิริยะเสถียรกุล

คอยพบกับศูนย์เลสิค
ภาควิชาจักษุวิทยา
คณะแพทยศาสตร์
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ซึ่งจะเปิดทำการ
ประมาณเดือน มกราคม 2545
หลักการมองเห็นภาพ การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัด
ภาวะผิดปกติของสายตา   การปฎิบัติตนขณะผ่าตัดเลสิค
วิธีการแก้ไขภาวะสายตาผิดปกติ

ใครบ้างที่ทำเลสิคได้
คำแนะนำการปฎิบัติตนหลังผ่าตัด
เทคโนโลยี ผลข้างเคียง
  ขั้นตอนการผ่าตัด ผลแทรกซ้อน

คำถาม- คำตอบ

1. เลสิคคืออะไร

2.เลสิคใช้รักษาอะไรได้บ้าง
3. เลสิคเหมาะสำหรับผู้ใด
4. หลังผ่าตัดแล้วจะต้องใส่แว่นอีกหรือไม่
5. การผ่าตัดเลสิคปลอดภัยหรือไม่ เสี่ยงไหม
6. หลังผ่าตัดเลสิคแล้วจะมีอาการเจ็บหรือไม่


 

หากท่านมีปัญหาสามารถสอบถามได้ที่ 

ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ 

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

อ.หาดใหญ่  จ.สงขลา  90112

โทรศัพท์ / โทรสาร 0 - 7442 - 9619

หรือ E-mail : eye@medicine.ac.th


 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

หลักการมองเห็นภาพ

เราสามารถมองเห็นภาพได้เนื่องจากแสงจากวัตถุส่องเข้ามาภายในตา ผ่านกระจกตาและเลนส์ตา แล้วไปรวมภาพที่จอประสาทตา ทำให้เราสามารถมองเห็นภาพนั้น ๆ ได้ แต่หากการรวมภาพนั้นเกิดขึ้น ณ. ก่อนหรือหลังต่อจอประสาทตาก็จะทำให้เรามองภาพไม่ชัดเจนเรียกว่าเป็นสายตาสั้นหรือสายตายาว ซึ่งปัจจุบันสามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้เลเซอร์












ภาวะผิดปกติของสายตา
 

สายตาปกติ การรวมแสงที่จอประสาทตาพอดี

ภาวะผิดปกติของสายตาแบ่งออกได้ดังนี้


1. สายตาสั้น (Myopia) ผู้ที่มีสายตาสั้นมักมองเห็นได้ชัดเจนเฉพาะภาพที่อยู่ใกล้เท่านั้นส่วนภาพที่อยู่ ไกลจะมองได้ไม่ชัดซึ่งเกิดจากแสงหักเหไปรวมกันก่อนถึงจอประสาทตา สามารถแก้ไขได้โดยใช้เลนส์เว้าวางไว้หน้าตาหรือผ่าตัดปรับความโค้งของกระจกตาใหม่เพื่อถ่างลำแสงออกจะได้ไปรวมแสงกันใหม่ที่จอประสาทตาพอดี 
2. สายตายาว (Hyperopia) เกิดเนื่องจากแสงหักเหไปรวมกัน แล้วไปตกเลยจอประสาทตา สามารถแก้ไขได้โดยใช้เลนส์นูนวางไว้หน้าตาหรือผ่าตัดแก้ไขปรับความโค้งของกระจกตาใหม่ให้มีความโค้งมากขึ้นเพื่อช่วยรวมแสงเข้ามาจะได้ไปรวมกันที่ตรงจอประสาทตาพอดี 
3. สายตาเอียง (Astigmatism) คือภาวะที่แสงไม่รวมเป็นจุดเดียวกัน เช่น แสงที่มาจากภาพในแนวตั้งและแนวนอนหักเหมารวมกันคนละจุดสามารถแก้ไขได้โดยใช้เลนส์ทรงกระบอกวางไว้หน้าตาหรือผ่าตัดเพื่อปรับความโค้งของกระจกตาในแนวตั้งหรือแนวนอนให้เท่ากันและให้แสงหักเหไปรวมกันที่ประสาทตาพอดี 
  4. สายตายาวคนสูงอายุ (Presbyopia) เป็นสภาวะที่ความสามารถในการรวมแสงลดลง พบในผู้สูงอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป จะมีอาการอ่านหนังสือหรือดูของใกล้ ๆ ไม่ชัดเจน ในขณะที่มองไกลเป็นปกติ แก้ไขการโดยการใช้แว่นเลนส์นูน ในขณะดูใกล้หรืออ่านหนังสือ เฉพาะความผิดปกติของสายตาในกรณีนี้ที่ยังคงรักษาด้วยแสงเลเซอร์ได้ไม่แน่นอน

แพทย์สามารถวัดความผิดปกติของสายตาได้โดยใช้หน่วยวัดเป็นไดออปเตอร์ (D) เช่น สายตาสั้น 3.00 ไดออปเตอร์ จะเรียกว่า - 3.00 D. ส่วนชาวบ้านทั่วไปมักเรียกเป็นหลักร้อยว่าสั้น 300
 
 

การแบ่งระดับของสายตา

ระดับสายตา
น้อย
ปานกลาง
มาก
สั้น
100 ถึง 300
300 ถึง 600
600 ขึ้นไป
ยาว
100 ถึง 300
300 ถึง 600
600 ขึ้นไป
เอียง
น้อยกว่า 100
100 ถึง 300
300 ขึ้นไป

 



 

   วิธีการแก้ไขภาวะสายตาผิดปกติ

วิธีการที่จะทำให้ผู้มีสายตาผิดปกติ สามารถมองเห็นได้ชัดเจนขึ้น โดยทั่วไปใช้วิธีการแก้ไขกำลังการรวมแสง หลักการใหญ่ ๆ คือ ลดกำลังการรวมแสงของตาลงในผู้ที่มีสายตาสั้น และเพิ่มกำลังการรวมแสงของตาในผู้ที่มีสายตายาวโดยกำเนิด

1. แว่นตา (spectacles) เป็นวิธีที่ใช้แพร่หลายและปลอดภัยที่สุด แต่ในขณะเดียวกันมีคนจำนวนมากที่ไม่สามารถใช้แว่นในการแก้ไขปัญหาสายตา ด้วยเหตุผลต่าง ๆ กัน เช่น ในผู้ที่มีสายตาแตกต่างกันมากในแต่ละตา มีความจำเป็นในการประกอบอาชีพหรือเล่นกีฬา

2. คอนแทคเลนส์ (Contach lens) เป็นอีกทางเลือกที่นิยมกัน อย่างไรก็ดีผู้ที่มีคอนแทคเลนส์ จะต้องเพิ่มความระมัดระวังในการรักษาความสะอาด เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อที่กระจกตาซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นเสียตาได้ การใช้คอนแทคเลนส์จึงควรได้รับการดูแลจากจักษุแพทย์ นอกจากนี้คนจำนวนมากอาจไม่สามารถใส่คอนแทคเลนส์ เนื่องจากการแพ้คอนแทคเลนส์หรือสารน้ำยาล้างเลนส์ ภาวะบางอย่างก็ไม่เอื้ออำนวยกับการใส่คอนแทคเลนส์ เช่น ที่ที่มีฝุ่น ควันมาก รวมทั้งกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ว่ายน้ำ

การผ่าตัดรักษาภาวะสาตาผิดปกติ (Refractive surgery) ได้ถูกพัฒนาขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาให้แก่ผู้ที่ไม่สามารถ (หรือไม่ต้องการ) ใส่แว่นหรือคอนแทคเลนส์จากเหตุผลต่าง ๆ ข้างต้น

3. การผ่าตัดรักษาภาวะสายตาผิดปกติ (Refractive surgery) ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายสิบปี จากวิธีกรีดกระจกตา (RK หรือ Radial keratotomy) มาจนถึงการใช้เอ็กไซเมอร์เลเซอร์ (Excimer Laser) ขัดผิวกระจกตาโดยตรงที่เรียกว่า Photorefractive keratectomy (PRK) จนถึงปัจจุบันนี้วิธีที่ปลอดภัยทที่สุดคือ วิธีเลสิค (LASIK)
 
 

ตารางการเปรียบเทียบการรักษาภาวะสายตาผิดปกติด้วยวิธีการต่าง ๆ


วิธี
ความสะดวกในการดูแลรักษา
ความมั่นใจในบุคลิกภาพ
ราคาถูก
ความสะดวกในการใช้งาน
ใช้ได้กับทุกคน
ใช้ได้กับทุกสภาพแวดล้อม
ทัศนวิสัยในการมองเป็นมุมกว้าง
แว่นสายตา
/
 
/
/
/
   
คอนแทคเลนส์
 
/
/
     
/
LASIK
/
/
 
/
/
/
/

 
 
 
 
  ใครบ้างที่ทำเลสิคได้
+ ควรมีอายุ 18 ปี ขึ้นไป
+ มีสายตาคงที่หรือเปลี่ยนแปลงไม่เกิน 50 (0.5D) มาประมาณ 1 ปี
+ มีปัญหาเกี่ยวกับสายตาในระดับที่แก้ไขได้ คือ
    - สายตาสั้น 100 ถึง 1800
    - สายตายาว 100 ถึง 700
    - สายตาเอียง 100 ถึง 500
+ ไม่มีอาการบาดเจ็บทางตา โรคตาที่ซับซ้อน โรคเบาหวาน โรคไขข้ออักเสบเรื้อรัง และโรคภูมิแพ้ SLE
+ ไม่อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร

 
 
 
 
  เทคโนโลยี

 
 

เทคโนโลยของเราประสานรวมกันเป็นหนึ่งระหว่างเครื่องมือที่ได้รับความไว้วางใจมานานถึงคุณภาพและประสิทธิภาพ โดยเป็นเครื่องใหม่รุ่นล่าสุด(4 th generation) จากประเทศเยอรมันนี และทีมจักษุแพทย์จากโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ สถานที่สะดวกสบาย ตลอดจนมีการจัดห้องสาธิตและให้ความรู้เกี่ยวกับการผ่าตัด LASIK












ขั้นตอนการผ่าตัด

เนื่องจากขั้นตอนการผ่าตัดไม่ยุ่งยากซับซ้อน โดยทั่วไปมักใช้เวลาทั้งหมดไม่เกิน 30 นาที เริ่มจากใช้เครื่องมือดูดสูญญากาศช่วยยึดตาให้อยู่นิ่ง หลังจากนั้นใช้เครื่องมือแยกชั้นกระจกตา ฝานกระจกตาออกเป็นแผ่นบาง ๆ ต่อจากนั้นจึงยิงเลเซอร์ลงไปบนกระจกตา สุดท้ายจึงนำกระจกตาส่วนที่ฝานออกปิดกลับดังเดิม โดยทั่วไปหลังผ่าตัดเสร็จมักมองเห็นได้ดีพอสมควรทันที
 

แยกชั้นกระจกตา

ยิงเลเซอร์บนกระจกตา

ปิดชั้นกระจกตาเข้าที่เดิม


 

----

  การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดเลสิค

1. การเตรียมตัวก่อนมาตรวจวัดสภาพตาสำหรับทำเลสิค

1. โทรติดต่อนัดหมายล่วงหน้ากับเจ้าหน้าที่ของศูนย์ สำหรับวัน - เวลาที่เหมาะสมเพื่อความสะดวกและรวดเร็วของท่าน

2. สำหรับท่านที่ใส่คอนแทคเลนส์ ต้องถอดก่อนมาทำการตรวจเป็นเวลาอย่างน้อย 3 วัน สำหรับคอนแทคเลนส์ชนิดนิ่ม (Soft lens) และอย่างน้อย 7 วัน สำหรับคอนแทคเลนส์ชนิดแข็งหรือกึงนิ่มกึ่งแข็ง (Hard or Semi-Hard lens)

** สาเหตุที่จำเป็นต้องถอดคอนแทคเลนส์ออกก่อนมาทำการตรวจวัดสภาพตาโดยละเอียด เนื่องจากเมื่อใส่คอนแทคเลนส์ไปเป็นระยะเวลานาน ๆ อาจทำให้รูปร่างหรือความโค้งของกระจกตาเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะส่งต่อค่าสายตาที่ตรวจวัดอย่างละเอียดได้ ดังนั้นเพื่อให้กระจกตาคืนตัวและเพื่อความแม่นยำในการตรวจวัด แพทย์จึงแนะนำให้ถอดคอนแทคเลนส์ที่ใส่อยู่ก่อนมาทำการตรวจ

3. ในการตรวจ แพทย์จะทำการตรวจสภาพตาอย่างละเอียด ทั้งการตรวจวัดค่าสายตา, ค่าความโค้ง, ความหนาของกระจกตา, ตรวจสภาพกระจกตาและจอประสาทตา (ทั้งสภาพปกติและหลังจากขยายม่านตาโดยการหยอดยา) ซึ่งจะใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 2-3 ชั่วโมง

4. ควรจะนำญาติหรือเพื่อนมาด้วย ไม่ควรที่จะขับรถมาเอง เนื่องจากการหยอดยาขยายม่านตาจะทำให้เกิดอาการตาสู้แสงจ้าไม่ได้ และมองเห็นไม่ชัดเจน (เป็นเวลาประมาณ 4- 6 ชั่วโมง) ซึ่งในทางที่ดีควรจะนำแว่นกันแดดมาสวมด้วยหลังจากตรวจสภาพตาแล้ว

5. ถ้ามีโรคประจำตัวหรืออยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ควรแจ้งให้แพทย์ทราบด้วยทุกครั้ง

6. รับคำแนะนำเพิ่มเติมจากแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ของศูนย์ ฯ สำหรับการปฎิบัติตัว และการนัดหมายในครั้งต่อไป
 
 

2. การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการผ่าตัดเลสิค 1. เพื่อความพร้อมและความเรียบร้อยของการเตรียมตัว ควรมาถึงศูนย์ ฯ ก่อนเวลานัดหมายประมาณ 15 นาที

2. ควรนำญาติหรือเพื่อนมาด้วย เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับ

3. อาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย และสระผมมาจากบ้านให้เรียบร้อย

4. งดใช้เครื่องสำอางค์บริเวณใบหน้าและรอบดวงตา รวมถึงน้ำหอม สเปรย์จัดทรงผม และดับกลิ่นทุกชนิด

5. ไม่ควรใส่เสื้อยืดชนิดสวมหัว เพราะอาจครูดบริเวณดวงตาเวลาถอดได้ ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่หลวม ๆ ใส่สบาย

6. รับประทานอาหารหรือยาที่ใช้อยู่ได้ตามปกติ

7. ในขณะผ่าตัดทำใจให้สบาย ไม่ต้องเกร็งหรือกังวลใจอะไร ให้ปฎิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และพยาบาลซึ่งจะบอกการปฎิบัติตัวเป็นแต่ละขั้นตอนไป

8. หลังทำการผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว ไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ทันที โดยแพทย์จะนัดมาทำการเปิดฝาครอบตาและตรวจสภาพตาในวันรุ่งขึ้น

----


 
 

การปฎิบัติตนขณะผ่าตัดเลสิค

    1. ขณะเตรียมการผ่าตัดจะมีการทำความสะอาดใบหน้าด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อให้หลับตาเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำยาเข้าตา
    2. นอนราบและห้ามเอียงศีรษะ ถ้าจะไอ จามหรือเคลื่อนไหวร่างกายต้องบอกแพทย์ก่อนทุกครั้ง
    3. ตามองตรง จ้องที่แสงไฟเป้าหมาย เมื่อเครื่องเลเซอร์ทำงานจะมีเสียงดังและอาจมีกลิ่นเล็กน้อย ไม่ต้องตกใจให้มองที่แสงไฟเป้าหมายไว้ตลอดเวลา
----














คำแนะนำการปฎิบัติตัวหลังผ่าตัดเลสิค

1. หลังการผ่าตัดเลสิก อาจพบอาการข้างเคียงดังต่อไปนี้ - น้ำตาไหล แสบตา ระคายเคืองตา ซึ่งอาการเหล่านี้จะรู้สึกดีขึ้นเมื่อหลับตาลง

- ในบางราย อาจพบอาการตาแดงหรือแสบตาสู้แสงจ้าไม่ได้ ซึ่งอาการดังกล่าวจะหายเองภายในระยะเวลา 1 สัปดาห์

2. ห้ามเอาที่ครอบตาออกเอง แพทย์จะเป็นผู้นัดมาเปิดในวันรุ่งขึ้นหลังจากการผ่าตัด

3. ไม่ควรใช้สายตาเป็นเวลานาน ๆ ในระยะ 24 ชั่วโมง แรกของการผ่าตัด ไม่ว่าจะเป็นการขับรถ อ่านหนังสือพิมพ์ ดูโทรทัศน์หรือจอคอมพิวเตอร์ เพราะจะทำให้รูสึกระคายเคืองตายิ่งขึ้น ดังนั้นการพักผ่อนสายตาให้มากที่สุด โดยการหลับตาหรือนอนหลับ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับสายตาในช่วงนี้

4. ห้ามขยี้ตาโดยเด็ดขาด และระวังอย่าให้น้ำเข้าตาเป็นเวลาอย่างน้อย 1 อาทิตย์ ไม่ควรล้างหน้าในช่วงนี้ ถ้าจำเป็นต้องทำความสะอาดบริเวณใบหน้า ให้ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำสะอาดเช็ดหน้าเท่านั้น

5. หยอดยาและรับประทานยาตามที่ได้รับจากแพทย์อย่างเคร่งครัด

6. ควรปิดที่ครอบตาทุกคืนก่อนนอนเป็นเวลา 1 อาทิตย์ เพื่อป้องกันการขยี้ตาโดยไม่ได้ตั้งใจในขณะหลับ

7. ควรหลีกเลี่ยงในที่ที่มีฝุ่นละอองหรือควันบุหรี่ และควรสวมแว่นกันแดดทุกครั้งเวลาออกข้างนอก เพื่อป้องกันฝุ่นละอองและทำให้ตาสบาย

8. ห้ามว่ายน้ำเป็นเวลา 1 เดือน

9. งดใช้เครื่องสำอางบริเวณรอบดวงตา และห้ามทาเปลือกตาเป็นเวลา 1 อาทิตย์

10. ควรหลีกเลี่ยงการสวมเสื้อทางศรีษะ เช่น เสื้อยืดคอกลมที่คับ ๆ เป็นเวลา 2 อาทิตย์ เพราะอาจกระทบบริเวณดวงตาได้

11. มาตรวจตามที่แพทย์นัดทุกครั้ง

12. ปฎิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด อันจะส่งผลต่อประสิทธิผลของการรักษาโดยรวมและถ้ามีปัญหาหรืออาการผิดปกติให้รีบมาพบแพทย์ก่อนวันนัด
 
 

 
 

 
 
 
 
 
 

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียง หมายถึง อาการที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยส่วนใหญ่หลังจากรักษาด้วยวิธีเลสิค แต่อาการเหล่านี้จะมีอยู่ช่วงแรก ๆ เท่านั้น จากนั้นอาการจะค่อนๆ ดีขึ้นและส่วนใหญ่จะหายเป็นปกติในที่สุด ผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นหลังจากการทำเลสิค คือการเห็นแสงกระจาย หรือรัศมีรอบดวงไฟในเวลากลางคืน มองเห็นไม่ชัดเจนในที่มืด ซึ่งผลข้างเคียงนี้มักเกิดขึ้นในคนที่มีรูม่านตาใหญ่และมีสายตาสั้นมาก หรือยาวมาก และผลข้างเคียงอีกอย่างคือ ตาแห้ง โดยเฉพาะผู้ที่มีตาแห้งอยู่เดิม และผลข้างเคียงเหล่านี้จะค่อย ๆ หมดไปหลังจากที่ดวงตาคืนสู่สภาพปกติ

เนื่องจากการสมานแผลและเนื้อเยื่อของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ผลการรักษาจึงอาจแตกต่างกัน สำหรับบางท่านอาจเหลือสายตาผิดปกติอีกเล็กน้อย

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมองเห็นได้ชัดเจนในการทำเลสิคเพียงครั้งเดียว แต่สำหรับบางท่าน อาจต้องมีการผ่าตัดเป็นครั้งที่ 2 เพื่อปรับแต่งและรักษาเพิ่มเติม ซึ่งก็ทำได้ง่าย โดยสามารถทำได้ภายใน 2-3 เดือน หลังจากผ่าตัดครั้งแรก
 
 

 
 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

ผลแทรกซ้อน

การรักษาสายตาด้วยวิธีเลสิคถือเป็นวิธีการรักษาที่ให้ความปลอดภัยสูง หากมีการแทรกซ้อนเกิดขึ้นก็สามารถแก้ไขด้วยการใช้ยาหรือผ่าตัดถ้าจำเป็น ซึ่งอาการแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ มีดังนี้

1. การติดเชื้อ (น้อยกว่า 1 ใน 5,000)

เป็นอาการแทรกซ้อนที่พบน้อยมาก แต่ถ้าไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีก็สามารถก่อให้เกิดความเสียหายกับกระจกตาได้ ซึ่งการติดเชื้อนี้มักถูกตรวจพบในช่วงสัปดาห์แรก หลังจากการทำเลสิคและรักษาหายด้วยการใช้ยา

2. ปัญหาในการเปิดกระจกตา (1%)

ในกรณีที่ดวงตาและบริเวณรอบ ๆ ดวงตามีรูปร่างผิดปกติ อาจเป็นอุปสรรคในการเปิดกระจกตา ซึ่งแพทย์สามารถแก้ปัญหาด้วยการปรับเปลี่ยนเครื่องมือหรือวิธีการให้เหมาะสม อย่างไรก็ดี ถึงแม้นจะมีการปรับเปลี่ยนแล้ว กระจกตาที่เปิดอาจยังไม่สมบูรณ์ดีพอ แพทย์จะปิดกระจกตาลงดังเดิม ผู้ป่วยจะมองเห็นชัดในวันรุ่งขึ้น และต้องเลื่อนการทำเลสิคออกไปอีกประมาณ 3 เดือน หรืออาจเปลี่ยนไปใช้วิธีการรักษาอื่นที่เหมาะสม

3. สายตาไม่คมชัด (น้อยกว่า 2 % )

ในบางครั้งหลังการผ่าตัด ผู้ป่วยอาจจะมองเห็นไม่คมชัด เนื่องจากมีฝ้าบาง ๆ ที่กระจกตา หรือสายตาเอียงเล็กน้อย ซึ่งอาการเหล่านี้ส่วนใหญ่จะค่อย ๆ ดีขึ้นในที่สุด

4. การอักเสบ (น้อยกว่า 1%)

คนไข้ส่วนใหญ่หลังจากทำเลสิค มักจะมีการอักเสบเกิดขึ้นเสมอเพราะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสมานแผล ซึ่งการอักเสบนี้จะค่อยๆทุเลาลงและหายไปเองโดยไม่ต้องรักษา อย่างไรก็ดีในกรณีที่มีการอักเสบมาก สามารถใช้หยอดตาช่วยบรรเทาอาการได้

5. อาการแทรกซ้อนอื่น ๆ (น้อยกว่า 2%)

นอกจากอาการที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก เช่น กระจกตาที่เปิดออกเกิดรอยย่นเล็ก ๆ ขึ้น (น้อยกว่า 1 %) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสมานแผล ปัญหานี้จะหายไปเองภายในเวลา 3-6 เดือน นอกจากนี้เซลล์จากชั้นนอกของกระจกตา (Epithelium) อาจงอกเลยเข้าไปในชั้นกระจกตาที่ทำเลสิคและไปรบกวนกระบวนการสมานแผล (น้อยกว่า 1 %) ซึ่งอาการแทรกซ้อนเหล่านี้แพทย์สามารถแก้ไขให้ดีขึ้นได้ โดยการใช้ยาหรือผ่าตัดถ้าจำเป็น


 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

คำถาม-คำตอบ

1. เลสิค คืออะไร

เลสิค คือวิธีการผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติย่อมาจาก (Laser In Situ Keratomileusis) โดยใช้เครื่องมือ 2 ชนิด คือเครื่องแยกชั้นกระจกตา (Microkeratome) และเครื่องเลเซอร์ (Excimer laser) เนื่องจากเครื่องมือทั้ง 2 ชนิด มีความละเอียดความแม่นยำสูงมากและข้อแทรกซ้อนต่ำมากจึงทำให้เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในทางการแพทย์ทั่วโลกในการรักษาภาวะผิดปกติของสายตา
 
 


2. เลสิคใช้รักษาอะไรได้บ้าง เลสิคสามารถแก้ไขสายตาผิดปกติชนิด สายตาสั้น สายตายาวและสายตาเอียง อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังไม่สามารถแก้ไขภาวะสายตายาวในผู้สูงอายุได้


3. เลสิคเหมาะสำหรับผู้ใด เนื่องจากเลสิคเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการแก้ไขสายตาผิดปกติดังนั้นผู้ที่ไม่ต้องการใส่แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์เช่น อาจจะไม่สะดวกไม่เหมาะกับอาชีพหรือเกิดผลแทรกซ้อนจากคอนเทคเลนส์จึงเป็นผู้ที่เหมาะกับการทำเลสิค

โดยควรมีอายุ 18 ปีขึ้นไปและสายตาคงที่อย่างน้อย 1 ปี นอกจากนี้ไม่ควรมีโรคตาเรื้อรัง, ไม่มีโรครูมาตอยด์ และโรคเอสแอลอี

 

4. หลังผ่าตัดเลสิคแล้วจะต้องใส่แว่นตาอีกหรือไม่ *มากกว่า 90 %ของคนที่ผ่าตัดเลสิคไปแล้ว สามารถมองเห็นที่ไกลได้ดีโดยไม่ต้องใส่แว่นตา

*คนที่อายุมากกว่า 40 ปีอาจจะจำเป็นต้องใช้แว่นตาสำหรับอ่านหนังสือ

* ในบางขณะที่ต้องการความคมชัดเป็นพิเศษ เช่น ขณะขับรถตอนกลางคืน บางคนอาจจะต้องใส่แว่นตาในขณะนั้นเป็นครั้งคราว
 
 

5. การผ่าตัดเลสิคปลอดภัยหรือไม่ เสี่ยงหรือไม่ โดยทั่วไปข้อแทรกซ้อนที่รุนแรงที่เกิดจากการผ่าตัดเลสิคพบน้อยมาก พบน้อยกว่า 1 ใน 1,000 ราย เมื่อเปรียบเทียบกับการติดเชื้อจากการใส่คอนแทคเลนส์ที่พบได้ 10 % นับว่าต่ำมาก ข้อแทรกซ้อนที่รุนแรงของการผ่าตัดเลสิคคือการติดเชื้อและการเกิดอุบัติเหตุต่อตาหลังจากผ่าตัดไปแล้ว เหตุการณ์ที่พบไม่บ่อยทั้งสองนี้มักจะแก้ไขให้หายได้โดยไม่เกิดข้อแทรกซ้อนถาวร
 
 


6. หลังผ่าตัดเลสิคแล้วจะมีอาการเจ็บหรือไม่ ก่อนผ่าตัดแพทย์จะให้ยากินเพื่อช่วยผ่อนคลายความกังวลและให้ยาชาหยอด(ไม่ใช้ยาฉีด) โดยทั่วไปหลังผ่าตัดเสร็จมักมีเพียงแค่อาการระคายตา แสบตา เคืองตาและน้ำตาไหลบ้างเท่านั้น