\\ CoP Webboard
CoP Webboard


เชิญร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ค่ะ

กินให้เป็นรู้ให้ทัน

คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับคำว่า อาหารสร้างชีวิต:wavey
เรามีมุมมองที่หลากหลายในเรื่องของการรับประทานอาหาร แล้วคุณล่ะคิดอย่างไร

อิ่มจังนิ(งานโภชนาการ) 172.29.3.* [ วันศุกร์ ที่ 29 เมษายน 2548 เวลา 10:40 น. ]

เห็นด้วยครับ แต่อยากจะเป็นพ่อบ้านที่มีเสน่ห์ปลายจวัก ต้มยำ ทำแกง อร่อย มีสุตร เคล็ดลับ อะไรจะบอกเป็นวิทยาทานบ้างครับ โดยเฉพาะ แกงส้ม ต้มยำ น้ำพริก ผัดผัก
โดยคุณ สันโดษ 172.29.2.* [ วันศุกร์ ที่ 29 เมษายน 2548 เวลา 11:16 น. ] ผู้ตอบคนที่ 1

ส้มตำ...ปูมีพยาธิ
ผมเลิกทานแล้วครับ
โดยคุณ แฟนยูกิ 172.29.1.* [ วันศุกร์ ที่ 29 เมษายน 2548 เวลา 14:04 น. ] ผู้ตอบคนที่ 2

ที่กินอยู่เป็นอาหารที่ไม่มีกะทิ ประเภทข้าวยำ กินผักผลไม้มากๆถือว่าเป็นอาหารแบบHPHไหมค่ะ
โดยคุณ นู่นกฮิ 172.29.3.* [ วันศุกร์ ที่ 29 เมษายน 2548 เวลา 14:17 น. ] ผู้ตอบคนที่ 3

ที่กินอยู่เกือบทุกวัน คือ "ข้าวราดแกง, ขนมจีน" โดยมีผักต่าง ๆ ด้วย เช่น แตงกวา, โหระพา, ยอดกระถิน, ถั่วฝักยาว ฯลฯ ถือว่าเป็นอาหารแบบ HPH มั้ยค่ะ
โดยคุณ หิวจังอะ 172.29.3.* [ วันศุกร์ ที่ 29 เมษายน 2548 เวลา 14:27 น. ] ผู้ตอบคนที่ 4

เค-ล็ ดลับการทำอาหาร ให้อร่อย และสุขภาพดี
--วั ตถุดิบ อาหารสด สะอาด ไร้สารพิษ
-อาหารประเภทต้มยำ ปรุงรสใส่มะนาวอุณหภูมิไม่เดือดจัด
-ผัดผักเพื่อสุขภาพ รับประทานผักทุกมื้อ ทุกวัน ได้ใยอาหาร วิตามิน หลากหลายได้รสชาติ
โดยคุณ จานเด็ด 172.29.3.* [ วันศุกร์ ที่ 29 เมษายน 2548 เวลา 17:38 น. ] ผู้ตอบคนที่ 5

เด็กอายุ 5 ขวบ ทานข้าวยำบ่อยๆดีมั๊ยครับ
โดยคุณ คุณพ่อสุขภาพ 172.29.1.* [ วันเสาร์ ที่ 30 เมษายน 2548 เวลา 19:28 น. ] ผู้ตอบคนที่ 6

พยายามเสริมโปรตีนเช่น ไข่ต้ม หรือทานนมสด ด้วยค่ะ ทานข้าวยำอย่างเดียวโปรตีนน้อยค่ะ
โดยคุณ akiko 172.29.3.* [ วันอาทิตย์ ที่ 1 พฤษภาคม 2548 เวลา 13:54 น. ] ผู้ตอบคนที่ 7

การเลือกรับประทานอาหารที่หลากหลาย สลับหมุนเวียน และเป็นอาหารครบ 5 หมู่ ของคนไทย จะช่วยให้ทุกวัยมีร่างกายแข็งแรง เพราะไม่มีอาหารวิเศษใดๆที่จะให้สารอาหารครบถ้วน ในชนิดใดชนิดหนึ่งเท่านั้น
โดยคุณ คุณร่วมรณรงณ์สุขภาพ 172.29.3.* [ วันจันทร์ ที่ 2 พฤษภาคม 2548 เวลา 16:24 น. ] ผู้ตอบคนที่ 8

ดีใจมากที่คณะส่งเสริมดูแลสุขภาพบุคลากร จัดให้มีการเดินทดสอบตรวจวัดสมรรถภาพ วัดระดับความเครียด กรณีที่มีปัจจัยเครียด คณะช่วยเหลืออย่างไร
การส่งเสริมด้านอาหาร เครื่องดื่มหลังจากเดินทดสอบ ขอเป็นน้ำเพื่อสุขภาพจะดีไหมค่ะ เพื่อการร้ทัน รับประทานให้เป็น
โดยคุณ โอเมก้า 3 ,6,9 172.29.3.* [ วันพุธ ที่ 4 พฤษภาคม 2548 เวลา 17:07 น. ] ผู้ตอบคนที่ 9

กรุณาช่วยแนะนำรายการน้ำสุขภาพหน่อยครับ เพื่อว่าต่อไป คณะเราจะรณรงค์ให้งดดื่มชา กาแฟในช่วงพักประชุม อบรม สัมมนา
โดยคุณ คุณสันโดษ 172.29.2.* [ วันศุกร์ ที่ 6 พฤษภาคม 2548 เวลา 11:18 น. ] ผู้ตอบคนที่ 10

ตอบคุณสันโดษ! ความจริงเป็นสิ่งที่ดีน่ะค่ะที่จะเปลี่ยนจากชา/กาแฟ มาเป็นน้ำเพื่อสุขภาพ แต่เคยอ่านในบทความหนึ่ง ว่ารณรงค์ให้ดื่มน้ำสมุนไพร เช่น น้ำมะตูมน้ำอ้อย น้ำเก็กฮวย ประมาณเนี้ย แต่เราลืมไปอย่างหนึ่งว่าในบรรดาน้ำทั้งหลายล้วนมีส่วนผสมหลักที่สำคัญคือ น้ำตาลถ้าทานในปริมาณที่มากก็เพิ่มน้ำตาลในร่างกาย(อ้วน) ได้โดยที่น้ำตาลไม่ได้มีสารอาหารจำเป็นในร่างกายเลย น่าจะมาทานผลไม้สดหรือน้ำผลไม้สดที่ไม่มีผสมน้ำตาล สรุปว่าเดินสายกลางแล้วกัน
โดยคุณ อิ่มจังนิ 172.29.3.* [ วันศุกร์ ที่ 6 พฤษภาคม 2548 เวลา 18:12 น. ] ผู้ตอบคนที่ 11

หลักการกินที่ดีเป็นอย่างไรค่ะ
โดยคุณ เด็กไฮโซ 172.29.3.* [ วันพุธ ที่ 25 พฤษภาคม 2548 เวลา 17:52 น. ] ผู้ตอบคนที่ 12

การกินที่ดียึดสายกลาง คือมีความพอดีทั้งในเชิงปริมาณและชนิดของอาหาร ไม่ควรกินตามแฟชั่น หรือ เรียนแบบชาวต่างชาติ จนลืมอาหารแบบไทยๆ และควรระมัดระวังการกินตามใจปาก โดยชอบเลือกกินแต่อาหารที่อร่อยอย่างเดียว กินพอดีแล้วต้องหยุด ไม่ควรกินมากเกินไปหรือน้อยเกินไป เพราะการกินมากเกินตวามต้องการของร่างกายจะเกิดเป็นพลังงานสะสม มีความเสี่ยงเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เป็นต้น กินน้อยเกินไปเป็นโรคขาดสารอาหาร ร่างกายมีภูมิต้านทานลดลง โดยเฉพาะในวัยเด็ก แต่เน้นการกินปลาเป็นหลัก และกินเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ส่วนไข่ไก่ บางคนกลัวไม่กล้ากิน เด้กอายุ 1 ปีขึ้นไป จนถึงวัยรุ่น กินได้วันละ 1 ฟอง วัยทำงานสุขภาพปกติ กินได้ 3-4 ฟอง/สัปดาห์ ผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูง ควรกิน 1 ฟอง/สัปดาห์ หรือตามคำแนะนำของแพทย์ การงดกินไข่ จะทำให้ได้รับเลซิธิน (Lecithin) น้อย ประโยชน์ไปช่วยอิมัลซิฟายไขมัน ทำให้ไขมันแตกตัวเป็นอนุภาพเล็กๆและไหลเวียนไปกับกระแสเลือด ป้องกันการจับตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด และยังเป็นสารที่ช่วยบำรุงประสาทและสมอง เพื่อช่วยป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว การรับประทานไข่แดงร่างกายก็ได้รับเลซิธิน ตามธรรมชาติ ในราคาถูก
การกินอาหารที่หลากหลายพร้อมกับการดำเนินชีวิตที่เรียบง่าย สายกลาง จะช่วยให้สุขภาพกายและจิตที่มั่นคง สมบรูณ์ แข็งแรง
โดยคุณ อิ่มจังนิ 172.29.3.* [ วันพฤหัสบดี ที่ 26 พฤษภาคม 2548 เวลา 18:23 น. ] ผู้ตอบคนที่ 13

เด็กควรกินอาหารมังสวิรัติหรือไม่ค่ะ
โดยคุณ ขอเดี้ยนด้วยคนจ๊ะ 172.29.3.* [ วันพฤหัสบดี ที่ 2 มิถุนายน 2548 เวลา 16:04 น. ] ผู้ตอบคนที่ 14

กลุ่มคนที่บริโภคอาหารมังสวิรัติ หรือที่เรียกว่า vegetarian ซึ่งหมายถึง คนกินผัก หรือคนที่กินอาหารจากพืช หรือบางคนต้องการกินเพราะมีโรคประจำตัว รูปแบบของการกินมีดังนี้
- กลุ่มคนกินผักที่ยังบริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์ กินผัก ไข่ นมและปลา
- กลุ่มคนกินผักอย่างเคร่งครัด จะจำกัดเฉพาะอาหารพืชเท่านั้น
- กลุ่มคนกินอาหารดิบ คือกลุ่มคนกินอาหารที่ไม่ผ่ารขบวนการความร้อนที่ทำให้อาหารสุก หรืออาจปรุงด้วยความร้อนที่ไม่เกิน 50 เซลเซียส โดยความเชื่อที่ว่าอาหารที่คงคุณค่าสูงนั้นสารอาหารที่สำคัญไม่ถูกทำลายโดยความร้อนหรือเรียกอาหารนี้ว่า living
Food กลุ่มนี้จะกินผักอย่างเคร่งครัดและที่ยังบริโภคผลิตภัณฑ์สัตว์บ้าง เนื่องจากอาหารผัก และผลไม้นั้นเป็นอาหารที่กินดิบๆหรือสดๆได้ ไม่ต้องผ่านขบวนการความร้อน คุณค่าของสารอาหารและวิตามินยังอยู่ครบครัน การกินอาหารดิบของคนกลุ่มนี้ บางคนกินอาหารดิบ 100 % บางคนกินตั้งแต่ 70-99 %
ปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาติดตามผลในกลุ่มคนกินอาหารมังสวิรัติ ตั้งแต่เด็กไปจนกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตามอัตราการเกิดโรคเรื้อรังไม่ติอเชื้อ ได้แก่ โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และมะเร็งบางชนิดในกลุ่มคนกินผักนั้นต่ำกว่าคนทั่วไป สาเหตุนอกจากการกินอาหารผักดป็นส่วนใหญ่แล้ว กลุ่มบุคคลเหล่านี้ ยังดำเนินชีวิตที่มีการเอาใจใส่ต่อสุขภาพอย่างดีเยี่ยม ได้แก่ การหลีกเลี่ยงบุหรี่และแอลกฮอล การออกกำลังการสมําเสมอ
ดังนั้นการกำหนดอาหารสำหรับเด็กเพื่อลดความเสี่ยงของโรคเหล่านี้ จึงไม่จำเป็นต้องกำหนดเป็นอาหารมังสวิรัติ หรือไม่ใช่อาหารมังสวิรัติ แต่ควรกำหนดให้เป็นอาหารที่มีไขมันต่ำโดยเฉพาะกรดไขมันอิ่มตัวและโคลเลสเตอรอลแต่มีคาร์โบไฮเดรทเชิงซ้อนและใยอาหารสูง การฝึกหัดให้เด้กร้จักกินอาหารที่มีปะโยชน์สูง ปลอดจากความเสี่ยงของโรคที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตเป็นการสร้างบริโภคนิสัยที่ดีแก่เด็กซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองสามารถทำได้ เพราะบริโภคนิสันที่ดีเริ่มต้นและจากบ้าน และผู้ปกครองเป็นตัวอย่างที่ดี
โดยคุณ อิ่มจังนิ 172.29.3.* [ วันศุกร์ ที่ 3 มิถุนายน 2548 เวลา 14:00 น. ] ผู้ตอบคนที่ 15

คาร์โบไฮเดตรเชิงซ้อน / กรดไขมันอิ่มตัวนี้มันเป็นอย่างงัยค่ะ
โดยคุณ ทิวลิป 172.29.3.* [ วันเสาร์ ที่ 4 มิถุนายน 2548 เวลา 14:33 น. ] ผู้ตอบคนที่ 16

คาร์โบไฮเดรเชิงซ้อน (complex carbohydrate) เป็นประเภทของคาร์โบไฮเดรต ได้แก่ ข้าวต่างๆ ขนมปัง เมล็ดธัญพืช ผลไม้ และผัก มีปะโยชน์ทำให้ได้ใยอาหารมากขึ้น ซึ่งใยอาหารที่มากสามารถลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือดได้ โดยที่ใยอาหารจะจับกับโคเลสเตอรอลในลำไส้ทำให้ร่างกายดูดซึมโคเลสเตอรอลได้น้องลง ส่วนคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว ( simple carbohydrate) พบในน้ำตาลและอาหารที่มีน้ำตาล เช่น เครื่องดื่ม ขนมหวาน และน้ำผลไม้
กรดไขมันอิ่มตัวจะมีลักษณะแข็งที่อุณหภูมิห้อง พบมากในไขมันสัตว์ที่เห็นเป็นขาวๆติดกับเนื้อสัตว์ ส่วนไขมันจากพืชบางชนิดที่เห็นเป็นน้ำมันมีส่วนประกอบของไขมันอิ่มตัวค่อนข้างสูง เช่น น้ำมันมะพร้าว นอกจากนี้เรายังพบไขมันอิ่มตัวในอาหารทั่วๆไปที่มัไขมันอยู่ มากน้อยแล้วแต่ชนิดของอาหาร เช่น หนังสัตว์ นม เนย ครีม ถั่วเล็ดแห้ง ไขมันอิ่มตัวนี้มีกรดไขมันอิ่มตัวประกอบอย่ในปริมาณสูง กรดไขมันอิ่มตัวส่วน
ใหญ่ทำให้ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้นโดยจะไปขัดขวางการเผาผลาญโคเลสเตอรอลที่ตับ เช่น กรดลอริก กรดม่ยริสติก ๙ล๙
โดยคุณ อิ่มจังนิ 172.29.3.* [ วันจันทร์ ที่ 6 มิถุนายน 2548 เวลา 11:52 น. ] ผู้ตอบคนที่ 17

รับประธานผักทุกวันประเภทผักตำลึง ผักโขม ใบมัน ถั่วฝักยาว แตงกวา โดยไม่รับประทานเนื้อสัตร์ จะขาดสารอาหารไหม ควรจะเสริมอะไรบ้างจึงจะดี ผลไม้ก็ทานประเภทกล้วย ส้ม มะม่วง
โดยคุณ มังสะ 172.29.2.* [ วันพฤหัสบดี ที่ 9 มิถุนายน 2548 เวลา 12:33 น. ] ผู้ตอบคนที่ 18

ขาดโปรตีนไปมั๊ยครับ น่าจะเพิ่มถั่วเข้าไปบ้างน่ะ
โดยคุณ batman 172.29.2.* [ วันพฤหัสบดี ที่ 9 มิถุนายน 2548 เวลา 13:34 น. ] ผู้ตอบคนที่ 19

เรียน คุณมังสะ
ถ้าไม่กินเนื้อสัตวื กิน ไข่ และถั่วเมล็ดแห้งและผลิตภัณฑ์นมแทนจะช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย หรือปลาเล็กปลาน้อย กุ้งแห้ง จะได้แคลเซียม ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรูน กินถั่วเหลืองมีกรดไขมันจำเป็นต่อร่างกาย ค่ะ
โดยคุณ สุขภาพ 172.29.3.* [ วันศุกร์ ที่ 10 มิถุนายน 2548 เวลา 11:46 น. ] ผู้ตอบคนที่ 20

ถ้ารับประทานอาหารแล้วรู้สึกว่าในแต่ละวันไม่ครบ 5 หมู่ตามที่เคยเรียนมา เราทานวิตามินเสริมเข้าไปแทนกันได้ไหมค่ะ ที่โฆษณาว่ามีสารอาหารครบในเม็ดเดียว
โดยคุณ ทิวลิป 172.29.3.* [ วันจันทร์ ที่ 13 มิถุนายน 2548 เวลา 07:55 น. ] ผู้ตอบคนที่ 21

เรียน คุณทิวลิป ทดลองปรับการเลือกบริโภคอาหารในชีวิตประจำวันเหมือนการเลือกชนิดของน้ำมันที่เหมาะสมกับสภาพรถยนต์ เพราะการที่เราดูแล สุขภาพที่ดีตั้งแต่ต้นจะส่งผลให้มีรากฐานที่แข็งแรงในอนาคต การเลือกรับประทานอาหารที่ได้+++ส่วนและสมดุลย์ อาหารหลากหลาย สามารถรับประทานได้ตามปกติเป็นไปตามธรรมชาติของระบบการย่อย การดูดซึม ซื้อหารับประทานได้ทั่วไป เพียงแต่ท่านให้ความสนใจ ใส่ใจกับชีวิต ใส่ใจอาหารการกินก็จะช่วยให้ท่านมีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคลดลง ดังคำที่ว่า " อโรคยา ปรมาลาภา ความไม่มีโรคดป็นลาภอันประเสร็ฐ"
ยกเว้นกรณีที่มีปัญหาแสดงว่าไม่สามารถรับประทานทดแทนได้ในรูปของอาหาร แพทย์ก็จะแนะนำให้รับประทานในรูปของวิตามินที่เป็นเม็ดหรือแคปซูล ซึ่งอาหารเสริมหรือวิตามินเหล่านี้จะมีจำหน่ายอยู่ทั่วไปตามกระแสการโฆษณาต่างๆทั้งที่ผ่านการรับรองจากคณะกรรมอาหารและยา และไม่ผ่านการรับรอง
ในกรณีที่จำเป็นจะต้องใช้ผลิตภัณฑ์อาหารเหล่านี้ ควรพิจารณา เรื่อง ของประสิทธิภาพ ความปลอดภัย หรือผลข้างเคียง และราคา ความคุ้มค่า
โดยคุณ อิ่มจังนิ 172.29.3.* [ วันอังคาร ที่ 14 มิถุนายน 2548 เวลา 14:32 น. ] ผู้ตอบคนที่ 22

มีลูกอายุ ประมาณ 6 ขวบ ชอบรับประทานขนมหวานมากๆ จะมีผลกับเด็กมั้ยค่ะ
โดยคุณ คุณแหม่ที่รักลูกมากๆ 172.29.3.* [ วันพฤหัสบดี ที่ 16 มิถุนายน 2548 เวลา 18:41 น. ] ผู้ตอบคนที่ 23

ตอบคุณแหม่ สิ่งที่ได้แน่นอนคือความอ้วน/เบาหวาน และการติดหวาน เพราะปุ่มรับรสชาติของคนเราจะรับรสหวานได้ดี การติดหวานนั้นเมื่อขึ้นจะปรับยากมากๆ และเป็นเรื่องที่ขนาดระดับกระทรวงสาธารณสุข ต้องออกมารรณรงค์ให้เยาวชน ไม่กินหวานกันเลยที่เดียว คิดว่าต้องรีบปรับพฤติกรรมลูก โดยชักชวนให้รับประทานผลไม้ หรือขนมที่ไม่หวานจัด ก่อนที่สายเกินไป
โดยคุณ อิ่มจังนิ 172.29.3.* [ วันศุกร์ ที่ 17 มิถุนายน 2548 เวลา 18:59 น. ] ผู้ตอบคนที่ 24

ทำอย่างไรให้เด็กเลิกกินนมรสหวาน
โดยคุณ อันดา 172.29.3.* [ วันศุกร์ ที่ 24 มิถุนายน 2548 เวลา 19:08 น. ] ผู้ตอบคนที่ 25

เด็กในช่วงวัยแรกเกิดถึงอายุ 3 ปี จะเป็นช่วงที่มีการเรียนรู้ และสามารถที่จะฝึกนิสัยให้รู้จักรับประทานอาหารที่มีปะโยชน์ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ปรุงแต่งรสโดยไม่จำเป็น ในกรณีที่เด็กชอบดื่มนมรสหวาน อาจจะใช้วิธีแนะนำ หรือเปลี่ยนจากนมเป็นผลไม้แทนสลับกับนมโดยใช้การลด ปริมาณ เพราะถ้าสั่งงดโดยเด้ดขาดเด็กจะต่อต้าน หรือใช้วิธีการให้เด็กมีส่วนร่วมในการเลือกชนิดอาหาร เช่น แครอท ผักบู้ง เด็กจะเลือกกินอะไรร่วมกับการได้ ช่วยปรุงอาหารรับประทานในครอบครัว
โดยคุณ สดใส 172.29.3.* [ วันอังคาร ที่ 28 มิถุนายน 2548 เวลา 18:28 น. ] ผู้ตอบคนที่ 26

อาหาร การกินของผู้สูงอายุ ควรให้กินอะไรดี
โดยคุณ ลูกหลาน 172.29.3.* [ วันพฤหัสบดี ที่ 30 มิถุนายน 2548 เวลา 17:09 น. ] ผู้ตอบคนที่ 27

คนที่รับประทานผักใบเขียวมาก จะได้ธาตุเหล็กมากเกินไปหรือไม่ ถ้ามากเกินจะมีผลเสียต่อร่างกายอย่างไร ไม่รับประทานเนื้อแต่เสริมโปรตีนด้วเต้าหู้ ใครมีความรู้ช่วยหน่อย
โดยคุณ มังสะ 172.29.2.* [ วันศุกร์ ที่ 1 กรกฎาคม 2548 เวลา 08:30 น. ] ผู้ตอบคนที่ 28

การลดนำหนักโดยไม่กินอาหารประเภทข้าวหรือกินน้อยี่สุดเน้นกินเฉพาะเนื้อสัตว์
มีผลต่อสุขภาพและการลดนำหนักอย่างไร
โดยคุณ มินจา 172.29.3.* [ วันอาทิตย์ ที่ 3 กรกฎาคม 2548 เวลา 08:10 น. ] ผู้ตอบคนที่ 29

การลดน้ำหนักควรคำนึงถึงการได้รับสารอาหารที่เพียงพอ การเลือก บริโภคอาหารอย่างหนึ่งอย่างใดจะทำให้ได้รับ+++ส่วนของสารอาหารที่ไม่สมดุลยื เนื่องจากไม่มีอาหารชนิดใดชนิดเดียวให้สารอาหารทุกอย่างครบในตัวเองแก่ร่างกายคนเรา จากข้อมูลการวิจัยของประชากรในสหรัฐอเมริกาชี้แนะว่าผู้ที่บริโภคอาหารจากหมวดอาหารหลักมีโอกาสที่จะได้รับสารอาหารเพียงพอ การลดน้ำหนักระยะสั้นด้วยอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำไม่ได้ช่วยให้ลดน้ำหนักได้ถาวร หากไม่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมระยะยาวเพื่อป้องกันน้ำหนักที่ลดเพิ่มคืนมา อาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ ไม่ได้ทำให้ลดน้ำหนักได้มากกว่าอาหารชนิดอื่น แต่การลดพลังงานจากอาหารไม่ว่าจะเป็นอาหารชนิดใดๆก็ตาม จะมีผลให้ลดน้ำหนักได้ การรับประทานอาหารประเภทโปรตีนที่เหมาะสมและเพียงพอกับร่างกายช่วยให้เกิดภูมิต้านทานที่ดี ตรงกันข้ามกับการเลือกบริโภคปริมาณโปรตีนมากเกินความจำเป็นจะทำให้ไตต้องทำงานหนัก
โดยคุณ คุณผอม. 172.29.3.* [ วันอังคาร ที่ 5 กรกฎาคม 2548 เวลา 17:46 น. ] ผู้ตอบคนที่ 30

มีลูกอายุ 9 ขวบ แต่ไม่ชอบกินผัก ทำอย่างไรดี
โดยคุณ เป็นห่วงจัง 172.29.3.* [ วันศุกร์ ที่ 8 กรกฎาคม 2548 เวลา 13:45 น. ] ผู้ตอบคนที่ 31

การเลือกชนิดของผักให้ลูกรับประทาน ก่อนอื่นต้องเลือกชนิดของผักที่รสไม่ขม เช่น ตำลึง หรือผักบุ้งอ่อนๆ โดยใช้แต่ส่วนใบก่อน เพราะว่าจะได้ต้มเปื่อยได่ง่าย หรือบด ยีได้ดี เด็กจะรับประทานได้โดยไม่รู้สึกว่าเป็นผัก เมื่อเด็กสามารถทานได้แล้วจึ่งเปลี่ยนใช้ทั้งต้น ผักบางประเภทที่มีกลิ่น ของฟอสฟอรัส เช่น หัวผักกาด กะหล่ำปลั ดอกกะหล่ำ ขณะต้มควรเปิดฝาให้กลิ่นระเหยออก การเลือกผักที่ใช้ปรุงอาหารควรเป็นผักสดและใหม่ ล้างทำความสะอาดก่อนนำมาปรุงอาหารให้ลูกรักของคุณ เพื่อสุขภาพที่ดีในอนาคต
โดยคุณ ลูกใหม่ 172.29.3.* [ วันศุกร์ ที่ 8 กรกฎาคม 2548 เวลา 16:40 น. ] ผู้ตอบคนที่ 32

การลดน้ำหนัก โดยการกินอาหารประเภทแป้งน้อยๆ และกินผัก ผลไม้ ที่มีพลังงานต่ำ เป็นวิธีการที่อันตรายหรือไม่ค่ะ ถ้ากินเป็นระยะเวลานานๆ
โดยคุณ อยากหุ่นสวย 172.29.3.* [ วันพฤหัสบดี ที่ 28 กรกฎาคม 2548 เวลา 10:21 น. ] ผู้ตอบคนที่ 33

คารืโบไฮเดรตเป็นแหล่งพลังงานที่สมบรูณ์ของร่างกาย แหล่งของคาร์โบไฮเดรตได้แก่ ธัญพืชหรือผลิตภัณฑ์ของข้าวและแป้ง รวมทั้งพืช ผัก ผลไม้ ที่ช่วยให้ผู้รับประทานได้วิตามิน เกลือแร่ ที่มีอยู่ในอาหาร การรับประทานคาร์โบไฮเดรตจากน้ำตาลจะได้เฉพาะความหวานและรสชาติ ซึ่งมีผลทำให้เกิดปัญหาน้ำหนักเกินทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ การเลือกบริโภคอาหารที่มี+++ส่วนคาร์โบไฮเดรตต่ำมากๆเป็นระยะเวลานานๆจะทำให้เกิดปัญหาการได้รับพลังงานไม่เพียงพอและอาจเกิดการขาดสารอาหารอื่นๆได้ โดยเฉพาะวิตามินและแร่ธาตุบางชนิด นอกจากนี้กระบวนการเผาผลาญอาหารในร่างกายจะมีการแปรปรวน มีการสร้างสารคีโตนเพิ่มมากขึ้น จนอาจเกิดเป็นอันตรายได้
โดยคุณ กินให้มีแรงนะ 172.29.3.* [ วันศุกร์ ที่ 29 กรกฎาคม 2548 เวลา 18:16 น. ] ผู้ตอบคนที่ 34

คารืโบไฮเดรตเป็นแหล่งพลังงานที่สมบรูณ์ของร่างกาย แหล่งของคาร์โบไฮเดรตได้แก่ ธัญพืชหรือผลิตภัณฑ์ของข้าวและแป้ง รวมทั้งพืช ผัก ผลไม้ ที่ช่วยให้ผู้รับประทานได้วิตามิน เกลือแร่ ที่มีอยู่ในอาหาร การรับประทานคาร์โบไฮเดรตจากน้ำตาลจะได้เฉพาะความหวานและรสชาติ ซึ่งมีผลทำให้เกิดปัญหาน้ำหนักเกินทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ การเลือกบริโภคอาหารที่มี+++ส่วนคาร์โบไฮเดรตต่ำมากๆเป็นระยะเวลานานๆจะทำให้เกิดปัญหาการได้รับพลังงานไม่เพียงพอและอาจเกิดการขาดสารอาหารอื่นๆได้ โดยเฉพาะวิตามินและแร่ธาตุบางชนิด นอกจากนี้กระบวนการเผาผลาญอาหารในร่างกายจะมีการแปรปรวน มีการสร้างสารคีโตนเพิ่มมากขึ้น จนอาจเกิดเป็นอันตรายได้
โดยคุณ กินให้มีแรงนะ 172.29.3.* [ วันศุกร์ ที่ 29 กรกฎาคม 2548 เวลา 18:16 น. ] ผู้ตอบคนที่ 35

กินผักให้ได้ 5 สี ต้องกินผักอะไรบ้างค่ะ
โดยคุณ เพื่อนผู้บริโภค 172.29.3.* [ วันพุธ ที่ 31 สิงหาคม 2548 เวลา 12:50 น. ] ผู้ตอบคนที่ 36

การกินอาหารที่ขาดสมดุลของร่างกาย จะก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ง่าย
5 สี กินอย่างไร
1.สีน้ำเงิน,สีม่วง เผือก องุ่นแดง ชมพู่มะเหมี่ยว ,แดง ลูกไหน ลูกหว้า ลูกพรุน
ข้ าวเหนียวดำ
ถั่วแดง ถั่วดำ มะเขือม่วง หอมแดง บลูเบอรี่ น้ำดอกอัญชัน
2.สีเขียว ผักบุ้ง ถั่วพู ผักโขมกะหลําปลี ผักกาดขาว ชะอม ใบช้าพลู ขึ้นฉ่าย กุยช่าย ใบท
ทองหลาง ใบย่านาง สะตอ
3.สีขาว ถัวเหลือง ลูกเดือย ขิง ข่า เมล็ดงา ฝรั่ง ลางสาด แห้ว ลิ้นจี่ ละมุด เงาะ พุทรา ลองกอง แก้วมังกร
4.สีเหลือง ,สีส้ม แครอท ขนุน ลูกพลับ สับปะรด มะนาว มะยม ทุเรียน เสาวรส
5.สีแดง ชมพู่ ปลาแซมมอน ส้มโอ กุ้ง ปู มะเขือเทศ แตงโม ดอกกระเจี๊ยบ สตรอเบอรี่ เชอร์รี เมล็ดทับทิม ตำลึง

โดยคุณ 6 สี 172.29.3.* [ วันศุกร์ ที่ 2 กันยายน 2548 เวลา 16:25 น. ] ผู้ตอบคนที่ 37

อยากทราบปริมารแคลเซียมที่มีอยู่ในอาหาร
โดยคุณ แคลทีน 172.29.3.* [ วันศุกร์ ที่ 9 กันยายน 2548 เวลา 15:47 น. ] ผู้ตอบคนที่ 38

อยากทราบปริมารแคลเซียมที่มีอยู่ในอาหาร
โดยคุณ แคลทีน 172.29.3.* [ วันศุกร์ ที่ 9 กันยายน 2548 เวลา 15:47 น. ] ผู้ตอบคนที่ 39

แหล่งอาหารแคลเซ๊ยม ที่ดีมีประโยชน์ ได้แก่ น้ำนมและผลิตภัณฑ์จากนม ร่างกายสามารถใช้ประโยชน์ได้ดีที่สุด เนื่องจากนมมีโปรตีน หรือกรดอะมิโนบางตัวกับน้ำตาลแล็กโทส ซึ่งเป็นน้ำตาลที่มีอยู่เฉพาะในน้ำนมเท่านั้น เป็นตัวช่วยส่งเสริมการดูดซึมของแคลเซียม นมเป็นอาหารที่หาดื่มได้ง่าย แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการบริโภคกันน้อยในหมู่คนไทย สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการเพิ่มน้ำหนักให้กับตัวเองก็สามารถเลือกดื่มนมพร่องไขมัน ไข่แดง อาหารทะเล ปลาเล็กปลาน้อย ปลาป่น กะปิ กุ้งฝอย กุ้งตัวเล็ก น้ำปู ปลาช่อนแห้ง ปลาร้าผง ผงกะหรี่ ผงพะโล้ ลูกผักชี ใบมะกรูด งาดำอบ เต้าหู้ ถั่วเหลือง ตำลึง ดอกกะหล่ำ เห็ด ผักคะน้า มะขามเปียก ยอดสะเดา
การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง ตั้งแต่อยู่ในวัยหนุ่งสาวหรือกลางคนอย่างสม่ำเสมอและเพียงพอ เมื่อย่างเข้าวัยสูงอายุก็จะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงต่อปัญหากระดูกผุกร่อน พร้อมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสอม
โดยคุณ วัยทอง 172.29.3.* [ วันอังคาร ที่ 20 กันยายน 2548 เวลา 11:09 น. ] ผู้ตอบคนที่ 40

อาหารเจใช่อาหารเพื่อสุขภาพหรือไม่
โดยคุณ ยูกิริเกะกะ 172.29.3.* [ วันเสาร์ ที่ 1 ตุลาคม 2548 เวลา 16:59 น. ] ผู้ตอบคนที่ 41

เคล็ดลับการกินอาหารเจเพื่อสุขภาพ คือ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยหมู่โปรตีนให้ทานจากถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ, งา โดยรับประทานร่วมกับข้าวซ้อมมือจึงจะได้กรดอมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายครบถ้วน รับประทานผักให้หลากหลายชนิดเพื่อให้ได้วิตามินและเกลือแร่ครบถ้วนเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายนอกจากนี้ต้องหลีกเลี่ยงอาหารเจที่มันๆรสจัดๆ
โดยคุณ อิ่มจังนิ 172.29.3.* [ วันเสาร์ ที่ 29 ตุลาคม 2548 เวลา 12:33 น. ] ผู้ตอบคนที่ 42

แจ้งบุคลากรชาวคระแพทย์ ผู้สนใจร่วมกิจกรรม CoP สอนและสาธิตอาหารกับทีมงานโภชนาการ ,จัดให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันโดยให้ผู้สนใจออกค่าวัตถูดิบเมนูละ 39 บาทได้ความรู้ ได้อาชีพ ได้ร่วมกันจัดอาหารเผชิญความท้าทายในการทำอหารเพื่อสุขภาพ หลังเลิกงานเวลา 16.30-19.00 น.ในวันราชการ เริ่มเดือนกุมภาพันธ์ 2549-เดือนกรกฎาคม 2549 ผู้สนใจติดต่อได้ที่คุณภัคจิรา,คุณสุชาดา และสามารถดูรายละเอียดได้ที่กระดานข่าว
โดยคุณ เมนูจานเด็ด 172.29.3.* [ วันอังคาร ที่ 29 พฤศจิกายน 2548 เวลา 15:59 น. ] ผู้ตอบคนที่ 43

lการเติมสารอาหารในบะหมี่ เป็นอย่างไร ฟังดู ไม่เข้าใจ ใครทราบช่วยตอบหน่อยค่ะ
โดยคุณ รู้ไว้ใช่ว่า 172.29.3.* [ วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม 2548 เวลา 15:31 น. ] ผู้ตอบคนที่ 44

ในปัจจุบันความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การอาหารได้ก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆในการผลิตอาหารสำเร็จรูป ซึ่งทางบริษัทผู้ผลิตอาหารได้ใช้การเติมสารอาหารลงในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โดยเติมสารอาหาร 3 ชนิด คือ เกลือไอโอดีน วิตามินเอ และธาตุเหล็ก ลงในซองเครื่องปรุง เพื่อให้คนที่ชอบกินบะหมี่ หรือ กินเพื่อความประหยัด จะได้รับคุณค่าอาหารมากขึ้น เพราะฉะนั้นหากผู้บริโภคจะเลือกซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปควรอ่านฉลาก เพื่อประโยชน์ที่จะได้รับสมราคาและคุณภาพด้วยค่ะ
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.3.* [ วันเสาร์ ที่ 7 มกราคม 2549 เวลา 11:30 น. ] ผู้ตอบคนที่ 45

เมนูสุขภาพเป็นอย่างไรค่ะ
โดยคุณ อาหารดอกไม้ 172.29.3.* [ วันศุกร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา 12:02 น. ] ผู้ตอบคนที่ 46

เมนูสุขภาพคือ รายการอาหารประเภทไขมันต่ำ กากใยอาหารมาก ครบ 5 หมู่ ปริมาณพอดีกับความต้องการของร่างกาย สะอาด ปราศจากสิ่งปนเปื้อนเช่นสารเคมี ของหมักดอง สี เป็นต้น
โดยคุณ ทิวลิป 172.29.3.* [ วันจันทร์ ที่ 20 มีนาคม 2549 เวลา 19:00 น. ] ผู้ตอบคนที่ 47

ใช่หรือไม่ ที่คุณลดน้ำหนักมาหลายวิธี แต่กลับมาอ้วนอีก?

ปัญหาของน้ำหนักตัวหรือ+++ส่วนเกิน แท้จริงแล้วเกิดจากโภชนาการ หรือพฤติกรรมการทานที่ไม่ถูกต้อง หากไม่แก้ไขจะเกิดปัญหาสุขภาพตามมาในระยะยาว

อดอาหารหรือควบคุมอาหาร :
น้ำหนักลดจริง แต่น้ำหนักที่ลดไป ไม่ใช่ไขมันเก่าที่สะสมในร่างกาย แต่เป็นส่วนของน้ำที่หายไป +++ส่วนไม่เปลี่ยน ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่ ทรมานร่างกาย และการอดอาหาร อาจนำมาซึ่งโรคกระเพาะ ซึ่งคนส่วนใหญ่ทำได้ไม่นาน แล้วก็กลับไปทานเหมือนเดิม

ออกกำลังกาย :
ออกกำลังกายเป็นการเผาผลาญไขมันเก่าที่สะสมอยู่ในร่างกาย แต่หากยังมีพฤติกรรมการทานเหมือนเดิม ก็กลับมาอ้วนอีก และส่วนใหญ่ ถ้าออกกำลังกายอย่างหนัก ก็จะยิ่งหิว แล้วยิ่งทานมากขึ้นกว่าเดิม

ทานยาลดน้ำหนัก :
ได้ผลดี แต่สุขภาพย่ำแย่ มีผลข้างเคียงมาก และหากหยุดใช้ จะทำให้ทานหนักกว่าเดิม น้ำหนักเด้งกลับมา (โยโย้เอ็ฟเฟ็ก) น้ำหนักที่หายไปจากวิธีนี้ ทุก ๆ 1 กก. จะสูญเสียกล้ามเนื้อ 40% และหากทานเกินขนาด มีผลถึงแก่ชีวิต)

อาหารเสริม / การตบนวด :
ส่วนใหญ่เป็นการกระชับกล้ามเนื้อเท่านั้น ไม่ได้เป็นการนำไขมันเก่าออกไป หรือปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร น้ำหนักและ+++ส่วนยังคงเหมือนเดิม

หยุดเสียเถิด!! วิธีการเหล่านี้ หากคุณต้องการผอมถาวร แบบสุขภาพดี จริง ๆ

ทางเลือกใหม่ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในขณะนี้
มีคนกว่า 40 ล้านคนทั่วโลกใช้แล้วได้ผล

- ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโภชนาการหรือการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง
- ปรับสมดุลร่างกาย ขจัดสารพิษ หรือสารเคมีที่สะสมอยู่ในร่างกาย นอกจากหุ่นดีแล้ว ยังมีสุขภาพที่ดีด้วย
- เป็นโปรแกรมอาหารที่ผลิตจากสมุนไพรธรรมชาติ 100% “ไม่ใช่ยา” ไม่มีสารเคมีใด ๆ จดทะเบียนในรูปของอาหาร
ไม่ใช่อาหารเสริม เป็นอาหารทดแทน ปลอดภัย ไม่มีการสะสมภายในร่างกาย และไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ
- ใช้ได้กับทุกเพศ ทุกวัย รวมทั้งสตรีหลังคลอด ให้นมบุตร เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ
- ไม่ต้องทรมานกับการอดอาหาร หรือควบคุมอาหาร และไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายหักโหม
- ผลิตภัณฑ์มีจำหน่ายมากว่า 25 ปี และผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา 61 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย
- รับประกันผล 200% น้ำหนักไม่เด้งขึ้นเด้งลง ลดแล้วไม่เ+++่ยวไม่ย่น +++ส่วนเปลี่ยนแปลง
- รับประกันคืนเงินหากไม่ได้ผล
- ราคาไม่แพงอย่างที่คิด (32 - 94 บาท/มื้อ)
- มีผู้ชำนาญมืออาชีพคอยดูแลและให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดตลอดการเข้าโปรแกรม

ขอเพียงคุณเป็นผู้ที่ตั้งใจจริง และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงรูปร่างทันที

Promotion

--เข้าโปรแกรมลดน้ำหนักมากกว่า 6 เดือนรับ ชุดเซ็ต Mixer เครื่องปั่นไฟฟ้า สายวัด และกระป๋องเชคของแท้ ฟรี

--เมื่อเข้าโปรแกรมทุกโปรแกรมและได้แนะนำเพื่อนหรือคนรู้จักเข้าโปรแกรม จำนวน 4 คน จะได้รับ ชุดผลิตภัณฑ์ ถนุถนอมความงาม โภชนาการภายนอกที่ใช้ทุนวิจัยสูงที่สุดในโลก ผลิตจากธรรมชาติ ไม่มีส่วนผสมของสัตว์และสารเคมีอันตรายใดๆ มูลค่ากว่า 1200 บาท ฟรี


ขอคำแนะนำจากนักโภชนากรของเราฟรีที่
ศูนย์สุขภาพและน้ำหนักตัวที่เหมาะสม 058-686229
หรือกรอกข้อมูลส่วนตัวของคุณ เพื่อให้ติดต่อกลับที่ http://www.shapeadvisor.com/?yeenz
หรืออีเมล์ kiky401@hotmail.com

ขอบคุณ ที่คุณส่งข้อความนี้ไปยังเพื่อนหรือคนที่คุณรู้จักที่มีปัญหาเรื่องรูปร่าง และสุขภาพค่ะ




โดยคุณ yeenz ส่งเมล์ถึง yeenz 61.7.129.* [ วันศุกร์ ที่ 7 เมษายน 2549 เวลา 21:46 น. ] ผู้ตอบคนที่ 48

เรียนผู้สนใจ งานโภชนาการได้จัดอาหารกล่องเพื่อสุขภาพให้กับโครงการส่งเสริมสุขภาพของบุคลากรภาควิชาอายุรศาสตร์ ประจำเดือนเมษายน 2549 ในวันที่ 7 ,21,27 ในราคากล่องละ 30 บาท โดยมีกับข้าว 2 อย่าง ไม่เติมผงชูรส อาหารรสไม่จัดเพื่อสุขภาพ รับจำนวนจำกัด การลงทุนเพื่อสขภาพเป็นการลงทุนที่คุ้มค่านะค่ะ
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.3.* [ วันพุธ ที่ 12 เมษายน 2549 เวลา 15:46 น. ] ผู้ตอบคนที่ 49

ศุกร์ สุขภาพกับงานโภชนาการ ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ได้ใช้บริการอาหารสุขภาพของงานโภชนาการ จึงอยากจะประชาสัมพันธ์ ให้ผู้สนใจลงทุนเพื่อสุขภาพค่ะ
โดยคุณ ร่วมรณรงค์คนรักษ์สุขภาพ มอ 172.29.3.64 [ วันพฤหัสบดี ที่ 10 สิงหาคม 2549 เวลา 17:44 น. ] ผู้ตอบคนที่ 52

ขอเชิญชวนผู้สนใจเรื่องของ อาหาร การกิน เข้าร่วม COP ชุมชนแนวปฎิบัติ เรื่อง

กินให้เป็น..รู้ให้ทันตามรายละเอียดที่แนบค่ะ
โดยคุณ โดยอาจารย์ธีและทีมงานโภชนาการ 172.29.3.64 [ วันพุธ ที่ 13 กันยายน 2549 เวลา 11:04 น. ] ผู้ตอบคนที่ 53

ขอดูรายละเอียดด้วยค่ะ
โดยคุณ ทิวลิป 172.29.3.64 [ วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤศจิกายน 2549 เวลา 08:37 น. ] ผู้ตอบคนที่ 54

เอกสารแบบตอบรับ เรื่อง ชุมชนแนวปฏิบัติ (CoP)
หน่วยงาน งานโภชนาการ
ชุมชนแนวปฏิบัติ (CoP) เรื่อง “กินให้เป็น รู้ให้ทัน”
1. วัตถุประสงค์ / Knowledge Vision
วัตถุประสงค์ทั่วไป เกิดเครือข่ายชุมชนแนวปฏิบัติ “กินให้เป็น รู้ให้ทัน” กลุ่มแกนหลัก และ สมาชิกมีการ
ดำเนินการอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
วัตถุประสงค์เฉพาะ
1) บรรยายและสาธิตการทำอาหารสุขภาพแก่หน่วยงานต่าง ๆ มากกว่าร้อยละ40 และความพึงพอใจอยู่ในเกณฑ์ดี
2) ผลิตตำราอาหารสุขภาพ อย่างน้อย 1 ชุด
3) จัดบอร์ดความรู้ทางด้านโภชนาการ และกิจกรรมในโรงอาหารมีผู้สนใจอ่านมากกว่าร้อยละ 10
4) จัดประชุมวิชาการ กินให้เป็น รู้ให้ทัน และประกวดแข่งขันทำอาหารสุขภาพ 1 ครั้ง
5) จัดบริการอาหารสุขภาพ มีผู้สั่งซื้อ มีความพึงพอใจ
2. รายชื่อผู้รับผิดชอบในการดูแลความก้าวหน้าของชุมชน / โทรศัพท์ / email address ที่สะดวกในการติดต่อ
ชื่อ - สกุล โทรศัพท์ email address
อาจารย์ธีรภาพ ลิ่วลักษณ์ 074-451331 OONNO16@Yahoo.com
น.ส.ภัคจิรา เบญญาปัญญา 074-451060 bPakjira@medicine.psu.ac.th
น.ส.พรพิศ เรืองขจร 074-451061 rponpis@medicine.psu.ac.th
น.ส.เกศนีย์ วงษ์บำรุงเทวี 074-451061 wkasnee@medicine.psu.ac.th

นางจัษฎ์ธีรา โพธิกุล 074-451061 Pjutira@medicine.psu.ac.th
3. จำนวน และรายชื่อสมาชิกในชุมชน
1) อาจารย์แพทย์ 1 ท่าน (1331)
2)โภชนากร 9 คน (1060-1)
3) พนักงานธุรการ 1 คน (1061)
4) นางอัฐพร ระวังสุข – พยาบาล (ภาควิชาอายุรศาสตร์- 1463)
5) น.ส.จุรีพรรณ พูลศรี (ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ – 1289)
6) นางนันทนา สังข์เกษม – เสมียนวอร์ด (หอผู้ป่วยพิเศษเฉลิมพระบารมี 8 – 1865)
7) เจ้าหน้าที่งานโภชนาการ 10 คน (1061)
(1) หัวหน้าคนครัว 5 คน
(2) น.ส.ดลใจ ปรางเพชร
(3) นายดนัย สุวรรณนิมิตร
(4) นางระวิ ชูกำเนิด
(5) นายอานุ ผ่องแผ้ว
(6) นางอัญชิษฐา พรหมจรรย์
1/3
4. แผนการดำเนินงาน / ตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPIs) หรือ Knowledge Assets ที่คาดว่าจะได้รับ
กลวิธี กิจกรรม การประเมินผล
1. จัดทีมกลุ่มแกนหลัก และเชิญชวนผู้สนใจเป็นสมาชิก


- จัดทีมกลุ่มแกนหลัก และเชิญชวนผู้สนใจเป็นสมาชิก

- ประชาสัมพันธ์ชุมชนปฏิบัติ กินให้เป็น รู้ให้ทัน ผ่านสื่อต่าง ๆ ทั้งวารสารคณะแพทย์ เวบไซต์ และหนังสือแจ้งแต่ละหน่วยงาน - มีทีมแกนนำหลักและสมาชิกดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง

- มีการประชุมทีมแกนหลัก พบสมาชิก ทุก 2 เดือน
- นำข้อมูลจากการประชุมของสมาชิก
มาพัฒนาการดำเนินงาน
2. เผยแผ่ความรู้ ทักษะทางด้านโภชนาการ และสร้างเครือข่ายกับหน่วยงานต่าง ๆ ในและนอกคณะแพทย์ - จัดกิจกรรมบรรยายและสาธิตอาหารสุขภาพ ให้ในแต่ละหน่วยงาน

- ประชาสัมพันธ์เรื่องกิจกรรมและสาธิตอาหารสุขภาพผ่านสื่อต่าง ๆ ทั้งวารสารคณะแพทย์ เวบไซต์ และหนังสือแจ้งแต่ละภาควิชา

- พัฒนาสื่อการให้ความรู้ทางด้านโภชนาการ ในโรงอาหารของโรงพยาบาล โดยประสานกับฝ่ายดูแลโรงอาหาร เรื่องการนำเสนอสื่อ

- ผลิตตำราอาหารเพื่อสุขภาพ

- จัดประชุมวิชาการ กินให้เป็น รู้ให้ทัน และประกวดแข่งขันทำอาหารสุขภาพ
- ประเมินผู้เข้าร่วม ด้านความรู้ และการนำไปใช้ก่อนและหลัง 1 เดือน






- สำรวจการรับรู้ข้อมูลและความพึงพอใจ
ในสื่อของผู้ใช้บริการ มีผู้รับรู้ข้อมูล
มากกว่าร้อยละ 10

- ตำราอาหารสุขภาพ เหมาะสำหรับชาวใต้อย่างน้อย 1 เล่ม
- ความรู้ ความพึงพอใจ ศักยภาพของวิทยากร

3. จัดทางเลือกในการบริโภคอาหารสุขภาพ
- จัดบริการอาหารสุขภาพ

- ปริมาณการสั่งซื้อ ความพึงพอใจใน
คุณภาพ และราคา
4. ขบวนการพัฒนา - จัดประชุมแลกเปลี่ยน ทบทวนการ
ดำเนินงานอย่างน้อย 2 ครั้งต่อเดือน
นำผลมาปรับปรุงการดำเนินงานและสังเคราะห์องค์ความรู้ - มีการนำผลประเมินแต่ละกิจกรรม
มาวิเคราะห์ตามขบวนการ P-D-C-A
2/3
กิจกรรม พ.ศ.2550 พ.ศ.2551
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 1 2 3 4 5 6
1. จัดทีมกลุ่มแกนหลัก และเชิญชวนผู้สนใจเป็นสมาชิก มีการพบสมาชิกอย่างต่อเนื่อง
2. ประชาสัมพันธ์CoP กินให้เป็น รู้ให้ทัน กิจกรรมและสาธิตอาหารสุขภาพ ผ่านสื่อต่าง ๆ ทั้งวารสารคณะแพทย์ เวปไซต์ และหนังสือแจ้งแต่ละภาควิชา
3. จัดกิจกรรมบรรยายและสาธิตอาหารสุขภาพ ในแต่ละหน่วยงาน
4. จัดบริการอาหารสุขภาพ
5. พัฒนาสื่อการให้ความรู้ทางด้านโภชนาการ ในโรงอาหารและโรงพยาบาล
6. ผลิตตำราอาหารเพื่อสุขภาพ
7. จัดประชุมวิชาการ กินให้เป็น รู้ให้ทัน และประกวดแข่งขันทำอาหารสุขภาพ
8. กิจกรรมที่พบจากชุมชน
9. ประเมินผล จัดทำสรุปรายงานโครงการ




5. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
- เกิดชุมชนแนวปฏิบัติ กินให้เป็น รู้ให้ทัน และมีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
- เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทางด้านโภชนาการ
- ตัวอย่างการทำชุมชนแนวปฏิบัติ แก่ส่งเสริมสุขภาพด้านอื่น ๆ ที่สำคัญ ได้แก่ ออกกำลังกาย อารมณ์ (การลด
ความเครียดในบุคลากร) อนามัยสิ่งแวดล้อม
6. ความต้องการการสนับสนุนจากคณะ
- ส่งเสริมให้มีการจัดการสวนหย่อม โดยเพาะปลูกพืชสวนสมุนไพรไทย แทนการปลูกต้นไม้ บริเวณสนามหญ้าหน้าร้าน Mister Donut เช่น ปลูกกล้วย, โหระพา, ใบมะกรูด, พริก, มะนาว, ตะไคร้, เตยหอม ฯลฯ เพื่อการส่งเสริมรณรงค์การกินผักสมุนไพรไทย

โดยคุณ ทีมงานโภชนาการ 172.29.3.64 [ วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤศจิกายน 2549 เวลา 14:03 น. ] ผู้ตอบคนที่ 55

ขอดูตัวย่างอาหารกล่องค่ะ
โดยคุณ คุณกระทง 172.29.3.64 [ วันศุกร์ ที่ 3 พฤศจิกายน 2549 เวลา 15:52 น. ] ผู้ตอบคนที่ 56

เรื่อง สุขภาพ เป็นพื้นฐานของทุกอย่าง เป็นที่สุดของชีวิต ต้องทำเอง ซื้อไม่ได้


ขายไม่มี ต้องทำต่อเนื่อง เป็นเรื่องของทุกคน


นพ.บรรลุ ศิริพานิช
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.3.64 [ วันจันทร์ ที่ 6 พฤศจิกายน 2549 เวลา 11:03 น. ] ผู้ตอบคนที่ 57



เป็นคนชอบกินอาหารรสเค็ม โดยปกติควรกินเกลือจำนวนเท่าไรดีค่ะ
โดยคุณ รสหวาน มัน เค็ม 172.29.3.64 [ วันจันทร์ ที่ 6 พฤศจิกายน 2549 เวลา 17:12 น. ] ผู้ตอบคนที่ 58

คนปกติแนะนำให้บริโภคเกลือไม่เกิน 6 กรัม หรือประมาณ 1 ช้อนชา

หรือถ้าเป็นโซเดียมที่มีอยู่ในอาหารประเภทนม อาหารทะเล ผัก ผลไม้ เท่ากับ

2,400 มิลลิกรัม จะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคความดันโลหิตสูงค่ะ
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.3.64 [ วันพุธ ที่ 8 พฤศจิกายน 2549 เวลา 10:42 น. ] ผู้ตอบคนที่ 59

ปัจจุบันซื้อกับข้าวตามร้านรับประทานกันทั้งครอบครัว เนื่องจากไม่มีฝืมือในการทำอาหาร แต่กำลังพยายามอยู่ ช่วยแนะนำเมนูอาหารเพื่อสุขภาพที่สามารถทำได้ง่าย ๆ และรวดเร็ว ให้ด้วย ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
โดยคุณ แม่บ้านถุงพลาสติก 172.29.3.64 [ วันพุธ ที่ 15 พฤศจิกายน 2549 เวลา 08:00 น. ] ผู้ตอบคนที่ 60

เมนูอาหารเพื่อสุขภาพง่ายที่สุดก็คือ ในหนึ่งวันรับประทานให้ครบ 5 หมู่ (โดยเน้น ไขมันต่ำ, ใยอาหารมาก ) และให้มีผลไม้ทุกมื้อ
ตัวอย่าง เช่น มื้อเช้า ข้าวสวย หรือ ข้าวต้ม มีกับข้าว ผัดผัก อาหารประเภท
ยำ ทอด สลับหมุนเวียน มื้อเย็นมีเวลา ก็ทำประเภทแกงเพิ่มอีกหนึ่งอย่าง
กรณีเลือกซื้ออาหารถุง แกงกะทิอาจจะทานแค่ 1-2 ครั้ง/สัปดาห์ , ของทอดแบบอมน้ำมัน เช่นไข่เจียว หมูติดมัน ไก่ทอด ทาน 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ หันมาเลือกกินเป็นแกงส้ม,แกงป่า , แกงจืด , แกงเลียง , น้ำพริก-ผัก-ปลา แต่ที่สำคัญทาน 3 มื้อหลักๆไม่ต้องเพิ่มมื้อว่าง เพื่อควบคุมน้ำหนักตัวให้สมดุล ออกกำลังกาย พักผ่อน มองโลกในแง่ดี ก็สามารถมีสุขภาพดีได้ยาวนานแล้วค่ะ

โดยคุณ อิ่มจังนิ(งานโภชนาการ) 172.29.3.64 [ วันพุธ ที่ 15 พฤศจิกายน 2549 เวลา 12:10 น. ] ผู้ตอบคนที่ 61



ตัวอย่างอาหารเพื่อสุขภาพ เมนูเพิ่มเส้นใยอาหาร ดังไฟล์รูปภาพที่แนบ (ภาชนะบรรจุใช้เพื่อถ่ายภาพเท่านั้น)
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.3.64 [ วันพุธ ที่ 15 พฤศจิกายน 2549 เวลา 13:51 น. ] ผู้ตอบคนที่ 62



ภาพ Poster อยากให้ชมค่ะ
โดยคุณ ทีมงานโภชนาการ 172.29.3.64 [ วันพุธ ที่ 15 พฤศจิกายน 2549 เวลา 18:02 น. ] ผู้ตอบคนที่ 63



ภาพการประชุมสมาชิกกิจกรรม CoP "กินให้เป็น รู้ให้ทัน" ครั้งที่ 1/2549 เมื่อวันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน 2549
โดยคุณ เลขาฯ CoP "กินให้เป็น รู้ให้ทัน" ส่งเมล์ถึง เลขาฯ CoP "กินให้เป็น รู้ให้ทัน" 172.29.3.64 [ วันพฤหัสบดี ที่ 14 ธันวาคม 2549 เวลา 10:33 น. ] ผู้ตอบคนที่ 64

แค่ไม่อ้วน ก็ช่วยคณะได้ จริงไม่ค่ะ
โดยคุณ สมาชิก COP 172.29.3.64 [ วันจันทร์ ที่ 18 ธันวาคม 2549 เวลา 10:23 น. ] ผู้ตอบคนที่ 65



ภาพตัวอย่างอาหาร ลดรอบเอว ลดน้ำหนัก
โดยคุณ สมาชิก COP 172.29.3.64 [ วันศุกร์ ที่ 22 ธันวาคม 2549 เวลา 19:13 น. ] ผู้ตอบคนที่ 66

เรื่องจาก CoP กินให้เป็นรู้ให้ทัน
การพบปะสมาชิกชุมชนแนวปฏิบัติ “กินให้เป็น รู้ให้ทัน” ครั้งที่ 2 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2550 มีสมาชิกเข้าร่วม แน่นห้องประชุมเช่นเคย อาจเป็นเพราะห้องประชุมเล็กไป ทางทีมงานโภชนาการส่ง คุณพรพิศ เรืองขจร บรรยายเรื่อง อาหารสุขภาพ ให้สมาชิกฟัง ซึ่งประกอบด้วย 3 ส (สะอาด สุกเสมอ สงวนคุณค่า) / 3 ป (ประหยัด ประโยชน์ ปลอดภัย) ภายหลังสมาชิกเพิ่ม 1 พ คือ พอเหมาะพอเพียง เข้ากับยุคสมัยเศรษฐกิจพอเพียงในปัจจุบัน สมาชิกได้เคล็ดลับการคำนวณพลังงานที่พอเหมาะ ที่ควรได้รับ และทราบคุณค่าทางโภชนาการของอาหารในศูนย์อาหารโรงพยาบาล เพื่อที่จะได้เลือกบริโภค
ถัดจากนั้น คุณไหมสาเหราะ บินมะหะหมัด มาเป็นแขกพิเศษ ในการเล่าประสบการณ์ การลดน้ำหนักในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา สามารถลดได้ถึง 13 กิโลกรัม ต้องผ่านเหตุการณ์อะไรบ้าง โดยมี พิธีกรสัมภาษณ์ คือ อาจารย์แพทย์หญิงธนิษฐา ศิริรักษ์
คุณไหมสาเหราะ ได้มีขั้นตอนการปรับเปลี่ยนเรื่องการลดน้ำหนักตั้งแต่ “รู้ แต่ไม่ตระหนัก” เป็นเรื่องที่ใคร ๆ ก็ทราบว่าความอ้วนจะมีผลต่อสุขภาพ จนกระทั่งมีอาการปวดหลัง ปวดเอว ขณะนั้นมีน้ำหนัก 80 กิโลกรัม จึงเริ่ม “ตระหนัก แต่ยังไม่มุ่งมั่น” จนกระทั่ง วันหนึ่งปวดจนลุกไม่ขึ้นคิดว่าตนเองแย่แล้ว จึงมุ่งมั่นที่จะลดน้ำหนัก น้ำหนักก็ยังไม่ลง อาการปวดหลังไม่ดีขึ้น คุณไหมสาเหราะกล่าวว่า“มุ่งมั่นปฏิบัติ แต่ผิดวิธี” คือ งดอาหารเย็นแต่หันไปบริโภคผลไม้ปริมาณมาก ๆ แทน เช่น สัปปะรดมื้อละลูก ซึ่งมีพลังงานสูงและทำได้ไม่นาน ช่วงนี้อาจารย์ธนิษฐา ได้เข้ามาช่วยในการบอกวิธีที่ถูกต้อง แนะนำ และเป็นกำลังใจให้ สุดท้ายความมุ่งมั่นปฏิบัติและถูกวิธี ทำให้คุณไหมสาเราะสามารถลดน้ำหนักได้ถึง 13 กิโลกรัม รอบเอวลดลงจาก 36 นิ้ว เหลือ 32 นิ้ว โดยลดประมาณเดือนละ 1 กิโลกรัม เคล็ดลับของคุณไหม คือ การออกกำลังกายเล่นโยคะเป็นประจำ และรู้จักเลือกบริโภคอาหาร เป้าหมายใหม่ของคุณไหมสาเหราะ ลดเหลือ 60 กิโลกรัมในสิ้นปี ขอให้ทุกคนเป็นกำลังให้คุณไหมสาเหราะด้วยนะครับ
ช่วงท้ายการพบปะ สมาชิกได้พูดคุยถึงความยั่งยืนของชุมชนแนวปฏิบัติและเคล็ดลับการมีสุขภาพดี สมาชิกหลาย ๆ ท่านเห็นว่ามีประโยชน์ในการเรียนรู้ เพื่อดูแลสุขภาพตนเอง ครอบครัว ร่วมถึงผู้ป่วย ควรขยายไปถึงด้านอื่น ๆ อาทิเช่น การออกกำลังกาย หรือสุขภาพจิตในอนาคต และมีช่องทางการติดต่อสื่อสารระหว่างสมาชิก พร้อมทั้งให้สมาชิกที่มีความสามารถด้านต่าง ๆ มีส่วนร่วมในการดำเนินการแลกเปลี่ยนความรู้
เคล็ดลับสุขภาพดีจากสมาชิกมาเล่าสู่กันฟัง
- ดื่มน้ำเปล่า ๆ ให้มาก ๆ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทานผัก ผลไม้ให้มาก ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ
โดย.... คุณมยุรี บุญราช ภาควิชาชีวเวชศาสตร์
- นอนหลับให้เพียงพอต้องไม่น้อยกว่า 8 ชั่วโมง ดื่มน้ำมาก ๆ ในระหว่างวัน (8 แก้วปกติ) ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง(แอร์โรบิคใต้อาคารแพทยศาสตร์) ไม่ทานของมัน ไม่เครียด แต่ใช้สมองทำงานสม่ำเสมอ
โดย.... คุณกุสุมาลย์ น้อยผา ภาควิชาชีวเวชศาสตร์
- ดื่มน้ำผัก ผลไม้ ทุกมื้อเย็น ไม่นอนดึก นอนก่อนห้าทุ่ม ขับถ่ายทุกวัน (เช้า) มองโลกในแง่ดี สวดมนต์ช่วงเย็น ทำงานช่วยเหลือสังคม ท่องเที่ยวปีละ 1 ครั้ง
โดย.... คุณมยุรี ก่อรุ่งเรือง ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา
- ทานมื้อเช้า ทานข้าวเที่ยง + ผลไม้ ทานมื้อเย็นแต่หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ จำพวก หมู ไก่ แต่ทานพวกปลา ผัก แทน ออกกำลังกายสัปดาห์ ละ 3 ครั้ง (ครั้งละ 30 นาที)
โดย.... คุณอรวรรณ นวกิจธนสาร ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา
- การกินให้เป็น รู้ให้ทัน มีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตเรา ตลอดชีวิต ขอให้เรียนรู้ตั้งแต่อายุน้อย ๆ โดยเฉพาะพวกเราในกลุ่ม Cop ก่อนจะดี เพื่อเป็นตัวอย่าง สำหรับตัวเอง ได้เริ่มออกกำลังกาย แต่ช้าไปหน่อย คือ ปีพ.ศ. 2540 เมื่อทราบว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง และออกกำลังกายเสมอมาถึงปัจจุบันนี้
โดย.... คุณณนุดา ศรีสุทธิพรสกุล งานเวชภัณฑ์กลาง
***กำหนดวันพบปะสมาชิกครั้งต่อไป ประมาณเดือนมีนาคม 2550 (ครั้งที่ 2/2550)***
โดยคุณ เลขาฯCoP 172.29.3.131 [ วันจันทร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา 12:58 น. ] ผู้ตอบคนที่ 79



บรรยากาศการพบปะพูดคุยของกลุ่มสมาชิกเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2550
โดยคุณ เลขาฯCoP 172.29.3.131 [ วันจันทร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา 13:00 น. ] ผู้ตอบคนที่ 80



ใครเป็นใครบ้าง ดูเองนะคะ
โดยคุณ เลขาฯCoP 172.29.3.131 [ วันจันทร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา 13:00 น. ] ผู้ตอบคนที่ 81



เห็นแล้วเป็นไงบ้างคะชาว CoP กินให้เป็น รู้ให้ทัน
โดยคุณ เลขาฯCoP 172.29.3.131 [ วันจันทร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา 13:01 น. ] ผู้ตอบคนที่ 82



หากใครสนใจเข้าร่วมประชุม เชิญครั้งหน้านะคะ
โดยคุณ เลขาฯCoP 172.29.3.131 [ วันจันทร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา 13:02 น. ] ผู้ตอบคนที่ 83



ประมาณเดือนมีนาคม 2550 วันที่แน่นอนจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง
โดยคุณ เลขาฯCoP 172.29.3.131 [ วันจันทร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา 13:03 น. ] ผู้ตอบคนที่ 84



เชิญสมาชิกเข้าร่วมประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ เคล็ดลับต่าง ๆ นะคะ
โดยคุณ เลขาฯCoP 172.29.3.131 [ วันจันทร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา 13:04 น. ] ผู้ตอบคนที่ 85



CoP กินให้เป็น รู้ให้ทัน ยังเปิดรับสมาชิกอยู่นะคะ ใครสนใจสมัครได้ที่งานโภชนาการ
โดยคุณ เลขาฯCoP 172.29.3.131 [ วันจันทร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา 13:05 น. ] ผู้ตอบคนที่ 86



อาจารย์แพทย์หญิงธนิษฐา ศิริรักษ์ กับ คุณไหมสาเหราะ กับการปรับเปลี่ยนเรื่องการลดน้ำหนัก
โดยคุณ เลขาฯCoP 172.29.3.131 [ วันจันทร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา 13:06 น. ] ผู้ตอบคนที่ 87



มุ่งมั่น ตั้งใจ ด้วยวิธีที่ถูกต้องเพื่อลดน้ำหนักต่อไปค่ะ
โดยคุณ เลขาฯCoP 172.29.3.131 [ วันจันทร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา 13:07 น. ] ผู้ตอบคนที่ 88



กลุ่ม CoP กินให้เป็น รู้ให้ทัน
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.3.131 [ วันจันทร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา 13:19 น. ] ผู้ตอบคนที่ 89

กลุ่ม CoP กินให้เป็น รู้ให้ทัน
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.3.131 [ วันจันทร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา 13:19 น. ] ผู้ตอบคนที่ 90



กลุ่ม CoP กินให้เป็น รู้ให้ทัน
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.3.131 [ วันจันทร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา 13:20 น. ] ผู้ตอบคนที่ 91



กลุ่ม CoP กินให้เป็น รู้ให้ทัน
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.3.131 [ วันจันทร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา 13:20 น. ] ผู้ตอบคนที่ 92



กลุ่ม CoP กินให้เป็น รู้ให้ทัน
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.3.131 [ วันจันทร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา 13:21 น. ] ผู้ตอบคนที่ 93



กลุ่ม CoP กินให้เป็น รู้ให้ทัน
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.3.131 [ วันจันทร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา 13:21 น. ] ผู้ตอบคนที่ 94



กลุ่ม CoP กินให้เป็น รู้ให้ทัน
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.3.131 [ วันจันทร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา 13:22 น. ] ผู้ตอบคนที่ 95

เรียน ภาควิชา/หน่วยงาน/สมาชิก CoP ทุกท่าน

ตามที่งานโภชนาการได้มีการบริการอาหาร ศุกร์สุขภาพ ในทุกวันศุกร์ และได้มีผู้รับบริการบางท่านเสนอแนะให้เปลี่ยนภาชนะบรรจุอาหาร "กล่องโฟม" เพื่อเป็นการดูแลรักษาสภาพแวดล้อม นั้น ทางงานโภชนาการคำนึงถึงและตระหนักในข้อดังกล่าวโดยตลอดมา แต่จากการสืบราคาภาชนะแบบอื่น ๆ ยังไม่มีแบบใดที่ต้นทุนต่ำกว่ากล่องโฟม และบางอย่างยังไปทำลายต้นไม้ ดังนั้น หากท่านทั้งหลายมีข้อเสนอแนะ/แนวทางที่ดีกว่า โปรดแจ้งทางเราทราบด้วย เพื่อจะได้ดำเนินการปรับเปลี่ยน/พัฒนาต่อไป ขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.3.131 [ วันจันทร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา 09:36 น. ] ผู้ตอบคนที่ 96

ทานนมเปรี้ยววันละขวด ขวด 450 มล เกือบทุกวัน จะทำให้อ้วนมั๊ยค่ะ
โดยคุณ abc สมาชิก CoP 172.29.2.220 [ วันศุกร์ ที่ 2 มีนาคม 2550 เวลา 10:58 น. ] ผู้ตอบคนที่ 97



เรียน ภาควิชา/หน่วยงาน/สมาชิก CoP "กินให้เป็น รู้ให้ทัน" ทุกท่าน

ตามที่งานโภชนาการได้แจ้งเรื่องการเสนอแนะให้เปลี่ยนภาชนะบรรจุอาหาร "กล่องโฟม" เพื่อเป็นการดูแลรักษาสภาพแวดล้อม และได้ขอความร่วมมือจากท่านทั้งหลายเสนอแนะแนวทางที่ดีกว่าไปแล้วนั้น ได้มีสมาชิก CoP "กินให้เป็น รู้ให้ทัน" ให้ความสนใจเสนอแนวทาง และบางท่านได้ปฏิบัติแล้วโดยนำปิ่นโต(อาจารย์สุวิณา) และกล่องข้าวพลาสติก (สมาชิก CoP) มาใส่อาหารสุขภาพที่สั่งซื้อในวันศุกร์ดังรูปภาพ หากท่านใดเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว วันศุกร์ใดสั่งซื้ออาหารเพื่อสุขภาพ สามารถนำภาชนะพร้อมติดชื่อนำส่งที่งานโภชนาการในเวลาประมาณ 10.00 น. เพื่อจะได้บรรจุอาหารใส่ภาชนะให้ และรับอาหารตามเวลาปกติ ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้ความร่วมมือนะคะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.5.239 [ วันศุกร์ ที่ 2 มีนาคม 2550 เวลา 15:31 น. ] ผู้ตอบคนที่ 98

เรียน.คุณabc
ปริมาณนมเปรี้ยวที่ทานวันละ 450 ซีซี(เกือบ1/2 กก.เลยน่ะค่ะ) ก่อนอื่นเราต้องมาดูส่วนผสมก่อนว่าในนมเปรี้ยวมีอะไรบ้าง 1. มีนมสด ไม่เกิน 30 % ของปริมาณ และที่สำคัญ ในนมเปรี้ยว 1 กล่อง (180 ซีซี.) น้ำตาล 3 - 5 ช้อนชา นม450 จะเท่ากับ 2.5 กล่องมีปริมาณน้ำตาล = 7.5 - 12.5 ช้อนชา ให้พลังงานประมาณ 250-300 แคลอรี่ เป็นพลังงานที่ไม่เกิดประโยชน์ค่ะ สิ่งที่เป็นจุดเด่นของนมเปรี้ยว คือ จุลลินทรีย์ที่ช่วยย่อยอาหารได้ดีขึ้น ในกรณีที่คุณมีปัญหาท้องผูก สามารถรับประทานได้แต่แนะนำให้ทานแค่ 1 ขวดเล็กๆก็พอค่ะ หรือทานผักมากๆแทนก็ได้เหมือนกัน และฟังธงได้เลยว่าทานนมเปรี้ยวแบบนี้ทุกวันอ้วนแน่นอน เพราะคุณคงไม่ได้ทานเฉพาะนมเปรี้ยวอย่างเดียว
จริงๆแล้วการประชาสัมพันธ์ให้ทานนม เพื่อต้องการสารอาหารประเภท แคลเซียมที่มีประโยชน์ต่อกระดูก และนมที่ควรทานต้องเป็นนมรสจืดพร่องมันเนยเท่านั้นเราจึงจะได้ประโยชน์แท้จริง
และเมื่อคุณซื้ออาหารอะไรรับประทาน แนะนำว่าให้อ่านฉลากว่าในอาหารแต่ละประเภทมีส่วนผสมอะไรบ้าง เราจะได้ทราบว่ามีประโยชน์จริงหรืออย่าเชื่อในโฆษณามากนักน่ะค่ะ
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.3.131 [ วันอาทิตย์ ที่ 4 มีนาคม 2550 เวลา 15:42 น. ] ผู้ตอบคนที่ 99

ผักและผลไม้มีประโยชน์ต่อสมองอย่างไรค่ะ
โดยคุณ สมาชิก COP 172.29.3.131 [ วันจันทร์ ที่ 19 มีนาคม 2550 เวลา 08:29 น. ] ผู้ตอบคนที่ 100

จากงานวิจัยพบว่า คนที่มีอายุ 65 ปีขี้นไป ควรกินผักเพื่อเพิ่มความเฉียบคมของสมอง โดยเฉพาะผักสีเขียว สามารถพยุงหรือรักษาประสิทธิ์ภาพสมองได้นานกว่ากลุ่มที่บริโภคผักน้อยกว่าวันละ 1 หน่วยบริโภคถึงร้อยละ 40 โดยการ ติดตามชายและหญิงมากกว่า 3,700 คน ประเมินการบริโภคของอาสาสมัครและทดสอบความเฉียบคมของสมองในช่วงเวลา 3 ปี และ 6 ปีนักวิจัยพบว่าการกินผักวันละ 3 หน่วยบริโภค คือ 3 ทัพพี เท่ากับ ผักสด 3 ขีด หรือผักสุกครึ่งหนึ่งของผักสด หรือจะใช้ถ้วยตวง เท่ากับผักสุก 1/2 ถ้วยตวง หรือผักสด 1 ถ้วยตวง (Chicago Health and Aging Project) จากงานวิจัยพบว่าการบริโภคผลไม้มากขึ้น ไม่มีผลต่อการบำรุงสมอง เนื่องจากประโยชน์ที่โดดเด่นจากวิตามินอีและโฟเลทมีมากจากผัก ต้องการทราบละเอียดเกี่ยวกับผักๆ พบกับกิจกรรมกลุ่ม COP ที่จัดในวันที่ 26 มีนาคม 2550 นะค่ะ
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.3.131 [ วันอังคาร ที่ 27 มีนาคม 2550 เวลา 11:37 น. ] ผู้ตอบคนที่ 101



กินผักอะไรดีค่ะ
โดยคุณ กลุ่ม COP 172.29.3.131 [ วันอังคาร ที่ 27 มีนาคม 2550 เวลา 18:05 น. ] ผู้ตอบคนที่ 102

อยากทราบว่า ลูกชายอายุ 13 ปี นำหนัก 68 กก. เด็กจะชอบกินไส้กรอก 7-11 ทานทุกวันค่ะ หามแล้วเผลอเมื่อไรก็แอบไปซื้อมาทาน ไม่ทราบว่ามีอันตรายมากไหมค่ะ
โดยคุณ ทิวลิป 172.29.3.131 [ วันศุกร์ ที่ 30 มีนาคม 2550 เวลา 12:34 น. ] ผู้ตอบคนที่ 103





เรื่องเล่าจากการพบปะสมาชิกเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2550

1) อาหารสุขภาพวัยทำงาน แนวทางการกินให้ถูกหลักโภชนาการ ควรยึดข้อปฏิบัติการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย หรือที่เรียกว่า “โภชนบัญญัติสำหรับคนไทย 9 ประการ” และจะกินอะไร เท่าไหร่ ดูได้จาก ธงโภชนาการ โดยการนำอาหารหลัก 5 หมู่ แบ่งตาม+++ส่วน รับประทานใน 1 วัน ร่วมกับการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ดื่มน้ำอย่างน้อย 6-8 แก้ว/วันและนอนหลับให้เพียงพอ

2) อาหารสุขภาพวัยทอง ผู้หญิงวัย 40-60 ปี รังไข่ทำงานเสื่อมลง และหยุดลง ฮอร์โมนเอสโตรเจนขาดหรือลดลง ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ใช้หลักโภชนาการเสริมฮอร์โมน เช่น รับประทาน ถั่วเหลือง กะหล่ำปลี แตงกวา เมล็ดทานตะวัน ข้าวกล้อง ข้าวโพด มันฝรั่ง มะละกอสุก อาหารแคลเซียมสูง สำหรับสร้างกระดูก เช่น กุ้งแห้งตัวเล็ก กุ้งฝอย งาดำ กะปิ โดยลดหรือควบคุมอาหารประเภทไขมัน และหลีกเลี่ยงอาหารประเภทไข่ เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล หรืออาจจะรับประทานแต่น้อย
อาหารที่ควรรับประทาน เช่น
- ผัดผักต่าง ๆ (กะหล่ำปลี บล็อคโคลี่ คะน้า)
- อาหารประเภทปลา (ปลาผัดคึ่นฉ่าย)
- น้ำพริกกะปิ น้ำพริกมะขาม น้ำพริกปลาร้า รับประทานกับ ผักสด ผักลวก ผักต้ม หรือดอกสะเดากับน้ำปลาหวาน
- แกงต่าง ๆ (แกงเลียง ต้มยำ ต้มโคล้ง แกงจืดตำลึง แกงส้ม ต้มเค็มปลา) ส่วนแกงกะทิพยายามหลีกเลี่ยง หรือใช้กะทิแต่น้อย และอาจจะใช้น้ำเต้าหู้แทน

• สนุก สุขใจ อิ่มอร่อย กับกิจกรรมสาธิตการทำอาหารสุขภาพ โดย....ทีมงานโภชนาการ (คุณเกศนีย์ วงษ์บำรุงเทวี, คุณสุชาดา อัจนากิตติ)
เมนูชูสุขภาพ
1.อาหารไทย (จานเดียว/สำรับที่ปรุงจากอาหารอย่างน้อย 4 หมู่) เพิ่มผลไม้จะครบ 5 หมู่
2.ปริมาณไขมันไม่เกินร้อยละ 30
3.ปรุงจากวัตถุดิบที่สะอาด ปลอดภัย
4.รสไม่เค็มจัด หวานจัด มันจัด
5.ปรุงโดยวิธี ต้ม ปิ้ง นึ่ง ย่าง ยำ อบ หรือน้ำพริก
6.ประเภทผัด แกงกะทิ ต้องใช้น้ำมันหรือกะทิแต่พอควร
7.ปรุงจากอาหารที่มีไขมันต่ำ เช่น ปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน
คุณค่าอาหารของผัก ผักเป็นหนึ่งในอาหารหลัก 5 หมู่ ที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต ในผักมีวิตามินและเกลือแร่ คือ ธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ และใยอาหาร มีผลดีต่อสุขภาพในแง่การป้องกัน การบำรุง และการรักษา เช่น บำรุงสายตา กระดูก เพิ่มภูมิต้านทาน เช่น ช่วยให้เจริญอาหาร ช่วยให้นอนหลับ ช่วยให้ขับถ่ายได้สะดวก ลดความดัน ลดน้ำตาล แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ชะลอความแก่ เป็นแหล่งของวิตามินซี อี และเบต้าแคโรทีน

วิธีการล้างผักให้สะอาดเพื่อลดปริมาณสารพิษ เลือกใช้ตามความสะดวก ดังนี้
ชนิดของน้ำยาที่ใช้ วิธีการปฏิบัติ
1.ลอกหรือปอกเปลือก แช่ในน้ำสะอาดนาน 5-10 นาที หลังจากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง ลดปริมาณสารพิษตกค้างร้อยละ 27-72

2.น้ำปูนใส แช่นาน 10 นาที และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งลดปริมาณสารพิษตกค้างร้อยละ 34-52

3.ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ แช่นาน 10 นาที (ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ 1 ช้อนชา ผสมน้ำ 4 ลิตร) และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง ลดปริมาณสารพิษตกค้างร้อยละ 35-50

4.น้ำด่างทับทิม แช่นาน 10 นาที (ด่างทับทิม 20-23 เกล็ด ผสมน้ำ 4 ลิตร) และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง ลดปริมาณสารพิษตกค้างร้อยละ 35-43

5.ล้างด้วยน้ำไหลจากก๊อก นาน 2 นาที ลดปริมาณสารพิษตกค้างร้อยละ 25-39

6.น้ำซาวข้าว แช่นาน 10 นาที และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งลดปริมาณสารพิษตกค้างร้อยละ 27-72

7.น้ำเกลือ แช่นาน 10 นาที (เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 4 ลิตร) และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง ลดปริมาณสารพิษตกค้างร้อยละ 29-38

8.น้ำส้มสายชู แช่นาน 10 นาที (น้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 4 ลิตร) และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง ลดปริมาณสารพิษตกค้างร้อยละ 27-36

9.น้ำยาล้างผัก แช่นาน 10 นาที และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งลดปริมาณสารพิษตกค้างร้อยละ 22-36

10.โซดา (โซเดียมไบคาร์บอเนต) แช่นาน 10 นาที (โซดา 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 4 ลิตร) และล้างด้วยน้ำ สะอาดอีกครั้ง หากใช้น้ำอุ่นจะช่วยลดสารเคมีได้มากขึ้นลดปริมาณสารพิษตกค้างร้อยละ 50

11.โซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต (ผงฟู) แช่นาน 15 นาที (ผงฟู 1 ช้อน ผสมน้ำอุ่น 1 ลิตร) และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งลดปริมาณสารพิษตกค้างร้อยละ 90-95

ที่มา : http://www.thaipost.net และ กรมส่งเสริมการเกษตร. พจมาน หวังสันติวงศา.

สาธิตการทำอาหาร (เซี่ยงไฮ้สาหร่ายผัดกระเพรา)
1. กุ้งปอกสับ 1 ถ้วยตวง
2. ไก่ไม่ติดหนังสับ 1 ถ้วยตวง
3. ข้าวโพดต้มสุก 1 ฝัก
4. แครอทหั่นลูกเต๋า 1 ถ้วยตวง
5. บล็อกโคลี่หั่น 1 ถ้วยตวง
6. เห็ดหูหนูสด ¼ ถ้วยตวง
7. หอมใหญ่ 1 หัว
8. ใบกระเพราเด็ด 1 ถ้วยตวง
9. กระเทียมโขลก ½ ถ้วยตวง
10. พริกขี้หนูสดโขลก ¼ ถ้วยตวง
11. เส้นเซี่ยงไฮ้ลวก 1 ห่อ (300 กรัม)
12. ผักกาดหอมสำหรับจัดจาน

เครื่องปรุง น้ำปลา / เกลือ / น้ำตาลทราย
วิธีทำ 1. ตั้งกระทะพอร้อน เติมน้ำมันพืช ผัดกระเทียม พริกขี้หนูสด ให้หอม
2. ใส่ไก่ กุ้ง ลงผัด ปรุงรสด้วย น้ำปลา น้ำตาล เกลือ
3. ใส่เส้นเซี่ยงไฮ้ ใส่ผัก ชิมรสตามชอบ
4. จัดใส่จาน รองด้วยผักกาดหอม

คุณค่าอาหารที่ได้รับ
ได้รับคุณค่าอาหารจากผักสีต่าง ๆ ทั้งผักพื้นบ้าน และผักหลากหลายสี
 กระเพรา มีธาตุเหล็กและวิตามินเอสูง ดับกลิ่นคาว แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ
 บล็อคโคลี่ สีเขียว / แครอท สีส้ม มีสารต้านมะเร็ง
 ข้าวโพด สีเหลือง ช่วยให้ผิวลดการถูกทำลายจากแสงแดด ช่วยชะลอความแก่
 หอมใหญ่ มีน้ำมันหอมระเหย ลดความดัน
เคล็ดลับ
1. การลวกเส้น ต้มน้ำให้เดือด ใส่น้ำมันเล็กน้อย ใส่เส้นลงลวก พอนิ่มตักขึ้นแช่น้ำเย็น
2. ควรผัดกระเทียมกับพริกให้หอมก่อน แล้วจึงใส่เนื้อสัตว์
3. อาจใช้ผักชนิดอื่นก็ได้ เช่น คะน้า

•แบ่งปันความรู้ระหว่างสมาชิก โดย....สมาชิกผู้เข้าร่วมประชุม

 คุณจารุวรรณ บุญรัตน์ (ICU)
- ทำอาหารให้ครอบครัวทานเอง พยายามเน้นเมนูผัก โดยปรุงกับไมโครเวฟง่าย ๆ ผักชนิดไหนที่รสชาติไม่ชวนรับประทาน ก็พยายามสับให้ละเอียดผสมอาหาร ทำให้เด็ก ๆ สามารถรับประทานได้

 คุณจุรีพรรณ พูลศรี (คลินิกวัยรุ่น ภาควิชากุมารเวชศาสตร์)
- สอนนักเรียน (วัยรุ่น) ทำอาหาร ซึ่งส่วนมากจะไม่ชอบทานผัก พยายาม
ดัดแปลงอาหารที่นักเรียนชอบทาน แล้วนำผักต่าง ๆ ผสม เช่น ขนมจีบ ส่วนเครื่องดื่ม ทำน้ำมะขาม ผลปรากฏว่า นักเรียนชอบทาน ดีกว่าขนมกรอบ ๆ และน้ำอัดลมทั้งหลาย

 คุณดุจเดือน ชินเจริญทรัพย์ (ภาควิชาจิตเวชศาสตร์)
- กรณีเกิดความเครียด เราต้องดูวิธีคิดและหาสาเหตุว่าเครียดเพราะอะไร พยายามเปลี่ยนวิกฤติ ให้เป็นโอกาส

 พญ.ดร.สุวิณา รัตนชัยวงศ์ (ภาควิชาชีวเวชศาสตร์)
- เราต้องรู้ว่าเราเครียดเพราะอะไร แล้วจึงทำใจปล่อยวาง ออกกำลังกายระบายความเครียด
- เสนอแนะให้สมาชิกที่เข้าร่วมกิจกรรมสม่ำเสมอชั่งน้ำหนัก และเปรียบเทียบแต่ละครั้ง ดูการเปลี่ยนแปลง

 คุณสายสุรีย์ ตันทยานนท์ (ฝ่ายบริการพยาบาล)
- เข้าค่ายรักษ์สุขภาพที่พรุค้างคาว เดิมน้ำหนัก 73.3 ก.ก. สัญญาว่าจะลดเหลือ 70 ก.ก. ซึ่ง ณ วันที่ 26 มีนาคม 2550 น้ำหนัก 67.9 ก.ก. โดยการควบคุมอาหาร (ปรึกษาแพทย์ – อาจารย์ถวัลย์ และโภชนากร) ร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

 คุณสิริ ขุนดำ (ฝ่ายเภสัชกรรม)
- รู้ทันการกิน พยายามงดขนมหวาน มื้อเช้า ดื่มกาแฟดำ, ขนมปังโฮลวีท มื้อกลางวัน,มื้อเย็น ข้าวกล้อง, อาหารจานผัก, ผัก-น้ำสลัดแคลอรี่ต่ำ ร่วมกับการออกกำลังกาย

•วิธีหุงข้าว 4 สี โดย....คุณดวงเดือน อรัญดร

- ข้าวอัญชัน- สีฟ้า / สีม่วง (+++ส่วน ข้าวหอมมะลิ 100 กรัม / น้ำดอกอัญชัน 100 กรัม)
เทคนิคการทำน้ำอัญชัน
1.ล้างดอกอัญชันด้วยน้ำสะอาด 1 ครั้ง
2.ใช้น้ำร้อนจัดแช่ดอกอัญชัน จะได้น้ำอัญชันสีฟ้า
3.หากต้องการน้ำดอกอัญชันสีม่วง ให้เพิ่มน้ำมะนาวลงไป 2 ช้อนชา

- ข้าวสังข์หยด – สีน้ำตาลแดง (+++ส่วน ข้าวสังข์หยด 100 กรัม / น้ำเปล่า 120 กรัม)

- ข้าวดอกคำฝอย – สีเหลือง (+++ส่วน ข้าวหอมมะลิ 100 กรัม / น้ำดอกคำฝอย 100 กรัม)
เทคนิคการทำน้ำดอกคำฝอย นำดอกคำฝอยแห้งแช่ในน้ำร้อนจัด เมื่อได้สีตามต้องการ กรองเอาเฉพาะน้ำดอกคำฝอย ไม่ให้ติดกาก

- ข้าวกระเจี๊ยบ – สีชมพู (+++ส่วน ข้าวหอมมะลิ 100 กรัม / น้ำกระเจี๊ยบ 100 กรัม)
เทคนิคการทำน้ำกระเจี๊ยบ นำเนื้อกระเจี๊ยบปั่นกับน้ำให้ละเอียด คั้นเอาเฉพาะน้ำ ไม่ให้ติดกากกระเจี๊ยบ
ข้อแนะนำ
1. การหุงข้าวทั้ง 4 สี ใช้วิธีหุงเหมือนหุงข้าวปกติ
2. หลีกเลี่ยงการกินข้าวขัดขาว แล้วหันมาเพิ่มประโยชน์ในข้าวให้มากขึ้น ทดแทนกับการที่ร่างกายต้องได้รับสารกันเชื้อรา มอด แมลง จากพวกพ่อค้าหัวใส ที่คิดแต่ผลประโยชน์ของตนเอง




โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.5.239 [ วันศุกร์ ที่ 30 มีนาคม 2550 เวลา 13:03 น. ] ผู้ตอบคนที่ 104



สมาชิกตั้งใจรับความรู้อย่างเต็มที่
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.5.239 [ วันศุกร์ ที่ 30 มีนาคม 2550 เวลา 13:07 น. ] ผู้ตอบคนที่ 105



เอ้า! พวกเรามาดูกันเร้ว วันนี้สาธิตอะไรกันค่ะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.5.239 [ วันศุกร์ ที่ 30 มีนาคม 2550 เวลา 16:14 น. ] ผู้ตอบคนที่ 106



พี่ธนพรรณ ระวัง! น้ำลายหกนะคะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.5.239 [ วันศุกร์ ที่ 30 มีนาคม 2550 เวลา 16:15 น. ] ผู้ตอบคนที่ 107



น้องแตงของเราสาธิตจนมือสั่น
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.5.239 [ วันศุกร์ ที่ 30 มีนาคม 2550 เวลา 16:16 น. ] ผู้ตอบคนที่ 108



ใครรู้บ้างค่ะ ผักชนิดนี้ให้ประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไรเอ่ย
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.5.239 [ วันศุกร์ ที่ 30 มีนาคม 2550 เวลา 16:17 น. ] ผู้ตอบคนที่ 109



อาจารย์สุวิณา ช่วยอธิบายให้สมาชิกฟังหน่อยค่ะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.5.239 [ วันศุกร์ ที่ 30 มีนาคม 2550 เวลา 16:18 น. ] ผู้ตอบคนที่ 110



กินผักต่าง ๆ อย่างหลากหลาย ให้ประโยชน์ต่อร่ายกายนะจ๊ะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.5.239 [ วันศุกร์ ที่ 30 มีนาคม 2550 เวลา 16:20 น. ] ผู้ตอบคนที่ 111



อร่อยจังเลย แถมดีต่อสุขภาพด้วย
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.5.239 [ วันศุกร์ ที่ 30 มีนาคม 2550 เวลา 16:23 น. ] ผู้ตอบคนที่ 112



สามสาวเภสัชฯ ก็มาค่ะ ยิ้มหน่อยเร้ว
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.5.239 [ วันศุกร์ ที่ 30 มีนาคม 2550 เวลา 16:24 น. ] ผู้ตอบคนที่ 113



พี่โอ่ง (ICU) มาร่วมแจมความรู้กับสมาชิก
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.5.239 [ วันศุกร์ ที่ 30 มีนาคม 2550 เวลา 16:25 น. ] ผู้ตอบคนที่ 114



น้องจุ๊ ขอแจมด้วยคน (จุรีพรรณ - คลินิควัยรุ่น ภ.กุมารฯ)
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.5.239 [ วันศุกร์ ที่ 30 มีนาคม 2550 เวลา 16:26 น. ] ผู้ตอบคนที่ 115



พี่ดุจเดือนว่าไงค่ะ หนูกำลังเครียดค่ะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.5.239 [ วันศุกร์ ที่ 30 มีนาคม 2550 เวลา 16:27 น. ] ผู้ตอบคนที่ 116



ดิฉัน ลดน้ำหนักได้เกินเป้าแล้วค่ะ อาจารย์ถวัลย์ค่ะ ดิฉันทำตามสัญญาแล้วนะคะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.5.239 [ วันศุกร์ ที่ 30 มีนาคม 2550 เวลา 16:33 น. ] ผู้ตอบคนที่ 117



พี่ ๆ เมื่อไหร่คุณสนมา อย่าลืมให้มาแจมกับพวกเราด้วย นะพี่นะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.5.239 [ วันศุกร์ ที่ 30 มีนาคม 2550 เวลา 16:35 น. ] ผู้ตอบคนที่ 118



เราต้องรู้ว่าเครียดเพราะอะไร แล้วจึงทำใจปล่อยวาง และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอนะคะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.5.239 [ วันศุกร์ ที่ 30 มีนาคม 2550 เวลา 16:37 น. ] ผู้ตอบคนที่ 119



เรามาหุงข้าว 4 สี กันเถอะ อร่อยนะ และมีประโยชน์ด้วย
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.5.239 [ วันศุกร์ ที่ 30 มีนาคม 2550 เวลา 16:38 น. ] ผู้ตอบคนที่ 120



ครั้งต่อไป เราจะเรียนรู้เรื่องอะไรกันดีคะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.5.239 [ วันศุกร์ ที่ 30 มีนาคม 2550 เวลา 16:39 น. ] ผู้ตอบคนที่ 121

เห็นด้วยกับคุณทิวลิป ผมเองก็ชอบกินไส้กรอก7-11 เหมือนกันแต่กินแบบฟุตลอง(อันใหญ) กินบ่อยเหมือนกันประมาณ อาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง ไม่ทราบว่ามีอันตรายมากไหมครับ
โดยคุณ คนอยากกิน 172.29.3.131 [ วันอังคาร ที่ 3 เมษายน 2550 เวลา 14:01 น. ] ผู้ตอบคนที่ 122



สมาชิก COP น้องสาว พยาบาลตึก ฉบ. 10 ได้ความรู้และสนุกกับการเรียนรู้ ในวันที่

27 เมษายน 50 น้องบอกพี่ภัคจิรา ถ้าไม่ได้มาเสียดายมากเลยพี่ ฟังแล้วทีมงาน

โภชนาการชื่นใจมากมีพลังคิดจะทำอะไรในหลายๆเรื่องที่จะให้บุคคลากรสนุกกับการ

ดูแลตนเองในเรื่องอาหารการกิน ฯลฯ
โดยคุณ พี่ภัค 172.29.3.131 [ วันศุกร์ ที่ 4 พฤษภาคม 2550 เวลา 17:56 น. ] ผู้ตอบคนที่ 123

เด็กอายุ 13 ปี นน.68 กก.เด้กเป็นโรคอ้วน ควรมีการควบคุม อาหารโดยค่อยๆ ลดไขมันในอาหารและยิ่งเด็กชอบกินไส้กรอก 7-11 ชิ้น/วัน ควรลดปริมาณลงเพราะไส้กรอกมีไขมันสูง ไส้กรอก 1 ชิ้น ประมาณ 73 แคลอรี่ และกรรมวิธีการปรุงไส้กรอกก็จะเพิ่มแคลอรีให้มากขึ้น เช่นทอด ส่งผลให้เด็กมีสภาวะทุพโภชนาการและอาจส่งผลให้เป็นโรคอื่นๆตามมา
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.3.131 [ วันอาทิตย์ ที่ 6 พฤษภาคม 2550 เวลา 08:45 น. ] ผู้ตอบคนที่ 124



แลกเปลี่ยนเรียนรูเมนูสุขภาพ อิ่มอร่อยอย่างสนุก และได้ความรู้ ชอบมากเลยค่ะ
โดยคุณ สมาชิก COP 172.29.3.131 [ วันอังคาร ที่ 8 พฤษภาคม 2550 เวลา 15:20 น. ] ผู้ตอบคนที่ 125



แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับอาจารย์โปรเชฟบุญแทน สันติวนานนท์
โปรเชฟบันลือโลก มีประสบการณ์จากต่างประเทศมากกว่า 35 ปี
โดยคุณ สมาชิก CoP 172.29.3.131 [ วันพุธ ที่ 9 พฤษภาคม 2550 เวลา 09:14 น. ] ผู้ตอบคนที่ 126



แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักเรียนโรงเรียน ญ.ร.ส. กับเมนูสุขภาพกับเด็กวัยรุ่นขาโจ๋
โดยคุณ สมาชิก CoP 172.29.3.131 [ วันพุธ ที่ 9 พฤษภาคม 2550 เวลา 09:27 น. ] ผู้ตอบคนที่ 127



อาหารมีหลากหลายสีสัน ที่ชวนให้เรารับประทาน แต่สีที่เราใช้ควรจะเป็นสีที่ได้จากธรรมชาติ เช่น สีเหลืองจากดอกคำฝอย สีแดงจากกระเจี๊ยบ สีน้ำเงินจากดอกอัญชัน สีที่ได้จากธรรมชาติเหล่านี้ไม่มีพิษ ไม่มีกัยกับร่างกาย แต่กลับให้ประโยชน์อย่างใหญ่หลวง
โดยคุณ สมาชิก CoP 172.29.3.131 [ วันพุธ ที่ 9 พฤษภาคม 2550 เวลา 09:44 น. ] ผู้ตอบคนที่ 128



การบรรยายในหัวข้อ มุมมองของแพทย์เวชศาสตร์ด้านโภชนาการ โดยอาจารย์แพทย์

ธีรภาพ
โดยคุณ กลุ่มCOP 172.29.3.131 [ วันพุธ ที่ 9 พฤษภาคม 2550 เวลา 11:24 น. ] ผู้ตอบคนที่ 129



การจัดตกแต่งสถานที่ในงานพิธีต่างๆ นอกจากจะใช้ไม้ดอกไม้ประดับแล้วเราสามารถดัดแปลงใช้พืชผักสวนครัวที่อยู่ใกล้ๆตัวเรา ให้สวยงามได้อย่างง่ายดาย
โดยคุณ สมาชิก CoP 172.29.3.131 [ วันพุธ ที่ 9 พฤษภาคม 2550 เวลา 12:12 น. ] ผู้ตอบคนที่ 130



การจัดตกแต่งสถานที่ในงานพิธีต่างๆ นอกจากจะใช้ไม้ดอกไม้ประดับแล้ว เราสามารถดัดแปลงมาใช้พืชผักสวนครัวที่อยู่ไกล้ๆตัวเรา ให้สวยงามได้อย่างง่ายดาย
โดยคุณ สมาชิก CoP 172.29.3.131 [ วันพุธ ที่ 9 พฤษภาคม 2550 เวลา 12:18 น. ] ผู้ตอบคนที่ 131



สมาชิก CoP ทุกคน ต้องรู้จักเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกาย ไม่รับประทานอาหารประเภทผลไม้หมักดอง
โดยคุณ สมาชิก CoP 172.29.3.131 [ วันพุธ ที่ 9 พฤษภาคม 2550 เวลา 12:25 น. ] ผู้ตอบคนที่ 132



มงกฏสาวๆ แสนสวย มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ดีมากๆ สามารถนำมาดัดแปลงเป็นมงกฏเพชรหลากสีสันได้สวยงามจริงๆ
โดยคุณ สมาชิก CoP 172.29.3.131 [ วันพุธ ที่ 9 พฤษภาคม 2550 เวลา 12:33 น. ] ผู้ตอบคนที่ 133



สุขภาพดี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ เป็นสิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนา และไม่จำกัดขอบเขต, อายุ ว่าจะเริ่มดูแลสุขภาพตอนไหน ( ขนาดป้าๆๆ ยังอ่านเมนูอาหารทุกตัวอัษร)
โดยคุณ สมาชิก CoP 172.29.3.131 [ วันพุธ ที่ 9 พฤษภาคม 2550 เวลา 12:44 น. ] ผู้ตอบคนที่ 134



แลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่าไม่เป็นทางการ สนุกไหมค่ะ
โดยคุณ น้องสวย 172.29.3.131 [ วันพุธ ที่ 9 พฤษภาคม 2550 เวลา 16:00 น. ] ผู้ตอบคนที่ 135



แลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างไม่เป็นทางการ ไม่ต้องรอเข้าห้องประชุม ก็สามารถเรียนปรึกษาหารือกับทีมผู้บริหารได้ค่ะ
โดยคุณ ทีมงานโภชนาการ 172.29.3.131 [ วันศุกร์ ที่ 11 พฤษภาคม 2550 เวลา 11:03 น. ] ผู้ตอบคนที่ 136

อยากทราบว่าโฆษณาลดน้ำหนักตามหนังสือ ว่าทานแล้วสามารถลดน้ำหนักได้โดยไม่ต้องอดอาหาร ไม่ต้องออกกำลังกาย มันคืออะไรหรือค่ะ
โดยคุณ ทิวลิป 172.29.3.131 [ วันศุกร์ ที่ 11 พฤษภาคม 2550 เวลา 13:58 น. ] ผู้ตอบคนที่ 137



รู้ให้ทัน ช็อปให้กระจายในค่ายเบาหวานสำหรับเด็กน้อย ณ. สวนสัตว์สงขลา
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.3.131 [ วันศุกร์ ที่ 11 พฤษภาคม 2550 เวลา 14:51 น. ] ผู้ตอบคนที่ 139



เสียงสะท้อน ของเด็กค่ายเบาหวาน หนูอยากมีความสุขกับการเป็นโรคเบาหวานมากกว่านี้ค่ะ
โดยคุณ โภชนาการ 172.29.3.131 [ วันศุกร์ ที่ 11 พฤษภาคม 2550 เวลา 14:56 น. ] ผู้ตอบคนที่ 140



การบริการให้ความรู้ผู้ป่วยเบาหวานแบบชั้นเรียน (Class) โดยอาจารย์นฤมล ภาคกุมาร ของเราเองค่ะ
โดยคุณ โภชนากร 172.29.3.131 [ วันศุกร์ ที่ 11 พฤษภาคม 2550 เวลา 18:12 น. ] ผู้ตอบคนที่ 141



อาจารย์สมจิตร ช่วยดูแลแฟน (Club) น้องๆทั้งจากโรงพยาบาลมอ. และรพ.หาดใหญ่

อย่างมีความสุข และสนุกให้กับผู้ป่วยเบาหวาน
โดยคุณ โภชนากร 172.29.3.131 [ วันศุกร์ ที่ 11 พฤษภาคม 2550 เวลา 18:20 น. ] ผู้ตอบคนที่ 142



อาจารย์ปฎิการ จากโรงพยาบาลหาดใหญ่ มาให้ความรู้กับน้องๆ ในเรื่องการควบคุม

ดูแลระดับนำตาลในเลือดไม่ให้สูงหรือต่ำเกินไป
โดยคุณ โภชนากร 172.29.3.131 [ วันศุกร์ ที่ 11 พฤษภาคม 2550 เวลา 18:31 น. ] ผู้ตอบคนที่ 143



พี่โภชนากร สอน และแนะนำให้เลือกกินอะไร อย่างไร เท่าไร ดีค่ะ
โดยคุณ พี่โภชนา 172.29.3.131 [ วันศุกร์ ที่ 11 พฤษภาคม 2550 เวลา 18:58 น. ] ผู้ตอบคนที่ 144



เปิดดูหนังสืออะไรค่ะ อยากได้บ้าง ต้องทำอย่างไร มีประโยชน์อย่างไร อยากทราบจัง

เลย โทรหาเราซิค่ะ 1061 (ในราคา 80 บาท เราอยากให้คุณได้ใช้ดัดแปลงเพื่อดูแล

สุขภาพของคุณและคนในครอบครัว)
โดยคุณ พี่โภชนกร 172.29.3.131 [ วันจันทร์ ที่ 14 พฤษภาคม 2550 เวลา 10:31 น. ] ผู้ตอบคนที่ 145



สมาชิก CoP ที่เข้าร่วมกิจกรรม 10 ท่าน ได้รับรางวัล เป็นหนังสือที่หายาก เรื่องเกี่ยวกับความปลอดภัยอาหาร หลักการเบื้องต้น ผลิตโดยสถาบัน ( Chartered Institvte of Environmental Health) CIEH ซึ่งตีพิมพ์ในประเทศอังกฤษ มีมูลค่าเล่มละ 250 บาท
โดยคุณ โภชนาการ 172.29.3.131 [ วันอังคาร ที่ 15 พฤษภาคม 2550 เวลา 13:52 น. ] ผู้ตอบคนที่ 146

อยากทราบว่า (Fusion Food ) หมายถึงอาหารอะไรค่ะ
โดยคุณ น้องน้ำ 172.29.3.131 [ วันอังคาร ที่ 15 พฤษภาคม 2550 เวลา 17:49 น. ] ผู้ตอบคนที่ 147



สมาชิกของเราพี่นันทนาได้ร่วมเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้กับกลุ่มผู้สนใจ ณ.สถานที่

ออกกำลังกายของชาว มอ.(สุขภาพดี ต้องดูแล) และกลุ่มรำกระบอง ว่างๆพี่นันจะมาเล่า

และแลกเปลี่ยนความรู้จากประสบการณ์จริงให้ฟังค่ะ
โดยคุณ จากใจพี่ๆโภชนากร 172.29.3.131 [ วันพุธ ที่ 16 พฤษภาคม 2550 เวลา 12:16 น. ] ผู้ตอบคนที่ 148

ช่วงนี้อาหารประเภท Fusion Food เป็นแทรนด์ของอาหารกำลังมาแรงได้รับความนิยม

สำหรับลูกค้า เป็นการจัดอาหารแบบผสมผสานระหว่างอาหารไทยกับอาหารฝรั่ง เช่น

อิตาเลียน หรืออาหารไทยผสมผสานกับอาหารญี่ปุ่น ฯลฯ จุดเด่นของการจัดบริการ

อาหารทำให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มของจานอาหารได้มากกว่าปกติ
โดยคุณ โภชนาการ 172.29.3.131 [ วันพุธ ที่ 16 พฤษภาคม 2550 เวลา 17:35 น. ] ผู้ตอบคนที่ 149

อาหาร ๑๐ อย่างที่ไม่ควรกินมากเกิน

เป็นเคล็ดลับการดูแล สุขภาพตามศาสตร์แพทย์แผนจีนค่ะ ได้แก่

๑. ไข่เยี่ยวม้า ถ้ากินมากและบ่อย อาจเกิดพิษจากสารตะกั่ว..การดูดซึมแคลเซี่ยมลดน้อยลง ขาดแคลเซี่ยม ทำให้กระดูกผุได้
๒. ปาท่องโก๋ ใช้สารส้ม ซึ่งมีตะกั่ว เป็นพิษต่อเซลล์สมอง ความจำเสื่อม คอแห้ง เจ็บคอ
๓. เนื้อสัตว์ย่าง เกิดสารเบนโซไพริน ก่อมะเร็ง
๔. ผักดอง เกิดการสะสมเกลือโซเดียม หัวใจทำงานหนัก เกิดความดันเลือดสูง เป็นโรคหัวใจง่าย
๕. ตับหมู ๑ กก. มีคอเลสเตอรอลกว่า ๔๐๐ มก. ถ้ามีมากและนาน ทำให้หลอดเลือดแข็งตัว เสี่ยง ต่อโรคหัวใจ , หลอดเลือดทางสมอง, มะเร็ง
๖. ผักโขม ผักปวยเล้ง มีกรดออกซาเลตมาก ทำให้การขับสังกะสีและแคลเซียมออกจากร่างกายมาก เกิด ภาวะขาดแคลน
๗. บะหมี่สำเร็จรูป ทำให้ขาดสารอาหาร เกิดการสะสมสารพิษในร่างกาย
๘. เมล็ดทานตะวัน มีส่วนประกอบของกรดไขมันไม่อิ่มตัว กินมากทำให้มีการสะสมไขมันที่ตับได้
๙. เต้าหู้หมัก เต้าหู้ยี้ การหมักมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรค...และมีสารย่อยโปรตีน ไฮโดรเจนซัลไฟล์ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
๑๐. ผงชูรส ไม่ควรกินเกิน ๖ กรัม ต่อวัน จะทำให้กรดกลูตามิกในเลือดสูง ซึ่งมีผลต่อการทำงานของประจุแคลเซี่ยมและ แมกนีเซียม ทำให้ ปวดหัว ใจสั่น คลื่นไส้ และมีผลเสียต่ออวัยวะสืบพันธุ์

ที่กล่าวมา เป็นภูมิปัญญาโบราณ ความเชื่อที่สืบทอดกันมา
ปัจจุบันมีการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายมากขึ้น

จากหนังสือ หมอชาวบ้าน ธันวาคม ๒๕๔๙
โดยคุณ คุณเปมิกา (CoP) 172.29.5.239 [ วันจันทร์ ที่ 21 พฤษภาคม 2550 เวลา 11:26 น. ] ผู้ตอบคนที่ 150



วันที่ 27 เมษายน 2550 งานโภชนาการจัดโครงการอบรม อาหารโรงพยาบาลไม่น่าเบื่ออย่างที่คุณคิด กลุ่ม CoP กินให้เป็น รู้ให้ทัน ส่งตัวแทนสมาชิกเข้าร่วมแจมด้วย (คุณสเมธัส) โดยสาธิตอาหารเพื่อสุขภาพ "ยำวุ้นเส้นไตรภาคี"

ส่วนผสม
ไก่เลาะหนังทั้งชิ้น 1 ถ้วย
กุ้งปอก 1/2 ถ้วย
แครอทขูดฝอย ตามชอบ
ลูกเดือยต้ม ตามชอบ
วุ้นเส้น 1/2 ถ้วย
เม็ดมะม่วงอบ 5-10 เม็ด
เห็ดหูหนูลวก, ผักกาดหอม, ใบสาระแหน่ ตามชอบ
น้ำมะนาว, น้ำปลา, พริกขี้หนูสด, กระเทียม

วิธีทำ
1. ไก่เลาะหนังต้มให้สุก ฉีกฝอย กุ้งปอกเปลือกผ่าหลัง นำไปลวกให้สุก
2. แครอทขูดฝอย ผักกาดหอมหั่นฝอย
3. วุ้นเส้นนำไปลวกให้สุก แช่ในน้ำดอกคำฝอย, น้ำกระเจี๊ยบสด, น้ำอัญชัน
4. ผสมน้ำยำ กระเทียม พริกขี้หนูบดให้ละเอียด ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมะนาว
ตามชอบ
5. นำส่วนผสมทั้งหมดคลุกเคล้าให้เข้ากัน ปรุงรสตามชอบ โรยหน้าด้วย
ใบสาระแหน่, เม็ดมะม่วงอบ

จุดเด่นของเมนู
- เมนูจะมีผักเป็นส่วนประกอบหลัก ไขมันต่ำ สามารถใช้เป็นเมนูสำหรับควบคุม
น้ำหนักได้
- สมุนไพรที่นำมาแช่วุ้นเส้นให้คุณสมบัติหลากหลาย หาง่ายในท้องถิ่น
โดยคุณ สมาชิก CoP 172.29.5.239 [ วันพุธ ที่ 23 พฤษภาคม 2550 เวลา 11:02 น. ] ผู้ตอบคนที่ 151

CoPกินให้เป็นรู้ให้ทันกำลังจะปรับปรุงโฉมใหม่ คอยติดตามนะครับ
โดยคุณ Dr.T 172.29.3.160 [ วันศุกร์ ที่ 1 มิถุนายน 2550 เวลา 16:28 น. ] ผู้ตอบคนที่ 152

ต้องไปงานเลี้ยงสังสรรค์บ่อยๆ งานเทศกาลติดๆกันหลายเทศกาล ต้องเลือกอาหารอย่างไรดีค่ะ
โดยคุณ พี่แขก 172.29.3.74 [ วันศุกร์ ที่ 1 มิถุนายน 2550 เวลา 18:06 น. ] ผู้ตอบคนที่ 153

คนไทยจะโชคดีโดยเฉพาะข้าราชการไทยวันหยุดจะมาก พร้อมกับเทศกาลต่าง ๆเช่น
วันปีใหม่ สงกรานต์ คริสต์มาส ตรุษจีน และวันพิเศษต่างๆ ที่จะต้องมีการเลี้ยงฉลอง
" มื้อพิเศษ" อาหารที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น เป็ดอบน้ำผึ้ง หมูหัน ไก่งวง เป๋าฮื้อน้ำแดง
สเต็กเนื้อสัน แกงกะทิต่างๆ ติ่มชำที่อุดมไปด้วยมันหมู ถ้าเป็นวัยหนุ่มสาว ก็คงจะไม่
เท่าไหร่ เพราะร่างกายยังต้องใช้พลังงานมากกว่าวัยผู้ใหญ่ หรือผู้บริหาร ถ้ารับประทานในปริมาณมากๆ และบ่อยครั้ง ย่อมส่งผงต่อระดับไขมันในเลือดสูง

คำแนะนำคือ ควรรองท้องด้วยอาหารว่างเบาๆก่อนออกจากบ้าน จะช่วยให้รับประทานอาหารได้น้อยลง ในกรณีที่ไปงานหรือทานอาหารที่ร้านอาหาร ก็ควรเลือกเมนูปลา และผักต่างๆ หลีกเลี่ยงอาหารทอด กะทิ นม เนย ควรเคี้ยวอาหารช้าๆให้ละเอียด จะช่วยให้รับประทานอาหารได้ช้าลง และเป็นผลดีต่อกระเพาะอาหาร ร่วมกับการดื่มน้ำมากๆจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญอาหารได้ดียิ่งขึ้น และอย่าลืมออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ
3 วัน ติดต่อกันนาน 15 นาที
โดยคุณ โภชนากร 172.29.3.74 [ วันอังคาร ที่ 5 มิถุนายน 2550 เวลา 11:58 น. ] ผู้ตอบคนที่ 154



เรื่องเล่าจากการพบปะสมาชิกเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2550

- แจกเมนูอาหารสุขภาพในราคา 80 บาท ให้แก่สมาชิก
- กิจกรรม CoP Event รู้ให้ทัน “ช็อปให้กระจาย” (พร้อมรับของรางวัล)
โดย ทีมงานโภชนาการ
- แบ่งปันความรู้ระหว่างสมาชิก
โดย สมาชิกผู้เข้าร่วมประชุม

- ให้ความรู้ เรื่อง ไขมันชนิดต่าง ๆ โดย โภชนากร

ในปัจจุบันมีคนจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจว่า ไขมันเป็นสิ่งที่ให้โทษต่อร่างกาย แต่ความเป็นจริงแล้ว ไขมันเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ เพราะไขมัน จัดว่าเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญเช่นเดียวกับโปรตีน คาร์โบไฮเดรท วิตามิน เกลือแร่ และน้ำ ไขมันมีหน้าที่สำคัญ เช่น ปกป้องเซลล์และห่อหุ้มอวัยวะต่างๆ อาทิ ไต ลำไส้ ไม่ให้ถูกกระทบกระเทือนและทำหน้าที่ควบคุมการเข้า-ออกของสารเคมี ีที่ผ่านเซลล์ เช่น ฮอร์โมน วิตามิน เกลือแร่ เป็นต้น ช่วยในการดูดซึมวิตามินต่างๆที่ไม่ละลายน้ำแต่ละลายในไขมัน
นอกจากนี้ ไขมันยังให้ความอบอุ่นและเป็นแหล่งพลังงานของร่างกาย จะเห็นได้ว่าความจริงแล้วไขมันก็เป็นสิ่งที่จำเป็นที่ช่วยให้ระบบต่างๆ ทำงานเป็นปกติ ทว่า คนส่วนใหญ่บริโภคไขมันเกินความจำเป็น หรือเลือกรับประทานไขมันที่ให้โทษแก่ร่างกายโดยไม่รู้ตัว จึงเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดตามมาที่ในปัจจุบันถือว่าโรคหัวใจมีสถิติที่คร่าชีวิตคนไทยในเมืองสูงเป็นอันดับ 1 ดังนั้น หากเรารู้จักเลือกรับประทานไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และหลีกเลี่ยงไขมันที่เป็นอันตรายก็จะลดโอกาสเสี่ยงและป้องกันการเกิดเหตุดังกล่าวได้
ไขมัน (Lipids) หมายถึง สารอินทรีย์กลุ่มหนึ่งซึ่งไม่ละลายน้ำ ปรากฏอยู่ในรูปของแข็งและของเหลวที่ได้ จากพืชและสัตว์ ประเภทของไขมัน (แบ่งตามโครงสร้างทางเคมี)
1. กรดไขมันอิสระ (Free fatty acids)
2. คอเลสเตอรอล (Cholesterol)
3. ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride)
4. ฟอสโฟลิปิด (Phospholipid)
แต่ที่เกี่ยวข้องกับเราที่จะกล่าวในวันนี้ คือ โคเลสเตอรอล กับกรดไขมัน
คอเลสเตอรอล (Cholesterol)
เป็นไขมันชนิดหนึ่งที่จำเป็นต่อร่างกายเพื่อใช้ในการสร้างฮอร์โมน วิตามินอี และกรดน้ำดี ซึ่งช่วยย่อยอาหาร ถ้าร่างกายมีคอเลสเตอรอลสูงเกินกว่าปกติ (มากกว่า 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร) ก็จะก่อให้เกิดผลเสียจากการที่คอเลสเตอรอลไปพอกตามผนังหลอดเลือดแดงทำให้เกิดโรคร้ายต่าง ๆ ตามมา เช่น โรคหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจวาย เป็นต้น เราจะพบคอเลสเตอรอลเฉพาะในสัตว์ และพบมากในอาหารประเภทเครื่องในสัตว์ ไข่แดง อาหารทะเล
กรดไขมัน แบ่งได้เป็น 3 ชนิดใหญ่ ๆ คือ
1. กรดไขมันอิ่มตัว (Saturated fatty acids หรือ SFA ) หมายถึง กรดไขมันที่คาร์บอนทุกตัวในโมเลกุลไม่สามารถจับกับไฮโดรเจนเพิ่มได้และไม่สามารถจะจับกับสารใดๆ ได้อีก ไขมันอิ่มตัวมักได้มาจากสัตว์ ซึ่งมีลักษณะแข็งตัวได้แม้ในอุณหภูมิปกติ เช่น เนยแข็ง น้ำมันหมู ช็อคโกแลต เป็นต้น มีประโยชน์ในการใช้เป็นแหล่งพลังงานของร่างกาย แต่ถ้ารับประทานมากจะทำให้ไขมันในเลือดสูงได้ โดยพวกนี้จะทำให้คอเลสเตอรอลในเลือดจับตัว ดังนั้นจึงต้องจำกัดการรับประทานไม่ควรเกิน 10% ของพลังงาน
2. ไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง (PUFA) คนทั่วไปรู้จักดี มี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มโอเมก้า 3 (กรดไลโนเลนิก) และ กลุ่มโอเมก้า 6 (กรดไลโนเลอิก) ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มจัดเป็นกรดไขมันจำเป็นสำหรับร่างกาย การรับประทานไขมันกลุ่มนี้ มีประโยชน์จะช่วยลด โคเลสเตอรอลได้ แต่การรับประทานมากเกินกว่า 10% อาจจะลดไขมันที่ดี คือ HDL ( โคเลสเตอรอลดี) ในเลือด ส่วนใหญ่ได้จากพืชและสัตว์น้ำบางชนิด เช่น น้ำมันทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด และในพวกปลาทะเลลึก เช่น ปลาทู ปลาทูน่า ปลาซาบะ
3. ไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว (MUFA) เป็นสารอาหารที่แพทย์ นักกำหนดอาหาร นักโภชนาการ แนะนำให้รับประทานเพราะสามารถช่วยลดโคเลสเตอรอล และไตรกลีเซอร์ไรด์ นอกจากนี้ยังช่วยให้น้ำเลือดไม่หนืดข้น ซึ่งให้ผลดีต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด และยังพบว่ายังมีส่วนช่วยเพิ่ม HDL (โคเลสเตอรอลดี)ในเลือด ขนาดที่แนะนำให้รับประทาน คือสามารถให้ได้ถึง 20% ของพลังงาน
แหล่งที่มี MUFA สูง คือ น้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก อย่างใดก็ตาม จำนวนไขมันทั้งหมดที่เรารับประทานก็ไม่ควรเกิน 30% ของพลังงานที่ได้รับจากอาหารในแต่ละวัน
การเลือกใช้น้ำมันในการปรุงอาหาร
เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า ควรใช้ น้ำมันพืช ปรุงและประกอบอาหาร น้ำมันพืชที่วางขายอยู่ตามท้องตลาดมีมากมายหลายยี่ห้อและทำมาจากพืชที่แตกต่างกัน จึงมีคำถามตามมาว่า จะให้เลือกใช้น้ำมันพืชอะไรดี
ปกติ น้ำมันพืช ที่นิยมใช้กันอยู่ในปัจจุบันจะมี 3 ประเภท คือ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันปาล์มและน้ำมันพืชอื่นๆ เช่น น้ำมันข้าวโพดน้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันรำ น้ำมันดอกคำฝอย
ดังนั้น การเลือกซื้อ น้ำมันพืช มาปรุงและประกอบอาหาร ควรเลือกให้ตรงกับวัตถุประสงค์ เช่น ถ้าจะใช้ ผัด ควรใช้น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันดอกคำฝอย และน้ำมันรำ แต่ถ้าจะใช้ในการ ทอด ควรใช้น้ำมันปาล์ม ที่สำคัญคือเราไม่ควรยึดติดอยู่กับการใช้น้ำมันยี่ห้อหรือชนิดใดชนิดเดียว ควรจะใช้ให้หลากหลายสลับกันไป

ขอเตือนอีกครั้งว่า.....
ไม่ว่าจะเป็น น้ำมันพืชชนิดใดๆ ถ้ากินมากไป โรคอ้วนถามหาได้เหมือนกันหมด
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.5.239 [ วันอังคาร ที่ 12 มิถุนายน 2550 เวลา 16:45 น. ] ผู้ตอบคนที่ 155



มีอาหารกลางวันอร่อย ๆ เพื่อสุขภาพ สำหรับสมาชิกที่เข้าประชุมด้วย
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.5.239 [ วันอังคาร ที่ 12 มิถุนายน 2550 เวลา 16:47 น. ] ผู้ตอบคนที่ 156



ดูซิ...มีอะไรให้ช็อปมั่ง
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.5.239 [ วันอังคาร ที่ 12 มิถุนายน 2550 เวลา 16:49 น. ] ผู้ตอบคนที่ 157



กิจกรรมชั่งน้ำหนักตัว เฮ้อ! มองตาชั่งไม่เห็นค่ะ ขออาวุธประจำตัวหน่อย (แว่นตา)
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.5.239 [ วันอังคาร ที่ 12 มิถุนายน 2550 เวลา 16:50 น. ] ผู้ตอบคนที่ 158



อร่อย ๆ ๆ ๆ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.5.239 [ วันอังคาร ที่ 12 มิถุนายน 2550 เวลา 16:51 น. ] ผู้ตอบคนที่ 159



คุณสมศรี (คณะเภสัชฯ) สนใจกิจกรรมกลุ่ม เลยขอเข้าร่วมแจมด้วย สมาชิกทุกท่านช่วยกันปรบมือต้อนรับหน่อยค่ะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.5.239 [ วันอังคาร ที่ 12 มิถุนายน 2550 เวลา 16:54 น. ] ผู้ตอบคนที่ 160



เอ้า! พวกเรามาช็อปกันให้กระจายเร้ว....
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.5.239 [ วันอังคาร ที่ 12 มิถุนายน 2550 เวลา 16:56 น. ] ผู้ตอบคนที่ 161



พี่ธนพรรณ...ช็อปมาเนี่ย อ่านฉลากหรือยังคะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.5.239 [ วันอังคาร ที่ 12 มิถุนายน 2550 เวลา 16:58 น. ] ผู้ตอบคนที่ 162



มุ่งมั่นร่วมสนุก (ตอบคำถาม)....ข้อไหนจะได้รางวัลละเนี่ย
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.5.239 [ วันอังคาร ที่ 12 มิถุนายน 2550 เวลา 16:59 น. ] ผู้ตอบคนที่ 163



มุ่งมั่นและตั้งใจจริง...จึงตอบคำถามถูกต้อง และรับรางวัลไปเลยค่ะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.5.239 [ วันอังคาร ที่ 12 มิถุนายน 2550 เวลา 17:00 น. ] ผู้ตอบคนที่ 164

เรียน คุณเลขาฯCOP
เมื่อ10มิย.50 มีเจ้าหน้าที่ของ ชุมชนนักปฏิบัติกินให้เป็นรู้ให้ทัน พร้อมกับคุณนันท์ ไปประชาสัมพันธ์เรื่องโภชนาการ ให้กลุ่มรำตะบอง"ไหวตัวทัน" และเชิญให้สมัครเป็นสมาชิกของชุมชนนักปฏิบัติฯ
ตอนนี้กลุ่มไหวตัวทัน ได้แจ้งชื่อสมัครเป็นสมาชิกชุทชนฯ แล้วจำนวน 30 คน ผมซึ่งเป็นผู้ประสานงานของกลุ่มไหวตัวทันจะส่งรายชื่อให้กับ ชุมชนนักปฏิบัติกินให้เป็นรู้ให้ทันได้ทางไหนครับ (ถ้าสดวกขอส่งทาง email ครับ) กรุณาขอทราบด้วยครับ
โดยคุณ สุขุม นุรักษ์ ส่งเมล์ถึง สุขุม นุรักษ์ 125.27.131.31 [ วันจันทร์ ที่ 18 มิถุนายน 2550 เวลา 12:50 น. ] ผู้ตอบคนที่ 165

เรียน คุณสุขุม นุรักษ์

กลุ่ม CoP "กินให้เป็น รู้ให้ทัน" ยินดีต้อนรับกลุ่มรำตะบอง "ไหวตัวทัน" ทุกท่านค่ะ โดยสามารถส่งรายชื่อตาม email address ข้างล่างนี้ค่ะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP ส่งเมล์ถึง เลขาฯ CoP 172.29.5.239 [ วันอังคาร ที่ 19 มิถุนายน 2550 เวลา 09:37 น. ] ผู้ตอบคนที่ 166

email address : msuvimon@medicine.psu.ac.th
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.5.239 [ วันอังคาร ที่ 19 มิถุนายน 2550 เวลา 09:38 น. ] ผู้ตอบคนที่ 167



จัดบอร์ดแนะนำ สมัครสมาชิก COP ในโครงการจัดอบรม เพิ่มคุณภาพชีวิตหลังการรักษาโรคมะเร็งทางหู คอ จมูก
โดยคุณ สมาชิก COP 172.29.3.74 [ วันเสาร์ ที่ 23 มิถุนายน 2550 เวลา 12:45 น. ] ผู้ตอบคนที่ 168



ตัวอย่างเมนูอาหารสำหรับผู้ป่วยค่ะ
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.3.74 [ วันเสาร์ ที่ 23 มิถุนายน 2550 เวลา 13:27 น. ] ผู้ตอบคนที่ 169



ผู้เข้าร่วมงาน ประมาณ 300 คน
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.3.74 [ วันเสาร์ ที่ 23 มิถุนายน 2550 เวลา 13:29 น. ] ผู้ตอบคนที่ 170



บอร์ดให้ความทางโภชนาการ ง" กินอย่างไรห่างไกลโรค "
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.3.74 [ วันเสาร์ ที่ 23 มิถุนายน 2550 เวลา 13:31 น. ] ผู้ตอบคนที่ 171



อาหารร้อนๆและไม่แข็ง จัดให้พิเศษ สำหรับผู้ป่วย CA ค่ะ
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.3.74 [ วันเสาร์ ที่ 23 มิถุนายน 2550 เวลา 13:34 น. ] ผู้ตอบคนที่ 172



เข้ามาชื่นชมค่ะ และขอเป็นกำลังใจกับการทำกิจกรรมดีดีเพื่อสุขภาพต่อไปนะคะ
โดยคุณ เพียงออ 172.17.16.141, 61.19.199.142 [ วันอังคาร ที่ 3 กรกฎาคม 2550 เวลา 12:00 น. ] ผู้ตอบคนที่ 173

อยากทราบว่า กรณีเบื่ออาหาร ควรทำอย่างไรดีค่ะ เพราะต้องดูแลผู้ป่วยสูงอายุ
โดยคุณ น้อง 172.29.19.231 [ วันศุกร์ ที่ 6 กรกฎาคม 2550 เวลา 15:44 น. ] ผู้ตอบคนที่ 174

เบต้าแคโรทีน สารสีส้มเพื่อสุขภาพ

แหล่งของเบต้าแคโรทีน จะพบได้ในผัก และผลไม้ที่มีสีส้ม เหลืองหรือแดง เพราะเบต้าแคโรทีนคือตัวการ ทำให้พืชผัก และผลไม้มีสีสันดังกล่าว เช่น แครอท ฟักทอง หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพด แตงโม แคนตาลูป มะละกอสุก และผักที่มีสีเขียว เช่น บล็อคโคลี มะระ ผักบุ้ง คะน้า ตำลึง เมื่อเบต้าแคโรทีนเข้าสู่ร่างกาย จะถูกเปลี่ยนให้เป็นวิตามินเอ โดยเอนไซม์ในลำไส้ในปริมาณที่ร่างกายต้องการ ซึ่งปกติเบต้าแคโรทีน 6 หน่วย จะสามารถเปลี่ยนให้เป็นวิตามินเอ ได้ 1 หน่วยเบต้าแคโรทีน มีประโยชน์ต่อร่างกายและผิวพรรณอย่างมาก คือ ช่วยให้มองเห็นในที่มืดได้ดี ช่วยป้องกันผิวจากแสงอัลตราไวโอเลต ที่มาจากแสงแดดได้ จึงทำให้ผิวพรรณมีสุขภาพดี ไม่มีริ้วรอยก่อนวัย แลดูสดใสอยู่เสมอ นอกจากนี้ ยังช่วยรักษาสภาพปกติของเซลล์เยื่อบุตาขาว กระจกตา ช่องปาก ทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ รวมถึงทางเดินปัสสาวะให้เป็นปกติ และยังช่วยให้ระบบคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ดีด้วย
นอกจากประโยชน์ที่กล่าวมาแล้ว เบต้าแคโรทีนยังเป็นสารแอนตี้ออกซิเดนท์ (Antioxidant) ซึ่งคอยกำจัดอนุมูลอิสระ (Free Radicals) ก่อนที่มันจะไปทำปฏิกิริยา ทำลายส่วนประกอบต่างๆ จนเซลล์นั้นมีการเจริญเติบโต ที่ผิดปกติ เป็นต้นเหตุให้เกิดโรคมะเร็งบางชนิด
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 9 กรกฎาคม 2550 เวลา 14:10 น. ] ผู้ตอบคนที่ 175

กินสารอาหารช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง

การสร้างเม็ดเลือดแดงจะใช้เวลาประมาณ 12-16 สัปดาห์ อวัยวะต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเม็ดเลือดแดง ได้แก่ ตับ ไขกระดูก ม้าม ดังนั้น การดูแลรักษาได้ไม่เต็มที่ การสร้างเม็ดเลือดแดงอาจมีปัญหาตามมาด้วย การสร้าง เม็ดเลือดแดงจำเป็นต้องอาศัยสารอาหารหลายชนิด สารอาหารต่อไปนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างเม็ดเลือดแดง
- โปรตีน ร่างกายต้องการโปรตีน เพื่อสร้างโปรตีนของเม็ดเลือดแดง และส่วนที่เป็นโกลบินของฮีโมโกลบิน ได้แก่ โปรตีนจากเนื้อสัตว์และพืช
- วิตามินบี 6 เกี่ยวข้องกับการสร้างเม็ดเลือดยังไม่ชัดเจนนัก แต่การขาดวิตามินบี 6 เกี่ยวข้องกับโรคซีด อาหารที่ให้วิตามินบี 6 ได้แก่ ยีสต์ ถั่ว ตับ ปลา ไก่ กล้วย ข้าวแดง
- วิตามินบี 12 กับโฟลิก จำเป็นกับการสร้าง ดีเอ็นเอ และจำเป็นต่อกระบวนการสร้างเม็ดเลือดแดง มีอยู่ใน ตับ นม ไข่ เนย แต่จะมีน้อยในพืช
- เหล็ก การที่เลือดมีสีแดงเกิดจากโมเลกุลของเหล็กจับกับส่วนที่เป็นฮีมของฮีโมโกลบิน ดังนั้น เมื่อขาดเหล็ก จึงทำให้เลือดมีสีซีด มีมากใน ตับ ถั่ว ผลไม้ตากแห้ง ปลา สัตว์ปีก
- ทองแดง เกี่ยวข้องกับเมแทบอลิสของเหล็ก การขาดทองแดงจะทำให้เกิดโรคซีดได้เช่นกัน เพราะการสร้างเลือดแดงไม่สมบูรณ์ แหล่งที่ดีที่สุดคือ อาหารทะเล ผลไม้แห้ง นม ไข่ ผักใบเขียว ผลไม้สด
การกินอาหารจึงมีความจำเป็นมากที่จะเลือกกินให้ได้ประโยชน์และเพียงพอ จำเป็นสำหรับการสร้างเม็ดเลือด
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 9 กรกฎาคม 2550 เวลา 14:12 น. ] ผู้ตอบคนที่ 176

กินเป็นแล้ว....ต้องออกกำลังกายด้วย

การออกกำลังกายเป็นประจำ ช่วยให้หัวใจและปอดแข็งแรง ช่วยลดความดันโลหิตสำหรับคนที่มีความดันโลหิตสูง ช่วยป้องกันโรคเบาหวานที่เกิดจากพฤติกรรมการบริโภค นอกจากนี้การออกกำลังกายยังช่วยให้กระดูกแข็งแรง ช่วยชะลอการเกิดโรคกระดูกพรุน โดยเฉพาะในหญิงสูงอายุ รวมทั้งการช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ทำให้การเคลื่อนไหวของข้อต่อ เอ็น มีความคล่องตัวมากขึ้น การรับประทานอาหารถูกต้องตามหลักโภชนาการร่วมกับการออกกำลังกายจะดีต่อสุขภาพ
นายแพทย์ยอร์จ แบล็คเบอร์น ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องอ้วน ได้ทำการศึกษาถึงสาเหตุที่ทำให้คนเราอ้วนขึ้น พบปัจจัยสำคัญ 1 ใน 7 คือ การออกกำลังกาย (ร้อยละ 15) ซึ่งเป็นปัจจัยที่ตัวเราเองสามารถควบคุมได้ เพียงแต่ขอให้มีความพยายามอย่างจริงจัง กระทำอย่างสม่ำเสมอและถูกต้องตามหลักการด้วย
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 9 กรกฎาคม 2550 เวลา 14:14 น. ] ผู้ตอบคนที่ 177

อาหาร 5 ชนิดที่เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้มากขึ้น ถ้าคุณจะพยายามเติมแต่งลงในจานอาหารของคุณ

- ข้าวบาร์เลย์ มีใยอาหารละลายน้ำได้ ช่วยลดคอเลสเตอรอล มีธาตุเหล็ก โพแทสเซียม สังกะสี ซีลีเนียมหุงผสมกับข้าวซ้อมมือ และเติมลงไปในเมนูถั่วเมล็ดแห้งจะเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการได้เป็น 2 เท่า
- ถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ เป็นอาหารอีกอย่างหนึ่งที่มีสารแอนติออกซิแดนท์มากที่สุดไม่แพ้ผักและผลไม้ เป็นแหล่งที่ดีเยี่ยมของวิตามินบี โฟเลทเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการด้วยการเติมใส่เมนูสลัด น้ำพริกอ่อง หลน ซุป ถั่วบดผสมหมู หรือเนื้อสับ
- ถั่วเปลือกแข็ง แม้ถั่วประเภทนี้จะมีไขมันสูงแต่ก็เป็นไขมันที่ดีกับหัวใจ เพียงแต่ระวังอย่าปล่อยให้ถั่วเพิ่มแคลอรีมากเกินไป นักวิจัยแนะนำให้กินถั่ววันละ 1 กำมือ เพื่อเพิ่มสมดุลของกรดไขมันที่ดีแก่สุขภาพ ช่วยลดความอยากอาหาร ถั่ววอลนัท พีคานและอัลมอนด์ ยังเป็นแหล่งสำคัญของ กรดอะมิโน อาร์จินีน ซึ่งช่วยป้องกันหลอดเลือดแตกตัว ถั่วลิสงก็ให้ประโยชน์เช่นเดียวกัน เติมถั่วในการปรุงอาหารไม่ว่าจะเป็น สลัด ซุป
- เมล็ดพืชต่างๆ เมล็ดงา เมล็ดฟักทอง เมล็ดดอกทานตะวัน ซึ่งมักรับประทานเป็นของว่าง โรยหน้าขนมปัง มีคุณสมบัติเหมือนถั่วเปลือกแข็ง เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ โดยโรยงาใส่สลัด ผัดผักต่างๆ คลุกกับข้าว หรือผสมในเนื้อสัตว์
- เครื่องเทศสมุนไพร ใช้เป็นสิ่งปรุงแต่งอาหาร เช่น ขมิ้น อบเชย ออริกาโน อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยควบคุมระดับน้ำตาล ช่วยป้องกันมะเร็ง อบเชยมีสารประกอบที่ช่วยเพิ่มความไวต่อฮอร์โมน ส่วนออริกาโน นักวิจัยพบว่ามีสารแอนติออกซิแดนท์มากกว่าผักและผลไม้เสียอีก ไม่จำเป็นว่าจะต้องใช้มาก เพียง 1 ช้อนก็ให้ผลต่อสุขภาพเพียงพอ เลือกใช้ทั้งในรูปสมุนไพรสดหรือแห้ง
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 9 กรกฎาคม 2550 เวลา 14:16 น. ] ผู้ตอบคนที่ 178



กรณ๊ที่ผู้ป่วยเบื่ออาหาร ลองปรับการเสริฟอาหารเป็นมื้อน้อยๆ แต่บ่อยๆ พร้อมกับเลือกอาหารที่มีโปรตีนและให้พลังงานสูง รวมถึงจัดบรรยากาศให้รื่นรมย์ จัดอาหารที่ชอบแต่ไม่ขัดกับการดูแลโรค และอาจจะต้องให้ยากระตุ้นอาหารจากแพทย์
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันจันทร์ ที่ 9 กรกฎาคม 2550 เวลา 16:06 น. ] ผู้ตอบคนที่ 179

อาหารอะไรบ้างครับ ที่ทานเข้าไปแล้วบำรุงสายตา
โดยคุณ batman 172.29.8.165 [ วันอังคาร ที่ 7 สิงหาคม 2550 เวลา 15:24 น. ] ผู้ตอบคนที่ 180



สมาชิก COP ได้รับความรู้จาก ศ.นพ.ขจรศักดิ์ ศิลปโภชากุล อาจารย์แพทย์มาแบ่งปันความรู้ ในหัวข้อ เรื่อง เธอแอบอยู่ในอาหาร " เชื้อซาลโมเนลลา " สมาชิกให้ความสนใจ ร่วม 120 คน ได้นำความรู้ไปประยุกต์ใช้กับตนเองและผู้อื่นต่อไป ซึ่งในการประชุมเราก็ได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการที่จัดจำหน่ายอาหารแคนทีนให้กับบุคลากรคณะแพทย์ ได้รับอาหารที่สะอาด และปลอดภัย
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันศุกร์ ที่ 10 สิงหาคม 2550 เวลา 15:38 น. ] ผู้ตอบคนที่ 181



ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันสนุกไหมค่ะ
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันศุกร์ ที่ 10 สิงหาคม 2550 เวลา 15:40 น. ] ผู้ตอบคนที่ 182



ขอบคุณน้องๆศูนย์จัดประชุมที่ช่วย จัดเตรียมห้องประชุมให้สมาชิกค่ะ
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันศุกร์ ที่ 10 สิงหาคม 2550 เวลา 15:43 น. ] ผู้ตอบคนที่ 183



อาจารย์แพทย์ขจรศักดิ์ ให้ความรู้โดย บอกว่าผมจะมาขายไอเดีย ทำให้พวกเรางานโภชนาการตื่นเต้นมากว่าอาจารย์จะมาขายไอเดียอะไร เกิดความสงสัย อยากรู้
อยากเห็นทันที ว่าคือเรื่องอะไร สรุปว่า ทีมงานได้ 3 จริง ข้อมูลที่เป็นจริงจากงานจิจัย
ผู้รู้จริง คืออาจารย์แพทย์ของชาวคณะแพทย์ ความจริงใจ ที่จะแบ่งปันความรู้อย่างไม่เป็นทางการ ให้กับทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการทำอาหารให้สะอาดและปลอดภัย
ผู้สนใจสามารถขอข้อมูลได้ที่ งานโภชนาการค่ะ (CD)
โดยคุณ ทีมงานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันศุกร์ ที่ 10 สิงหาคม 2550 เวลา 15:58 น. ] ผู้ตอบคนที่ 184

Nutrification และ Food supplement มีความหมาย และ ความสำคัญ เหมือน หรือ แตกต่างกันอย่างไร ผลิตภัณฑ์อาหารที่เกี่ยวข้องมีอะไรบ้าง
โดยคุณ AT ส่งเมล์ถึง AT 10.10.2.1 [ วันจันทร์ ที่ 13 สิงหาคม 2550 เวลา 22:18 น. ] ผู้ตอบคนที่ 185

- Nutrification คือ สารอาหารที่เติมในอาหารซึ่งต้องระบุในฉลากโภชนาการเช่น การเติมสารไอโอดีน,ใยอาหาร ซึ่งเป็นข้อมูลบังคับในฉลากโภชนาการ หรืออาจใช้คำว่า Fortification ก็ได้ก็ค่ะ
- Food supplement คือ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมนั้นเองค่ะ เช่น อีฟนิ่งพริมโรส, โปรตีนสกัดหรือวิตามินต่างๆ ส่วนการเลือกรับประทานก็แล้วแต่ความสมัครใจ ของแต่ละบุคคล ซึ่งหลายคนมักจะใช้อาหารเสริมเพื่อชดเชยกับการได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ (ส่วนใหญ่จะคิดเอาเอง)
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.12.237 [ วันศุกร์ ที่ 17 สิงหาคม 2550 เวลา 16:32 น. ] ผู้ตอบคนที่ 186

พฤติกรรมสุขภาพกับการเกิดโรคมะเร็ง
พฤติกรรมสุขภาพเป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็ง ในประเทศที่พัฒนาแล้วพบว่า 30 % ของโรคมะเร็งเกิดจากอาหารที่บริโภค เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภค สภาพเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อมจึงทำให้มีอัตราการเกิดโรคมะเร็งหลายชนิดมากขึ้น ถ้าเรารับประทานผักและผลไม้สดมากกว่า 500 กรัมทุกวัน จะช่วยลดอัตราเสี่ยงได้ 50 % รวมทั้งการออกกำลังกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอและทำจิตใจให้ผ่องใส สารก่อมะเร็งในอาหารมีอะไรบ้าง
1. อาหารเผา ปิ้ง ย่าง ทอดไฟแรง ควรทานนานๆ ครั้งหรือแต่น้อย หลีกเลี่ยงการใช้ไฟแรงควรนำอลูมิเนียมฟรอยด์ห่ออาหารก่อนเผา ปิ้ง ย่าง
2. อาหารหมักดองเค็ม อาหารตากเค็มแห้ง เช่น ปลาร้า แหนม ปลาเค็ม ฯลฯ กระบวนการหมักจะเกิดมีสารไนโตรซามีนขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งตับ และทางเดินอาหาร
3. อาหารที่เติมวัตถุเจือปนในอาหาร เช่น ปลากระป๋อง เบคอน เนื้อเค็ม ไส้กรอก กุนเชียง มีการใช้ดินประสิวและไนไตรท์เติมลงไปในอาหารเพื่อป้องกันการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและทำให้เนื้อเปื่อย
4. อาหารที่ปนเปื้อนด้วยสารพิษอฟลาทอกซิน พบในอาหารประเภท ถั่วลิสงป่น พริกแห้ง
5. การรับประทานเนื้อสัตว์มากเกินไป จากผลการศึกษาทางระบาดวิทยาทั่วโลกสรุปว่า ถ้าทานเนื้อสัตว์มากกว่า 100 กรัม/วัน จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ไหญ่ กระเพาะอาหาร มะเร็งเต้านม
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 20 สิงหาคม 2550 เวลา 12:33 น. ] ผู้ตอบคนที่ 187

อาหารที่บำรุงสายตา ส่วนใหญ่จะได้มาจากกลุ่มวิตามิน A ซึ่งเราจะพบได้ในผลิตผลจากสัตว์และพืช เช่น ตับ ,ไข่แดง, นม, น้ำมันสกัดจากตับปลา, หรือพืชผักที่มีสีเขียวจัด, สีแสด, สีเหลือง, เช่น ผักบุ้ง, มะละกอ, ผักตำลึง, บร็อคโคลี่, แครอท ,มะม่วง,
เป็นต้น ซึ่งอาหารเหล่ามีความจำเป็นสำหรับร่างกายของมนุษย์เราทุกเพศทุกวัย
โดยคุณ ทีมงานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันพฤหัสบดี ที่ 23 สิงหาคม 2550 เวลา 09:32 น. ] ผู้ตอบคนที่ 188

วันนี้ลองหันมาทบทวนกันสักนิดดีกว่าว่าเราให้ความสำคัญกับอาหารมื้อเช้าแค่ไหน อย่างไรบ้าง เผื่อจะได้ กลับมาคิดใหม่ว่าต้องเปลี่ยนนิสัยกันเสียที
จากข้อมูลของศูนย์การแพทย์รัทแลนด์ เรจินัล เมดิคอล เซ็นเตอร์ ในเวอร์มอนต์ ที่สหรัฐฯ สรุปได้ว่าอาหารเช้านั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพและสามารถช่วยให้เราจัดการควบคุมน้ำหนักได้อีกด้วย ได้ยินอย่างนี้แล้วพวกที่อยากควบคุมน้ำหนักต้องหูผึ่งแน่
ข้อความต่อไปนี้เป็นสิ่งที่งานวิจัยหลายชิ้นชี้ชัดว่า ...............
• อาหารเช้ามีส่วนเชื่อมโยงทำให้มวลกายต่ำ (หรือน้ำหนักลด) ลงกว่าเดิม เมื่อเปรียบ เทียบกับคนที่งดอาหารเช้า
• อาหารเช้าช่วยลดปัจจัยเสี่ยงการเป็นโรคอ้วนลงพุงและภาวะตอบสนองต่ออินซูลินลดลง
• อาหารเช้ายังเป็นหนึ่งในหลายยุทธศาสตร์ ที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยควบคุมการลดน้ำหนักได้ ในระยะยาว
• สำหรับเด็กวัยเรียน อาหารเช้าก็ยังแสดงให้เห็นว่าทำ ให้ได้ เกรดดีและมีพฤติกรรมที่ดี
เห็นมั้ยล่ะว่าอาหารเช้ามีข้อดีตั้งหลายอย่าง แล้วยังจะทิ้งอาหารเช้ากันลงคออีกหรือ.

โดยคุณ ทีมงานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันพฤหัสบดี ที่ 23 สิงหาคม 2550 เวลา 09:48 น. ] ผู้ตอบคนที่ 189

สัญญาณเตือนเมื่อโภชนาการชำรุด


ร่างกายของคุณเกิดมีปฏิกิริยาตอบกลับมาเป็นผดผื่น คัน ผิวหนังลอกเป็นขุยแล้วล่ะก็ แสดงว่าคุณกำลังทานอาหารไม่ถูกต้องอยู่นะคะ วันนี้เราจึงนำ สัญญาณ 10 ประการที่ร่างกายคุณฟ้องว่าคุณทานอาหารไม่เหมาะสมมาฝากกัน

1. ผิวหนังมีปัญหา เช่น มีอาการคัน หรือลอกเป็นขุย แม้จะไม่ใช่ช่วงหน้าหนาว อาการเช่นนี้อาจเป็นลักษณะของการ ขาดวิตามิน A ผักและผลไม้ ที่มีสีเหลือง สีส้ม หรือสีเขียวเข้ม ล้วนแต่อุดมไปด้วยวิตามิน A เพียงพอที่จะทำให้ผิวคุณเป็นปกติ ไม่ควรทานวิตามิน A เสริมที่อยู่ในรูปแบบเม็ด เพราะการได้รับโดยตรงเช่นนี้มากเกินไปจะเป็นอันตรายได้

2. ผมไม่เงางาม ในกรณีที่รุนแรง ผมของคุณจะไม่สามารถจัดทรงได้เลย เป็นผลมาจากการ ขาดโปรตีนและธาตุเหล็ก โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เป็นมังสวิรัติ หรือคนที่จำกัดอาหารอย่างมาก ดังนั้นคุณจึงควรที่จะทานอาหารที่มีกากใยควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย ส่วนคนที่เป็นมังสวิรัติ ต้องได้สารอาหารจาก พืชผัก ข้าว และ ถั่ว ในอัตราส่วนที่เหมาะสม เพื่อที่จะได้โปรตีนทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ที่ขาดไป และเพิ่มเติมด้วยกะหล่ำดอก และผลไม้เปลือกแข็ง เช่น เกาลัด ถั่วแขก และถั่วเหลือง ซึ่งอุดมไปด้วยไบโอติน

3. ท้องผูก เป็นอาการที่กำลังบอกคุณว่า คุณต้องได้สารอาหารพวก ไฟเบอร์ หรืออาหารที่มีกากใย เช่น ผักผลไม้ต่าง ๆ อย่างน้อยวันละ 25 กรัม และดื่มน้ำให้มากขึ้นด้วย

4. ผายลมบ่อย ( ตด...เหม็น) แม้ว่าไฟเบอร์จะมีประโยชน์ แต่ถ้ากินมากเกินไป หรือได้รับสารอาหารประเภทนี้เร็วเกินไป เช่น กินถั่ว หรือไม้จำพวกที่มีฝัก เช่น กระถิน ทองหลาง ร่างกายของคุณจะผลิตแก๊สตามออกมามากกว่าอาหารที่ย่อยง่ายตามปกติ วิธีแก้ปัญหาคือค่อย ๆ เพิ่มสารอาหารพวกไฟเบอร์อย่างช้า ๆ ถ้าคุณเคยกินแค่เพียงวันละ 10 กรัม อย่าผลีผลามเพิ่มเป็น 25 กรัมในวันรุ่งขึ้น ในสัปดาห์แรกเพิ่มแค่เพียง 5 กรัม แล้วสัปดาห์ต่อมาค่อยเพิ่มอีก 5 กรัม

5. ข้อต่อมีเสียงดังหรือปวดบริเวณข้อต่อ อย่าเพิ่งไปโทษโรคข้ออักเสบ อาจเป็นไปได้ว่าคุณ กิน ปลาน้อยเกินไป กรดไขมันประเภทโอเมก้า -3 ที่พบมากในปลา เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า จะทำให้ข้อต่อของคุณเคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น ซึ่งจะช่วยให้กระแสโลหิตไหลเวียนดีขึ้น ลดอาการบวมและปวดบริเวณข้อต่อ

6. สเปิร์มน้อยลงไปมาก ถ้าคุณกำลังพยายามที่จะมีลูก และมีปัญหาระดับของสเปิร์มต่ำกว่าปกติ อาจเป็นไปได้ว่าคุณ ขาดวิตามิน C ซึ่งเป็นตัวสำคัญในการกระตุ้นการทำงานระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจากการศึกษาพบว่า วิตามิน C ยังช่วยในการรักษาปริมาณและความสมบูรณ์ของตัวสเปิร์มด้วย Earl Dawson, Ph.D., ที่ University of Texas Medical Branch ที่ Galveston แนะนำว่าให้ ผู้ชายดื่มน้ำส้มอย่างน้อยวันละประมาณ 1 ลิตรทุกวัน โดยบอกว่าวิตามิน C มีส่วนช่วยป้องกันสเปิร์มจากอันตรายและความเสียหายในทุกๆ ด้าน

7. หัวใจเต้นผิดปกติ หัวใจของคนเราเป็นกล้ามเนื้อที่มีการบีบตัวมากกว่า 100,000 ครั้งต่อวัน คงไม่สามารถทำงานอย่างสมบูรณ์แบบได้ตลอดเวลา แต่ถ้าอยู่ ๆ คุณรู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ หรือเต้น ๆ หยุด ๆ โดยไม่มีเหตุผล ถ้ามีอาการเจ็บปวด หรือหน้ามืด เวียนศีรษะด้วย ให้รีบไปพบแพทย์ทันที แต่ถ้าแพทย์พบว่าไม่มีอะไรผิดปกติ แต่หัวใจคุณก็ยังมีอาการเต้นผิดปกติในบางครั้ง คุณอาจจะ ขาดสารอาหารพวกแม็กนีเซียมหรือโปแตสเซียม สำหรับโปแตสเซียม ให้ดื่มน้ำส้มวันละ 2-3 แก้ว ช่วงอาหารเช้าให้เพิ่มกล้วยเข้าไปในส่วนหนึ่งของเมนู สำหรับแม็กนีเซียม ให้ทานอาหารว่างที่เป็นพวกเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เมล็ดทานตะวัน หรือเมล็ดฟักทอง และผักโขม เป็นอีกตัวหนึ่งที่มีแร่ธาตุช่วยในการทำงานของหัวใจ

8. ปวดเหงือก ถ้าการเจ็บปวดเกิดจากการอักเสบ ก่อให้เกิดความเจ็บปวดและปัญหาของเหงือก แสดงว่าปากของ คุณกำลังต้องการ แบคทีเรียที่มีประโยชน์ ให้มาช่วยจัดการกับแบคทีเรียในปากที่มีอันตราย ให้กินโยเกิร์ตที่มีแบคทีเรียที่เราต้องการเป็นอาหารว่างในช่วงเช้าของทุกวัน

9. กระดูกแตก ถ้ากระดูกคุณแตกมากกว่า 2-3 ครั้งตั้งแต่โตเป็นผู้ใหญ่ อาจเป็นไปได้ว่ากระดูกของคุณอยู่ในภาวะอ่อนแอ อาจมีสาเหตุมาจากการขาดวิตามิน D และแคลเซียม ซึ่งเป็นตัวประกอบที่สำคัญในการสร้างกระดูก ผู้ชายก็ต้องการแคลเซียมมากเหมือน ๆ ผู้หญิง เพราะผู้ชายมักจะกินเนื้อมากกว่า ซึ่งอุดมไปด้วยฟอสฟอรัส ยิ่งร่างกายได้รับฟอสฟอรัสมากเท่าไร ก็ยิ่งต้องการแคลเซียมมากขึ้นเท่านั้น อาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม ได้แก่ ปลาเล็กปลาน้อย กุ้งแห้ง โยเกิร์ต นมและเนยแข็ง (ไขมันต่ำได้ก็ดี)

10. ขี้ลืม อาจเป็นได้ว่าคุณขาดวิตามิน B ในการศึกษาที่ USDA Human Nutrition Research Center in Boston นักวิจัยพบว่าผู้ชายที่มีระดับของวิตามิน B 6 B 12 และ B folate สูงในเลือด จะมีความทรงจำที่ดีกว่าจากการทดสอบพบว่าสารอาหารพวกนี้ช่วยให้สมองทำงานได้เต็มที่ และยังช่วยควบคุม homocysteine ซึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่อยู่ในร่างกาย ซึ่งเป็นตัวขัดขวางการที่เลือดจะไปหล่อเลี้ยงสมอง ถั่วเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามิน B 6 และโฟเลต มากที่สุด และไม่ต้องกังวลกับการขาดวิตามิน B 12 เพราะมีมากในเนื้อสัตว์และอาหารทะเล

หมั่นสังเกตตัวเองสักนิด แล้วจะรู้ว่าร่างกายของท่านเรียกร้องอะไร


โดยคุณ ทีมงานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันพฤหัสบดี ที่ 23 สิงหาคม 2550 เวลา 10:00 น. ] ผู้ตอบคนที่ 190

อย่าเพิ่งหยิบน้ำปลาในครัวคุณมาใช้ ถ้ายังไม่ได้อ่าน

เพราะคุณอาจเป็นหนึ่งที่ยังไม่รูว่าน้ำปลาแต่ละขวดมีที่มาอย่างไร และแต่ละขวดที่คุณเลือกใช้อาจมีอันตรายแฝงอยู่ คุณควรจะรู้ถึงขั้นตอนและการเลือกน้ำปลามี่ดีอร่อย ปลอดภัย

ในสัตว์น้ำมีอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะโปรตีนที่ประกอบด้วยกรดอะมิโนชนิดที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่เนื่องจากสัตว์น้ำจะเสื่อมสภาพและเน่าเสียเร็วเมื่อเปรียบเทียบกับสัตว์เลือดอุ่นชนิดอื่น อาจจะมีทั้งจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคร้ายแรงและจุลลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดการเน่าเสียซึ่งสามารถ ทำให้เกิดโรคดภูมิแพ้ หรืออาการอาหารเป็นพิษต่อผู้บริโภค และสาเหตูหนึ่งคือ สารอิสตามีน ในสัตว์น้ำ

สารอิสตามีน เป็นสารประกอบที่ใช้บ่งชี้คุณภาพความสดของปลา เป็นสารประกอบทางเคมีที่เกิดจาการเปลี่ยนแปลงของรูปกรดอะมิโน จาการทำงานของเอนไซม์ในเชื้อจุลลินทรีย์ที่พบในปลาและอาหารทะเล สารอิสตามีนจะพบในสำไส้ เหงือกปลา และผิวปลา เมื่อมีการป่นเปื้อนในปลาระดับหนึ่ง อาจทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษต่อผู้บริโภคที่มีความไวต่อสารชนิดนี้ ปริมาณสารอิสตามีนที่เกิดความเป็นพิษต่อผู้บริโภคนั้นไม่เท่ากันกันขึ้นอยู่กับตัวผู้บริโภค โดยทั่วไปปริมาณสารอิสตามีน 5 มก./100ก. ถือเป็นค่าปกติในเนื้อปลาปริมาณ 20มก./100ก. อาจทำให้เกิดอาการเป็นพิษต่อผู้บริโภคเล็กน้อย อิสตามีน 50มก./100ก. จะทำให้เกิดอาการรุนแรงขึ้น ซึ่งความร้อนที่ใช้ประกอบอาหารปกติ ไม่สามารทำลายสารอิสตามีนได้

สารอิสตานีนจะมีอยู่ในผลิตภัณฑ์ประมง น้ำปลาก็จัดเป็นผลิตภัณฑ์ประมงรูปแบหนึ่ง คนไทยใช้น้ำปลา เป็นเครื่องปรุงหลักในการประกอบอาหาร และน้ำปลาที่ผลิตในประเทศไทยมีตั้งแต่น้ำปลาพื้นเมือง น้ำปลาทางการค้าที่ใช้กันในระดับครัวเรือน ไปจนถึงน้ำปลาสำหรับอุตสาหกรรมส่องออก โดยทีกรรมวิธีการผลิตถูกถ่ายทอดกันมาจากบรรพบุรุษ ส่งผลงให้วิธีการผลิตน้ำปลา ไม่มีมาตรฐานการผลิตเดียวกัน ความสะอาดโรงเรือนที่ผลิต คุณภาพของเครื่องปรุงและวัตถุดิบ รวมถึงความสดของปลาจึงแตกต่างกัน เทคนิคของผู้ผลิตแต่ละรายก็มีความเฉพาะแตกต่างกันด้วย ทำให้น้ำปลาแตกต่างกันทั้งทางด้านรสชาติ คุณภาพ และราคา น้ำปลาที่จำหน่ายในตลาดไทยส่วนใหญ่ จะมีสารอิสตามีนสูกว่า 20 มก./100ก. ส่วนน้ำปลาที่ส่งจำหน่ายต่างประเทศนั้น ประเทศผู้ซื้อจะเป็นผู้กำหนดระดับสารอิสตามีนในระดับที่ยอมรับได้ โดยทั่วไปประเทศสหรัฐ สหภาพยุโรป และออสเตรเลีย ได้กำหนดระดับสารอิสตามีนที่ยอมรับได้ที่ 20 มก./100ก. หรือ 200 ppm.

ที่นี้ลองเข้าไปหยิบน้ำปลาในครัวคุณมาดูวิว่ามีค่าอิสตามินต่ำหรือเปล่า ถ้าไม่ละก็คราวหน้าก่อนจะซื้อให้เลือกน้ำปลาทีมีค่าอิสตามีนต่ำ ใช้วัตถุดิบที่สด สะอาด เพื่อความอร่อยและปลอดภัยของคุณและคนในครอบครัว

โดยคุณ ์Nutrition 172.29.12.241 [ วันเสาร์ ที่ 25 สิงหาคม 2550 เวลา 12:05 น. ] ผู้ตอบคนที่ 191

ลดเสี่ยงโรคหัวใจ มะเร็ง ทำให้เจริญอาหาร มันคืออะไรๆๆๆๆๆๆๆๆ


หอมแดง (Shallot) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Allium ascalonicum Linn. อยู่ในวงศ์ Amaryllidaceae ซึ่งเป็นวงศ์ใหญ่มีสมาชิกหลายร้อยชนิด เช่น หอมใหญ่ ต้นหอม หอมจีน กระเทียม กระเทียมใบ เป็นต้น

ในหอมแดงสดจะประกอบไปด้วยน้ำมันหอมระเหย ซึ่งประกอบด้วย ไดอัลวินไดรซัลไฟด์ (Diallyltrisulfide) เช่นเดียวกับที่พบในกระเทียม ฟลาโวนอยด์ (Flavonid) กลัยโคไซด์ (Glycosides) เพคติน(Pectin) และ กลูโคคินิน (Glucokinin)

สรรพคุณทางยาฟลาโวนอยด์ในหอมแดง มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ การบริโภคหอมแดงเป็นประจำจึงสามารถลดระดับคอเลสเตอรอลและช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้นลดไขมันในเส้นเลือดที่เป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจสามารถป้องกันการติดเชื้อ และช่วยบรรเทาอาการไข้หวัดได้ ทำให้เจริญอาหาร และช่วยย่อยอาหาร ทั้งนี้ ฟลาโวนอยด์ปริมาณสูงมากๆ นอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจแล้ว ยังลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งได้ด้วย

สารต่างๆ ดังกล่าวในหอมแดงยังมีคุณสมบัติด้านหรือยับยั้งการเติบโตของจุลินทรีย์และแบคทีเรีย ศึกษาโดยใช้น้ำหอมหัวแดงถนอมเนื้อหมูสดโดยใช้เนื้อหมูขนาด 3x3x1 นิ้ว คั้นเอาน้ำหัวหอมประมาณ 5 ลูกบาศก์เซนติเมตร วางเนื้อหมูลงในภาชนะ เติมน้ำหัวหอมแดงให้ท่วมเนื้อหมู แล้วเก็บใส่กล่องพลาสติกปิดฝา หรือใช้ใบตอง หรือถุงพลาสติกห่อไว้ ผลที่ออกมาหอมแดงจะถนอมเนื้อหมูไม่ให้บูดเน่าได้ก่อนนำไปประกอบอาหารอย่างน้อย 5 วัน โดยไม่ต้องแช่เย็น แต่เนื้อหมูอาจมีสีซีดลงไปบ้าง

ในหอมแดงยังมีธาตุฟอสฟอรัสปริมาณสูง ช่วยให้มีความจำดี นอกจากนี้หอมยังใช้บำรุงรักษาหน้าได้ด้วยวิธีง่ายๆ คือ ทุบหรือฝานหอมแดงให้เป็นแว่นบางๆ ทาบริเวณที่เป็นสิว ฝ้า หรือจุดด่างดำ เพียงไม่กี่สัปดาห์ก็เห็นผล

การรับประทานหอมไม่มีอันตรายหรือผลข้างเคียง แต่เป็นผลดีกับร่างกายมากกว่าเพราะมีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก อุดมด้วยวิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี วิตามินอี ในหอมแดง 100 กรัม มีโปรตีน 2.1 กรัม คาร์โบไฮเดรต 11 กรัม ไขมัน 0.2 กรัม น้ำตาลหลายๆ ชนิดรวม 10.6 กรัม และมีพลังงานเพียง 50-30 แคลอรี

เปรียบเทียบกับเพื่อนร่วมวงศ์ซึ่งละม้ายกันยิ่งแต่ขนาดโตกว่า คือหอมใหญ่ หอมแดงมีคุณสมบัติคล้ายหอมใหญ่มาก แต่มีรสฉุนกว่า และมีความหวานมากกว่าหอมใหญ่ประมาณ 2 เท่า สำคัญที่สุดหอมแดงมีคุณค่าทางอาหารสูงกว่าหอมใหญ่ ดังนั้น ควรฝึกให้รู้จักรับประทานหอมแดงตั้งแต่ยังเด็ก บางคนรับประทานหอมไม่เป็นเพราะไม่ฝึกมาตั้งแต่ต้นนั่นเอง














                 
โดยคุณ Nutrition 172.29.19.231 [ วันเสาร์ ที่ 25 สิงหาคม 2550 เวลา 17:42 น. ] ผู้ตอบคนที่ 192



ชวนชวนสมาชิก COP ร่วมออกกำลังกาย ณ . งานโภชนาการ ด้วยเครื่องปั่นจักรยาน

เครื่องลดเอว หน้าท้อง ๙ล๙ ถ้าใครไม่ชอบใช้เครื่องร่วมเต้นแอโรบิค เวลา 13.30 น.

ทุกวันจันทร์และพฤหัสได้ค่ะ
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันอังคาร ที่ 28 สิงหาคม 2550 เวลา 15:54 น. ] ผู้ตอบคนที่ 193



เต้นเพลงอะไรค่ะ
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันอังคาร ที่ 28 สิงหาคม 2550 เวลา 15:56 น. ] ผู้ตอบคนที่ 194



โยคะร้อนหรือเปล่า
โดยคุณ พี่โภชนากร 172.29.19.231 [ วันอังคาร ที่ 28 สิงหาคม 2550 เวลา 15:57 น. ] ผู้ตอบคนที่ 195



แอบออกกำลังในเวลาหรืเปล่า
โดยคุณ น้องเดือน 172.29.19.231 [ วันอังคาร ที่ 28 สิงหาคม 2550 เวลา 16:02 น. ] ผู้ตอบคนที่ 196



แอบนอนหรือเปล่า
โดยคุณ น้องพร 172.29.19.231 [ วันอังคาร ที่ 28 สิงหาคม 2550 เวลา 16:09 น. ] ผู้ตอบคนที่ 197



ทั้งเลขาฯ และหัวหน้า เลยนะ
โดยคุณ ลูกน้อง 172.29.19.231 [ วันอังคาร ที่ 28 สิงหาคม 2550 เวลา 16:48 น. ] ผู้ตอบคนที่ 198



ต้องขอบคุณ PR น้องอุ๊และทีมงาน ที่ช่วยสนับสนุน การทำโปสเตอร์ ประชาสัมพันธ์ ฯลฯให้กับงาน COP อย่างมืออาชีพจริงๆ โดยไม่ยึดติดกับระบบราชการแบบเดิมๆ ช่วยให้ทีมงานCOP สนุกกับการคิดงานใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง โดยมี อาจารย์ธีรภาพ ซึ่งเป็น K Facilitator ของโครงการรักษ์สุขภาพ จุดประกายงานให้ป้าๆโภชนากรได้คิด และรังสรรค์งานออกมาเรื่อยๆ

โดยคุณ สมาชิก COP 172.29.19.231 [ วันอังคาร ที่ 28 สิงหาคม 2550 เวลา 17:05 น. ] ผู้ตอบคนที่ 199



เธอแอบอยู่ในอาหาร

 หากพูดถึงซาลโมเนลลา(Salmonella) หลายๆคนอาจจะเคยได้ยิน หลายๆคนอาจจะรู้จัก แต่ก็ยังมีอีกจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร มันเข้ามาแอบอยู่ในอาหารได้อย่างไร
 ซาลโมเนลลา เป็นแบคทีเรียที่ทำให้เกิดอาหารเป็นพิษ และสามารถถ่ายทอดได้โดยอาหารที่ปรุงไม่สุก หรืออาหารที่ปรุงสุก แล้วเก็บไว้ในอุณหภูมิห้องมีการปนเปื้อนลงไป นอกจากนี้ยังพบในเนื้อสัตว์ต่างๆ ได้แก่ เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ นม ผลิตภัณฑ์ปลา และอาหารทะเลที่ไม่ได้ผ่านความร้อนอย่างเพียงพอ
 เชื้อซาลโมเนลลา สามารถติดต่อจากสัตว์มาสู่คนได้ โดยการปนเปื้อนมากับอาหาร หากไม่ทำให้เนื้อสัตว์นั้นสุกเสียก่อน และใช้ความร้อนในการปรุงอาหารนั้นไม่ถึง 60 องศาเซลเซียส ด้วยเหตุนี้ เชื้อซาลโมเนลลาจึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการท้องร่วงในผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อนี้ ประกอบกับมีอัตราการแพร่ระบาดสูง สามารถพบผู้ป่วยที่เป็นโรคจากเชื้อซาลโมเนลลาในอัตราที่สูงเช่นกัน
 จากปัญหาดังกล่าว งานโภชนาการร่วมกับหน่วยควบคุมการติดเชื้อใน โรงพยาบาล นำทีมโดย ศ.นพ. ขจรศักดิ์ ศิลปโภชากุล ได้เล็งเห็นความปลอดภัยในเรื่อง “อาหารการกิน”ของชาวคณะแพทยศาสตร์ กว่า 3,000 ชีวิต ตลอดถึง ผู้ที่มารับบริการในโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ของเรา จึงได้จัดให้มีการอบรมขึ้น เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2550 ณ ห้อง M103 อาคารเรียนรวม คณะแพทยศาสตร์ เพื่อถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับเชื้อซาลโมเนลลา เธอแอบอยู่ในอาหาร ให้กับ เจ้าหน้าที่งานโภชนาการ, สมาชิกกลุ่มชุมชนนักปฏิบัติ COP “กินให้เป็น รู้ให้ทัน” และ ผู้ประกอบการร้านจำหน่ายอาหาร ศูนย์อาหารของโรงพยาบาล(ทุกร้าน) เพื่อเพิ่มความตระหนักที่จะประกอบอาหารให้มีความปลอดภัยจากการแพร่กระจายของเชื้อดังกล่าวมากขึ้น
 ฝากถึงผู้อ่านทุกๆท่านนะคะ หากต้องการให้ร่างกายของท่านปลอดภัยปราศจากเชื้อซาลโมเนลลาแล้วละก็ ต้องปรุงอาหารที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส นาน 4 – 5 นาที หรือ อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส นาน 1 นาที ฉะนั้นแล้ว การรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ และรับประทานอาหารนั้นขณะยังร้อนๆอยู่ จะช่วยลดการติดเชื้อได้ดีเลยทีเดียว นอกจากนี้เราควรล้างภาชนะอุปกรณ์ ที่ใช้บรรจุ , หั่น หรือรองหั่น ให้สะอาด แถมด้วยการราดน้ำร้อนฆ่าเชื้ออีกสักครั้งก็ยิ่งดีมากๆๆ ขอย้ำ.....ย้ำ......หากทำได้ เพื่อสุขภาพของตัวคุณเองและเพื่อคนที่คุณรัก ควรแยกเขียงและมีดออกเป็น 2 ชุด สำหรับการหั่นอาหารดิบ 1 ชุด และหั่นอาหารสุกอีก 1 ชุดนะคะ ........ “ขอบ้อก ขอบอก”..... ห้ามใช้มีดที่หั่นอาหารดิบแล้วมาหั่นอาหารสุกโดยเด็ดขาด มิฉะนั้นเชื้อจะปนเปื้อนมาในอาหารที่ปรุงสุก.....ของคุณอีกครั้ง ......คราวนี้...ทานอาหารเข้าไป....หากเกิดอาการท้องเสีย ท้องร่วง.....แล้วละก็ อย่าหาว่าโภชนาการไม่เตือนนะคะ..........เจ้านาย

National Food Institute Thailand (2547). ภัยในอาหาร,สถาบันอาหาร,พฤษภาคม 2547,p.15 – 18 .
http://textbook of bacteriology.net.
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันพุธ ที่ 29 สิงหาคม 2550 เวลา 14:28 น. ] ผู้ตอบคนที่ 200

กินผัก ลดเค็ม ช่วยป้องกันความดันโลหิตสูง
คนไทยบริโภคเค็มมากกว่าความจำเป็นถึง 3 เท่า ทั้งที่ความต้องการปกติแค่ 2,400 มิลลิกรัม/วัน เท่ากับปริมาณโซเดียมหรือเกลือแกง 1 ช้อนชา/วัน สาเหตุจาก อร่อยเกิน สบายเกิน เครียดเกิน และเพื่อควบคุมความดันโลหิตไม่ให้สูง ซึ่งเป็นผลตรงต่อการป้องกันโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต จำต้องกินให้ดี เดินให้เร็ว หายใจเข้า-ออก โดยยืดให้นานขึ้น 6 วินาที และทำให้ได้ 10 ครั้ง/นาที และจำให้แม่นว่า พืชสด ลดเกลือ เนื้อน้อย ด้อยไขมัน น้ำตาลต่ำ ทำความเข้าใจ เข้าถึงการปฎิบัติ เพื่อพัฒนาร่างกายและจิตวิญญาณ โดยปกติคนเราส่วนมากมักจะเติมเครื่องปรุงก่อนชิมทุกครั้ง ทั้งที่ระหว่างประกอบอาหารก็ใส่ปรุงรสในปริมาณที่ค่อนข้างมากอยู่แล้ว จึงควรปรับเปลี่ยนมาบริโภคอาหารไขมันต่ำ เน้นธัญพืช ลดอาหารสำเร็จรูป พฤติกรรมการกินอาหารตามสั่ง ติดรสหวาน เติมเครื่องปรุง ความเป็นอยู่ นอนดึก ตื่นสาย ไม่ออกกำลังกาย ล้วนส่งผลอาการป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง หากเราสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้ก็จะเป็นผลดีต่อสุขภาพและลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูงค่ะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันพุธ ที่ 29 สิงหาคม 2550 เวลา 14:30 น. ] ผู้ตอบคนที่ 201



เชิญชวนสมาชิกร่วมออกกำลังการ ท่าโยคะค่ะ
โดยคุณ น้องโภชนากร 172.29.19.231 [ วันพฤหัสบดี ที่ 30 สิงหาคม 2550 เวลา 17:54 น. ] ผู้ตอบคนที่ 202



อยากรู้ไม่ว่าทำได้อย่างไร
โดยคุณ โภชนากร 172.29.19.231 [ วันพฤหัสบดี ที่ 30 สิงหาคม 2550 เวลา 17:55 น. ] ผู้ตอบคนที่ 203



เรียกท่าอะไรดีนะ
โดยคุณ โภชนากร 172.29.19.231 [ วันพฤหัสบดี ที่ 30 สิงหาคม 2550 เวลา 17:56 น. ] ผู้ตอบคนที่ 204



มีสอนวันไหนบ้าง
โดยคุณ น้องปอ 172.29.19.231 [ วันพฤหัสบดี ที่ 30 สิงหาคม 2550 เวลา 17:57 น. ] ผู้ตอบคนที่ 205



ขอบคุณทีมเยี่ยมชม โครงการรักษ์สุขภาพ จากอาจารย์แพทย์ เพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และอาจารย์ธีรภาพ KF ของกลุ่ม COP
โดยคุณ ทีมงานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันพฤหัสบดี ที่ 30 สิงหาคม 2550 เวลา 18:06 น. ] ผู้ตอบคนที่ 206



เยี่ยมชมสถานที่ออกกำลังกายของงานโภชนาการ และสมาชิก COP ขอแบ่งปันให้กับทุกๆท่านที่สนใจค่ะ เปิดเวลา 05.00-20.00 น.
โดยคุณ ทีมงานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันพฤหัสบดี ที่ 30 สิงหาคม 2550 เวลา 18:09 น. ] ผู้ตอบคนที่ 207



แลกเปลี่ยน ,เรียนรู้ ด้วยบอร์ดให้ความรู้กับสมาชิกและผูสนใจ ทุกเดือน มีเรื่องราว

มากมายที่คุณอยากรู้ และเราอยากจะบอกให้ท่านทราบโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ เพราะ

เราอยากให้ท่านมีสุขภาพที่ดี
โดยคุณ ทีมงานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันพฤหัสบดี ที่ 30 สิงหาคม 2550 เวลา 18:15 น. ] ผู้ตอบคนที่ 208

มีข่าวดีจะบอก เรื่องให้ยืมอุปกรณ์ ที่จะใช้ให้กับสมาชิกได้ตรวจสอบสุขภาพ ของท่าน ถ้าสนใจโทรหาสายด่วน 1060 หรือ 1061
โดยคุณ น้องเดือน 172.29.19.231 [ วันพฤหัสบดี ที่ 30 สิงหาคม 2550 เวลา 18:19 น. ] ผู้ตอบคนที่ 209



เครื่องนับก้าว สนใจไหมค่ะ
โดยคุณ พี่สวย 172.29.12.237 [ วันศุกร์ ที่ 31 สิงหาคม 2550 เวลา 17:59 น. ] ผู้ตอบคนที่ 210



มีอุปกรณ์นับก้าว ตัวอย่างให้ดู สำหรับใช้ติดตัวเพื่อนับก้าวเดิน หรือวิ่ง สามารถยืมใช้ได้ ถ้าอยากรู้ว่าในหนึ่งวันคุณเดินได้จำนวนกี่ก้าว มีปุ่มปรับความไวต่อการเคลื่อนไหว เดิน/วิ่ง โดยใช้แบ็ตเตอรี่
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.12.237 [ วันศุกร์ ที่ 31 สิงหาคม 2550 เวลา 18:09 น. ] ผู้ตอบคนที่ 211



อาหารดี มีโภชนาการให้ความรู้ในด้านๆมีการออกกำลังกาย การกินอาหารที่ถูกวิธี

มีความเป็นกันเอง


และน่ารัก
โดยคุณ ไหม ส่งเมล์ถึง ไหม 222.123.176.40 [ วันอาทิตย์ ที่ 2 กันยายน 2550 เวลา 10:00 น. ] ผู้ตอบคนที่ 212

มีสิทธิ์กระดูกพรุน ถ้า.....
ตอนสาวๆ ก็ยังไม่เดือดร้อนใจกับคำว่ากระดูกพรุนเท่าไหร่ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่จริงๆ แล้วไม่ไกลตัวเลยค่ะ เพราะถ้าต้องการให้กระดูกแข็งแรงดีต้องสะสมแคลเซียมไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ การที่กระดูกพรุนถามหา ก็คือ การที่เนื้อกระดูกลดลงไป ทำให้กระดูกบางลง ร่างกายของเราจะสะสมกระดูกเพิ่มขึ้นมากที่สุดก็ในวัย 30 กว่าๆ หลังจากนั้นจะลดลงไปเรื่อยๆตามธรรมชาติ ทีนี้ผู้หญิงเรา เมื่อถึงวัยหมดประจำเดือนเนื้อกระดูกก็จะลดลงเร็วจนน่าใจหาย ซึ่งสาเหตุอาจมาจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน และถ้ามีปัจจัยอื่นมาช่วยเร่งก็จะมีโอกาสกระดูกพรุนได้มากกว่าคนอื่นค่ะ
กระดูกพรุนป้องกันได้.....ถ้าเราได้กินแคลเซียมอย่างน้อยวันละ 800 มิลลิกรัม ผู้หญิงต้องการประมาณ 1,000 มิลลิกรัม/วัน ถ้าถึงวัยหมดประจำเดือนก็จะต้องการประมาณ 1,500 มิลลิกรัม มีอาหารหลายชนิดทั้งในผักและเนื้อสัตว์ต่างๆ ที่มีแคลเซียมอยู่มากมาย เช่น งา งาอบมีแคลเซียมสูงกว่านมถึง 10 เท่า และสูงกว่าพืชผักทั่วไปถึง 40 เท่า เพราะงาอบมีทั้งแคลเซียม โปรตีน เหล็ก ไอโอดีน ฟอสฟอรัส ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่สำคัญในการสร้างกระดูก เต้าหู้ มีทั้งโปรตีนและแคลเซียมสูงแล้วยังดูดซึมทางลำไส้ได้ดี เนื้อสัตว์ต่างๆ เช่น ปลาทู ปลาแห้งตัวเล็กๆ กุ้งแห้ง ปลาซาร์ดีน หอย จะมีแคลเซียมราว 50 มิลลิกรัม / 100 กรัม ผัก หลายชนิดที่มีแคลเซียมไม่น้อยกว่า 50 มิลลิกรัม / 100 กรัม เช่น ผักบุ้งจีน ใบกระเพราขาว ใบชะพลู ผักโขม คะน้า กวางตุ้ง ตำลึง บัวบก ถั่วพู ...นอกจากจะต้องได้รับแคลเซียมมากเพียงพอแล้ว ต้องออกกำลังกาย เพื่อให้เกิดการสร้างเสริมกระดูกด้วย ควรออกกำลังกายแบบมีน้ำหนักกดลงบนกระดูกเพื่อกระตุ้นให้แคลเซียมซึมกลับเข้ากระดูกทำให้กระดูกหนาขึ้น
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 3 กันยายน 2550 เวลา 10:30 น. ] ผู้ตอบคนที่ 213

คำถามนี้มีรางวัล...หากท่านใดตอบถูกหรือถูกใจนักโภชนาการ
....มารับรางวัลได้ที่ ณ.งานโภชนาการ รพ. สงขลานครินทร์ (ไม่จำกัดเวลา)

1. อาหารหลัก 5 หมู่ อาหารหมู่ใดที่สามารถรับประทานได้ใน 1 วัน โดยไม่จำกัดปริมาณ

ตอบ............................................................................................................



โดยคุณ Nutrition 172.29.12.241 [ วันจันทร์ ที่ 3 กันยายน 2550 เวลา 17:57 น. ] ผู้ตอบคนที่ 214



เห็นแล้วทำให้ครอบครัวทานในวันหยุด เหมาะกับทุกเพศ ทุกวัย
โดยคุณ สมาชิก COP น้องปุก 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 4 กันยายน 2550 เวลา 15:07 น. ] ผู้ตอบคนที่ 215



ไม่อ้วน เอาเท่าไร
โดยคุณ น้องโอ 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 4 กันยายน 2550 เวลา 15:12 น. ] ผู้ตอบคนที่ 216

ตอบคุณ Nutrition
อาหารที่สามารถทานได้มากโดยไม่จำกัดปริมาณ คือ ผัก ค่ะ แต่คิดว่าถ้าเป็นประเภทหัวเช่น หัวมะพร้าว,หอมใหญ่ น่าจะมีปริมาณแป้งและน้ำตาลมากกินมากอาจอ้วนได้ค่ะ
โดยคุณ ทิวลิป 172.29.19.231 [ วันอังคาร ที่ 4 กันยายน 2550 เวลา 16:38 น. ] ผู้ตอบคนที่ 217

เชิญชวนบุคลากรคณะแพทย์ เข้าร่วมโครงการลดน้ำหนัก ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึง

เดือนธันวาคม 2550 ค่ะ
ใบเชิญชวน

เข้าร่วมโครงการวิจัยเรื่อง ผลของโปรแกรมควบคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างมีแบบแผนต่อการลดน้ำหนักของบุคลากรในคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
โปรแกรมควบคุมน้ำหนักนี้มีจุดมุ่งหมาย ให้คุณทราบ วิธีการปฎิบัติจริงของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและการเคลื่อนไหวออกกำลังกายที่ดีและเหมาะสม เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ ปลอดภัยต่อสุขภาพโดยไม่ต้องใช้ยา หรืออาหารเสริมราคาแพง โปรแกรมที่จัดทำขึ้นเป็นวิธีการปฎิบัติ ที่มีขั้นตอน ซึ่งเป็นการลดลงอย่างช้าๆสม่ำเสมอ แต่ได้ผล
การจะทำให้คนเราผอมลงนั้น หากไม่คำนึงถึงสุขภาพของร่างกายแล้วก็เป็นสิ่งที่ง่ายมาก และเชื่อว่าใครๆก็ทำได้ เพราะเพียงการอดอาหารก็ผอมลงได้ แต่นั่นคงไม่ใช่วิธีลดความอ้วนที่คุณต้องการ การลดความอ้วนที่ถูกต้องนั้นจะมีแต่ความสุข ความสดชื่น และความสนุกและสามารถควบคุมน้ำหนักให้คงที่ได้นาน

การวิจัยครั้งนี้จำเป็นต้องให้ผู้เข้าร่วมโครงการตอบแบบสอบถาม ซึ่งคำตอบของท่าน จะถูกเก็บไว้เป็นความลับจะเสนอผลการวิจัยโดยภาพรวมเท่านั้น ข้าพเจ้าจึงใคร่ขอเชิญชวนท่านเข้าร่วมโครงการนี้

หมายเหตุ Dr. Gro Haraiem Brundlana ผู้อำนวยการของ WHO ชี้ว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร และการออกกำลังกายเพียงเล็กน้อย ในประชากรทั่วโลกจะสามารถลดโรคเรื้อรังต่อไปนี้ เช่น โรคหลอดเลือด, โรคเบาหวาน, โรคมะเร็ง, โรคอ้วน ได้ในระยะสั้นอย่างมีนัยสำคัญ


ขอขอบคุณอย่างสูง
..............................…………….. (นางสาวภัคจิรา เบญญาปัญญา)
งานโภชนาการ 047-451060-1

โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันพุธ ที่ 5 กันยายน 2550 เวลา 10:01 น. ] ผู้ตอบคนที่ 218

เชิญชวนรับบริการอาหารเจ ช่วงเดือน
พิเศษเฉพาะสมาชิก CoP ‘ กินให้เป็นรู้ให้ทัน ’

กินเจหนึ่งมื้อ...หมื่นชีวิตรอดตาย

งานโภชนาการขอเสนอแนวทาง อิ่มท้องอิ่มบุญแบบไม่ขาดสารอาหาร เพียง 8 วัน ในเทศกาลกินเจ 10 ตุลาคม 2550 - 19 ตุลาคม 2550 (เฉพาะวันราชการ)

ท่านสามารถรับประทานอาหารเจ เพื่อสุขภาพที่เรา รังสรรค์เมนูอาหารที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติในราคา เพียง 25 บาท เท่านั้น

สั่งครบ 8 วันในราคาเพียง 200 บาท รับจำนวนจำกัด
สั่งได้ตั้งแต่วันนี้ - 7 ตุลาคม 2550




พิเศษเฉพาะสมาชิก CoP ‘ กินให้เป็นรู้ให้ทัน ’

กินเจหนึ่งมื้อ...หมื่นชีวิตรอดตาย

งานโภชนาการขอเสนอแนวทาง อิ่มท้องอิ่มบุญแบบไม่ขาดสารอาหาร เพียง 8 วัน ในเทศกาลกินเจ 10 ตุลาคม 2550 - 19 ตุลาคม 2550 (เฉพาะวันราชการ)

ท่านสามารถรับประทานอาหารเจ เพื่อสุขภาพที่เรา รังสรรค์เมนูอาหารที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติในราคา เพียง 25 บาท เท่านั้น

สั่งครบ 8 วันในราคาเพียง 200 บาท รับจำนวนจำกัด
สั่งได้ตั้งแต่วันนี้ - 7 ตุลาคม 2550

ตุลาคม
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันพุธ ที่ 5 กันยายน 2550 เวลา 10:23 น. ] ผู้ตอบคนที่ 219

บันทึกช่วยจำประชุมสมาชิกกิจกรรม CoP “กินให้เป็น รู้ให้ทัน”
ครั้งที่ 5/2550 วันพุธที่ 19 กันยายน 2550
ณ งานโภชนาการ
เริ่มประชุมเวลา 12.00 น.
วาระที่ 1 เรื่องแจ้งเพื่อทราบ
1.1 การขอใช้บริการและวิธีการใช้ “เครื่องนับก้าว (Pedometer)” โดย คุณภัคจิรา เบญญาปัญญา / คุณอวยพร มีคง
- ตามปกติคนส่วนใหญ่เดินวันละ 3,000-4,500 ก้าว แต่ถ้าขยันเดินอีกหน่อยวันละ 10,000 ก้าว จะ เผาผลาญพลังงานกว่า 300 กิโลแคลอรี และส่งผลดีต่อการป้องกันโรคหัวใจ ซึ่งการนับก้าวสามารถคำนวณได้ด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า “เครื่องนับก้าว (Pedometer)”
- ขอใช้บริการ เครื่องนับก้าว ได้ที่ คุณภัคจิรา เบญญาปัญญา งานโภชนาการ
- วิธีการใช้ จะมีปุ่มต่าง ๆ (สีแดง) ดังนี้
1) Mode ใช้สำหรับกดดู Step จำนวนก้าว, Distance ระยะทาง, Calorie แคลอรี, Chronograph ระยะเวลา, Clock นาฬิกา
2) Set ใช้สำหรับ ตั้งเวลา, การนับก้าว, บันทึกน้ำหนัก, การเริ่มต้นและการหยุดเวลานับก้าว
3) Clear ใช้สำหรับเริ่มการนับก้าว, ระยะทาง และแคลอรี ที่ ศูนย์ (0)
4) Knob ลูกบิดสำหรับเปิด-ปิด และปรับระดับเสียงของวิทยุ
5) Reset ปุ่มสำหรับเริ่มใช้วิทยุ
6) Scan ปุ่มเลือกคลื่นวิทยุ
1.2 เคล็ดลับเมนูเด็ด อาหารจานปักษ์ใต้รสเลิศ “ไก่กอและ” โดย คุณเกศนีย์
วงษ์บำรุงเทวี / คุณจัษฎ์ธีรา โพธิกุล / คุณสุนีย์ เหมียนเอียด
1.3 KM อาหารเสริม “เกสรดอกไม้” โดย สมาชิก CoP(คุณสมศรี พูนพัฒนสุข)
- เลือกรับประทาน โดยไม่กระทบกระเทือนกับภาระค่าใช้จ่าย
- อาหารเสริมมีให้เลือกหลายประเภท หลายชนิด เลือกรับประทานที่เห็นว่าเหมาะสม และ มีประโยชน์ต่อร่างกายของเราเอง
- อาหารเสริมส่วนมากจะเป็นประเภท โปรตีน วิตามิน และ เกลือแร่
วาระที่ 2 เรื่องอื่น ๆ
2.1 เชิญชวนสมาชิกออกกำลังกาย ณ ห้องโภชนศึกษา งานโภชนาการ เวลา 04.30-20.00 น. ซึ่งมีเครื่องออกกำลังกายดังนี้
1) จักรยาน 1 เครื่อง
2) ลู่วิ่ง 1 เครื่อง
(1-2 งานโภชนาการใช้เงินประกันสังคมของหน่วยงานซื้อ)
3) เครื่องลดหน้าท้อง 1 เครื่อง
4) ลูกเหล็กยกน้ำหนัก 4 คู่ (1 กก. / 2 กก. / 3 กก. / 6 กก.)
5) เครื่องนับก้าวเดิน 8 เครื่อง
6) ยางยืดเหยียด 1 เส้น
(3-6 โครงการรักษ์สุขภาพ โดยอาจารย์ธีรภาพ ลิ่วลักษณ์ให้การสนับสนุน)
7) TWISTING STEPPER 1 เครื่อง
(อาจารย์ธีรภาพ ลิ่วลักษณ์ ให้การสนับสนุน)
2.2 กำหนดจัดงานมหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ “โภชนาการที่พอเพียง...ความสุขที่เพียงพอ” ในวันที่ 30 ตุลาคม 2550
“อย่าลืมพบกัน...ที่งานมหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ วันที่ 30 ตุลาคม 2550 นะคะ”
ปิดประชุมเวลา 13.30 น.
สุวิมล นนทพันธ์
ผู้บันทึก
ภัคจิรา เบญญาปัญญา
ผู้ตรวจบันทึก
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันพฤหัสบดี ที่ 27 กันยายน 2550 เวลา 16:09 น. ] ผู้ตอบคนที่ 220

งานมหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ “ โภชนาการที่พอเพียง...ความสุขที่เพียงพอ ”
วันที่ 30 ตุลาคม 2550
ใต้อาคารแพทยศาสตรศึกษาฯ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
เวลา 12.00 น.-15.00 น.
เชิญร่วมประกวดเมนูอาหารสุขภาพ
พร้อมกับการชิมอาหารสุขภาพหลากรสชาติ และการแสดง ฟรี
กติกาและเงื่อนไข
1. เป็นบุคลากรคณะแพทยศาสตร์ หรือ สมาชิก ชุมชนนักปฎิบัติ (CoP) “กินให้เป็น รู้ให้ทัน” ทีมละ 2 คน โดยในแต่ละทีมต้องมีผู้ที่มีน้ำหนักเกิน 1 คน (วัดจากค่า BMI มากกว่า 23)
2. เกณฑ์การตัดสิน พิจารณาด้านคุณค่าทางโภชนาการ, ความสะอาด, การตกแต่ง, ความคิดสร้างสรรค์, รสชาติอาหาร
3. ประกวดเมนูสายรุ้ง
การแข่งขันใช้เวลาปรุงและตกแต่ง ไม่เกิน 30 นาที เตรียมให้สำหรับ กรรมการชิม 5 ที่ และผู้เข้าชมประมาณ 15-20 คน เพื่อร่วมโหวตคะแนน “ขวัญใจมหาชน” โดยงานโภชนาการ ให้การสนับสนุนในการจัดหาวัตถุดิบ และอุปกรณ์ต่างๆ
4. รับจำนวน จำกัด แค่ 10 ทีม เท่านั้น.... หากสนใจ รีบ ๆ กันหน่อยนะคะ
5. มีรางวัลดังนี้
- รางวัลชนะเลิศ เงินสดจำนวน 3,000 บาท
- รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เงินสดจำนวน 2,000 บาท
- รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เงินสดจำนวน 1,500 บาท
- รางวัลขวัญใจมหาชน ตะกร้าอาหารสุขภาพมูลค่า 1,000 บาท
- และทีมที่เข้าร่วมประกวดทุกท่านจะได้รับคูปองบัตรรับประทานอาหารกล่องสุขภาพ
“ฟรี” ทุกวันศุกร์เป็นระยะเวลา 2 เดือน
สนใจสอบถามรายละเอียดและสมัครได้ที่
คุณภัคจิรา เบญญาปัญญา / คุณพรพิศ เรืองขจร / คุณดวงเดือน อรัญดร
งานโภชนาการ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ โทร. 074 – 451060 ถึง 1
ภายในวันที่ 20 ตุลาคม 2550
@...สิ่งที่ต้องเตรียม คือ ตัวของท่านและหัวใจดวงน้อย ที่รักษ์สุขภาพ พร้อมความสนุกสนานที่คุณจะได้รับกลับไป...
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันพฤหัสบดี ที่ 27 กันยายน 2550 เวลา 16:14 น. ] ผู้ตอบคนที่ 221



สมาชิกรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน
โดยคุณ เลขาฯ 172.29.12.237 [ วันพฤหัสบดี ที่ 27 กันยายน 2550 เวลา 16:48 น. ] ผู้ตอบคนที่ 229



เครื่องนับก้าว (Pedometer)
โดยคุณ เลขาฯ 172.29.12.237 [ วันพฤหัสบดี ที่ 27 กันยายน 2550 เวลา 16:50 น. ] ผู้ตอบคนที่ 230



วิธีใช้ เครื่องนับก้าว (Pedometer) นะคะ
โดยคุณ เลขาฯ 172.29.12.237 [ วันพฤหัสบดี ที่ 27 กันยายน 2550 เวลา 16:52 น. ] ผู้ตอบคนที่ 231



สาธิต ไก่กอและ ค่ะ
โดยคุณ เลขาฯ 172.29.12.237 [ วันพฤหัสบดี ที่ 27 กันยายน 2550 เวลา 16:53 น. ] ผู้ตอบคนที่ 232



KM อาหารเสริม โดยสมาชิก
โดยคุณ เลขาฯ 172.29.12.237 [ วันพฤหัสบดี ที่ 27 กันยายน 2550 เวลา 16:54 น. ] ผู้ตอบคนที่ 233



มีข้อสงสัย สอบถามได้นะคะ
โดยคุณ เลขาฯ 172.29.12.237 [ วันพฤหัสบดี ที่ 27 กันยายน 2550 เวลา 16:55 น. ] ผู้ตอบคนที่ 234



เชิญออกกำลังกายที่งานโภชนาการค่ะ เพื่อสุขภาพที่ดี
โดยคุณ เลขาฯ 172.29.12.237 [ วันพฤหัสบดี ที่ 27 กันยายน 2550 เวลา 16:56 น. ] ผู้ตอบคนที่ 235



เชิญมุมนี้ก็ได้ค่ะ...สมาชิกทุกท่าน
โดยคุณ เลขาฯ 172.29.12.237 [ วันพฤหัสบดี ที่ 27 กันยายน 2550 เวลา 16:57 น. ] ผู้ตอบคนที่ 236



พี่เล็ก กับ พี่นุช ขอทดสอบก่อน
โดยคุณ เลขาฯ 172.29.12.237 [ วันพฤหัสบดี ที่ 27 กันยายน 2550 เวลา 16:58 น. ] ผู้ตอบคนที่ 237



ขอโทษค่ะ รูปข้างบนผิดคิวค่ะ ขอใหม่นะคะ

พี่เล็ก กับ พี่นุช ขอทดลองใช้ก่อน
โดยคุณ เลขาฯ 172.29.12.237 [ วันพฤหัสบดี ที่ 27 กันยายน 2550 เวลา 16:59 น. ] ผู้ตอบคนที่ 238



เชิญชวนสมาชิก COP เข้าร่วมงานในวันที่ 30 ตุลาคม 2550
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันเสาร์ ที่ 6 ตุลาคม 2550 เวลา 15:00 น. ] ผู้ตอบคนที่ 239



คูปองอาหารแจกสำหรับสมาชิก COP ที่เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันเสาร์ ที่ 6 ตุลาคม 2550 เวลา 15:09 น. ] ผู้ตอบคนที่ 240

ในงานมหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ 30 ตุลาคม 50 นอกจากการประกวดอาหารแล้วยังมีอะไรน่าสนใจอีกค่ะ อย่างเช่น ชิมฟรีหรือมีการสาธิต?
โดยคุณ ทิวลิป 172.29.12.237 [ วันเสาร์ ที่ 6 ตุลาคม 2550 เวลา 15:29 น. ] ผู้ตอบคนที่ 241

รายละเอียดของงานค่ะร่วมงานมหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ
“โภชนาการที่พอเพียง...ความสุขที่เพียงพอ”

ชม..การประกวดอาหารและสาธิตเมนูอาหารเพื่อสุขภาพโดยบุคลากรคณะแพทยศาสตร์กว่า 10 ทีม

ชิม..อาหารเพื่อสุขภาพหลากหลายเมนู

เรียนรู้..การทำอาหารเพื่อสุขภาพ

วันที่ 30 ตุลาคม 2550 เวลา 12.00 – 15.00 น.
ณ.ใต้แพทยศาสตร์ศึกษา




โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.12.237 [ วันพุธ ที่ 24 ตุลาคม 2550 เวลา 13:35 น. ] ผู้ตอบคนที่ 242

ในกรณีที่กำลังควบคุมน้ำหนักหากรับประทานอาหารมื้อเย็นในหนังสือบอกว่าให้ทานก่อนนอน 3 ชั่วโมง หากทานประมาณ 3 ทุ่มก็ต้องไปนอน เที่ยงคืนใช่ไหมค่ะแล้วระหว่างนั้นถ้าหิวทานอะไรได้บ้าง (เนื่องจากทำงานดึกเป็นการพิมพ์งาน)
โดยคุณ ทิวลิป 172.29.12.237 [ วันศุกร์ ที่ 2 พฤศจิกายน 2550 เวลา 18:16 น. ] ผู้ตอบคนที่ 243

โภชนาการที่พอเพียง….ความสุขที่เพียงพอ

เป็นหัวข้อในการจัดประกวดอาหารสำหรับบุคลากร เมื่อ 30 ตุลาคม 50 ที่ผ่านมา ซึ่งงานโภชนาการร่วมกับโครงการรักษ์สุขภาพ จัดสาธิตและจำหน่ายอาหารเพื่อสุขภาพให้ชิมฟรีตลอดงาน เพื่อเป็นการกระตุ้นให้บุคลากรคณะแพทยศาสตร์หันมาดูแลตัวเองในด้านอาหาร
ไฮไลท์ของงานอยู่ที่ การประกวดอาหารของชาวคณะแพทยศาสตร์ เราได้รับความสนใจจากผู้เข้าประกวด ถึง 10 ทีมๆละ 2 คน มีทั้ง พญ.ธนิษฐา ศิริรักษ์ , หัวหน้าหอผู้ป่วยอย่าง คุณฉวีวรรณ ยี่สกุล และคุณพรรณี ขาวหนูนา ยังมาร่วมโชว์ฝีมือการทำอาหารอีกด้วย รวมทั้ง บุคลากรจากภาควิชาและหน่วยงานต่างๆ ต่างก็สลัดภาระงานมาร่วมสนุกกับเรา มากมายกว่า 300 คน เลยทีเดียว ทำให้ใต้อาคารแพทยศาสตร์ คับแคบไปถนัดใจ
สำหรับเมนูอาหาร เราใช้วิธีให้ผู้เข้าร่วมประกวด จับฉลากว่าจะทำอาหารอะไร ความสนุกจะอยู่ที่ผู้ประกวดเองก็ไม่ทราบล่วงหน้าเลย ว่าตัวเองจะต้องทำอาหารอะไร ไปสร้างสรรค์ ในวินาทีที่จับฉลากได้
งานโภชนาการ ได้รับเกียรติอย่างสูง จากรองคณบดีฝ่ายพัฒนาบุคลากร ผศ.นพ. ถวัลย์ เบญจวัง มาเป็นประธานเปิดงานในวันนั้น และยังมีคณะกรรมการผู้ทรงเกียรติมาร่วมชิมอาหาร อย่าง รศ.นพ.วิวัฒนา ถนอมเกียรติ, นพ.ธีรภาพ ลิ่วลักษณ์ อีกด้วย และผลการประกวด ดังนี้
ชนะเลิศ เงินรางวัล 3,000 บาท คุณจริยา ภูมิเดช (CSSD) และ คุณสเมธัส นิมิตปัญญากุล (หน่วยขนย้าย)
รองชนะเลิศ 1 เงินรางวัล 2,000 บาท คุณวาทินี อรนพ (นิติเวชฯ) และ คุณสมศรี สุขชาติ ( ภาควิชาพยาธิฯ)
รองชนะเลิศ 2 เงินรางวัล 1,500 บาท คุณธฎา ดิเรกวัฒนาสาร และ คุณสุวดี วิโรจน์การุณ (ภาควิชาสูติ-นรีเวช)
รางวัลป้อบปูล่า กระเช้าอาหารสุขภาพ มูลค่า 1,000 บาท คุณกนกวรรณ ภควัตชัยและ คุณปานจิต สร้อยสนธ์ (การเจ้าหน้าที่)
เมื่อเสร็จสิ้นการจัดงาน (แฮ่กๆๆ) งานโภชนาการ เราทำการประเมินผลการจัดงาน จากผู้ร่วมงานประมาณ 300 คนที่ตอบแบบสอบถาม สรุปได้ประมาณ 4-5 ข้อคือ
- เรามีการประชาสัมพันธ์น้อยไป
- อยากให้มีอาหารสุขภาพขายด้วย
- น่าจะรับสมัครทีมแข่งขันให้มากกว่านี้ (สงสัยว่าสมัครไม่ทันละซิ! )
- ควรจะมีการจัดแบบนี้บ่อยๆ
- ควรจะจัดงานแบบนี้ในวันหยุด
งานโภชนาการขอขอบคุณ สำหรับข้อเสนอแนะต่างๆ เหล่านี้เพื่อเราจะได้นำไปปรับปรุงในครั้งต่อไปค่ะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน 2550 เวลา 14:41 น. ] ผู้ตอบคนที่ 244



ท่านประธานเปิดงาน
โดยคุณ เลขาฯ 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน 2550 เวลา 15:11 น. ] ผู้ตอบคนที่ 245



เอ๊ะ!...ทีมเราได้เมนูอะไรแล้วหว่า
โดยคุณ ... 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน 2550 เวลา 15:23 น. ] ผู้ตอบคนที่ 246



พี่ฉวีวรรณยังยิ้มได้
โดยคุณ ... 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน 2550 เวลา 15:24 น. ] ผู้ตอบคนที่ 247



พี่สวยเริ่มเครียด...ฮั่นแน่! คิ้วเริ่มขมวดแล้ว
โดยคุณ ... 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน 2550 เวลา 15:25 น. ] ผู้ตอบคนที่ 248



แต่...กรรมการตัวจริงเครียดกว่า
โดยคุณ ... 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน 2550 เวลา 15:27 น. ] ผู้ตอบคนที่ 249



เครียด...
โดยคุณ ... 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน 2550 เวลา 15:35 น. ] ผู้ตอบคนที่ 250



กรรมการจะรอดมั้ยเนี่ย ฮิ..ฮิ..
โดยคุณ ... 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน 2550 เวลา 15:37 น. ] ผู้ตอบคนที่ 251



กรรมการตัวปลอมค่ะ
โดยคุณ ... 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน 2550 เวลา 15:37 น. ] ผู้ตอบคนที่ 252



นี่ก็กรรมการตัวปลอมค่ะ
โดยคุณ ... 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน 2550 เวลา 15:38 น. ] ผู้ตอบคนที่ 253



ถึงคิวจะยาว..แต่ยังยิ้มได้ค่ะ "ฟรีค่ะ"
โดยคุณ ... 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน 2550 เวลา 15:39 น. ] ผู้ตอบคนที่ 254



ฟรีจริง ๆ ค่ะ
โดยคุณ ... 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน 2550 เวลา 15:40 น. ] ผู้ตอบคนที่ 255



แชมป์ค่ะ (ใคร? จะท้าชิงในครั้งต่อไปบ้างมั้ยค่ะ)
โดยคุณ ... 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน 2550 เวลา 15:42 น. ] ผู้ตอบคนที่ 256



รองแชมป์ (ที่ 2) ม้ามืด...เข้าวิน
โดยคุณ ... 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน 2550 เวลา 15:43 น. ] ผู้ตอบคนที่ 257



รองแชมป์ (ที่ 3)
โดยคุณ ... 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน 2550 เวลา 15:44 น. ] ผู้ตอบคนที่ 258



เจ้าของรางวัลป๊อบปูล่าโหวต...สีสันคณะแพทย์ฯ (กองเชียร์ยกมาทั้งคณะฯ แน่ ๆ เลย ได้คะแนนถล่มทลาย สังเกตได้จาก...แม่ยกที่ยืนขนาบข้าง)
โดยคุณ ... 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน 2550 เวลา 15:46 น. ] ผู้ตอบคนที่ 259



สมาชิก COP เข้าร่วมกิจกรรมปลูกป่า ในงานมหาวิทยาลัยสุขภาพ 11 พย 50
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน 2550 เวลา 19:06 น. ] ผู้ตอบคนที่ 260



กำลังหาสมาชิกคนรุ่นใหม่ ใส่ใจสุขภาพ ค่ะ
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน 2550 เวลา 19:16 น. ] ผู้ตอบคนที่ 261



โปสเตอร์แนะนำการกินอาหารให้เป็น แล้วคุณจะลืม ค่ะi
โดยคุณ น้องเพชร 172.29.19.231 [ วันศุกร์ ที่ 16 พฤศจิกายน 2550 เวลา 18:00 น. ] ผู้ตอบคนที่ 262



อร่อยจังเลย มีประโยชน์ด้วย
โดยคุณ น้องเพชร 172.29.19.231 [ วันศุกร์ ที่ 16 พฤศจิกายน 2550 เวลา 18:04 น. ] ผู้ตอบคนที่ 263



พี่สวยทำเมนูอะไรให้ทานค่ะ หิวแล้วนะ
โดยคุณ น้องเพชร 172.29.19.231 [ วันศุกร์ ที่ 16 พฤศจิกายน 2550 เวลา 18:07 น. ] ผู้ตอบคนที่ 264



พี่สวยผิดคิว ดุภาพใหม่ค่ะ
โดยคุณ น้องเพชร 172.29.19.231 [ วันศุกร์ ที่ 16 พฤศจิกายน 2550 เวลา 18:10 น. ] ผู้ตอบคนที่ 265



เมนูน่าทานจังเลย
โดยคุณ น้องเพชร 172.29.19.231 [ วันศุกร์ ที่ 16 พฤศจิกายน 2550 เวลา 18:13 น. ] ผู้ตอบคนที่ 266



แนะนำให้กินอะไรดีค่ะ
โดยคุณ น้องเพชร 172.29.19.231 [ วันศุกร์ ที่ 16 พฤศจิกายน 2550 เวลา 18:17 น. ] ผู้ตอบคนที่ 267



งานมหรรมสุขภาพ เขาคุยอะไรกัน อยากรู้จัง ถามใครดีเออ
โดยคุณ น้องเพชร 172.29.19.231 [ วันศุกร์ ที่ 16 พฤศจิกายน 2550 เวลา 18:21 น. ] ผู้ตอบคนที่ 268

กำลังอยู่ในช่วงควบคุมน้ำหนักค่ะ แต่ยังไม่สามารถลดได้เลย แถมกลับขึ้นมาอีก ถ้าเผลอกิน เครียดจัง ทำมั้ยลดยากเย็นจริง มีวิธีการทำอย่างไรดีค่ะ ลดมาประมาณ เกือ บเดือนแล้วค่ะ
แล้วถ้าไม่ออกกำลังกายจะลดได้ไหม? ค่ะไม่มีเวลาเลยค่ะ
โดยคุณ กุ้กไก่ 172.29.19.231 [ วันจันทร์ ที่ 19 พฤศจิกายน 2550 เวลา 17:57 น. ] ผู้ตอบคนที่ 269

หลักการลดหนักคงต้องเพิ่มการออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30-60 นาที จะช่วยให้ร่างกายได้เผาผลาญไขมัน และเพิ่มกล้ามเนื้อ ช่วยให้ร่างกายได้+++ส่าน อาจจะเป็นการเดินหรือขี่จักรยานหรือกิจกรรมอื่นๆที่เราชอบ แม้นแต่การยืน 3 ชม.แทนที่จะนั่ง ก็จะเพิ่มการเผาผลาญพลังงานจากร้อยละ 20 เป็นร้อยละ35โดยเฉพาะการออกกำลังกายในช่วงมื้อเย็นก่อนอาหาร เพราะมื้อเย็นรับประทานอาหารแล้วโอกาศที่ร่างกายจะเคลื่อนไหวจะน้อยกว่าในช่วงกลางวัน ส่วนการปรับพฤติกรรมการเลือกชนิดของอาหารก็สำคัญค่ะ เช่น แทนที่จะทานข้าวมันไก่ ก็เปลี่ยนเป็นข้าวสวยแทน พลังงานก็จะลดลงได้อีกอระมาณ 200 แคลอรี่ ทานเค้กไม่มีหน้าแทนเค้กครีม ช่วงปีใหม่ พลังงานก็จะลดได้ 100-200 แคลอรี่ การลดน้ำหนักค่อยๆปรับและตั้งใจจริง คุณก็จะสามารถทำได้อย่างยั่งยืนซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้าทำแล้วน้ำหนักยังลดได้ไม่ตามเป้าหมาย อย่างน้อยที่สุดได้ความแข็งแรงของร่างกาย อาจจะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการลดน้ำหนัก สิ่งที่ได้คุณจะเป็นคนอ้วนที่ไม่ขี้โรค ขอเป็นกำลังใจและให้คำแนะนำข้อมูลเพิ่มเติมค่ะ
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันอังคาร ที่ 27 พฤศจิกายน 2550 เวลา 11:40 น. ] ผู้ตอบคนที่ 270



รวมพลตนใจเดียวกันร่วมสลายไขมัน โดยเชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำค่ะ
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันอังคาร ที่ 27 พฤศจิกายน 2550 เวลา 12:09 น. ] ผู้ตอบคนที่ 271



KM เรื่องความล้มเหลวของการลดน้ำหนัก ของบุคลากรคณะแพทยศาสตร์'
โดยคุณ โภชนาการ 172.29.19.231 [ วันอังคาร ที่ 27 พฤศจิกายน 2550 เวลา 12:12 น. ] ผู้ตอบคนที่ 272



พี่นุช เมนูน่าทานมั้ย ผักเยอะดีนะ กลับบ้านอย่าลืมทำกินนะ น้ำหนักจะได้ลดลงอีก
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันอังคาร ที่ 27 พฤศจิกายน 2550 เวลา 12:17 น. ] ผู้ตอบคนที่ 273



อ้วนแล้วไม่ดีตรงไหนค่ะ
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันอังคาร ที่ 27 พฤศจิกายน 2550 เวลา 12:43 น. ] ผู้ตอบคนที่ 274



เริ่มได้ยัง อยากรู้จังจะเล่าอะไร จะได้ผอมสักที
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันอังคาร ที่ 27 พฤศจิกายน 2550 เวลา 12:53 น. ] ผู้ตอบคนที่ 275

6 วิธี เสริมภูมิ..ต้านโรค
1. ลดความเครียด..อารมณ์เครียดจะส่งผลเพิ่มการหลั่งฮอร์โมนที่มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ภูมิต้านทานต่อโรคต่างๆ ลดลงจึงเกิดการติดเชื้อได้ง่าย จึงไม่ควรปล่อยให้ตัวเองเครียด
2. นอนหลับให้เพียงพอ..การนอนไม่พอนั้นมีผลลดการสร้างเซลล์ในระบบภูมิต้านทาน เช่น แอนติบอดี โดยการศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยชิคาโก ในผู้ที่นอนหลับคืนละ 7 ชม. ป็นเวลา 4 วัน แล้วให้วัคซีนไข้หวัด พบว่าคนกลุ่มนี้จะสามารถสร้างแอนติบอดี ซึ่งเป็นเซลล์ในระบบภูมิต้านทานต่อเชื้อไข้หวัดได้มากกว่าผู้ที่นอนหลับคืนละ 4 ชม. ถึง 50%
3. ดื่มน้ำเปล่ามากๆ อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว น้ำจะช่วยเพิ่มสารคัดหลั่งและความชุ่มชื้นของเยื่อบุผิวในท่อทางเดินหายใจส่วนบน ที่จะช่วยป้องกัน และดักจับฝุ่นละอองหรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย
4. ออกกำลังกายอย่างพอเหมาะเป็นประจำ นอกจากช่วยให้กล้ามเนื้อร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังช่วยขับของเสียผ่านทางเหงื่อ และเพิ่มปริมาณการไหลเวียนเลือดทำให้เซลล์ต่างๆ ในระบบภูมิต้านทาน เช่น แอนติบอดี และเม็ดเลือดขาว เดินทางไปทำลายสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคที่บริเวณอวัยวะต่างๆ ได้เร็วขึ้น
5. รับประทานอาหารให้ครบถ้วนเพียงพอตามหลักโภชนาการ โดยเฉพาะอาหารเสริมภูมิต้านทาน อย่างเช่น ผัก ผลไม้ ที่มีเบต้าแคโรทีน วิตามินซี วิตามินอี วิตามินบี และแร่ธาตุบางชนิด ได้แก่ ซีลีเนียม และสังกะสี ซึ่งมีผลเพิ่มการสร้างเซลล์ต่างๆ ในระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี และอี ยังช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันเซลล์ต่างๆ ของร่างกายจากการถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระอันเป็นตัวการก่อมะเร็งได้อีกด้วย
เบต้าแคโรทีน มีมากในผักและผลไม้ที่มีสีเหลืองหรือส้มจัด ผักใบเขียวจัด เช่น ผักบุ้ง ฟักทอง แครอท มะละกอ มะม่วงสุก มะเขือเทศ
วิตามินซี พบในผักใบสีเขียวต่างๆ และผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะนาว ฝรั่ง มะขาม
วิตามินอี พบในน้ำมันพืชประเภทน้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันรำข้าว งา ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดพืชต่างๆ ข้าวกล้อง จมูกข้าวสาลี ผักใบเขียว
วิตามินบี พบในผักใบเขียว นม เนื้อสัตว์ ถั่วต่างๆ ตับ ไข่ และธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวซ้อมมือ
ซีลีเนียม พบในอาหารทะเล ตับ ไต เนื้อสัตว์ กระเทียม ไข่ และธัญพืช
สังกะสี พบในเนื้อวัว นม และถั่วต่างๆ
กระเทียม เป็นเครื่องเทศที่มีฤทธิ์เสริมภูมิต้านทาน โดยสารอัลลิซิน (allicin) และซัลไฟด์ (sulfides) ในกระเทียมเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค เป็นสารต้านอนุมูลอิสระด้วย
กรดโอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันที่จำเป็นสำหรับการสร้างเม็ดเลือดขาว และแอนติบอดี พบมากในปลาทะเล เช่น แซลมอน หรือทูน่า และธัญพืชบางชนิด เช่น ถั่ววอลนัท เมล็ดปอ รวมทั้งพืชผักใบเขียว
โยเกิร์ตที่มีจุลินทรีย์และโตแบคทีเรีย (kactibacterua) เช่น แลคโตบาซิลัส แอซิโดฟิลัส (lactobacillus adidophilus) ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยจะยับยั้งการเกิดจุลินทรีย์ตัวร้ายในระบบย่อยอาหาร เช่น แบคทีเรีย รา หรือยีสต์ รวมทั้งยังกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาวและแอนติบอดีให้กำจัดเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
6. หลีกเลี่ยงอาหารหรือพฤติกรรมที่ส่งผลให้ภูมิต้านทานอ่อนแอลง เช่น เลี่ยงการกินอาหารหวานจัด ไม่ดื่มแอลกอฮอล์เกินวันละ 2 แก้ว ควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วนเกินไป ด้วยวิธีง่ายๆ ใกล้ตัวเรา เหล่านี้ก็จะสามารถคงไว้ซึ่งสุขภาพที่แข็งแรง ปราศจากโรคร้ายต่างๆ และสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขไปนานๆ ค่ะ….

โดย วชิราวดี มาลากุล เมื่อ 16 มิ.ย. 47 16:40:23
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤศจิกายน 2550 เวลา 09:37 น. ] ผู้ตอบคนที่ 276



เมนูอาหารว่าง ที่สามารถทำง่ายๆ รสชาติดี ให้โปรตีนและพลังงานสูง
สมูทตี้เมลอน
โยเกิร์ตไขมันต่ำรสธรรมชาติ 1 กระป๋อง
นมสดขาดมันเนย ½ ถ้วย
แตงโม ½ ถ้วย
น้ำส้มคั้น ½ ถ้วย
โซดา 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว 1 ช้อนชา
ถ้าชอบเปรี้ยวสามารถเพิ่มได้
นำส่วนผสมทั้งหมดปั่นผสมจนเป็นเนื้อเดียวกัน ถ้าจะให้ดีให้นำทุกอย่างแช่ตู้เย็นให้เย็นจัดๆ จะให้รสชาติดีขึ้น รับประทานแล้วสดชื่นเลยทีเดียว
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤศจิกายน 2550 เวลา 09:47 น. ] ผู้ตอบคนที่ 277

ขอส่งส่วนผสมสมูทตี้เมลอน ใหม่นะคะ เนื่องจากตัวเลขด้านบนไม่ถูกต้อง ต้องขออภัยด้วยค่ะ
โยเกิร์ตไขมันต่ำรสธรรมชาติ 1 กระป๋อง
นมสดขาดมันเนย ครึ่งถ้วย
แตงโม ครึ่งถ้วย
น้ำส้มคั้น ครึ่งถ้วย
โซดา 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว 1 ช้อนชา ถ้าชอบเปรี้ยวสามารถเพิ่มได้
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤศจิกายน 2550 เวลา 09:52 น. ] ผู้ตอบคนที่ 278

บันทึกช่วยจำประชุมสมาชิกกิจกรรม CoP “กินให้เป็น รู้ให้ทัน”
ครั้งที่ 6/2550 วันอังคารที่ 25 ธันวาคม 2550
ณ งานโภชนาการ
เวลา12.00-13.30 น.
วาระที่ 1 แลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge)
 เพิ่มไฟเบอร์ (ใยอาหาร) ด้วยเมนูสุขภาพ โดย คุณสุธิรา บัณฑุชัย
และคณะ ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์โดยตรงกับการทำอาหาร สำหรับผู้ที่ไม่ชอบกินผัก มาปรุงเมนูสุขภาพ ให้สมาชิกได้ลองลิ้มชิมรส และได้มอบหนังสือเล่มเล็ก “สันโดษ...เคล็ดลับของความสุข” ของ พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก พร้อมสูตร “ผักต้มสมส่วน” ให้แก่สมาชิกที่เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย
จากประสบการณ์คุณสุธิรา
คุณสุธิรา เล่าเรื่อง เป็นคนไม่ค่อยชอบกินผัก เมื่อไปงานเลี้ยง จะเป็นคนกินค่อนข้างเยอะ กินแต่อาหารประเภทเนื้อ ๆ ไม่กินผัก ทำให้เกรงใจคนร่วมโต๊ะ แต่ก็ยังหาวิธีให้ตัวเองกินผักไม่ได้ มีอยู่วันหนึ่งออกต่างจังหวัด กลับมาเปิดตู้เย็นดู ในตู้เย็นมีผักหลาย ๆ ชนิด ซึ่งเก็บไว้จะทำผัดผักน้ำมันหอย และแกงจืด แต่ไม่ได้ทำ กลัวว่าผักจะเสีย จึงได้ต้ม (ตามสูตรข้างล่าง) รู้สึกอร่อย และกินผักได้ และลูก ๆ ก็สามารถกินผักได้ด้วย ผักต่าง ๆ ที่นำมาต้มก็มีสารอาหาร วิตามินต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย จึงกินผักต้มดังกล่าวมาเรื่อย ๆ ประกอบกับกินเก่ง เมื่อหิวจึงกินผักต้ม ปรากฏว่าขณะนี้น้ำหนักลดลง
เพิ่มไฟเบอร์ (ใยอาหาร) ด้วยเมนูสุขภาพ “ผักต้มสมส่วน”
ส่วนผสม (ได้ผักต้มสมส่วนไว้รับประทาน ประมาณ 2-3 วัน)
1. ผักกาดขาว (หั่นเหมือนทำแกงจืด) 1 หัว (ประมาณ 7 ขีด)
2. ผักบุ้งจีน (หั่นเหมือนทำแกงเหลือง) 7ขีด
3. เห็ดนางฟ้า (ฉีกเหมือนทำต้มยำ) 2ขีด
4. เห็ดหูหนู (หั่นเป็นชิ้นเล็ก) 2ขีด
5. เห็ดหอมสด (หั่นเป็นชิ้นเล็ก)2ขีด
6. บวบ (ปอกเปลือกแล้วหั่นเป็นท่อนเหมือนผัด2ลูก
7. ตำลึง หรือผักหวาน (เด็ดเฉพาะใบ) 1-2มัด
8. แครอท (ปอกเปลือกหั่นเป็นลูกเต๋า) 2หัว
9. กะหล่ำปลี (หั่นเหมือนผัดผักรวม) 1หัวใหญ่ (ประมาณ 8 ขีด)
10. ใบโหระพา (เด็ดเฉพาะใบ) 2มัด
11. เกลือ / น้ำตาล
วิธีทำ
1. ใช้หม้อขนาด 24 นิ้ว ใส่น้ำปริมาณ 2.5-3 ลิตร ต้มให้เดือด
2. ล้างผักให้สะอาด หั่นตามขนาด ใส่แครอทหรือผักที่ต้มสุกยากลงไปในน้ำเดือด ตามด้วยผักอื่น ๆ จนผักมีสีเข้มขึ้นใส่ใบโหระพาโรยหน้า
3. ปรุงรสชาติตามต้องการด้วยเกลือ หรือ อาจใส่น้ำตาลเล็กน้อย
1
 ค็อกเทลและแซนวิชสุขภาพ เพื่อฉลองเทศกาลคริสต์มาส และส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
งานโภชนาการ ได้จัดค็อกเทลและแซนวิชสุขภาพ สำหรับสมาชิกที่เข้าร่วมประชุมเพื่อฉลองเทศกาลคริสต์มาส และ
ส่งท้ายปีเก่า 2550 ต้อนรับปีใหม่ 2551 พร้อมนี้ได้ให้สูตร “พันซ์อัญชัน” และสูตร “น้ำสลัด” (ใช้ทำแซนวิช หรือสลัด) เพื่อสมาชิกใช้จัดเลี้ยงภายในครอบครัว ดังนี้
พันซ์อัญชัน (4,000 CC.)
ส่วนผสม
1. ขิงแก่ ๆ ½ ก.ก.
2. สไปรท์ 1.25 ลิตร 2 ขวด
3. โซดา 3 ขวด
4. น้ำตาลทราย 1 ก.ก.
5. น้ำมะนาว (ตามชอบ)
6. ใบสะระแหน่ 1 กำ
7. ดอกอัญชัน (ให้ได้สีตามชอบ)
วิธีทำ
1. ปอกขิง ล้างให้สะอาด แล้วทุบพอแตก ต้มกับน้ำ น้ำตาลทราย เคี่ยวให้เป็นน้ำเชื่อม
2. กรองเอากากขิงออก แล้วนำน้ำเชื่อมที่ได้ เติมสไปรท์ โซดา น้ำมะนาว หยดน้ำดอกอัญชัน ชิมรส
3. นำเข้าแช่ในตู้เย็น เสิร์ฟโดยไม่ต้องใส่น้ำแข็ง โรยหน้าด้วยใบสะระแหน่
เทคนิคการทำน้ำดอกอัญชัน
1. ล้างดอกอัญชันด้วยน้ำสะอาด 1 ครั้ง
2. ใช้น้ำร้อนจัดแช่ดอกอัญชัน คั้นน้ำ จะได้น้ำอัญชันสีฟ้า
3. หากต้องการน้ำดอกอัญชันสีม่วง ให้เพิ่มน้ำมะนาวลงไป 2 ช้อนชา
น้ำสลัด (มายองเนส)
ส่วนผสม
1. ไข่แดง 10 ฟอง
2. น้ำมัน 700 CC.
3. นมข้นหวาน 1 ½ กระป๋อง
4. น้ำมะนาว 150 CC.
5. เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ
6. พริกไทย 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
1. ใช้เครื่องบดไฟฟ้า ปั่นไข่แดง นมข้นหวาน และน้ำมันพืช ให้เข้ากัน
2. เติมส่วนผสมที่เหลือทั้งหมด ปั่นให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ

วาระที่ 2 เรื่องอื่น ๆ
 ไฟเบอร์ (ใยอาหาร) คืออะไร
ไฟเบอร์ (ใยอาหาร) เป็นส่วนประกอบสำคัญในพืชผักและผลไม้ จะไปช่วยเพิ่มปริมาณของเสียเมื่อรวมกับอาหารอื่น ๆ ที่ถูกย่อยและดูดซึมแล้ว ทำให้เคลื่อนตัวไปตามลำไส้ได้ง่าย นอกจากนี้ยังช่วยอุ้มน้ำ ตัวการสำคัญที่ทำให้อาหารที่ผ่านการย่อยและดูดซึมแล้วอ่อนนุ่มขึ้น ง่ายต่อการกำจัดออกจากร่างกาย
ใยอาหารเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย ช่วยให้ร่างกายขับถ่ายเป็นปกติ ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ดังนั้น จึงควรพยายามเพิ่มปริมาณใยอาหารที่รับประทานในแต่ละมื้ออย่างช้า ๆ เพื่อให้เวลากับร่างกาย ในการปรับตัว และดื่มน้ำอย่างน้อย
วันละ 8 แก้ว
ไฟเบอร์กับการลดความอ้วน
1. ไฟเบอร์ ช่วยให้อาหารเดินทางเร็วขึ้น และมีเวลาอยู่ในระบบทางเดินอาหารสั้นลง จึงช่วยลดการดูดซึม
2. ไฟเบอร์ ไปแย่งพื้นที่ในระบบทางเดินอาหาร ทำให้ลดความอยากอาหารและรับประทานอาหารได้น้อยลง หากใช้ร่วมกับการควบคุมชนิดและปริมาณอาหาร และออกกำลังกายร่วมด้วยจะยิ่งให้ผลดีในการลดน้ำหนัก
3. จากหลาย ๆ การทดลองพบว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีไฟเบอร์อย่างน้อย 2 กรัมขึ้นไปช่วยให้น้ำหนักลดลงได้
 สาธิตการทำแซนวิชสุขภาพ โดย คุณพรธิดา ส่งแสง และคุณกาญจนา จิตต์อารีย์ (โภชนากร)
ซึ่งสมาชิกให้ความสนใจ และสมาชิกบางท่านทดลองทำด้วยตนเอง
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 21 มกราคม 2551 เวลา 17:05 น. ] ผู้ตอบคนที่ 279



รูปประชุม 25ธ.ค. 50
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 21 มกราคม 2551 เวลา 17:09 น. ] ผู้ตอบคนที่ 280



วัตถุดิบและอุปกรณ์สาธิตเมนู ผักต้มสมส่วน
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 21 มกราคม 2551 เวลา 17:11 น. ] ผู้ตอบคนที่ 281



****
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 21 มกราคม 2551 เวลา 17:16 น. ] ผู้ตอบคนที่ 282



วิทยากรบรรยายวิธีการทำผักต้มสมส่วน
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 21 มกราคม 2551 เวลา 17:19 น. ] ผู้ตอบคนที่ 283



สมาชิก CoP ชิมรสชาติของผักต้มสมส่วน
*** อร่อยมั้ยคะ***
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 21 มกราคม 2551 เวลา 17:22 น. ] ผู้ตอบคนที่ 284



ชิมรสชาติแบบหน้าตาเบิกบานขนาดนี้ กลับบ้านไปอย่าลืมทำให้บุคคลากรที่บ้านทานด้วยนะ *** ฮิ ฮิฮิ *** อย่าลืม
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 21 มกราคม 2551 เวลา 17:26 น. ] ผู้ตอบคนที่ 285



ต่อไปนี้จะเป็นการสาธิตการทำแซนวิชโดยทีมงานโภชาการ
โดยคุณ ทีมงานโภชนาการ 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 21 มกราคม 2551 เวลา 17:30 น. ] ผู้ตอบคนที่ 286



วัสดุอุปกรณ์ในการทำแซนวิช
มีดังต่อไปนี้นะคะ
โดยคุณ ทีมงานโภชนาการ 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 21 มกราคม 2551 เวลา 17:41 น. ] ผู้ตอบคนที่ 287



ดู ดู้.. ดู.ดี..ดี..ต่อไปนี้กำลังสาธิตการทำแซนวิชแล้วค่ะ
โดยคุณ ทีมงานโภชนาการ 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 21 มกราคม 2551 เวลา 17:46 น. ] ผู้ตอบคนที่ 288



ห้ามกะพริบตาเด็ดขาด ของดีๆๆๆสาธิตแค่ครั้งเดียวนะคะ
โดยคุณ ทีมงานโภชนาการ 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 21 มกราคม 2551 เวลา 17:48 น. ] ผู้ตอบคนที่ 289



กำลังจะเสร็จตามขั้นตอนที่วางไว้แล้ว
**หน้าตาอย่างนี้อร่อยแน่ๆๆ***
โดยคุณ ทีมงานโภชนาการ 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 21 มกราคม 2551 เวลา 17:52 น. ] ผู้ตอบคนที่ 290



กินอะไรกัน ขอชิมด้วยค่ะ
โดยคุณ สมาชิก COP น้องตา 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 22 มกราคม 2551 เวลา 14:23 น. ] ผู้ตอบคนที่ 291



พี่สวย หัวหน้าวอร์ด ฉบ. 8 ทำจริงแล้วนะ ดูดีๆ
โดยคุณ สมาชิกCOP 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 22 มกราคม 2551 เวลา 14:31 น. ] ผู้ตอบคนที่ 292



วิธีต้มผักให้อร่อย ทานผักได้ครบ 4 ขีด แน่นนอนค่ะ สนใจสอบถามได้ที่งานโภชนาการ
โดยคุณ น้องกาญ 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 22 มกราคม 2551 เวลา 14:48 น. ] ผู้ตอบคนที่ 293

ข้อดีของน้ำต่อสุขภาพ


การดื่มน้ำอย่างเพียงพอจะเป็นการ.
สร้างเสริมสุขภาพและความสมบูรณ์โดยรวม
เนื่องจากน้ำมีความสำคัญสำหรับการทำงานต่างๆ ของร่างกาย ดังนั้นการดื่มน้ำในจำนวนที่พอเพียงจึงเป็นกุญแจที่สำคัญต่อการมีสุขภาพที่สมบูรณ์
• น้ำจะช่วยรักษาระดับของโลหิตซึ่งทำให้คุณมีพลังงานอย่างต่อเนื่อง
• การดื่มน้ำในจำนวนที่เหมาะสมจะส่งเสริมให้คุณมีสมาธิและการตอบสนองที่ดี โดยเฉพาะในระหว่างการออกกำลังกาย
• น้ำจะช่วยเพิ่มจำนวนแคลอรีที่คุณเผาผลาญในระหว่างกิจกรรมปกติประจำวัน
• น้ำจะช่วยป้องกันการปวดกระเพาะที่เกิดขึ้นจากยา
• น้ำจะช่วยขจัดเกลือส่วนเกินที่อาจเป็นสาเหตุของการคั่งตัวของของเหลว
ช่วยป้องกันอาการปวดต่าง

จากการศึกษาวิจัยพบว่าอาจมีการเชื่อมโยงระหว่างการดื่มน้ำมากๆ กับการลดความเสี่ยงของ:

• อาการไข้
• อาการท้องผูก
• การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ
• โรคนิ้วในไต
• มะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ อาจช่วยให้มีีผิวพรรณดี
น้ำจะช่วยให้ผิวหนังมีความสดชื่น หากคุณไม่ได้รับน้ำที่เพียงพอ ผิวหนังของคุณจะได้รับผลกระทบมากกว่าอวัยวะส่วนอื่นๆของร่างกาย น้ำช่วยให้ผิวพรรณมีความชุ่มชื้น ซึ่งจะส่งผลให้:
• มีความเนียนมากขึ้น
• นุ่มมากขึ้น
• ช่วยสร้างเสริมผิวพรรณที่สึกหรอ
• ลดรอยเ+++่ยวย่น

อาจช่วยในการลดน้ำหนัก
หลายคนมักเข้าใจผิดว่าเมื่อกระหายน้ำเป็นเพราะร่างการต้องการอาหาร ดังนั้นจึงมักจะรับประทานอาหารว่าง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ร่างกายเพียงต้องการน้ำดื่มเท่านั้น การดื่มน้ำยังช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มท้อง ซึ่งจะเป็นการลดความอยากที่จะรับประทาน
จากการศึกษาวิจัยยังแสดงให้เห็นว่าการดื่มน้ำอย่างเพียงพออาจทำให้:
• คุณมีพลังงานมากขึ้นในระหว่างการออกกำลังกาย
• เพิ่มแคลอรีที่คุณเผาผลาญไปในระหว่างออกกำลังกาย
• ช่วยให้ร่างกายลดการสะสมไขมัน
มีการใช้แหล่งข้อมูลต่างๆ สำหรับข้อมูลนี้รวมถึงศูนย์ควบคุมโรค สมาคมคุณภาพน้ำ สมาคมโรคมะเร็งแห่งอเมริกา สมาคมหลักโภชนาการแห่งอเมริกา และสมาคมหัวใจแห่งอเมริกา (USA)



โดยคุณ โดย คุณ Nutrition*** 172.29.19.231 [ วันพฤหัสบดี ที่ 24 มกราคม 2551 เวลา 10:17 น. ] ผู้ตอบคนที่ 294

น้ำชา กาแฟ ซึ่งเป็นแฟชั่นในการรับรองแขกตามสำนักงาน เราสังเกตเห็นตามร้านค้าจะมีคนนั่งจับกลุ่มคุยกัน จิบกาแฟไปพลางด้วยคุณสมบัติอันหอมกรุ่น รสชาติที่ขมแต่อร่อย และมีประสิทธิภาพช่วยสร้างความสดชื่นให้ผู้ดื่มได้ ทำให้น้ำชา กาแฟเป็น เครื่องดื่มสากลนานาชาติ แต่ทางการแพทย์พบว่า เครื่องดื่มประเภทน้ำชากาแฟ เป็นเครื่องดื่มที่ไม่มีประโยชน์เพราะสารคาเฟอีน ใน ชา กาแฟมีผลเสพติดอ่อนๆคือดื่มแล้วจะติด พอเวลาไม่ได้ดื่มจะหงุดหงิด มือสั่น ใจสั่น สารคาเฟอีนนี้มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท ซึ่งนอกจากนี้ยังเป็นส่วนผสมของยาประเภท ลดไข้บรรเทาปวดอีกด้วย ผู้ที่ได้รับคาเฟอีนมากเท่าไร ผลร้ายที่มีต่อร่างกายก็มีมากขึ้นเท่านั้น
เมื่อคาเฟอีนเข้าสู่ร่างกาย จะถูกดูดซึมอย่างรวดเร็วในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ แล้วกระจายไปตามอวัยวะต่างๆ เช่นสมอง หัวใจ ตับ ปอด กล้ามเนื้อต่างๆ และระบบประสาทส่วนกลาง ร่างกายจะใช้เวลากว่า 48 ชั่วโมง ในการสลายคาเฟอีน ถ้าร่างกายได้รับ คาเฟอีนจำนวนสูงประมาณ 3,000 - 10,000 มิลลิกรัม จะทำให้ตายในระยะอันสั้นได้

ถ้าเราดื่มกาแฟประมาณ 1/2 - 2 1/2 ถ้วย (50 - 200 มิลลิกรัม) ลดความเมื่อยล้าได้ประมาณครึ่งวัน หรือดื่มกาแฟขนาด 3 - 7 ถ้วย (200 - 500 มิลลิกรัม) ทำให้มือสั่น กระวนกระวายโกรธง่าย และปวดศรีษะ มีผลต่อหัวใจและเส้นเลือดคลายตัวหรือบีบรัดมากขึ้นเป็นบางแห่ง กระตุ้นกล้ามเนื้อหัวใจ อาจเพิ่มลดอัตราการเต้นของหัวใจ อันตรายต่อผู้ป่วยที่ดื่มกาแฟมากๆ จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายเป็นหย่อมๆ คาเฟอีนมีผลทำให้น้ำตาลในเลือดสูง ไตรกลีเซอร์ไรด์สูงกรดไขมันอิสระสูง จึงไม่เหมาะกับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน หรือมีไขมัน ในเลือดสูง ฤทธิ์ของคาเฟอีนเพิ่มการหลั่งของกรดในกระเพาะ จึงไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่เป็นโรคไตไม่ทำงาน

ผู้ที่ดื่มกาแฟ น้ำชา หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนผสมอยู่ รวมถึงการใช้ยาที่มีคาแฟอีนผสมอยู่รวมถึงการใช้ยาคาเฟอีนจนติดเป็นนิสัย จึงมีระดับคงทนต่อฤทธิ์คาเฟอีนสูงขึ้น โดยที่คาเฟอีนจะมีฤทธิ์ต่อร่างกายน้อยกว่าปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการของประสาทตื่นตัว ปวดศีรษะ และปวดกระเพาะ ความทนทานนี้จะลดลงเมื่อมีอายุมากขึ้น การหยุดดื่มกาแฟจะมีผลทำให้ปวดศีรษะ กระวนกระวายโกรธง่าย และไม่สนใจ สิ่งแวดล้อม

สำหรับสตรีมีครรภ์นั้นไม่ควรดื่ม ชา กาแฟ โดยเด็ดขาด ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าคนเราควรได้รับคาเฟอีนไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับประมาณ 2 ถ้วย ( คือ กาแฟ 1 ถ้วย ใส่ผงกาแฟสำเร็จรูป 2 ช้อนชา น้ำประมาณ 1 ถ้วย)
เวลาที่เหมาะสมจะดื่มชากาแฟนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละคน บางคนดื่มตอนเช้าเพื่อให้ลำไส้กระปรี้กระเปร่า ถ่ายสะดวก แต่จะทำให้หิวเร็วกว่าปกติ เพราะกาแฟจะกระตุ้นการหลั่งของน้ำย่อยเพราะฉะนั้นไม่ควรดื่มกาแฟแทนอาหารเช้า และ หันมาดื่มนมแทนจะดีกว่า ถ้าคนที่นอนหลับยาก หรือมีภาระกิจต้องตื่นแต่เช้า ก็ไม่ควรดื่มกาแฟหลังอาหารเย็นวันนั้น
จะเห็นว่ากาแฟนั้นมีทั้งผลดีผลร้ายกับร่างกาย ดังนั้นผู้ที่ไม่ได้อยู่ในข่ายต้องห้าม ก็อาจดื่มเป็นประจำทุกวันได้ แต่ต้องกำจัด ปริมาณให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม

โดยคุณ โดย Nutrition *** 172.29.19.231 [ วันพฤหัสบดี ที่ 24 มกราคม 2551 เวลา 10:31 น. ] ผู้ตอบคนที่ 295



กิจกรรมเวทีสุขภาพ อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันศุกร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 17:55 น. ] ผู้ตอบคนที่ 296



ผู้ป่วยและญาติให้ความสนใจแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในการควบคุมอาหาร ด้วยความสนุก
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันศุกร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 18:08 น. ] ผู้ตอบคนที่ 297

การปรับพฤติกรรมเรื่องอาหาร เพื่อลดน้ำหนัก ควรทำอย่างไร
โดยคุณ น้องนุช 172.29.19.231 [ วันพุธ ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 17:18 น. ] ผู้ตอบคนที่ 298

การพิจารณาตนเองว่าควรกินอะไร กินที่ไหน กินอย่างไร รู้จักเลือกและหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้อ้วนได้ง่ายรวมถึงการควบคุมตนเองตั้งเป้าหมายการลดน้ำหนักพยายาม รับประทานอาหารคนเดียวและอย่างลืมออกกำลังกายทุกวันๆละ30 -60 นาทีจะช่วยเผาผลาญไขมันในร่างกาย
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันจันทร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 12:30 น. ] ผู้ตอบคนที่ 299



lสมาชิก COP เข้าร่วมกิจกรรม โครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม บุคลากร คณะแพทย์ มอ. 14-15 กุมภาพันธ์ 2551 ณ. โรงแรม บี พี สมิหลา สงขลา
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันอังคาร ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 12:15 น. ] ผู้ตอบคนที่ 300



เรียนรู้การนับพลังงานจากอาหาร 6 หมวด
ธัญพืช เช่น ข้าว ข้าวโพด ก๋วยเตี๋ยว ปริมาณ 1 ทัพพี ให้พลังงาน 80 แคลอรี่
เนื้อสัตว์ 30 กรัม ให้พลังงาน 75 แคลอรี่
ผักประเภทหัว 70 กรัม ให้พลังงาน 25 แคลอรี่
ผลไม้ 6-8 คำชิ้นให้พลังงาน 60 แคลอรี่
ไขมัน เช่นน้ำมันพืช 1 ช้อนชา ให้พลังงาน 45 แคลอรี่
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันอังคาร ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 13:23 น. ] ผู้ตอบคนที่ 301



เรียนรู้ เรื่อง ฉลาก ฉลาดเลือก ก่อนซื้อาหาร
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันอังคาร ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 13:25 น. ] ผู้ตอบคนที่ 302



เรียนรู้ เรื่องการใช้น้ำมันในปรุงอาหาร
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันอังคาร ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 14:03 น. ] ผู้ตอบคนที่ 303



พี่กัลยา ลดน้ำหนักได้กี่กิโลแล้วค่ะ ช่วยบอกเคล็ดลับเพื่อนด้วย
โดยคุณ พี่ภัค 172.29.19.231 [ วันอังคาร ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 14:06 น. ] ผู้ตอบคนที่ 304

ผ่อนคลาย ลด “ความเครียด” ได้ด้วยอาหาร
เมื่อรู้ตัวว่าเครียด ควรหาทางออกโดยหาวิธีการคลายเครียด ซึ่งมีอยู่หลายวิธี ขึ้นอยู่กับสภาวะและความเหมาะสมของแต่ละคน แต่การกินอาหารให้เหมาะสมเป็นการช่วยผ่อนคลายความเครียดได้เช่นกัน เพราะเมื่อเกิดความเครียดสารอาหารบางอย่างจะถูกใช้ไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ร่างกายจึงต้องการสารอาหารมากขึ้น โดยเฉพาะวิตามินบีชนิดต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ระบบประสาทส่วนกลางทำงานได้ตามปกติ นอกจากนี้ ยังต้องการวิตามินซี และแร่ธาตุ ธาตุสังกะสี เพื่อต้านการติดเชื้อ
อาหารที่ให้วิตามินบีชนิดต่าง ๆ นั้นมีมากมาย โดยเฉพาะในข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือ นอกจากนี้ยังพบในพืชผักสีเขียว ธัญพืช ถั่วเมล็ดแห้ง เนื้อสัตว์ ตับ นม ไข่
วิตามินซี ที่เราคิดว่ามีในผลไม้รสเปรี้ยว แต่แท้จริงแล้วพบได้ในผลไม้และผักทุกชนิด ส่วนสังกะสีนั้น พบได้ในเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ตับ ไข่แดง นม และอาหารทะเล
โดยคุณ meen 172.29.12.237 [ วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน 2551 เวลา 15:10 น. ] ผู้ตอบคนที่ 305

อาหารประเภทใดบ้างรับประทานมื้อเย็นแล้วทำให้นอนหลับสบาย? (อย่าบอกว่ายานอนหลับนะคะ)
โดยคุณ ?...? 172.29.12.237 [ วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน 2551 เวลา 15:16 น. ] ผู้ตอบคนที่ 306



อธิบายโภชนบัญญัติ 9 ประการ ในงานตลาดนัดเวทีสุขภาพคณะวิทยาการจัดการในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2551
โดยคุณ โดยคุณดวงเดือน และทีมงานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันเสาร์ ที่ 5 เมษายน 2551 เวลา 13:31 น. ] ผู้ตอบคนที่ 307



ลักษณะอาหารสุขภาพ พร้อมเมนูสาธิต เช่น ขนมจีน น้ำมะม่วง ข้าวยำสมุนไพรลักษณะอาหารหน้าตา น่ารับประทานจัง มีจัดกิจกรรมครั้งหน้า พวกเราต้องไม่พลาด แน่ๆๆ
โดยคุณ โดยคุณจัษฎ์ธีรา และทีมงานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันเสาร์ ที่ 5 เมษายน 2551 เวลา 13:55 น. ] ผู้ตอบคนที่ 308



หลังจากที่ทุกท่านได้ชมลักษณะอาหารเพื่อสุขภาพแล้ว ต่อมาก็ชมวิธีการ
สาธิตก๋วยเตี๋ยวชมสวน เพื่อสมาชิกท่านใดสนใจจะนำไปทำให้สมาชิกในครอบครัวได้รับประทานกัน หากทำแล้วไม่เหมือนที่กับที่ทางโภชนาการสาธิต สามารถโทรมาที่เบอร์ 074-451061 คุณจัษฎ์ธีร ายินดีตอบทุกคำถามค่ะ
โดยคุณ โดยคุณจัษฎ์ธีรา และทีมงานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันเสาร์ ที่ 5 เมษายน 2551 เวลา 14:10 น. ] ผู้ตอบคนที่ 309



นอกจากทางโภชนาการได้ให้ความรู้เรื่องโภชนบัญญัติ 9 ประการแล้ว ทางทีมงานเองยังได้นำเอกสารต่างๆ ที่มีสาระทางด้านโภชนาการ มาฝากให้สมาชิกทุกท่านได้นำไปอ่านเพื่อเพิ่มพูนความรู้อีกด้วยนะคะ
โดยคุณ โดยคุณจัษฎ์ธีรา 172.29.19.231 [ วันเสาร์ ที่ 5 เมษายน 2551 เวลา 16:50 น. ] ผู้ตอบคนที่ 310

ตอบ คุณ ?...? อาหารที่รับประทานแล้วทำให้นอนหลับสบายมีดังนี้คะ

อาการนอนไม่หลับ เป็นอาการอย่างหนึ่งที่พบได้ในโรคทางกายหลายชนิด โรคทางจิตเวชหลายโรค หรือ อาจมีสาเหตุจากยาบางชนิด จากสารบางอย่างที่ออกฤทธิ์กระตุ้นสมอง เช่น สารคาเฟอีนที่มีอยู่ในชา กาแฟ น้ำอัดลมที่มีสีดำ (เช่น โคล่า แป๊บซี่) เครื่องดื่มชูกำลังหลายยี่ห้อ นอกจากนี้การดื่มสุราอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานก็จะทำให้นอนไม่หลับ

อาหารที่ทำให้นอนหลับสบาย เช่น

นม การกินนมชนิดหวานก่อนนอนจะช่วยให้หลับง่าย เพราะน้ำตาลในเครื่องดื่มจะช่วยให้ เซลล์สมองดูดซึมทริปโทแฟน (กรดอะมิโนชนิดหนึ่ง

งาดำผสมน้ำผึ้ง
นำงาดำมาคั่วไฟอ่อนๆให้หอมนำเข้าเครื่องปั่นเติมน้ำร้อนลงไป
ปั่นจนละเอียดกรองเอาเเต่น้ำเสร็จเเล้วผสมน้ำผึ้งลงไป
สูตรนี้ทำให้นอนหลับสบายเเล้วยังช่วยชลอความเเก่ด้วยนะ

นมสดอุ่นๆ หรือน้ำอุ่นๆ สัก 1แก้ว ก่อนเข้านอน ก็ทำให้หลับสบายได้เช่นกันคะ
โดยคุณ กะปุกลุก โภชนาการ 172.29.19.231 [ วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน 2551 เวลา 13:31 น. ] ผู้ตอบคนที่ 311

อาหารบำรุงรอบเดือน


คุณผู้หญิงที่มีปัญหาเรื่องรอบเดือนมามากเกินไปหรือน้อยเกินไปเรามีอาหารบำรุงรอบเดือนแนะนำให้คุณนำไปปฏิบัติและช่วยให้คุณไม่มีโรคร้ายตามมาภายหลัง

ประจำเดือนที่มาตามปกติแสดงถึงความสมบูรณ์ของสตรีวัยเจริญพันธุ์และเป็นการ ถ่ายเทเลือดเสียซึ่งเกิดจากการสลายตัวของเยื่อบุมดลูกและสร้างเยื่อบุมดลูกใหม่หมุนเวียน ทำให้ระบบการทำงานของร่างกายเป็นปกติ

ทว่าแต่ละเดือนที่คุณผู้หญิงต้องเสียเลือดเป็นจำนวนมากจากการมีรอบเดือน ร่างกายจะสูญเสียวิตามินและเกลือแร่อย่างแคลเซียม ธาตุเหล็ก และสังกะสีด้วย ทำให้รู้สึกอ่อนเพลียกว่าปกติ หรือมีอาการปวดศีรษะ นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร อารมณ์เศร้าซึม โดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่สุขภาพไม่แข็งแรง ขาดการออกกำลังกาย หากมัวแต่อดอาหาร รักษาหุ่น อาจทำให้ขาดสารอาหารที่จำเป็น และเสี่ยงต่อภาวะโลหิตจาง ร่างกายจะซูบซีด ผิวพรรณไม่มีเลือดฝาด
ในช่วงมีรอบเดือน...
การรับประทานอาหารที่สมดุลต่อร่างกายจะช่วยป้องกันอาการต่าง ๆ ได้โดยเน้นที่อาหารบำรุงเลือด เช่น เครื่องในสัตว์ ไข่แดง ถั่วเมล็ดแห้ง และผักใบสีเขียวจัด เช่น คะน้า กวางตุ้ง สาหร่าย เป็นต้น ซึ่งให้ธาตุเหล็ก วิตามินบี 6, บี 12, บีรวม และกรดโฟลิก ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างเลือดสูง

สำหรับสตรีที่ประจำเดือนมาน้อยหรือมากผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ เพราะอาจมีความผิดปกติ ในร่างกาย เช่น ต่อมธัยรอยด์ทำงานไม่สมบูรณ์ หรือมีเนื้อร้ายที่มดลูกก็ได้ ความปลอดภัยจะมีมากขึ้น ถ้าอยู่ใกล้มือหมอ

โดยคุณ โดยคุณ กะปุกลุก โภชนาการ 172.29.4.156 [ วันอังคาร ที่ 15 เมษายน 2551 เวลา 08:42 น. ] ผู้ตอบคนที่ 312

ทำไมกินกาแฟแล้วปวดหัวนอนไม่หลับ
โดยคุณ rarai 118.173.143.55 [ วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤษภาคม 2551 เวลา 22:31 น. ] ผู้ตอบคนที่ 313

กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่ยอดนิยมมาก มีทั้งรสชาติและกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ ที่ขาดไม่ได้คือ คุณสมบัติช่วยสร้างความสดชื่น ตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า ยังคงเหมือนเดิมทุกครั้งที่ดื่ม พบค่าความปลอดภัยอยู่ที่ 100-300 มก.ซึ่งเท่ากับกาแฟ 2-4 ถ้วยต่อวัน แต่ถ้าดื่มกาแฟเป็นประจำจะได้รับคาเฟอีนมากกว่า 300 มก. ต่อวัน ในกาแฟจะมีกรดแทนนิค เป็นตัวทำให้กาแฟมีรสขม แต่ถ้าผ่านการอบนานๆความขมจะเจือจางไปด้วย การดื่มกาแฟชงแก่ๆ 5-6 ถ้วยต่อวันก็อาจมีอาการ Caffeinism ขึ้น โดยจะกระวนกระวาย ปวดศีรษะ และหัวใจเต้นแรงเร็ว เพราะปริมาณคาเฟอีนจะสูงขึ้นมากกว่า 600 มก. ส่วนคาเฟอีนขนาดที่ทำให้เสียชีวิต มีรายงานจาก อย. กระทรวงสาธารณสุขของไทยว่าคาเฟอีนประมาณ 10 กรัม หรือ เท่ากับกาแฟแก่ๆ 80-100 ถ้วยหรือโคล่า 200 กระป๋องที่ต้องดื่มให้หมดภายในครึ่งชั่วโมง
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม 2551 เวลา 17:23 น. ] ผู้ตอบคนที่ 314

บันทึกช่วยจำประชุมสมาชิกกิจกรรม CoP “กินให้เป็น รู้ให้ทัน”
ครั้งที่ 1/2551 วันศุกร์ที่ 18 เมษายน 2551
ณ งานโภชนาการ

เริ่มประชุมเวลา 13.10 น.
เมื่อครบองค์ประชุม ประธานฯ กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม พร้อมแนะนำวิทยากรที่มาร่วมไขความลับและสาธิตเมนูวุ้นสายรุ้งในสไตล์อาหารเพื่อสุขภาพ โดยมีวาระดังนี้
วาระที่ 1 แลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge)
ถั่วเหลือง
ถั่วเหลืองเป็นแหล่งโปรตีนสำหรับบุคคลที่ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ โปรตีนในถั่วเหลืองจัดเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพสูง
มีคุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงกับโปรตีนจากสัตว์ ปัจจุบันพบว่าการบริโภคถั่วเหลืองในปริมาณที่สูงพอ ร่างกายจะได้รับโปรตีนเพียงพอกับความต้องการประโยชน์มากมาย ทั้งให้แคลเซียมป้องกันโรคกระดูกพรุน มีไอโซฟลาโวน ช่วยลดอาการต่าง ๆ ในวัยทอง นอกจากนั้นโปรตีนจากถั่วเหลืองยังช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือดได้ด้วย น้ำมันจากถั่วเหลืองจะมีกรดไขมันอิ่มตัวต่ำ แต่เป็นแหล่งที่ดีของกรดไขมันจำเป็น คือ กรดไลโนเลอิก และกรดไลโนเลนิก ซึ่งกรดไขมันเหล่านี้ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นมาได้ จำเป็นต้องได้รับจากอาหาร ถ้าอาหารที่รับประทานไม่มีกรดไขมันจำเป็นก็จะทำให้เกิดอาการของโรคขาดกรดไขมันจำเป็น ได้แก่ ผิวหนังแห้ง และตกสะเก็ด บาดแผลหายช้า ถ้าเป็นเด็กการเจริญเติบโตจะหยุดชะงัก มีปัญหาเกี่ยวกับสายตา และการฟัง
ลูกเดือย
จัดเป็นสมุนไพรบำรุงร่างกาย อุดมด้วยเส้นใยอาหารธรรมชาติ ช่วยในการขับถ่าย และยังเป็นแหล่งของโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และวิตามินบี 1 ที่สูงกว่าข้าวกล้อง
ถั่วดำ
เป็นแหล่งวิตามิน B Complex ที่สำคัญมีไฟเบอร์มาก ช่วยให้ระบบย่อยอาหารและดูดซึมสารอาหารได้ดี รวมไปถึงมีปริมาณแร่ธาตุหายากมากกว่าอาหารประเภทอื่น ๆ เช่น ธาตุเหล็ก ธาตุสังกะสี ธาตุเซลีเนียมถ้ารับประทานถั่วดำเป็นประจำจะช่วยป้องกันการเป็นมะเร็ง ลดระดับคอเลสเตอรอล ลดระดับกลูโคสในเลือด
ไขความลับของ “วุ้น” คุณค่าอาหารเป็นอย่างไร
“วุ้น” สกัดได้จากสาหร่ายทะเลสีแดง สกุลกราซิลาเรีย มีชื่อที่ชาวบ้านเรียกทั่วไปหลายชื่อ คือ สาหร่ายผมนาง สาหร่ายวุ้น และสาหร่ายเขากวาง พบทั่วไปแทบทุกจังหวัดตามชายฝั่งทะเล หรือบริเวณเกาะที่มีคลื่นลมสงบ
วิธีการผลิตวุ้น การผลิตค่อนข้างซับซ้อน คือ จะต้องนำสาหร่ายแห้งมาขจัดวัสดุเจือปน โดยล้างด้วยน้ำแล้วนำไปตากแห้ง ทำซ้ำอย่างนี้หลาย ๆ ครั้ง จากนั้นนำไปต้มจนสาหร่ายนิ่ม นำไปบดจนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำไปต้มต่อโดยเติมสารต่าง ๆ เพื่อปรับระดับความเป็นกรดด่างและช่วยในการกรอง เมื่อส่วนผสมต่าง ๆ เป็นเนื้อเดียวกันแล้ว นำไปกรอง ทิ้งวุ้นให้แข็งตัว จากนั้น จึงนำไปแช่เย็น เพื่อทำให้น้ำแยกตัวออกจากวุ้น เมื่อได้เวลาตามกำหนดจึงนำวุ้นแช่แข็งออกมาปล่อยให้น้ำแข็งละลาย ล้างวุ้นด้วยน้ำเย็น ทิ้งให้สะเด็ดน้ำแล้วจึงผ่านไปยังขั้นตอนการอบแห้งและบดเป็นผงต่อไป เมื่อเราจะทำวุ้นกินเอง ก็นำวุ้นผงสำเร็จรูปต้มใส่น้ำ น้ำตาล แล้วทิ้งไว้ให้วุ้นแข็งตัว อาจมีคนสงสัยต่อไปอีกว่า แล้ววุ้นเส้นล่ะ ทำมาจากอะไร? คำตอบคือ วุ้นเส้นทำมาจากถั่วเขียว การผลิตวุ้นเส้นในประเทศไทยเริ่มมีขึ้นเมื่อ 40 ปีที่แล้วนี่เอง เดิมทีเรายังผลิตวุ้นเส้นได้คุณภาพไม่ดีนัก ต้องส่งเข้ามาจากประเทศจีน จนกระทั่งปี พ.ศ. 2520 วุ้นเส้นที่ผลิตในประเทศจึงเริ่มมีคุณภาพดีขึ้น

ที่มา : จากหนังสือ 108 ซองคำถาม / สำนักพิมพ์สารคดี

เมนู “วุ้นสายรุ้ง”
ส่วนผสม
ผงวุ้น 3 ซอง
น้ำตาลทรายขา 2 กิโลกรัม
หัวกะทิ หรือ น้ำเต้า 2 กิโลกรัม
น้ำ 6,200 ซี.ซี.
น้ำใบเตย 50 ซี.ซี.
น้ำดอกอัญชัน 50 ซี.ซี.
เกลือ 1 ช้อนชา
วิธีทำ
1. นำผงวุ้นคนกับน้ำให้ละลาย จึงนำไปตั้งไฟ คอยคนตลอดเวลาจนกระทั่งเดือด ประมาณ 10-15 นาที
2. แบ่งน้ำวุ้นออกเป็น 2 ส่วน ผสมสีขาวจากกะทิ หรือน้ำเต้าหู้ ประมาณ 2,000 ซี.ซี. สีเขียวและสีม่วงอย่างละ 2,100 ซี.ซี.
3. เริ่มต้นเทน้ำวุ้นที่ผสมด้วยน้ำกะทิใส่ถาดหรือพิมพ์ชั้นที่หนึ่ง คอยสังเกตเมื่อหน้าวุ้นเริ่มจะแข็งจึงเทสีเขียว และสีม่วง ลงไปเป็นชั้น ๆ ตามลำดับ
4. เมื่อวุ้นแข็งตัว จึงสามารถนำมาตัดเป็นรูปทรงต่าง ๆ ได้ หรือเป็นรูปทรงตามพิมพ์ที่ใช้
ข้อเสนอแนะ
1. การละลายผงวุ้นก่อนนำขึ้นตั้งไฟช่วยให้ผงวุ้นไม่จับกันเป็นก้อน
2. การราดหน้าวุ้น ให้ราดขณะที่ตัววุ้นยังไม่แข็งตัวเต็มที่ เพื่อให้ได้วุ้นที่ไม่แยกชั้นออกจากกัน
3. น้ำดอกอัญชัน ถ้าบีบมะนาวลงไปสัก ¼ ช้อนชา จะทำให้น้ำดอกอัญชันที่ได้เป็นสีม่วงเข้มขึ้น
4. ขณะเทวุ้นใส่ถาดหรือพิมพ์ ระวังอย่าให้เป็นฟอง เพราะหน้าวุ้นจะไม่สวย

ปิดประชุมเวลา 14.10 น.
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม 2551 เวลา 14:43 น. ] ผู้ตอบคนที่ 315



ประชุมสมาชิกกิจกรรม CoP “กินให้เป็น รู้ให้ทัน”
ครั้งที่ 1/2551 วันศุกร์ที่ 18 เมษายน 2551
ณ งานโภชนาการ เปิดประชุมโดยคุณภัคจิราหัวหน้างานโภชนาการในวันเดียวกัน
มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องของกะทิและน้ำเต้าหู้ ชนิดไหนที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่า
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม 2551 เวลา 08:41 น. ] ผู้ตอบคนที่ 316



คุณภัคจิราเปรียบเทียบไขมันโดยใช้โมเดล และช้อนตวง
ให้สมาชิกได้เห็นและสามารถมองเห็นภาพได้อย่างชัดเจนเช่น กะทิ1 ช้อนโต๊ะ
มีพลังงาน 45 กิโลแคลอรี่ น้ำมัน 1 ช้อนชา มีพลังงาน 45 กิโลแคลอรี่เพื่อให้สมาชิก
สามารถคำนวณปริมาณไขมันที่รับประทานในแต่ละวันได้
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม 2551 เวลา 09:00 น. ] ผู้ตอบคนที่ 317



ในวันนี้ทางโภชนาการได้นำเมนูเด็ดๆๆ มาสาธิตให้สมาชิกได้นำไปทำให้สมาชิก
ในครอบครัวได้รับประทานกัน
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม 2551 เวลา 09:03 น. ] ผู้ตอบคนที่ 318



เมนูที่นำมาสาธิตในวันนี้ คือ วุ้นสายรุ้งน้ำเต้าหู้ และวุ้นสายรุ้งน้ำกะทิ ส่วนผสมในการทำขนมทั้ง 2 อย่าง ไม่มีวัตถุดิบที่ยุ่งยากสามารถหาซื้อได้ทั่วไปในท้องตลาด
และวิธีการทำก็ไม่ยุ่งยากด้วยนะคะ
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม 2551 เวลา 09:08 น. ] ผู้ตอบคนที่ 319



การสาธิตในวันนี้ก็คือผู้ชำนาญการ ซึ่งสังกัดอยู่ในหน่วยโภชนาการของ
ร.พ สงขลานครินทร์ ซึ่งสามารถทำขนมชนิดนี้ออกมาน่ารับประทานจริงๆๆ
และที่สำคัญอร่อยด้วยนะค่ะ
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม 2551 เวลา 09:12 น. ] ผู้ตอบคนที่ 320



สมาชิกทุกท่านสามารถลุกขึ้นมาลองทำได้นะคะ ทางโภชนาการได้เตรียมอุปกรณ์
ไว้ให้สมาชิกทุกท่านและสามารถนำขนมที่ตัวเองทำไปรับประทานได้นะะ ให้เปรียบเทียบดูว่าระหว่างที่ตัวเองทำเอง กับที่ทางโภชนาการทำอร่อยเหมือนกันหรือเปล่า
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม 2551 เวลา 09:21 น. ] ผู้ตอบคนที่ 321



ลักษณะของวุ้นกะทิ น่ารับประทานหรือเปล่า ทางทีมงานเองก็ทำไว้ให้สมาชิก
ทุกคนได้ชิม และเปรียบเทียบ กับวุ้นสายรุ้งน้ำเต้าหู้ อย่างไหนอร่อยกว่ากัน
และอย่างไหนที่ดีต่อสุขภาพมากว่า
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม 2551 เวลา 09:27 น. ] ผู้ตอบคนที่ 322



ลักษณะของวุ้นสายรุ้งน้ำเต้าหู้
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม 2551 เวลา 09:28 น. ] ผู้ตอบคนที่ 323



หลังจากจบการสาธิต ทางทีมงานได้แจกวุ้นทั้ง 2 ชนิดให้กับสมาชิได้นำกลับไปรับประทานเป็นของว่าง ด้วยนะคะ และอย่าลืมกระซิบมาบอกหน่วยงานโภชนาการ
ด้วยว่าอร่อยหรือเปล่า?????
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม 2551 เวลา 09:36 น. ] ผู้ตอบคนที่ 324



หน้าตาสมาชิกรับประทานกันอย่างนี้ จะไม่อร่อยได้อย่างไร
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.19.231 [ วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม 2551 เวลา 09:38 น. ] ผู้ตอบคนที่ 325

อยากได้สูตรเต้าหู้นมสดจังเลย
โดยคุณ กุ้งนางน้อย 222.123.183.169 [ วันอังคาร ที่ 3 มิถุนายน 2551 เวลา 00:30 น. ] ผู้ตอบคนที่ 326



สมาชิกควบคุมน้ำหนักร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เทคนิค ตามโปรแกรมที่กำหนดได้อย่างไร
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.12.226 [ วันศุกร์ ที่ 6 มิถุนายน 2551 เวลา 16:49 น. ] ผู้ตอบคนที่ 327



ทำเมนูอะไรกัน เห็นผักเยอะดีจังเลย
โดยคุณ น้องมุก โภชนา 172.29.12.226 [ วันศุกร์ ที่ 6 มิถุนายน 2551 เวลา 16:54 น. ] ผู้ตอบคนที่ 328



รสชาติเป็นไง ค่ะ
โดยคุณ น้องมุก 172.29.12.226 [ วันศุกร์ ที่ 6 มิถุนายน 2551 เวลา 16:57 น. ] ผู้ตอบคนที่ 329

บันทึกช่วยจำประชุมสมาชิกกิจกรรม CoP “กินให้เป็น รู้ให้ทัน”
ครั้งที่ 2/2551 วันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม 2551
ณ งานโภชนาการ และห้องประชุมหน่วยขนย้ายผู้ป่วย
เริ่มประชุมเวลา 13.00 น.
เมื่อครบองค์ประชุม ประธานฯ กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม พร้อมแนะนำวิทยากรที่มาให้ความรู้เกี่ยวกับอาหารแมคโครไบโอติกส์ [Macrobitics] ตามแนวทางธรรมชาติบำบัดสุขภาพ โดยมีวาระดังนี้
วาระที่ 1 แลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge)
- นำชีวิต พิชิตแมคโครไบโอติกส์ ตามแนวทางธรรมชาติบำบัดสุขภาพ
โดย คุณสุชาดา อัจนากิตติ
อาหารสุขภาพตามแนวทางแมคโครไบโอติกส์ [ Macrobitics ]
แมคโครไบโอติกส์ หมายถึง ทัศนะการมองชีวิตที่ยิ่งใหญ่ การดำเนินชีวิตที่เรียบง่าย โดยเฉพาะการดื่ม การกินให้สอดคล้องกับธรรมชาติที่อยู่อาศัยเพื่อให้มีสุขภาพดีเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต มีความสุข อิสระ จะทำให้ชีวิตมีความยืนยาวและมีความผาสุข แมคโครไบโอติกส์ เป็นศาสตร์การแพทย์ทางเลือกแขนงหนึ่งที่เป็นการดูแลรักษาสุขภาพและดำเนินชีวิตแบบองค์รวม เพื่อให้บุคคลมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี โดยผ่านทางอาหารและวีถีชีวิตที่สมดุล
วิถีชีวิตที่สมดุลไม่ได้ครอบคลุมเพียงอาหาร แต่เป็นการทำให้ร่างกายสมดุลทั้งชีวเคมีในร่างกาย พลังชีวิต เพื่อแก้ปัญหาเรื่องจิตใจ สังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม โดยมีหลักการพื้นฐานและการปฏิบัติ ดังนี้
1. อาหารเป็นพื้นฐานของสุขภาพและความสุข
2. โซเดียม (Na) และโปแตสเซียมเป็นธาตุคู่แรกที่ต่อต้านและส่งเสริมให้สมบูรณ์ในอาหาร ซึ่งบ่งบอกลักษณะหยินและหยาง
3. ธัญพืชครบรูปเป็นอาหารที่เหมาะสมกับมนุษย์ เช่น ข้าวกล้อง
4. อาหารไม่ผ่านกระบวนการอุตสาหกรรม (unrefined) ครบถ้วนและมาจากธรรมชาติ
5. อาหารต้องปลูกในท้องถิ่นและกินตามฤดูกาล การผลิตแบบธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมี และเทคนิคอื่นใด
การทำอาหารแมคโครไบโอติกส์ จะเน้นอาหารที่สดเป็นธรรมชาติ มีการปรุงแต่งน้อย เป็นอาหารที่เน้นการบริโภคคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง เป็นหลัก คือ อย่างน้อย 50 % บริโภคเนื้อสัตว์น้อย (สัปดาห์1-2 วัน เน้นเนื้อปลา) ไขมันต่ำ เน้นพืชผักในท้องถิ่นและตามฤดูกาล
สิ่งที่ได้รับจากอาหารแมคโครไบโอติกส์
- ระบบขับถ่ายดีขึ้นเพราะลำไส้ทำงานได้ดี ช่วยให้การหมักของกากอาหารในลำไส้ สมบูรณ์ ทำให้น้ำดีไม่เป็นพิษ
- มีสารต้านอนุมูลอิสระ
- ทำให้ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีขึ้น และทำให้ไม่อ้วน เนื่องจาก ธัญพืชครบส่วน ดัชนีน้ำตาลต่ำ
- นอนหลับสบายขึ้น
- เบาเนื้อเบาตัว หน้าตาและอารมณ์ผ่องใส
สรรพคุณของอาหาร
- ข้าวกล้อง เป็นธัญพืชครบรส เหมาะสมที่สุดสำหรับมนุษย์ ข้าวได้รับพลังจากธรรมชาติทั้งในดิน น้ำ และอากาศ มีค่าความเป็นกรดด่าง ที่ใกล้เคียงกับเลือดจึงสร้างความสมดุลให้กับร่างกายได้ดี
- แครอท เป็นผักที่มีเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยป้องกันร่างกายจากการทำลายสารอนุมูลอิสระ สุขภาพสายตา และรักษาเมือกเยื่อบุในร่างกาย
- ผักตระ+++ลกะหล่ำ ช่วยป้องกันมะเร็งเต้านม และมะเร็งรังไข่ เป็นส่วนหนึ่งของอาหารควบคุมน้ำหนัก ช่วยบรรเทาแผลในกระเพาะอาหาร
- ผักใบเขียว และคะน้า ยับยั้งการทำงานของสารก่อมะเร็ง การกินผักเหล่านี้ในปริมาณมากๆ จะมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งที่กระเพาะอาหาร สารประกอบอินโดล ซึ่งกระตุ้นการทำงานของตับและมีผลทางอ้อมไปช่วยย่อยสลายและขจัดฮอร์โมนเอสโตรเจนในเพศหญิง (ซึ่งเกี่ยวกับการเป็นมะเร็งเต้านม)
- งา มีกรดโฟติก 5% ของน้ำหนัก เป็นส่วนหนึ่งของการบริโภคอาหารให้สมดุล ลดการดูดซึมเกลือแร่ ช่วยป้องกันร่างกายจากอนุมูลอิสระและส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
- เกลือทะเล อุดมด้วยแร่ธาตุจากทะเลถึง 88 ชนิด ช่วยรักษา ความสมดุลของระดับของเหลวและความดันโลหิต ช่วยการทำงานของประสาทและกล้ามเนื้อ โซเดียมจัดเป็นธาตุอาหารที่มีลักษณะหยางที่สุด ดังนั้น การปรุงอาหารด้วยเกลือทะเลเพียงเล็กน้อย จะช่วยปรับอาหารที่มีโปตัสเซียม (ลักษณะเป็นหยิน) ให้สมดุล
เข้าครัวสุขภาพ พบกับตำรับอายุวัฒนะ การสาธิตการประกอบอาหารเพื่อเสริมสร้างพลังชีวิต และสุขภาพตามวิถีชีวิตแมคโครไบโอติกส์ โดย คุณสุชาดา อัจนากิตติ และคุณกาญจนา จิตต์อารีย์

น้ำนมข้าวกล้อง ( น้ำข้าวกล้อง ) อาหารที่ช่วยปรับสมดุลของร่างกาย
ส่วนผสม
ข้าวกล้อง เกลือทะเล 1 เม็ดเล็ก น้ำสะอาด ( ข้าวต่อน้ำ เป็น 1: 10 )
วิธีทำ
1. ตวงข้าวนำมาเลือกเม็ดที่ไม่ดีออกให้หมด และสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ ออก
2. ซาวข้าวกับน้ำสะอาด 1-2 ครั้ง (ตามคุณภาพข้าว)ขณะซาวข้าวให้ทวนเข็มนาฬิกา (หยาง) ใช้น้ำไม่มาก
3. เติมน้ำลงในข้าวตาม+++ส่วน ใส่เกลือ เพื่อให้ข้าวมีความเป็นกลาง
4. ตรวจดูความเรียบร้อย ข้าวที่ติดข้างหม้อปัดลงให้หมดแล้วปิดฝา
5. เริ่มตั้งไฟอ่อนๆ ประมาณ 2-3 นาที ค่อยๆ เพิ่มไฟ จนหม้อเดือด จากนั้น หรี่ไฟลง ใช้ไฟอ่อนๆ ประมาณ 1 ชั่วโมง ปิดไฟ แล้วนำมากรองผ่านกระชอน จะได้นมข้าว ส่วนข้าวที่เหลือจากการกรองสามารถนำมารับประทานได้ แต่คุณค่าอาหารน้อย มีกากใยมาก
ประโยชน์
เป็นอาหารที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย ช่วยปรับสมดุลของร่างกาย เหมาะสำหรับป้องกันและรักษาโรค ดีกับระบบทางเดินอาหาร แก้อ่อนเพลียผู้ป่วยที่รับประทานอาหารได้น้อย ระบบย่อยอาหารไม่ดี ทานได้เป็นประจำทุกวัน

ข้าวห่อสาหร่าย ในสไตล์แมคโครไบโอติกส์
ส่วนผสม
ข้าวญี่ปุ่น 2 ถ้วย
หรือจะใช้ข้าวเจ้า 1 ½ ถ้วย,ข้าวเหนียว ½ ถ้วยหุงรวมกันก็ได้
สาหร่ายทะเลชนิดแผ่น 5 แผ่น
บ๊วยดองน้ำเกลือ 3 เม็ด (ยีเอาแต่เนื้อ)
แครอทหั่นแท่ง 1 หัว
ถั่วฝักยาวหั่นท่อน 2 ขีด ยาวประมาณ 5 นิ้ว
ฟักทองหั่นแท่ง 2 ขีด ยาวประมาณ 5 นิ้ว
พริกหวานซอยลวก 1 ขีด ยาวประมาณ 5 นิ้ว
น้ำมันงา เกลือ
งาขาวคั่วบด 1 ช้อนโต๊ะ
มู่ลี่สำหรับม้วนข้าวห่อ

วิธีทำ
1. นำข้าวญี่ปุ่นหุงสุกแล้วมาคลุกกับเนื้อบ๊วยให้เข้ากันชิมรสชาติตามที่ต้องการจะมีรสเค็มอมเปรี้ยว
2. นำผักมาลวกให้สุก แล้วคลุกเกลือน้ำมันงา นิดหน่อย
3. วางสาหร่าย 1 แผ่นลงบนมู่ลี่ ใส่ข้าว เกลี่ยให้ทั่วโดยเหลือขอบแผ่นสาหร่ายไว้ 1 นิ้ว วางแครอท ถั่วฝักยาว ฟักทองไว้ตรงกลาง ม้วนให้แน่นแล้วคลี่มู่ลี่ออกหั่นเป็นท่อนหนา 1 นิ้ว โรยหน้าด้วยงาขาวคั่ว หรือพริกหวานซอยโรยงา จัดใส่จาน รับประทานกับซีอิ้วหวานญี่ปุ่น

ปิดประชุมเวลา 14.00 น.
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม 2551 เวลา 11:04 น. ] ผู้ตอบคนที่ 330



น้องแตงคุง กับน้องกาญจัง วิทยากรผู้ให้ความรู้ครั้งนี้ค่ะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม 2551 เวลา 11:41 น. ] ผู้ตอบคนที่ 331



เชิญฟังบรรยายจากน้องแตงค่ะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม 2551 เวลา 11:44 น. ] ผู้ตอบคนที่ 332



สมาชิกฟังอย่างตั้งใจ แล้วนำกลับไปประยุกต์ใช้ด้วยนะคะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม 2551 เวลา 12:33 น. ] ผู้ตอบคนที่ 333



ห้าหนุ่มโภชนา
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม 2551 เวลา 12:35 น. ] ผู้ตอบคนที่ 334



สาวน้อยดินแดนโภชนา
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม 2551 เวลา 12:36 น. ] ผู้ตอบคนที่ 335



ฟังแล้ว ไม่น่าจะทำยากนะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม 2551 เวลา 12:38 น. ] ผู้ตอบคนที่ 336



มีข้อสงสัยหรือคำถามมั๊ยค่ะ?
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม 2551 เวลา 16:47 น. ] ผู้ตอบคนที่ 337



มีข้อสงสัยค่ะ...คือว่า................
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม 2551 เวลา 16:51 น. ] ผู้ตอบคนที่ 338



ต้องลงมือทำนะคะ โดยนำมาประยุกต์ และ.................
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม 2551 เวลา 16:53 น. ] ผู้ตอบคนที่ 339



รอชมการสาธิตค่ะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม 2551 เวลา 16:55 น. ] ผู้ตอบคนที่ 340



สวัสดีค่ะ มาชมวิธีการทำน้ำข้าวกล้องกันนะคะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม 2551 เวลา 16:56 น. ] ผู้ตอบคนที่ 341



เชิญเข้ามาดูใกล้ๆเลยค่ะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม 2551 เวลา 16:58 น. ] ผู้ตอบคนที่ 342



ใครมีข้อซักถามมั๊ยค่ะ?
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม 2551 เวลา 16:59 น. ] ผู้ตอบคนที่ 343



ต่อไปมาดูวิธีทำข้าวห่อสาหร่ายกันนะคะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม 2551 เวลา 17:01 น. ] ผู้ตอบคนที่ 344



มีส่วนผสมดังนี้ค่ะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม 2551 เวลา 17:02 น. ] ผู้ตอบคนที่ 345



ใครต้องการทดลองทำเองบ้างมั๊ยค่ะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม 2551 เวลา 17:03 น. ] ผู้ตอบคนที่ 346



ไม่เอานิ้วนะพี่ทิพย์
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม 2551 เวลา 17:04 น. ] ผู้ตอบคนที่ 347



ครีมข้าวกล้อง และชาบันชา
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม 2551 เวลา 17:05 น. ] ผู้ตอบคนที่ 348



เรามาดูชุดต่อไปกันนะคะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม 2551 เวลา 17:06 น. ] ผู้ตอบคนที่ 349



นี่ไงค่ะ อาหารแมคโครฯ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม 2551 เวลา 17:07 น. ] ผู้ตอบคนที่ 350



ชุดนี้จัดมาให้ดูนะคะ ปริมาณรับประทานต้องตาม+++ส่วนแต่ละมือ แต่ละวันนะคะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม 2551 เวลา 17:08 น. ] ผู้ตอบคนที่ 351



การรับประทานเรียงตามลำดับก่อนหลัง ตามที่น้องแตงกล่าวไปแล้วนะคะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม 2551 เวลา 17:10 น. ] ผู้ตอบคนที่ 352



ข้าวห่อสาหร่ายในสไตล์แมคโครไบโอติกส์
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม 2551 เวลา 17:12 น. ] ผู้ตอบคนที่ 353

เผย 10 วิธี "กินให้มีสุข...ยุคอาหารราคาแพง"
1. กินพออิ่มในแต่ละมื้อ โดยตักอาหารกะปริมาณพอดี
2 ดัดแปลงอาหารที่เหลือเป็นอาหารจานใหม่ เช่น ผัดคะน้า นำมาต้มจับฉ่ายผสมกับผักอื่นๆ น้ำแกงส้ม ที่เหลือสามารถเติม มะละกอ ผักบุ้ง แครอท
3. ทำอาหารปริมาณมาก กินได้หลายมื้อ เช่น ต้มไข่พะโล้หนึ่งหม้อกินได้ทั้งวัน
4. หุงข้าวผสมข้าวโพด ถั่ว เผือก มัน ใส่เพื่อเพิ่มวิตามินและยังได้สารอาหารอื่นๆ เพิ่มด้วย เพราะตอนนี้ ข้าวราคาแพง
5. ปรับเมนูอาหารคุณภาพดี ราคาถูก เปลี่ยนอาหารที่ใส่เนื้อสัตว์มาเป็นใส่เต้าหู้แทนก็ได้
6. ลดการกินจุบกินจิบ กินอาหารหลัก 3 มื้อก็เพียงพอแล้ว
7. งดการกินอาหารมื้อดึก เพราะช่วงเวลานั้นร่างกายเผาผลาญอาหารที่กินไปน้อยมากและจะสะสมเป็น ไขมันแทน
8. เคี้ยวอาหารช้าๆ ซึ่งจะทำให้รู้สึกอิ่มเร็ว เพราะร่างกายเราจะเริ่มรู้สึกอิ่มเมื่อกินอาหารไปประมาณ 20 นาที
9. ไม่กินทิ้ง กินขว้าง เพราะปัจจุบันอาหารเกือบทุกชนิดมีราคาสูง
10. เน้นกินอาหารไทย เช่น ข้าวราดแกง ขนมจีน แทนอาหารจานด่วนตะวันตก นอกจากราคาถูกแล้ว ยังให้สารอาหารครบถ้วนและสมดุล

***สิ่งสำคัญสำหรับการกินอาหารให้ได้คุณค่าทางโภชนาการ คือ การกินอาหารในแต่ละมื้อให้ครบ 5 หมู่***

ที่มา : www.thaihealth.com
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 28 กรกฎาคม 2551 เวลา 16:37 น. ] ผู้ตอบคนที่ 354

"ไขมันทรานส์" อันตรายใกล้ตัว
ของทอด ขนมขบเคี้ยว เค้ก คุกกี้ แครกเกอร์ ขนมปัง มีใครรู้หรือไม่ว่า ภายใต้หน้าตาและรสชาติที่ทำให้คุณติดอกติดใจ มันซ่อนอันตรายต่อสุขภาพที่มากกว่าแค่ทำให้คุณอ้วน และยังบั่นทอนชีวิตที่คุณรักให้สั้นลงโดยไม่รู้ตัว
ไขมันทรานส์ ก็คือไขมันพืชที่ถูกนำไปผ่านกระบวนการแปรรูปทางวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า “ไฮโดรจิเนชั่น ( Hydrogenation )” ซึ่งจะทำให้ไขมันชนิดนี้คงตัวอยู่ได้นานมากขึ้น ดังนั้น อาหารที่ทำจากไขมันทรานส์จึงเก็บได้นาน ไม่เสียง่าย ไม่มีกลิ่นหืน มีรสชาติถูกปาก แถมราคายังไม่แพงอีกด้วย ไขมันทรานส์ พบมากในอาหารพวกทอดๆ ทั้งหลาย รวมทั้งอาหารฟาสต์ฟู้ด ขนมเบเกอรี่ เช่น คุกกี้ ขนมปังที่มีส่วนผสมของเนยขาว และมาการีน รวมไปถึงพวกขนมสำเร็จรูปกรุบกรอบต่างๆ
ในบรรดาไขมันทั้งหลาย “ไขมันทรานส์” เป็นอันตรายอันดับหนึ่ง เพราะมันจะเข้าไปเพิ่มระดับ LDL ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลชนิดเลวในเลือด เช่นเดียวกับการบริโภคไขมันอิ่มตัว แล้วมันยังลดระดับ HDL ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลชนิดดีในเลือดอีกด้วย การรับประทานอาหารที่มีไขมันทรานส์นานๆ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือด
ในฐานะผู้บริโภค เราจึงควรดูแลตัวเองด้วยการระมัดระวังเรื่องการรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารประเภทของทอด ซึ่งใช้น้ำมันซ้ำๆ จนหนืด พวกขนมขบเคี้ยวที่เก็บไว้นานๆก็ยังกรุบกรอบ รวมทั้งที่มีส่วนประกอบของเนยขาวและมาการีน

ที่มา : www.thaihealth.com
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 29 กรกฎาคม 2551 เวลา 15:20 น. ] ผู้ตอบคนที่ 355

ดูเรื่องไขมันทรานส์แล้ว น่ากลัวจัง เพราะอาหารที่ยกตัวอย่างมานั้น มันใกล้ตัวเองเหลือเกิน จะว่ามีอยู่ในชีวิตประจำวันทุกๆวันเลยก็ว่าได้รวมทั้งคนในครอบครัวด้วย จะทำไงดีละเนี่ย?
โดยคุณ meen 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 29 กรกฎาคม 2551 เวลา 15:24 น. ] ผู้ตอบคนที่ 356

อ้วนลงพุง! มันมาแล้ว มาโดยไม่รู้ตัวซะด้วย (มันมากับทุเรียน เงาะ มังคุดฯลฯ) ใช่หรือเปล่าเนี่ย ก็ช่วงนี้มันมีเยอะกินไปโดยไม่รู้ตัว แง ๆ ๆ
โดยคุณ สมาชิกCOP 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 29 กรกฎาคม 2551 เวลา 15:26 น. ] ผู้ตอบคนที่ 357

อยากซื้อไขมันปลาแบบแคปซูลมากินต้องพิจารณาอะไรบ้าง
โดยคุณ มินนี่ 172.29.12.226 [ วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม 2551 เวลา 19:25 น. ] ผู้ตอบคนที่ 358

หวัดดีค่ะคุณมินนี่ มาให้ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องน้ำมันปลาดังนี้น่ะค่ะ
แต่เดิมน้ำมันที่สกัดได้จากปลาโดยเฉพาะตับ ถือว่าเป็นแหล่งของวิตามิน เอ และ วิตามิน ดี ที่สำคัญ ซึ่งเป็นวิตามินที่ละลายในไขมันน้ำมันตับปลาจะสกัดมาจากตับปลา บางชนิดเช่น ปลาค้อท
ปัจจุบันเมื่อความรู้ทางโภชนาการเกี่ยวกับน้ำมันจากปลามีมาก ขึ้น จึงมีผู้สกัดน้ำมันจากหนังปลาและเนื้อปลาออกขายในรูปแบบแคปซูลหรือบรรจุขวด น้ำมันปลานอกจากมีวิตามิน เอ และวิตามิน ดี แล้ว ไตรกลีเซอไรด์ ของน้ำมันปลาจะมีปริมาณกรดไขมันชนิดโอเมก้า 3 ค่อนข้างสูงและมีกรดไขมันพวก monoenoic สูงด้วย
หลายคนยังมีความเข้าใจผิดเรื่องน้ำมันตับปลา และน้ำมันปลา ซึ่งทั้งสองมีความ แตกต่างกัน แม้ว่าทำมาจากปลาเหมือนกัน

น้ำมันปลา หมายถึงน้ำมันที่อยู่ในเนื้อปลาทะเลหลายชนิดและปลาน้ำจืดบางชนิด ซึ่งน้ำมันปลานี้จะแทรกซึมอยู่ในเนื้อปลา หนังปลา หัวปลาและหางของปลา โดยเฉพาะ ปลาทะเล อย่างปลาซาร์ดีน ปลาเฮอร์ริ่ง ปลาแมคคอเรล ปลาแซลมอนและทูน่า สำหรับปลาทะเลไทย กลุ่มโอเมก้า 3 ปริมาณสูงจะมีใน ปลาทู ปลากระพง ปลาตาเดียว

น้ำมันตับปลา นั้น สกัดจากตับของปลาทะเลและนิยมรับประทานเฉพาะเพื่อ เสริม วิตามิน เอ และวิตามิน ดี กรดไขมัน กลุ่มสำคัญที่มีการอ้างว่า ดีต่อสุขภาพได้แก่ Eicosapentanoic acid (EPA) Docosahexenoic (DHA)
ในปัจจุบัน น้ำมันจากปลาทะเล กำลังได้รับความสนใจในแง่การใช้เพื่อลดไขมัน ในเลือด และป้องกันการเกิดโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด จริงหรือไม่ก็ยังไม่สามารถ ที่จะสรุปผลลงไปได้ แต่จากการศึกษาทดลองพบว่า ผลเสียที่พบหลังจากที่รับประทาน น้ำมันปลา คือ
1. เมื่อใช้แล้วเกิดอาการเลือดกำเดาไหลไม่หยุด
2. อาจเป็นสารก่อมะเร็งได้ด้วย
3. อาจทำให้เกิดสภาวะการขาดวิตามิน อี ได้
4. อาจเกิดความเป็นพิษจากการรับประทานวิตามิน เอ หรือ ดี มากเกินไป
5. น้ำหนักเพิ่มขึ้น อ้วนขึ้น
6. ทำให้ระดับของพลาสม่าลดลงเป็นการเพิ่มน้ำตาลในเลือด
7. มีความเป็นไปได้ว่าอาจมีสารพิษหรือว่าโลหะตกค้าง

ถึงแม้ว่า การศึกษาในสัตว์หรือในคนจะชี้ให้เห็นว่า มีความเป็นไปได้ที่จะใช้ น้ำมันปลาในการลดไขมันในเลือด และลดอุบัติการณ์การเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือด แต่การนำมาใช้ในการปฏิบัติจริงๆ ยังต้องมีการศึกษาข้อมูลกันต่อไปในอนาคต เนื่องจาก ดังที่กล่าวไปแล้วว่า
ในทางคลีนิควิทยายังไม่มีการมาระบุว่าเหมาะกับการใช้ในคนป่วย นอกจากเราต้องกินน้ำมันปลาวันละ 10-30 แคปซูลต่อวัน เพื่อให้ได้ประโยชน์ ซึ่งขนาดดังกล่าวนี้ก่อให้เกิดผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ ท้องเสีย หรือแม้กระทั่งเกิดพิษ ดังที่ได้บอกกันไปแล้วข้างต้น นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์น้ำมันปลานี้ เป็นผลิตภัณฑ์เสริม อาหารในการขึ้นทะเบียนไม่ใช่ยา จึงไม่สามารถยืนได้ถึงผลการใช้เพื่อรักษา
เมื่อทราบอย่างนี้แล้ว ท่านคงมีการคิดพิจารณาอย่างถ้วนถี่ ก่อนที่จะซื้อมา รับประทานเพื่อบำรุงร่างกาย เพราะแทนที่จะบำรุงอาจได้ผลตรงกันข้าม เสียเงินไม่พอ ยังเสียใจ และอาจเสียสุขภาพ ต้องตามรักษากันอีกยาวนาน
ข้อมูลจาก : มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
โดยคุณ เลขาCoP 172.29.12.226 [ วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม 2551 เวลา 15:15 น. ] ผู้ตอบคนที่ 359

เลือกอาหารนอกบ้านอย่างชาญฉลาด
การกินอาหารนอกบ้านมีข้อดี คือ สะดวก ไม่ต้องล้างจานเอง แต่คุณไม่สามารถหลีกเลี่ยงอาหารที่อุดมด้วยไขมัน เกลือ และน้ำตาล ดังนั้น คุณสามารถเลือกรายการอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และเพลิดเพลินกับรสชาติได้ด้วยข้อแนะนำดังนี้
กลุ่มที่ให้ใยอาหารสูง เช่น ข้าวยำปักษ์ใต้ ยำสมุนไพร น้ำพริก ผักต้ม-ผักสด ยำถั่วพู
อาหารจานเดียว โจ๊กข้าวกล้อง ข้าวกล้องผัดรวมมิตร ขนมจีนน้ำยาป่า
กลุ่มที่ให้แคลเซียมสูง เช่น น้ำพริกกะปิ–ปลาทู ยำยอดคะน้า ข้าวคลุกกะปิ แกงจืดเต้าหู้ ราดหน้ายอดคะน้า ลาบเต้าหู้
กลุ่มวิตามินเอและธาตุเหล็กสูง เช่น เกาเหลาเลือดหมู ยำผักหวาน เมี่ยงปลาทู ข้าวผัดกระเพรา ก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ
ไข่ตุ๋นนมสด
กลุ่มไขมันต่ำ อาหารประเภทปลา นึ่ง แกง ต้ม ย่าง ลาบ ต้มยำ ประเภทแกงไม่ใส่กะทิ ประเภทน้ำพริก- ผัก ( ระวังเครื่องเคียงที่เป็นผักทอด )

ลองเริ่มต้นเลือกอาหารเพื่อสุขภาพให้กับตัวคุณเอง แต่อย่าลืมหาเวลาออกกำลังกายด้วย เพียงเท่านี้คุณก็สามารถมีสุขภาพที่ดีได้ค่ะ

ที่มา : www.thaihealt.com
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 2 กันยายน 2551 เวลา 12:07 น. ] ผู้ตอบคนที่ 360

วันนี้ท่านรับประทานอาหารครบ 5 หมู่หรือยังค่ะ? จำได้หรือเปล่ารับประทานอะไรไปบ้าง? คิดเป็นพลังงานกี่แคลอรี่?.....อุ๊ย! รับประทานเกินไปหรือยังเนี่ย
โดยคุณ Thin 172.29.12.237 [ วันพฤหัสบดี ที่ 11 กันยายน 2551 เวลา 09:49 น. ] ผู้ตอบคนที่ 361

ขอบคุณที่ให้ข้อคิด แต่ส่วนใหญ่จะชอบตามใจเปล่าค่ะ เลยแก้พฤติกรรมตัวเองไม่ได้สักกะที รู้นะว่าถ้าไม่ปรับพฤติกรรม จะต้องเสี่ยงกับโรคเบาหว านความดันไขมัน หัวใจ ฯลฯ
โดยคุณ น้องนัท 172.29.12.226 [ วันอังคาร ที่ 30 กันยายน 2551 เวลา 15:37 น. ] ผู้ตอบคนที่ 362



บันทึกช่วยจำประชุมสมาชิกกิจกรรม CoP “กินให้เป็น รู้ให้ทัน”
ครั้งที่ 3/2551 วันศุกร์ที่ 19 กันยายน 2551
ณ ห้องประชุมหน่วยขนย้ายผู้ป่วย โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ คณะแพทยศาสตร์
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge)
- ออกกำลังกาย พุงหาย สลายไขมัน โดย คุณพรพิศ เรืองขจร และคุณกาญจนาพร อรัญดร
อ.ออกกำลังกาย คือ อ.ที่สองที่จะทำให้เป้าหมายลดอ้วน ลดพุงของคุณไปถึงฝั่งฝัน รู้ทั้งรู้ว่าออกกำลังกายมีประโยชน์ แต่คุณ ไม่ทำถามว่าทำไมไม่ไปออกกำลังกายกัน คำตอบมากมาย สรุปง่ายๆ 5 อย่าง ไม่มีเวลา เหนื่อย เบื่อ ขี้เกียจ ฝนตก แดดออก สารพัด ข้อแก้ตัว ถ้าคุณจะเบิร์นหรือสลายไขมัน ต้องออกกำลังกาย เพราะไขมันสลายตัวเองไม่ได้ การนั่งอยู่กับที่ไม่เป็นผล ต้องเคลื่อนไหวตัวเอง นี่คือที่มาของประโยคคลาสสิกที่ว่า ขยับเท่ากับออกกำลังกาย
การออกกำลังกายเป็นการเอาไขมันที่สะสมไว้ออกไป พูดง่ายๆ คือเบิร์นพลังงานออกไป แต่การควบคุมอาหารเป็นการป้องกัน ไขมันส่วนเกินเข้าไป หรืออีกนัยหนึ่งเป็นการควบคุมไม่นำพลังงานส่วนเกินพอกพูนเป็นไขมัน
การออกกำลังกายเพื่อลดพุง ต้องออกกำลังแบบแอโรบิคซึ่งใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของร่างกายและให้ร่างกายใช้ออกซิเจนเต็มที่ทำให้ กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง สังเกตง่ายๆ ว่าการออกกำลังกายแบบแอโรบิคเป็นแบบไหน ดูว่าขณะออกกำลังกายจะไม่มีการหยุดพัก ออก กำลังอย่างต่อเนื่อง เช่น เต้นแอโรบิค จ๊อกกิ้ง การเดินเร็ว ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ ถ้าอยากลดพุงควรออกกำลังกายแบบแอโรบิคให้ได้ สัปดาห์ละ 5-6 วันๆ ละ 30-60 นาที
การเดินเร็วสามารถลดพุงได้ ควรเดินเร็วหลังอาหารสักครึ่งชั่วโมงและค่อยๆ เพิ่มเป็น 1 ชั่วโมงจะดีที่สุด แต่ไม่ใช่กินเสร็จแล้ว ทำทันที ทางที่ดีควรพักประมาณ 20-30 นาทีก่อน การออกกำลังกายหลังมื้ออาหารจะกระตุ้นให้ขบวนการเผาผลาญพลังงานเพิ่ม 25% เป็น 50% ร่างกายจะเผาผลาญไขมันดีมาก การเริ่มต้นออกกำลังกายควรเดินสัก 2-3 สัปดาห์แรกของการลดน้ำหนัก ไม่ใช่เดินเอ้อระเหยลอยชายนะครับ แต่ให้เดินเหมือนนัด ใครแล้วผิดนัด หรือถ้าเดินไประยะหนึ่งก็คิดว่ากำลังหนีเจ้าหนี้ ร่างกายมีรหัสลับตรงที่ถ้าออกกำลังกายเกิน 10 นาที สวิตช์จะเผา ผลาญไขมัน ถ้าเวลาต่ำกว่านี้ไม่ได้ผล สมมติคุณเดินเร็วเป็นเวลา 10 นาที จู่ๆ เจอเพื่อนเลยหยุดคุยสักพัก แล้วค่อยเดินเร็วต่อ การทำแบบนี้ก็เหมือนนับหนึ่งใหม่ ต่อให้คุณ ทำจนแก่เฒ่าก็เผาไขมันไม่ได้หรอก
เดินเร็วลดพุงได้ ก่อนเดินให้อบอุ่นร่างกายด้วยการเดินช้าๆ 5 นาทีเพื่อให้หัวใจเต้นเร็วและยืดหยุ่นร่างกาย แล้วเดินเร็ว 20-45 นาที ระหว่างเดินเร็ว ควรยืดตัวให้ตรง งอแขนขึ้น 90 องศาและแกว่งแขนเพื่อเผาผลาญไขมัน ก่อนหยุดเดิน ควรเดินให้ช้าลง 5 นาที เพื่อให้หัวใจค่อยๆ เต้นช้าลงอย่างปลอดภัย เริ่มต้นเดินด้วยความเร็วที่สบายๆ 10-15 นาทีวันเว้นวัน หลังจาก 1-2 สัปดาห์ เพิ่มเวลาเป็น 30 นาทีต่อครั้งและคงที่ไว้ 1 เดือนเพื่อ ให้ร่างกายปรับตัว หลัง 6 สัปดาห์ เพิ่มเวลาการเดินเป็น 45-60 นาที และเดินให้ได้ 4-5 วันต่อสัปดาห์ ต่อจากนั้นให้เดินทุกวัน ลองมองรอบตัวคุณให้ดี ถ้าเห็นว่าวิถีชีวิตหรือลักษณะการทำงานกำลังบั่นทอนสุขภาพอยู่ละก็ คุณต้องหาทางออกให้ตัวเอง ถ้าอยู่ เฉยๆ คุณก็จะเผชิญอยู่กับภาวะแบบนั้นไปตลอดชีวิต แล้วก็อ้วนลงพุง สุขภาพไม่ดี สมมติคุณต้องทำงานดึก ถามว่าคุณจะทำงาน แบบนั้นตลอดชีวิตไปจนวันตายเพราะอ้วนและโรคต่างๆ หรือจะลองจัดระเบียบชีวิตใหม่เพื่อให้หุ่นดี สุขภาพดีขึ้นกัน

นำชีวิต...พิชิตพุง ด้วยเก้าอี้ขยี้พุง โดย คุณพรพิศ เรืองขจร และคุณพรธิดา ส่งแสง
"โปรดอ่านคำเตือนก่อนเข้าโปรแกรมเก้าอี้ขยี้พุ"”
- ขณะยืดกล้ามเนื้อควรหายใจสบายๆ ไม่เกร็ง หรือสั่น ท่องไว้ว่า.. ผ่อนคลายๆ
- ไม่ควรยืดมากเกินไป เมื่อเริ่มฝึกใหม่ ควรเริ่มต้นอย่างช้าๆ ค่อยๆ เพิ่มหลังจากที่ร่างกายปรับตัวได้แล้ว
- ไม่ควรเปรียบเทียบกับผู้อื่นมิเช่นนั้นอาจเกิดอาการท้อแท้
15 นาทีพิชิตพุง มุ่งหน้าปฏิบัติ ใครก็ตามที่มักมีข้ออ้างว่าไม่มีเวลาออกกำลังกาย ไม่มีสถานที่ออกกำลัง โปรดหยุดคิดเสียแต่วันนี้ เพราะโปรแกรมเก้าอี้ขยี้พุง สามารถทำได้ทุกหนทุกแห่งทั้งที่ทำงาน ห้องประชุม ห้องนั่งเล่น ห้องนอน ฯลฯ เพียงแค่มีเก้าอี้ 1 ตัว ในสภาพแข็งแรงและมั่นคง ก็จะลดอ้วน...ลดพุง ได้ ลองปฏิบัติตามท่าทางการเคลื่อนไหวบนเก้าอี้ ที่ถูกออกแบบมาให้มีการใช้กล้ามเนื้อขา และกล้ามเนื้อท้อง เคลื่อนไหวต่อเนื่องโดยไม่หยุดพัก ในแต่ละรอบประกอบด้วยท่าบริหาร 3 ชุด ชุดละประมาณ 2-3 นาที ใช้เวลาประมาณ 15-60 นาที ลดอ้วน..ลดพุงได้แล้ว ถ้าต้องการเพิ่มเวลาก็เพิ่มจำนวนรอบให้มากขึ้น
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม 2551 เวลา 09:15 น. ] ผู้ตอบคนที่ 363

กินให้ดี….ต้องเลือกสถานที่
เพราะถ้าเราไปนั่งกินอยู่ในสถานที่ต่อไปนี้ ความอร่อยที่ได้จะไม่คุ้มกับโรคภัยที่จะตามมา
กินนอกบ้าน อาหารนอกบ้านไม่แน่ว่าจะสะอาดนัก ถ้าไปเลือกเอาร้านที่สวยแต่รูป แต่ในครัวสกปรก หรือเอาอาหารค้างคืนมาปรุงใหม่ มื้ออร่อยนั้นก็อาจจะกลายเป็นมื้อเชื้อโรค ถ้าเป็นไปได้จึงควรจะเดินผ่านครัวของร้านเจ้าประจำเสียหน่อย ดูว่าข้างในเขาสะอาด ถูกหลักอนามัยหรือเปล่า ถ้าเป็นไปได้ควรจะกินข้าวนอกบ้านเฉพาะมื้อที่จำเป็น
ที่ทำงาน ของที่เราจะเอาเข้าไปกินที่ทำงานได้ก็คงหนีไม่พ้น โดนัท แซนด์วิช กาแฟ แต่เคยนับกันไหมว่านั่นนะกี่แคลอรี่ กว่าจะออกกำลังกายเผาผลาญออกไปหมด ถ้าจะกินอาหารที่ที่ทำงานจึงควรเลือกเป็นโยเกิร์ตหรือผลไม้สดจะดีกว่า
กินมื้อดึก เป็นมื้อที่ร่างกายไม่ต้องการแล้ว พลังงานที่ได้จึงถูกร่างกายเก็บเอาไว้ในรูปของไขมัน ที่สำคัญผลการวิจัย บอกว่าคนที่กินมื้อดึกมีโอกาสจะไปหัวใจวายเอาตอนเช้าๆ เพราะเจ้าไขมันจะไปค้างอยู่ในเส้นเลือดใหญ่จับตัวเป็นก้อนตอนเราหลับ รอเวลาให้เราตื่นขึ้นมาเจอกับภาวะเส้นเลือดอุดตัน ก่อนจะหัวใจวายเฉียบพลัน

ที่มา : betterlife หนังสือ Spicy
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน 2551 เวลา 15:27 น. ] ผู้ตอบคนที่ 364

กาแฟกับการลดน้ำหนัก
กาแฟ เป็นเครื่องดื่มยอดนิยมที่ทั่วโลกรู้จัก ในกาแฟมีสารเคมีสำคัญ คือ กาเฟอีน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่ามีฤทธิ์เกี่ยวกับระบบประสาท ทำให้ผู้ดื่มตื่นตัว ไม่ง่วง อีกทั้งมีกลิ่นหอมน่าดื่ม และทำให้กระปรี้กระเปร่า ใจเต้นแรง ผู้ที่ได้ดื่มจะรู้สึกกระฉับกระเฉง
จากการศึกษาเกี่ยวกับกาเฟอีนหลายการศึกษาได้ให้การสนับสนุนสมมุติฐานที่ว่า การดื่มกาแฟจะสามารถช่วยลดน้ำหนักได้ เนื่องจากกาเฟอีนจะไปช่วยเพิ่มการผลิตความร้อนในร่างกาย และเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน มีการศึกษาพบว่าการดื่มกาแฟประมาณ 6 ถ้วยต่อวัน ( 600 มก. ของ กาเฟอีน) จะเพิ่มการเผาผลาญพลังงานประมาณ 100 กิโล-แคลอรี่ต่อวัน
สำหรับฤทธิ์ของกาแฟต่อการลดน้ำหนัก แม้ผลการศึกษาผลของกาเฟอีนในสัตว์ทดลองหลายการศึกษาพบว่าสามารถลดน้ำหนักได้ แต่การทดลองในคนยังมีผลสับสนอยู่ ทั้งนี้เพราะปัจจัยในการลดน้ำหนักยังมีหลายปัจจัย กาแฟที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้ไม่ใช่กาแฟดำ แต่เป็นกาแฟที่มีการผสมครีมเทียมและน้ำตาลลงไปด้วย เช่น กาแฟสด กาแฟกระป๋อง หรือแม้แต่ กาแฟทรีอินวัน ข้อสำคัญก็คือ กาแฟยังมีผลต่อระบบอื่นๆ ของร่างกาย เช่น การดื่มกาแฟมากเกินไปอาจมีผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะและความดันขึ้นได้ ดังนั้น หากใครจะใช้กาแฟในการช่วยลดน้ำหนัก ก็ควรตระหนักถึงผลข้างเคียงและส่วนประกอบต่างๆ ที่ใช้ผสมในกาแฟด้วย โดยเฉพาะปริมาณส่วนประกอบที่ใส่ในกาแฟ มิฉะนั้น กาแฟนั่นแหละจะทำให้ท่านกลายเป็นคนอ้วนอย่างแน่นอน

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 8 พฤศจิกายน 2551
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน 2551 เวลา 11:28 น. ] ผู้ตอบคนที่ 365

หันกลับมามองสิ่งที่เรารับประทาน
หากเราต้องการควบคุมน้ำหนัก หรือต้องการรักษาสุขภาพให้ดีอยู่เสมอ วิธีการง่ายๆ ที่ทำได้คือ เขียนสิ่งที่เรารับประทานในแต่ละวัน แล้วเราจะเห็นว่าเราได้รับประทานอะไรเข้าไป และจะทำอย่างไรต่อไป เพื่อให้เรามี
สุขภาพที่ดีขึ้น เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตอย่างกะทันหัน แต่อาจจะใช้วิธีการค่อยๆ เปลี่ยนแปลง เพื่อเป้าหมาย คือ ถ้าเราอยากมีสุขภาพที่ดีในระยะยาวเราต้องการบริโภคผักและผลไม้ให้มากขึ้น ก็ค่อยๆ เพิ่มผักเข้ามาในมื้ออาหาร เลือกทานอาหารที่มีผักมากขึ้นหรือทานผลไม้หลังอาหาร ทานเป็นอาหารว่างแทนการทานขนมหวาน หรือหากอยากทานธัญพืชไม่ขัดขาวก็อาจเปลี่ยนมาทานข้าวซ้อมมือ โดยค่อยๆ แทนที่ข้าวขาวทีละน้อยๆ ก่อน เป็นต้น เมื่อเราปรับตัวเองทีละน้อยจนเกิดเป็นนิสัยแล้วต่อไปก็ค่อยๆ เพิ่มการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากขึ้น มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้สงบ แล้วเราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น

ที่มา : www.ajinomoto.co.th
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน 2551 เวลา 15:35 น. ] ผู้ตอบคนที่ 366



นำชีวิต พิชิตพุง ด้วยกิจกรรมเก้าอี้ขยี้พุง โดยคุณพรพิศ และคุณพรธิดา เมื่อ 19 ก.ย. 51 (อธิบายด้วยภาพ-ต่อ)
"ว่าแล้ว....ก็กินให้อิ่มก่อน กองทัพเดินด้วยท้อง
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน 2551 เวลา 16:02 น. ] ผู้ตอบคนที่ 367



"ตกลงเก้าอี้ขยี้พุง เป็นยังไงเนี่ย"
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน 2551 เวลา 16:03 น. ] ผู้ตอบคนที่ 368



ผู้เข้าร่วมประกวดหมายเลข.... (งานไหนเนี่ย)
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน 2551 เวลา 16:05 น. ] ผู้ตอบคนที่ 369



อ่า...ยินดีต้อนรับผู้ที่ต้องการลด...นะคะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน 2551 เวลา 16:06 น. ] ผู้ตอบคนที่ 370



เอ้า..น้องพริตตี้ โชว์หน่อยค่ะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน 2551 เวลา 16:07 น. ] ผู้ตอบคนที่ 371



คือว่า ต้องทำอย่างนี้นะคะ..............
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน 2551 เวลา 16:08 น. ] ผู้ตอบคนที่ 372



พี่ฟ่ง ขอฝากเคล็ด(ไม่)ลับ ไว้ดังนี้นะคะ.......................
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน 2551 เวลา 16:09 น. ] ผู้ตอบคนที่ 373



ต่อไป....เราก็มาพบกับเก้าอี้ขยี้พุงกันนะคะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน 2551 เวลา 16:10 น. ] ผู้ตอบคนที่ 374



ก่อนอื่น...เรามีน้องพริตตี้มาโชว์ท่าให้ดูก่อนนะคะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน 2551 เวลา 16:12 น. ] ผู้ตอบคนที่ 375



เอ้า...พวกเราชาวลด....ขยับ ๆ ๆ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน 2551 เวลา 16:13 น. ] ผู้ตอบคนที่ 376



อึ๊บ...จะไหวมั้ยเนี่ย
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน 2551 เวลา 16:14 น. ] ผู้ตอบคนที่ 377



เฮ้ย...ประท้วงใครหว่าเนี่ย
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน 2551 เวลา 16:15 น. ] ผู้ตอบคนที่ 378



เอ้า...ยกหมัดแล้ว ระวัง! โดนน็อคนะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน 2551 เวลา 16:16 น. ] ผู้ตอบคนที่ 379



มา..เรามาประกวดกัน ใครแขนสวย
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน 2551 เวลา 16:17 น. ] ผู้ตอบคนที่ 380



สมาชิกขอทดลองท่าต่างๆ เอ้า...ยกดีดีนะ...ระวังโผล่
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน 2551 เวลา 16:18 น. ] ผู้ตอบคนที่ 381



เก้าอี้ขยี้พุง
ที่มา : หนังสืออ้วนอันตราย ถ้าไม่อยากตายต้องลดอ้วน โดย สง่า ดามาพงศ์ นักโภชนาการ กองโภชนาการ กระทรวงสาธารณสุข

"โปรดอ่านคำเตือนก่อนเข้าโปรแกรมเก้าอี้ขยี้พุง"
- ขณะยืดกล้ามเนื้อควรหายใจสบายๆ ไม่เกร็ง หรือสั่น ท่องไว้ว่า.. ผ่อนคลายๆ
- ไม่ควรยืดมากเกินไป เมื่อเริ่มฝึกใหม่ ควรเริ่มต้นอย่างช้าๆ ค่อยๆ เพิ่มหลังจากที่ร่างกายปรับตัวได้แล้ว
- ไม่ควรเปรียบเทียบกับผู้อื่นมิเช่นนั้นอาจเกิดอาการท้อแท้

15 นาทีพิชิตพุง มุ่งหน้าปฎิบัติ

ท่าที่ 1 นั่งบนเก้าอี้ บริเวณกึ่งกลางเก้าอี้ หลังพิงพนักเก้าอี้ มือทั้งสองวางบนพนักเก้าอี้ เท้าทั้งสองวางบนพื้น จัดลำตัวให้เป็นแนว เส้นตรงจากไหล่สู่สะโพก


โดยคุณ ทีมงานโภชนาการ 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน 2551 เวลา 16:38 น. ] ผู้ตอบคนที่ 382



ยกเข่าซ้ายเข้าหาอก ทำซ้ำ 15- 30 ครั้ง
โดยคุณ ทีมงานโภชนาการ 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน 2551 เวลา 16:40 น. ] ผู้ตอบคนที่ 383



แล้วสลับขา
โดยคุณ ทีมงานโภชนาการ 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน 2551 เวลา 16:40 น. ] ผู้ตอบคนที่ 384



ยกเข่าซ้ายข้ามเข่าขวา ดึงศอกขวาลงมาชนเข่าหรือต้นขาซ้าย ทำซ้ำ 15-30 ครั้ง
โดยคุณ ทีมงานโภชนาการ 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน 2551 เวลา 16:42 น. ] ผู้ตอบคนที่ 385



แล้วสลับข้าง
โดยคุณ ทีมงานโภชนาการ 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน 2551 เวลา 16:43 น. ] ผู้ตอบคนที่ 386



นั่งบนเก้าอี้ บริเวณกึ่งกลางเก้าอี้ หลังช่วงบนพิงพนักเก้าอี้ มือทั้งสองวางบนพนักเก้าอี้ เท้าทั้งสองวางบนพื้น จัดลำตัวให้ เป็นแนวเส้นตรงจากไหล่สู่สะโพก แล้วยกเข่าทั้งสองข้างเข้าหาอก ทำซ้ำ 15-30 ครั้ง
โดยคุณ ทีมงานโภชนาการ 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน 2551 เวลา 16:44 น. ] ผู้ตอบคนที่ 387



นั่งบนเก้าอี้ บริเวณกึ่งกลางเก้าอี้ หลังพิงพนักเก้าอี้ พับแขนไปด้านหลัง ศอกชี้ขึ้นด้านบน
โดยคุณ ทีมงานโภชนาการ 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน 2551 เวลา 16:45 น. ] ผู้ตอบคนที่ 388



งอตัวลงให้กล้ามเนื้อ ท้องช่วงบนหดตัว พร้อมกับดึงศอกลงข้างลำตัว ทำซ้ำ 15-30 ครั้ง
โดยคุณ ทีมงานโภชนาการ 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน 2551 เวลา 16:46 น. ] ผู้ตอบคนที่ 389



ยืนตรง แยกเท้ากว้างประมาณหนึ่งช่วงไหล่ แขนอยู่ข้างลำตัว พับข้อศอก กำหมัดหลวมๆ ข้างลำตัว
โดยคุณ ทีมงานโภชนาการ 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน 2551 เวลา 16:47 น. ] ผู้ตอบคนที่ 390



บิดลำตัว คล้ายๆ ครึ่งวงกลม ไปด้านซ้าย 15-30 ครั้ง
โดยคุณ ทีมงานโภชนาการ 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน 2551 เวลา 16:47 น. ] ผู้ตอบคนที่ 391



สลับด้านขวา ทำซ้ำ 15-30 ครั้ง
โดยคุณ ทีมงานโภชนาการ 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน 2551 เวลา 16:48 น. ] ผู้ตอบคนที่ 392



ยืนตรง แขนอยู่ข้างลำตัว เอียงตัวลงด้านซ้าย 15-30 ครั้ง
โดยคุณ ทีมงานโภชนาการ 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน 2551 เวลา 16:49 น. ] ผู้ตอบคนที่ 393



สลับเป็นเอียงลงทางขวา ทำซ้ำ 15 -30 ครั้ง
โดยคุณ ทีมงานโภชนาการ 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน 2551 เวลา 16:50 น. ] ผู้ตอบคนที่ 394



ยืนตรงแยกเท้ากว้างประมาณหนึ่งช่วงไหล่ แขนอยู่ข้างลำตัว ปล่อยตามสบาย
โดยคุณ ทีมงานโภชนาการ 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน 2551 เวลา 16:51 น. ] ผู้ตอบคนที่ 395



เหยียดแขนทั้งสองข้างไป ด้านหน้า ย่อเข่าลง โน้มลำตัวไปด้านหน้า หลังตรง กดสะโพกลงเกือบถึงเก้าอี้ ค้างไว้ 5-10 วินาที
โดยคุณ ทีมงานโภชนาการ 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน 2551 เวลา 16:52 น. ] ผู้ตอบคนที่ 396



แล้วยืดตัวขึ้น พร้อมกับลดแขนลงแนบลำตัว (ภาพที่ 3) ทำซ้ำ 15-30 ครั้ง
โดยคุณ ทีมงานโภชนาการ 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน 2551 เวลา 16:52 น. ] ผู้ตอบคนที่ 397

โปรดอ่านคำแนะนำระหว่างใช้โปรแกรมเก้าอี้ขยี้พุง
- ควรปฏิบัติด้วยความเร็วระดับปานกลาง-เร็ว จำนวน 3-5 รอบ (ชุด 1+2+3=1 รอบ) วันละ 1-2 ครั้ง 3-5 วัน แล้วหัวใจคุณจะ แข็งแรง
- ลดอ้วน ลดพุงจำไว้ ควรปฎิบัติด้วยความเร็วระดับปานกลาง-เร็ว จำนวน 5-15 รอบ (ชุด 1+2+3=1 รอบ) วันละ 1-2 ครั้ง ขณะ ท้องว่าง หรือหลังอาหาร 3 ชั่วโมง ถ้าอยากได้ผลเร็วๆ ควรจะปฏิบัติร่วมกับการเดินเร็วตอนเช้า 1-2 ชั่วโมง ควบคู่กับการใช้หลัก อ.อาหาร

โดยคุณ ทีมงานโภชนาการ 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน 2551 เวลา 16:54 น. ] ผู้ตอบคนที่ 398



เพิ่มความยืดหยุ่นข้อสะโพก และ หลังส่วนล่าง
นั่งบนเก้าอี้ หลังติดกับพนักพิงเก้าอี้ หรือในท่าที่สบาย มือสองข้างวางบนที่วางแขน เท้าวางบนพื้น จัดลำตัวให้เป็นแนวเส้นตรงจาก ไหล่สู่สะโพก น้ำหนักตัวอยู่ที่สะโพกและฝ่าเท้าทั้งสองข้าง
โดยคุณ ทีมงานโภชนาการ 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน 2551 เวลา 16:55 น. ] ผู้ตอบคนที่ 399



วางข้อเท้าซ้ายบนต้นขาขวา ยืดลำตัวตรง มือขวาจับข้อ เท้าซ้ายดันขึ้น มือซ้ายกดเข่าซ้ายลงต่ำ ก้มตัวลง และเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย จนรู้สึกตึงที่บริเวณข้อสะโพก
โดยคุณ ทีมงานโภชนาการ 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน 2551 เวลา 16:55 น. ] ผู้ตอบคนที่ 400



คงท่านั้นไว้ ยืดขึ้นแล้วสลับขา
โดยคุณ ทีมงานโภชนาการ 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน 2551 เวลา 16:56 น. ] ผู้ตอบคนที่ 401

ใน 2-3 วันแรกที่ท่านฝึกทำโปรแกรมนี้ อาจจะยากสำหรับหลายคนและอาจล้มเลิกความตั้งใจ ผละออกจากเก้าอี้ไปเฉยๆ ใจเย็นๆ ลองฝืนใจตัวเองสัก 1-2 อาทิตย์ ทำติดต่อกัน สิ่งที่จะเป็นกำลังใจให้คุณคือ รอบเอวที่ลดลงของคุณนะ ท่องไว้ว่า...เอวลง เอวลง
โดยคุณ ทีมงานโภชนาการ 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน 2551 เวลา 16:57 น. ] ผู้ตอบคนที่ 402

ดีจังเลยอ่านแล้วอยากทำบ้าง อเมื่ไร จะกิจกรรมจัดอีก ค่ะ
โดยคุณ ลูกตาล 172.29.12.226 [ วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน 2551 เวลา 11:13 น. ] ผู้ตอบคนที่ 403

ปริมาณเมลามีนที่ปลอดภัยในอาหาร
เมลามีนเป็นสารอาหารที่ใช้แพร่หลายในอุตสาหกรรมการผลิต กาว สารที่ใช้ทำแม่พิมพ์ มีการใช้สารเมลามีนเป็นสารปรุงแต่งอาหารในทางอ้อม
เมลามีนจะไม่มีการย่อยสลายแต่จะถูกขับออกทางปัสสาวะภายในประมาณ 3 ชั่วโมง ตัวเมลามีนเองมีความเป็นพิษเฉียบพลันน้อยมาก ข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นพิษจากอาหารที่ปนเปื้อนเมลามีน คือ การเกิดนิ่ว การเกิดปฏิกิริยาการอักเสบและการสร้างเนื้อเยื่อมากผิดปกติในกระเพาะปัสสาวะ
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาได้ศึกษาค่าของเมลามีนที่ร่างกายรับได้ใน 1 วัน และพบว่าค่าตัวเลขดังกล่าว คือ 0.63 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ดังนั้น ในทางปฏิบัติจึงได้กำหนดตัวเลขค่าของปริมาณเมลามีนที่คนทั่วไปรับได้ (โดยไม่เป็นอันตราย) คือ 0.5 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน ซึ่งหากมีน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม แสดงว่าสามารถรับเมลามีนได้วันละ 25 มิลลิกรัม
โดยทั่วไป จะพบเมลามีนในนมและผลิตภัณฑ์นมในปริมาณที่แตกต่างกันไป ในต่างประเทศจะพบการปนเปื้อนเมลามีนในอาหารสัตว์ด้วย

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 23 พฤศจิกายน 2551
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน 2551 เวลา 15:06 น. ] ผู้ตอบคนที่ 404

ขอเรียนถามนะคะ
สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมีกี่ชนิด อะไรบ้าง
โดยคุณ กะปุกลุก 172.29.12.226 [ วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม 2551 เวลา 16:43 น. ] ผู้ตอบคนที่ 405

สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาของชีวิต ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการให้คำแนะนำดังต่อไปนี้ อาหารที่ท่านรับประทานมีแร่ธาตุ และวิตามินเหล่านี้หรือไม่

วิตามินดี มีการวิจัยว่าการขาดวิตามินดีเป็นสาเหตุสำคัญของโรคกระดูกเปราะ ซึ่งจะทำให้หลังค่อมในผู้สูงอายุ กระดูกแตก เปราะ ดังนั้น นมเป็นแหล่งวิตามินดีที่ดีที่สุด

ธาตุเหล็ก ผู้หญิงมีความต้องการธาตุเหล็กมากกว่าผู้ชาย เพราะผู้หญิงมีการเสียเลือดทุกเดือน จากการมีรอบเดือน ซึ่งจะทำให้ร่างกายขาดธาตุเหล็ก และหากได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอ ท่านจะมีอาการเหนื่อยง่าย หงุดหงิด ไม่มีสมาธิ อาจทำให้เป็นโรคโลหิตจาง อาหารที่มีธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบ ได้แก่ อาหารจำพวกเนื้อแดง ปลา ธัญพืช ผักขม พืชกระ+++ลถั่ว และผักต่าง ๆ แต่ร่างกายไม่สามารถดูดซึมธาตุเหล็กจากพืชที่มีวิตามินซีสูง เช่น พริกไทย มะเขือเทศ พืชจำพวกมะนาว กะหล่ำปลี และมันฝรั่ง

แคลเซียม เป็นแร่ธาตุสำคัญที่ทำให้กระดูกแข็งแรง ผู้หญิงที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไปจะสูญเสียมวลกระดูก 1% ทุกปี ซึ่งนำไปสูงสาเหตุของการเป็นโรคกระดูกเปราะ แต่หากท่านรับประทานแคลเซียมอย่างน้อย 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน ก่อนถึงวัยหมดประจำเดือน และ 1,500 มิลลิกรัมหลังวัยหมดประจำเดือน ก็จะช่วยทดแทนมวลกระดูกที่เสียไปได้

นม เป็นแหล่งแคลเซียมที่ดีที่สุด นมพร่องมันเนย 1 แก้ว ให้แคลเซียม 300 มิลลิกรัม นมเปรี้ยวพร่องมันเนย ปลาซาดีน ปลาแซลมอนติดกระดูกอ่อนก็เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม



ผัก ผลไม้ และธัญพืช อาหารเพื่อสุขภาพกลุ่มนี้มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย ทั้งเพื่อป้องกัน และต่อสู้โรคร้าย ทุกวันนี้หลายท่านมีมุมมองในการรับประทานผักโดยคำนึงถึงสุขภาพเป็นหลัก ผักมีหลายชนิด ทั้งชนิดที่รับประทานกันแพร่หลาย ผักพื้นบ้านที่เราไม่คุ้นเคย ขอแนะนำผักพื้นบ้านที่หารับประทานได้ไม่ยาก อีกทั้งยังมีประโยชน์ในการป้องกัน และรักษาโรค



กระชาย มีสรรพคุณช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด แน่น และแก้อาการปวดมวนในท้อง เช่นเดียวกับโหระพา สารอาหารที่พบมากในราก และเหง้าของกระชาย คือ แคลเซียม และวิตามินเอ อาจใช้ราก และเหง้ากระชายมาต้มกับน้ำ ดื่มเพื่อขับลมได้โดยใช้ประมาณครึ่งกำมือ (น้ำหนักสด 5-10 กรัม, น้ำหนักแห้ง 3-5 กรัม)
กระเทียม มีสรรพคุณช่วยลดระดับไขมันในเลือด การรักษาโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และหลอดเลือดในใบกระเทียมจะมีสารอาหารจำพวกวิตามิน และเกลือแร่ต่าง ๆ เช่น วิตามินบี วิตามินซี แคลเซียม ฟอสฟอรัส และเบต้า-แคโรทีน
ขมิ้น มีสรรพคุณช่วยรักษาอาการนิ่วในถุงน้ำดี รวมทั้งโรคกระเพาะอาหารได้ หากนำแง่งขมิ้นมาต้มกับน้ำ หรือคั้นน้ำผสมลงในอาหาร
ขิง น้ำขิงมีประโยชน์ช่วยรักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่น จุกเสียด เพราะขิงจะช่วยกระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหาร และลำไส้ ช่วยขับลม เช่นเดียวกับตะไคร้ ส่วนคนที่มีอาการไอ หรือมีเสมหะมาก นำขิงมาฝนกับน้ำมะนาวผสมเกลือนิดหน่อย ใช้กวาดคอ จะช่วยบรรเทาอาการได้
ขี้เหล็ก เต็มไปด้วยแร่ธาติต่าง ๆ แกงขี้เหล็กใส่กะทิ มีสารเบต้า-แคโรทีน ซึ่งร่างกายจะนำไปสร้างเป็นวิตามินเอช่วยบำรุงสายตา เบต้า-แคโรทีนจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งหลายชนิด ซึ่งเบต้า-แคโรทีนจะมีประสิทธิภาพ เมื่อกินร่วมกับไขมัน ซึ่งมีมากในกะทินั่นเอง ใบขี้เหล็กช่วยให้เจริญอาหาร และเป็นยาระบายอ่อน ๆ รักษาอาการท้องผูก ป้องกันการเกิดนิ่ว ลดอาการปวดประจำเดือนได้อีกด้วย
ชะอม เส้นใยในยอดชะอมช่วยป้องกันมะเร็ง ชะอม 1 ขีดให้ใยอาหาร 3.9 กรัม เมื่อรวมกับใยอาหารจากผักอื่นที่เรารับประทาน ใยเหล่านี้ช่วยให้ร่างกายปลอดภัยจากสารก่อมะเร็งต่าง ๆ เช่นเดียวกับบาต้า-แคโรทีน ยอดผักเขียวเข้มของชะอมช่วยป้องกันโรคหัวใจขาดเลือดเช่นเดียวกับตำลึง และสะเดา
ใบแมงลัก ใบและลำต้น เมื่อกินสด ช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟัน ขับลม ขับเหงื่อ น้ำที่คั้นจากใบสดใช้กินแก้หวัด และหลอดลมอักเสบได้ ส่วนเมล็ด หากทานแบบไม่แช่น้ำประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ จะช่วยดูดซึมแก้โรคเบาหวานได้
มะเขือยาว รากและลำต้นใช้เป็นยาแก้บิดเรื้อรัง ถ่ายเป็นเลือด เท้าเปื่อยบวมอักเสบ ปวดฟัน และแผลถูกความเย็นจัด ส่วนใบแก้ปัสสาวะขัด หนองใน ถ่ายเป็นเลือด ตกเลือดในลำไส้ แผลบวมอักเสบมีหนอง ส่วนดอกใช้แก้แผลมีหนอง และปวดฟัน ขั้นผลใช้เป็นยารักษาฝี แผลอักเสบ และแก้ปวดฟัน
พริกไทยอ่อน ให้พลังงาน แคลเซียม ฟอสฟอรัส และมีเบต้า-แคโรทีน ช่วยย่อยอาหาร แก้ปวดหัวปวดตามข้อ และแก้ท้องเสียได้
มันเทศ เป็นแหล่งแคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูก และฟัน ลดปัญหากระดูกพรุน ซึ่งมักเกิดขึ้นในหญิงวัยหมดประจำเดือน ซึ่งเป็นภาวะที่ต้องการแคลเซียมมากกว่าปกติ นอกจากนี้ยังมีสารเบต้า-แคโรทีน และวิตามินเอช่วยบำรุงสายตา เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
ฟักทอง อุดมไปด้วยสารเบต้า-แคโรทีน ซึ่งป้องกันมะเร็ง เนื้อฟักทองช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคเบาหวาน ความดันโลหิต บำรุงตับ ไต นัยน์ตา ช่วยสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์ที่ตายไปให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
บัวบก ใบบัวบกใช้สมานแผลภายนอก สารสกัดจากผลแห้งใช้รักษาแผลในกระเพาะอาหาร ทำให้แผลหาย ช่วยทำให้ร่างกายผ่อนคลาย เสริมสร้างความจำ และสมองทำงานได้ดี นอกจากนี้ยังบำรุงหัวใจ ลดอาการแพ้ ลดความดันเลือด
สะระแหน่ มีสารเบต้า-แคโรทีน และวิตามินซี ช่วยรักษาอาการหวัด

บทความที่เกี่ยวข้องสารเคอร์คิวมินอยด์ (curcuminoid)
กรดไขมันในอาหารมีผลต่อระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
พบทารกป่วยเยื่อหุ้มสมองอักเสบ แม่สะอื้นร้อง อย.ดื่มนม 1 ใน 3 ยี่ห้อ
อาหารกับโรคเรื้อรัง
ชะลออายุด้วยอาหาร

ที่มา : http://www.bangkokhealth.com
โดยคุณ meen 172.29.12.237 [ วันพุธ ที่ 7 มกราคม 2552 เวลา 11:19 น. ] ผู้ตอบคนที่ 406



สวัสดีปีฉลู 2552 ชาวสมาชิก CoP กินให้เป็น รู้ให้ทัน คิดสิ่งใด หวังสิ่งใด ให้สมปรารถนาทุกประการเทอญ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันพุธ ที่ 7 มกราคม 2552 เวลา 11:55 น. ] ผู้ตอบคนที่ 407

อาหารที่สามารถต้านมะเร็ง
การกินอาหารที่ไม่ถูกหลักโภชนาการจะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ โรคบางโรครักษาให้หายได้ แต่บางโรคก็ยากแก่การรักษา โดยเฉพาะมะเร็ง อาหารที่มีสารแอนติออกซิแดนท์จะช่วยป้องกันมะเร็งโดยป้องกันมิให้เกิดปฎิกิริยาลูกโซ่ของอนุมูลอิสระ ป้องกันความผิดปกติของเมตาบอลิสมของเซลล์และป้องกันผนังเซลล์ของลำไส้ เบต้าแคโรทีน ต่อต้านมะเร็ง โดยการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน และปล่อยสาร
เคมีที่ทำหน้าที่ระงับการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง
ตัวอย่างอาหารที่ต้านมะเร็ง ได้แก่
- อาหารที่มี แอล ดี แอล คอเลสเตอรอลต่ำ ทั้งนี้เพราะเซลล์มะเร็งต้องอาศัย แอล ดี แอล คอเลสเตอรอล เพื่อการเจริญเติบโต น้ำมันที่มีโอเมก้า–3 จะช่วยต่อต้านมะเร็ง
- สลัดผัก ผลไม้ หลากสี จะมีคุณสมบัติช่วยต่อสู้กับมะเร็ง เพราะสารพฤกษาเคมีชนิดต่างๆ ที่มีอยู่ในผักและผลไม้
- ผักในตระ+++ลกะหล่ำสามารถลดความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมและลำไส้
- ผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองซึ่งเป็นแหล่งโปรตีน
- อาหารที่เป็นแหล่งของเซเลเนียม เช่น กุ้ง ธัญพืชที่ไม่ขัดสี เมล็ดดอกทานตะวัน กระเทียม
- ชาเขียว ซึ่งมีสารแอนติออกซิแดนท์ สามารถต่อสู้กับเซลล์มะเร็งได้

ที่มา : www.ajinomoto.co.th
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันพุธ ที่ 7 มกราคม 2552 เวลา 11:57 น. ] ผู้ตอบคนที่ 408

เกลือกับปัญหาความดันโลหิตสูง
ถ้าคุณเป็นอีกคนที่ต้องเติมเกลือลงไปในอาหารครั้งละมากๆ (ไม่งั้น…ไม่อร่อย) ละก็...ขอเตือนว่าเกลือนั้นไม่ใช่ของดีเท่าไหร่หรอกนะคะ (ถ้ามากเกินไป)
ดร.สตีเฟน ฮาวาส มหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ กล่าวถึงกรณีนี้ว่าผู้ที่มีสุขภาพดีไม่ควรบริโภคโซเดียมเกิน 2,400 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับเกลือ 1 ช้อนชา แต่ปัจจุบันชาวอเมริกันเองโดยเฉลี่ยบริโภคเกลือกว่า 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน โดย 3 ใน 4 ส่วนของเกลือมาจากอาหารสำเร็จรูป ดร.สตีเฟน กล่าวว่าเกลือที่มากเกินไปจะทำให้โซเดียมมีปริมาณมาก และโซเดียมในเกลือที่มากเกินไปนี้จะก่อให้เกิดความดันโลหิตสูง มีผลต่อหัวใจและเส้นเลือดทั่วร่างกาย ซึ่งก่อให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือด หัวใจวาย สมองขาดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาต ภาวะไตวาย
สำหรับอาหารไทยนั้น เครื่องปรุงต่างๆ เช่น น้ำปลา กะปิ ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว ก็ล้วนปรุงจากเกลือที่มีโซเดียม เป็นส่วนประกอบสำคัญ โดยเฉพาะอาหารสำหรับเด็ก ยิ่งไม่ควรปรุงให้เค็มมาก เพราะไตของเด็กยังทำงานไม่ได้ดีเท่าผู้ใหญ่ จึงไม่ควรปรุงให้รสเข้มข้นเหมือนอาหารผู้ใหญ่ เพราะจะทำให้ไตทำงานหนักเกินไป แต่ก็ยังเหลือโซเดียมในร่างกายปริมาณมาก ทำให้เกิดผลเสียในระยะยาว เป็นโรคความดันโลหิตสูงเมื่ออายุมากขึ้น
ที่มา : www.Teenee.Com
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม 2552 เวลา 16:42 น. ] ผู้ตอบคนที่ 409

ข้าวกล้องงอก (germinated brown rice หรือ GABA-rice) เป็นการนำข้าวกล้องมาผ่านกระบวนการงอก ซึ่งโดยปกติแล้ว ในตัวข้าวกล้องเองประกอบด้วยสารอาหารจำนวนมาก เช่น ใยอาหาร กรดไฟติก (Phytic acid) วิตามินซี วิตามินอี และ GABA (gamma aminobutyric acid) ซึ่งช่วยป้องกันโรคต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง เบาหวาน และช่วยในการควบคุมน้ำหนักตัว เป็นต้น เมื่อนำข้าวกล้องมาแช่น้ำเพื่อทำให้งอก จะทำให้ข้าวกล้องมีสารอาหาร โดยเฉพาะ GABA เพิ่มขึ้น ซึ่งนอกจากจะได้ประโยชน์จากการที่มีปริมาณสารอาหารที่สูงขึ้นแล้ว ยังทำให้ข้าวกล้องงอกที่หุงสุกมีเนื้อสัมผัสที่อ่อนนุ่ม รับประทานได้ง่ายกว่าข้าวกล้องธรรมดาอีกด้วย
จากการศึกษาในหนู พบว่า การบริโภคข้าวกล้องงอกที่มีสาร GABA มากกว่าข้าวกล้องปกติ 15 เท่า จะสามารถป้องกันการทำลายสมอง เนื่องจาก สารเบต้าอไมลอยด์เปปไทด์ (Beta-amyloid peptide) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคสูญเสียความทรงจำ (อัลไซด์เมอร์) ดังนั้น จึงได้มีการนำสาร GABA มาใช้ในวงการแพทย์เพื่อการรักษาโรคเกี่ยวกับระบบประสาทต่างๆ หลายโรค เช่น โรควิตกกังวล โรคนอนไม่หลับ โรคลมชัก เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีผลการวิจัยด้านสุขภาพกล่าวว่า ข้าวกล้องงอกที่ประกอบด้วย GABA มีผลช่วยลดความดันโลหิต ลด LDL (Low densitylipoprotein) ลดอาการอัลไซเมอร์ ลดน้ำหนัก ทำให้ผิวพรรณดี ตลอดจนใช้บำบัดโรคเกี่ยวกับระบบประสาทส่วนกลางได้

ที่มา : www.ricethailand.go.th
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันพุธ ที่ 28 มกราคม 2552 เวลา 11:24 น. ] ผู้ตอบคนที่ 410

กินอาหารเพิ่มคอลลาเจน
พออายุมากขึ้น คอลลาเจนใต้ผิวหนังลดลง ผิวพรรณก็เริ่มเ+++่ยวย่น โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าที่ปรากฎริ้วรอย อย่างชัดเจน ดังนั้น คนที่รักสวยรักงาม จึงพยายามสรรหาสารพัดวิธีเพื่อเพิ่มคอลลาเจนให้คงความเต่งตึงอยู่เสมอ
วิธีป้องกันการเสื่อมสลายของคอลลาเจนง่ายๆ คือ หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล ตัวการของความแก่ คนที่ไม่อยากแก่เร็วอย่ากินแป้งและน้ำตาลเยอะ หลีกเลี่ยงแสงยูวี เพราะจะทำให้คอลลาเจนรวนจับกันสะเปะสะปะ แทนที่จะยืดหยุ่นก็เป็นเสมือนยางที่เสื่อมสภาพ ทำให้เปราะและเ+++่ยวง่าย ที่สำคัญควรรับประทานอาหารเติมคอลลาเจนให้กับร่างกาย
สำหรับอาหารที่มีคอลลาเจน เช่น ปลาทะเลน้ำลึก ปลาทู ซึ่งคอลลาเจนจะพบในกระดูกของปลา หรือตาปลา กระดูกอ่อนไก่ และหมู มีลักษณะเป็นเหมือนวุ้นใสๆ คอลลาเจน จากพืชผัก ผลไม้ เช่น สาหร่ายทะเล เห็ดทุกชนิด ถั่วเหลือง แตงกวา ส้มโอ แก้วมังกร แอปเปิ้ล แต่จะมีน้อยกว่าที่พบในผักคอลลาเจนที่ได้จากธรรมชาติ จะสามารถดูดซึมได้ดีต้องมีวิตามินซีอยู่ด้วย ถ้าเรากินคอลลาเจนเข้าไปโดยไม่กินอาหารที่มีวิตามินซีตามเข้าไปด้วย คอลลาเจนจะถูกย่อยกลายเป็นกากออกมาหมด ถ้ากินเข้าไป 100 อาจจะเหลือแค่ 10
ปฎิบัติได้เพียงแค่นี้ ริ้วรอย ตีนกา ก็จะมาเยือนท่านช้าลง

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 31 มกราคม 2552
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 10:54 น. ] ผู้ตอบคนที่ 411

กินอะไร?...เมื่อบ่จอย
ใครอยากอารมณ์ดีบ้าง ... กินสิ...! ฟังดูแล้วเหมือนไม่น่าจะเกี่ยวกัน แต่ขอบอก...เกี่ยวกันอย่างมาก มีผลวิจัยในต่างประเทศพบว่า อาหารที่บริโภคเข้าไป จะไปมีผลต่อสารเคมีในสมอง ซึ่งจะส่งผล ต่ออารมณ์ ไม่ว่าจะรับมากเกินไปหรือขาดพร่อง ก็ล้วนแต่ส่งผลให้กับอารมณ์ทั้งสิ้น ถ้าอย่างนั้นแล้วมาดูกันว่า อาหารอะไรที่กินเข้าไปแล้วหายเครียด ทำให้อารมณ์ดี นอนหลับสบายคาร์โบไฮเดรตไม่ขัดสี อาทิ ข้าวซ้อมมือ ข้าวโพด ลูกเดือย ฟักทอง เผือก มัน ขนมปังโฮลวีต นม กล้วย
โยเกิร์ต ข้าวโอ๊ต ผักและผลไม้มีกาก ที่มีกรดอะมิโนทริบโทเฟน สารอาหารที่ร่างกายจะนำไปสร้างเซโรโทนิน สารที่ถ้าลดต่ำลงจะทำให้เกิดอาการ ซึมเศร้า ขาดสมาธิ ไม่กระฉับกระเฉงได้
สำหรับแป้งและน้ำตาล คาร์โบไฮเดรตที่ได้รับการขัดสีแล้วนั้น ถ้าบริโภคเข้าไปมากๆ จะมีคุณสมบัติตรงข้าม ทำให้เกิดอาการอ่อนระโหยโรยแรงหรือหงุดหงิดได้ ตรงนี้วิธีการแก้ คือ กินโปรตีนเข้าไปร่วมด้วยจะช่วยรักษาสมดุลได้ นอกจากนี้ ควรเติมด้วยวิตามินซี (ผักผลไม้) แมกนีเซียม (เต้าหู้ เมล็ดฟักทอง เมล็ดพืชไม่ขัดสี ถั่วเปลือกแข็งต่างๆ) สังกะสี (เนื้อสัตว์ โดยเฉพาะอาหารทะเล แป้งถั่ว-เหลือง ถั่ว) วิตามินอี และวิตามินบีรวม
ส่วนอาหารที่ควรเลี่ยง เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ คาเฟอีน น้ำอัดลม อาหารเค็ม อาหารไขมันสูง นอกจากนี้แล้ว เมื่ออารมณ์ไม่ดี ควรเลี่ยงการกินอาหารมื้อใหญ่ เพื่อไม่ให้ระบบย่อยอาหารทำงานมาก ควรแบ่งการกินเป็นอาหารมื้อเล็กแต่หลายมื้อ โดยเน้น เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ปลา ผัก ผลไม้ที่มีกากใยสูง ไขมันต่ำ หรือเป็นอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตไม่ขัดสี เค็มน้อย หวานน้อย
จากนั้นก็ออกกำลังกาย ดื่มน้ำ 8-10 แก้ว แค่นี้ความเครียดก็จะหายไป

ที่มา : www.thaihealth.com
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 11:26 น. ] ผู้ตอบคนที่ 412



เน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡ เธ™เน‰เธณเธ‚เน‰เธฒเธงเธเธฅเน‰เธญเธ‡เธ‡เธญเธเธœเธชเธกเธ˜เธฑเธเธžเธทเธŠ เธชเธนเธ•เธฃเน€เธœเธขเนเธžเธฃเนˆเธ‚เธญเธ‡เธชเธณเธ™เธฑเธเธ‡เธฒเธ™เธชเธซเธเธฃเธ“เนŒเธˆเธฑเธ‡เธซเธงเธฑเธ”เธชเธ‡เธ‚เธฅเธฒเธ“.เธจเธนเธ™เธขเนŒเธ›เธฃเธฐเธŠเธธเธกเธ™เธฒเธ™เธฒเธŠเธฒเธ•เธด เธก.เธญ. เนƒเธ™เธ‡เธฒเธ™เธชเธซเธเธฃเธ“เนŒเนเธซเนˆเธ‡เธŠเธฒเธ•เธด เธ เธฑเธ„เธˆเธดเธฃเธฒเน„เธ”เน‰เธฃเธฑเธšเธ„เธงเธฒเธกเธฃเธนเน‰เธˆเธฒเธเธ—เธตเธกเธ‡เธฒเธ™ เธ„เธธเธ“เธชเธธเธ›เธฃเธตเธ”เธฒ เธˆเธฑเธ™เธ—เธฃเธžเธดเธ—เธฑเธเธฉเนŒ เน€เธ›เน‡เธ™เธญเธขเนˆเธฒเธ‡เธ”เธต
โดยคุณ เธ เธ„เธˆเธดเธฃเธฒ 172.29.12.226 [ วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2552 เวลา 11:22 น. ] ผู้ตอบคนที่ 413



ตัวอย่าง ข้าวกล้องงอก
โดยคุณ ภัคจิรา 172.29.12.226 [ วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2552 เวลา 11:46 น. ] ผู้ตอบคนที่ 414



สนใจ ติดต่อ คุณสุปรีดา 074 326389ได้ค่ะ
โดยคุณ ภัคจิรา 172.29.12.226 [ วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2552 เวลา 11:51 น. ] ผู้ตอบคนที่ 415

อาหารคลายร้อน
อาหารที่เราบริโภคในช่วงหน้าร้อนนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยอาจจะส่งผลต่อร่างกายและจิตใจได้ เพราะอากาศร้อนคนเราจะหงุดหงิดง่าย มีความอดทนต่อสภาวะแวดล้อมได้น้อยลง ฉะนั้นอาหารที่เหมาะสมสำหรับการ เลือกรับประทานในหน้าร้อนจึงควรเป็นอาหารที่มีคุณสมบัติช่วยคลายร้อนเพราะจะทำให้ร่างกายและจิตใจเย็นลงและช่วยผ่อนคลายได้
หน้าร้อนนี้ มีวิธีคลายร้อนได้หลายวิธี เลือกวิธีที่ดีกับคุณ เช่นเดียวกับการเลือกรับประทานอาหาร
ที่เหมาะสม เมนูจานแรกที่มาพร้อมๆ กับลมร้อน คือ
มะระทรงเครื่อง มะระมีสรรพคุณที่สำคัญคือเป็นยาดับร้อน ถอนพิษไข้ แก้กระหาย บรรเทาอาการร้อนใน แก้อักเสบ เจ็บคอ รวมถึง แกงเลียงกุ้ง อาหารพื้นบ้านที่ประกอบด้วยผักต่างๆ เช่น ใบตำลึง ใบแมงลัก บวบ น้ำเต้า เห็ดฟาง กระชาย ผักเหล่านี้เป็นผักที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แกงเลียงกุ้งร้อนๆ สามารถขับเหงื่อช่วยให้ร่างกายเบาสบาย
มาถึงของหวานและเครื่องดื่มที่ช่วยคลายร้อนกันบ้าง ซึ่งนอกจากจะทำให้ชื่นอกชื่นใจ ยังมีประโยชน์อีกด้วย เช่น เฉาก๊วย ที่มีน้ำเชื่อมใสๆ ใส่น้ำแข็งกินตอนอากาศร้อนๆ แก้กระหาย รักษาอาการปวดหัว เจริญอาหาร เป็นยาระบาย ช่วยย่อย
กระท้อน ผลไม้หน้าร้อนเปลือกหนา เมล็ดข้างในสีขาวฟูเป็นปุย รสหวาน หรือรสหวานอมเปรี้ยว นำมาทำเป็น “กระท้อนลอยแก้ว” ของหวานอีกอย่างที่น่าลิ้มลองในวันที่อากาศอบอ้าว กระท้อนลอยแก้วแช่เย็นๆ ทำให้ชุ่มคอแก้กระหายน้ำได้ดี และลดอาการเจ็บคอ
เครื่องดื่มและน้ำผลไม้เย็นๆ เป็นอีกหนึ่งเมนูที่ช่วยคลายร้อนได้ดียิ่งนัก เครื่องดื่มสมุนไพรมากมาย ไม่ใช่แค่ช่วยดับกระหาย แต่ยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น น้ำตะไคร้ ช่วยบำรุงสายตา บำรุงกระดูก และฟัน ขับปัสสาวะ ขับเหงื่อได้ดี ช่วยลดพิษของสารแปลกปลอมในร่างกาย ลดความดันโลหิตสูง กลิ่นหอมของตะไคร้ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย
น้ำมะนาว ผสมกับรสหวานของน้ำเชื่อมและน้ำแข็งทำให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่า รสเปรี้ยว ช่วยย่อยอาหาร ป้องกันท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้ไอ ขับเสมหะ
ปิดท้ายกันด้วยผลไม้ช่วยคลายร้อน อันดับแรกยกให้กับ แตงโม ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีปริมาณน้ำสูง แถมยังเป็นยาบำรุงรักษาโรคไต ที่สำคัญคือช่วยลดความร้อนในร่างกาย ยังมี ชมพู่ สรรพคุณยาไทย เอาเนื้อมาทำเป็นยาบำรุงกำลัง ทำให้เกิดความสดชื่น มีวิตามินและเกลือแร่สูงทำให้ชุ่มคอแก้กระหายน้ำได้ดี เป็นยาระบายอ่อนๆ

ที่มา : www.women.thaiza.com
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม 2552 เวลา 10:34 น. ] ผู้ตอบคนที่ 416

กินอย่างไรให้สดใสตลอดวัน
ลดปริมาณอาหารที่มีไขมันสูง
อาหารประเภทไขมันจะใช้เวลาในการย่อยนานกว่าอาหารชนิดอื่น ถ้าคุณกินอาหารที่มีไขมันสูง ปริมาณมาก ก็จะทำให้อาหารตกอยู่ในกระเพาะเป็นเวลานานขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อระบบการไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง และกล้ามเนื้อ ทำให้รู้สึกอ่อนล้า และแขนขาไร้เรี่ยวแรง
เรียกความสดใสด้วยมื้อเช้า
อาหารมื้อเช้า เป็นมื้อสำคัญ ที่จะช่วยให้คุณสดใส มีพลังเหลือเฟือไปตลอดวัน อาหารมื้อเช้าควรประกอบด้วยโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต เพราะอาหารประเภทแป้งร่างกายจะเผาผลาญเป็นพลังงานได้เร็ว ทำให้คุณสดใสขึ้นทันตา ส่วนโปรตีน ทำให้สมองตื่นตัวได้นาน ทำให้คุณสดใสได้นาน ถ้าทุกเช้าคุณกินเพียงแครกเกอร์กับกาแฟ ก็ลองเปลี่ยนมาเป็น แซนวิชไก่ หรือทูน่า กับนมสด 1 แก้ว หรือจะเป็นโจ๊กหมู กับน้ำเต้าหู้ ก็ได้ค่ะ
อย่ากินอาหารแป้งมากเกินไป
ถ้าอาหารเช้าของคุณเป็นขนมปัง กลางวัน เป็นก๋วยเตี๋ยว มื้อว่างยามบ่ายเป็นแครกเกอร์ บางทีคุณอาจได้แป้งมากเกินไป จนละเลยสารอาหารชนิดอื่น ในขณะที่โปรตีนจะมีบทบาทในการผลิตสาร dopamine ในสมอง ซึ่งทำให้ร่างกายตื่นตัว ส่วนแร่ธาตุบางชนิด เช่น โปตัสเซียม และแมกนีเซียม (มีมากใน โยเกิร์ต กล้วย ถั่ว ) ช่วยบำรุงประสาทการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อให้ทำงานได้อย่างปกติ แต่อาหารประเภท คาร์โบไฮเดรต ถ้าได้รับมากเกินไป กลับทำให้ร่างกายรู้สึกเฉื่อยเนือย อยากพักมากกว่า
ที่มา : www.Thaihealth.com
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม 2552 เวลา 11:58 น. ] ผู้ตอบคนที่ 417

ใช้ถุงพลาสติกผิดเสี่ยงมะเร็ง
กรมอนามัยเตือนแม่บ้านให้พิจารณาการใช้ถุงพลาสติกใส่ของให้ดี เพราะอาจทำให้เกิดการสะสมของสารพิษและเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง
ถุงพลาสติกนับเป็นภาชนะยอดฮิตและใช้กันอย่างแพร่หลายในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการซื้ออาหารนอกบ้าน คนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบถึงคุณสมบัติของถุงพลาสติกแต่ละประเภท เมื่อนำมาใช้อาจส่งผลให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้
ถุงพลาสติกที่นิยมใช้มี 3 ประเภท
 ถุงร้อน ทนความร้อนได้ถึงจุดน้ำเดือด 100 องศาเซลเซียส บางชนิดทนได้ถึง 120 องศาเซลเซียส สามารถใส่อาหารที่มีไขมันได้ แต่ไม่ควรใช้บรรจุอาหารที่ผ่านความร้อนใหม่ๆ เพราะอาหารนั้นอาจมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ ทำให้โอกาสที่สารประกอบในถุงพลาสติกปนเปื้อนสู่อาหารได้สูง จึงควรพักให้อาหารคลายร้อนก่อนบรรจุและไม่ควรนำมาใส่ของแช่แข็ง
 ถุงเย็น ใช้บรรจุของทั่วไป อาหารแช่แข็ง ทนความเย็ยได้ถึง – 70 องศาเซลเซียส แต่ทนความร้อนได้ไม่มากนัก
 ถุงหูหิ้วหรือถุงก๊อบแก๊บ ส่วนใหญ่มักจะนำถุงพลาสติกที่ใช้แล้วนำมาทำความสะอาดแล้วหลอมใหม่ให้ดูสวยงาม จึงไม่ควรนำมาบรรจุอาหารโดยตรง

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม 2552 เวลา 14:13 น. ] ผู้ตอบคนที่ 418

ล้างผักอย่างไร ให้สดสะอาดปลอดสการพิษ
การให้ความใส่ใจต่อการล้างผักที่ซื้อมาจากตลาด หรือซูเปอร์มาร์เกตจะช่วยลดสารพิษที่ปนเปื้อนไปได้มาก แม้แต่ผักปลอดสารพิษ หากไม่มั่นใจก็ควรล้างก่อนทุกครั้ง การล้างผักช่วยลดสารพิษมีวิธีปฏิบัติง่ายๆ ดังนี้
1. ใช้โซเดียมไบคาร์บอเนต (ผงฟู) 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำอุ่น 1 กะละมัง (20 ลิตร) แช่นาน 15 นาที แล้วนำไปล้างน้ำอีกหลายๆ ครั้ง สามารถลดสารพิษได้ 90-95%
2. ใช้น้ำส้มสายชู (5%) 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 1 กะละมัง แช่นาน 10-15 นาที สามารถลดสารพิษได้ 60-84%
3. ล้างผักโดยให้น้ำไหลผ่าน ใช้มือช่วยคลี่ใบผัก นาน 2 นาที สามารถลดสารพิษได้ 54-63%
4. ลอกหรือปอกเปลือกชั้นนอกของผักออกทิ้ง เด็ดผักเป็นใบๆ แล้วแช่น้ำสะอาดนาน 10-15 นาที สามารถลดสารพิษได้ 27-72%
5. ต้มหรือลวกผักด้วยน้ำร้อนสามารถลดสารพิษได้ 48-50%
6. ใช้ด่างทับทิม 20-30 เกล็ด ผสมน้ำ 1 กะละมัง แช่นาน 10 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดอีกที สามารถลดสารพิษได้ 35-43%
7. ใช้เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 1 กะละมัง แช่นาน 10 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดอีกที สามารถลดสารพิษได้ 29-38%
ทั้งหมดเป็นวิธีการล้างผักที่คุณแม่บ้านสามารถเลือกนำไปใช้ได้ตามความถนัดเพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคนในครอบครัว นอกจากจะได้รับประโยชน์จากผักผลไม้อย่างเต็มที่แล้ว ยังช่วยลดปริมาณสารพิษตกค้างที่มีผลเสียต่อสุขภาพอีกด้วย

ที่มา : กองสุขาภิบาลอาหารและน้ำ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันพุธ ที่ 25 มีนาคม 2552 เวลา 15:13 น. ] ผู้ตอบคนที่ 419

น้ำมะพร้าว
น้ำมะพร้าว ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างสูงในปัจจุบัน ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว น้ำผลไม้ เป็นอันตรายต่อสุขภาพเพราะมีน้ำตาลอยู่ในปริมาณสูง แต่ไม่มีเยื่อใยและวิตามินเหมือนผลไม้สดๆ แต่น้ำมะพร้าว ไม่มีอันตรายต่อสุขภาพแต่อย่างใด แต่กลับเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ
ขณะที่ผลมะพร้าวยังอ่อนอยู่ น้ำมะพร้าวมีลักษณะใสเหมือนน้ำ มีรสหวานอร่อย สามารถใช้เป็นเครื่องดื่มที่สดชื่น นอกจากน้ำตาลแล้ว น้ำมะพร้าวยังประกอบด้วยวิตามินและเกลือแร่ เช่น โพแทสเซียมคลอไรด์ แคลเซียม แมกนีเซียม และโซเดียม รวมทั้งโปรตีนจึงทำให้เป็นเครื่องดื่มที่มีคุณค่าทางโภชนาการ น้ำมะพร้าวปราศจากไขมันอย่างสิ้นเชิง แม้ว่าเกลือแร่จะมีปริมาณคงที่แต่น้ำตาลและโปรตีนจะเพิ่มขึ้นตามอายุของมะพร้าว
น้ำมะพร้าวทำหน้าที่เป็นแอนตีออกซิแดนต์ ช่วยทำลายอนุมูลอิสระและป้องกันไม่ให้ฮีโมโกลบินในเลือดถูกเติมออกซิเจน อีกทั้งช่วยรักษาโรคต้อของตา ทั้งนี้น้ำมะพร้าวยังใช้เป็นยาระบายอ่อนๆได้ ช่วยทำให้ลำไส้ทำงานได้ดี เมื่อเร็วๆ นี้ มีผลงานของ ดร.นิชาอูดะห์ ระเด่นอาหมัด แห่งภาควิชากายวิภาคศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่พบว่าน้ำมะพร้าว มีฤทธิ์ต่อต้านอัลไซเมอร์ในบรรดาผู้หญิงวัยทอง

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 15 เมษายน 2552
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 28 เมษายน 2552 เวลา 13:37 น. ] ผู้ตอบคนที่ 420

กินอย่างไร...หัวใจแข็งแรง
การดูแลหัวใจให้แข็งแรงเพื่อสุขภาพมีหลักใหญ่ๆ สองประการ คือ
- ออกกำลังกายเป็นประจำ
- รับประทานอาหารที่มีสารอาหารเป็นประโยชน์ต่อหัวใจ
สารอาหารสำคัญที่บำรุงหัวใจ
- กลุ่มวิตามินบี เช่น วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ
- กรดไขมันโอเมก้า 3 และกรดไขมันแอลฟาไลโนเลอิก ช่วยลดการจับตัวของเลือด ลดระดับไตรกลีเซอไรด์ ลดความดันเลือด กระตุ้นภูมิคุ้มกันร่างกาย เพิ่มปริมาณคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ป้องกันการอักเสบของหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคหัวใจ
- แคลเซียมและโพแทสเซียม ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตและโรคหัวใจลงกว่า 30 เปอร์เซ็นต์
อาหารเพื่อหัวใจแข็งแรง
ถั่วดำและถั่วแดง อาทิตย์ละ 3 ครั้ง มันเทศ อาทิตย์ละ 3 ครั้ง
เต้าหู้ อาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง แครอท อาทิตย์ละ 4-6 ครั้ง
ผักโขม อาทิตย์ละ 4-6 ครั้ง ปลาทู แซลมอน ทูน่า อาทิตย์ละ 5-6 ครั้ง
บรอกโคลี อาทิตย์ละ 5-6 ครั้ง กะหล่ำม่วง อาทิตย์ละ 5-6 ครั้ง
ส้ม วันละ 1 ลูก ข้าวกล้อง วันละ 1-2 มื้อ
แคนตาลูป วันละ 5 ชิ้น มะละกอ วันละ 5 ชิ้น
นมถั่วเหลือง 1 แก้ว วันเว้นวัน

ที่มา : หนังสือชีววัฒนะ ฉบับที่ 1 เมษายน 2552
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 28 เมษายน 2552 เวลา 13:40 น. ] ผู้ตอบคนที่ 421

เป็นโรคเบาหวานกินอาหารมังสวิรัติได้ไหม ค่ะ
โดยคุณ น้องมาย 172.29.12.226 [ วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน 2552 เวลา 14:28 น. ] ผู้ตอบคนที่ 422

สามารถรับประทานได้ ค่ะ โดยขอแนะนำให้รับประทาน+++ส่วนสารอาหารคาร์โบไฮเดรต ประเภทที่ไม่ขัดขาว เช่น ข้าวกล้องแทนข้าวขาว หรือขนมปังปอนด์ ที่มีส่วนผสมของธัญพืช ,ไขมันแต่พอเหมาะไม่เกิน 6 ช้อนชากาแฟ โปรตีน เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน นมไขมันต่า ,หรือโปรตีนเกษตร ถั่วเมล็ดแห้ง ยกเว้นถั่วลิสง และอย่าลืมเน้นผัก ผลไม้ ถั่วต่างๆที่ผ่านกระบวนการผลิตน้อยที่สุด
โดยคุณ พี่ดาว 172.29.12.226 [ วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม 2552 เวลา 09:05 น. ] ผู้ตอบคนที่ 423

บัญญัติ 9 ประการ...เพื่อความเยาว์วัย
1. กินสิ่งที่ร่างกายต้องการ เลือกกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงแต่แคลอรีต่ำ
2. กินเนื้อสัตว์ให้น้อยลงและกินโปรตีนจากพืช เช่น ถั่ว
3. กินผักและผลไม้หลากหลายชนิดอย่างน้อย 5 - 10 มื้อต่อวัน (แบ่งเป็นมื้อย่อยๆ) และพยายามกินให้ได้หลากสี
4. กินไขมันดี มีมากในน้ำมันปลา ถั่วเปลือกแข็ง และเมล็ดพืช
5. กินอาหารปลอดสารพิษ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีคุณค่ามากที่สุด
6. สร้างภูมิคุ้มกันความแก่ ด้วยอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และคลายเครียดด้วยวิธีการต่างๆ
7. กินเมล็ดธัญพืช เช่น ข้าวกล้อง หรือข้าวสาลีไม่ขัดสี
8. ออกกำลังกาย ตั้งเป้าหมายว่าจะออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อย 1 ชั่วโมงต่อวัน
9. เครียดไม่ดี ควรอารมณ์ขัน ทำสมาธิ หรือมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อคนรอบข้าง
อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของสภาพจิตใจถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้ชีวิตมนุษย์แข็งแรง และมีความสุขได้อย่างยั่งยืน เมื่อสมองผ่อนคลาย กินอิ่ม นอนหลับ ก็ส่งผลถึงระบบอวัยวะภายในร่างกายที่สามารถดำเนินไปอย่างเป็นปกติ

ที่มา : สสส.
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม 2552 เวลา 16:26 น. ] ผู้ตอบคนที่ 424

เคล็ดลับคนอายุยืน

กินน้อยตายยาก กินมากตายง่าย
ขี้เกียจอายุสั้น ขยันอายุยืน
อารมณ์ดีอายุยาว อารมณ์เน่าอายุสั้น

ที่มา : เอกสารการบรรยายของ นพ. แพทย์พงศ์ วรพงศ์พิเชษฐ์
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม 2552 เวลา 13:19 น. ] ผู้ตอบคนที่ 425

คุณค่าของ สีม่วงในพืช ผัก
พืช ผัก สีม่วง ที่คุ้นเคยกันมีหลายชนิด เช่น กะหล่ำปลีสีม่วง ผักกาดสีม่วง มะเขือสีม่วง ดอกอัญชันสีม่วง ฯลฯ อาหารที่เป็นสีม่วงมิใช่เพียงแต่เพิ่มความพึงพอใจในสีสันของอาหารต่อผู้ชอบสีเท่านั้น แต่อาหารสีม่วงยังเป็นเครื่องบ่งชี้คุณค่าทางโภชนาการ รงควัตถุสีเข้มที่มีอยู่ในสีม่วงเป็นสารพฤกษเคมีที่สำคัญตัวหนึ่ง คือ แอนโธไซยานิน จากรายงานการศึกษาชี้ให้เห็นว่าสารแอนโธไซยานิน ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคเบาหวาน และโรคมะเร็งบางชนิด และในรายงานการศึกษาบางรายแสดงให้เห็นว่าสารสีม่วงอาจช่วยป้องกันสมองเมื่ออายุมากขึ้น
สีม่วงของพืช ผัก ผลไม้ต่างๆ บางอย่างจะเห็นว่าสีนั้นอยู่เฉพาะเปลือกนอกเท่านั้นแต่บางอย่างเนื้อภายในก็เป็นสีม่วงด้วย หากต้องการได้สารแอนโธไซยานินจากอาหารจะต้องกินส่วนที่เป็นสีม่วง หากอยู่ที่เปลือกก็ต้องกินเปลือกด้วย เช่น มะเขือม่วง เป็นต้น

ที่มา : หนังสือพิมพ์ เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 22 พฤษภาคม 2552
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม 2552 เวลา 13:26 น. ] ผู้ตอบคนที่ 426

สารพฤกษเคมีในอาหาร
ไลโคปีน (Lycopene) เป็นแคโรทีนอยด์ตัวหนึ่งที่พบมากใน มะเขือเทศ แตงโม มะละกอ ส้มสายน้ำผึ้ง เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ในงานวิจัยพบว่าสารต้านอนุมูลอิสระของไลโคปีนมีประสิทธิภาพสูงกว่าเบต้าแคโรทีน 2-3 เท่า ที่สำคัญข้อมูล ทางระบาดวิทยาบ่งชี้ว่า สารนี้ลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากในชายสูงอายุ
แอนโทไซยานิน (Anthocyanin) สารสีน้ำเงิน สีม่วง มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ จากการวิจัยพบว่าสารกลุ่มนี้มีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นของไขมันไม่ดี (LDL) สารแอนโทไซยานินในดอกอัญชัน เพิ่มความสามารถในการไหลเวียนในหลอดเลือดเล็กๆ ส่วนปลาย ทำให้มีเลือดมาเลี้ยงรากผมและดวงตาได้ดีขึ้น

ที่มา : รศ. ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ, มลฤดี สุขประสานทรัพย์ สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม 2552 เวลา 13:28 น. ] ผู้ตอบคนที่ 427

แอปเปิ้ล....ผลไม้ขั้นเทพ
An apple a day keeps the doctor away”
สาระสำคัญในแอปเปิ้ล คือ กรดมาลิกและกรดทาร์ทาริก ช่วยในการย่อยโปรตีนและไขมัน ทั้งยังมีสรรพคุณมากมายอาทิ ลดไขมันในเลือด ควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด ลดความอยากอาหาร และกระตุ้นการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระ

กินแอปเปิ้ลซักผลสิคะ

ที่มา : www.siamonlineshop.com
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม 2552 เวลา 14:06 น. ] ผู้ตอบคนที่ 428

สรรพคุณของใบกระเพรา
ใบกะเพราสามารถนำมาใช้ประกอบอาหารได้หลายอย่าง แต่ใครจะรู้บ้างว่าใบกะเพรานั้นมีประโยชน์มหาศาล
ใบกะเพรามีสรรพคุณในการช่วยขับลมกระตุ้นการหลั่งน้ำดี ทำให้การย่อยอาหารดีขึ้น และช่วยกระตุ้นระบบทางเดินหายใจ ช่วยในการขับเสมหะ ฆ่าเชื้อในทางเดินหายใจ มีการค้นพบการวิจัยหลายชิ้นที่ว่าใบกะเพราะสามารถลดอารมณ์ที่ฉุนเฉียวลงได้ ทำให้อารมณ์ดีขึ้น รวมทั้งยังช่วยลดอาการอักเสบของกล้ามเนื้อ
ใบกระเพรามีประโยชย์มากมายกว่าที่เราคิด ที่สามารถรักษาและลดปัญหาต่างๆ ของร่างกายเราได้

ที่มา : http://learners.in.th/blog/paphavadee/62734
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม 2552 เวลา 14:07 น. ] ผู้ตอบคนที่ 429

9 วิธี แก้โรคนอนไม่หลับ

อ่อนเพลียเนื่องจากนอนไม่หลับในตอนกลางคืน และตื่นขึ้นด้วยอาการอิดโรยในตอนเช้า ต่อไปนี้คือวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยกำจัดความทุกข์ตอนนอนให้หายไป แล้วคืนนี้จะได้นอนหลับสบาย

1.งดเครื่องดื่มกาแฟเป็นที่ทราบกันว่าคาเฟอีนมีสารกระตุ้นที่ทำให้นอนไม่หลับแต่รู้ไหมว่าสารดังกล่าวยังตกค้างอยู่ในร่างกายอีกด้วย? ดังนั้นทางที่ดี คือ กำจัดมันออกไปจากอาหารที่คุณกินหรืองดดื่มคาเฟอีนตั้งแต่มื้อเที่ยงเป็นต้นไป อย่าลืมคาเฟอีนที่ซ่อนอยู่ในน้ำอัดลม และของว่างต่าง ๆ เช่น โค้ก ช็อกโกแลตเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้นอนไม่หลับ อ่านฉลากข้างกระป๋อง และข้างถุงผลิตภัณฑ์ให้ละเอียด ดื่มชาสมุนไพร เช่น ชาคาโมมาย์ล หรือชาดอกมะนาว ที่ช่วยให้จิตใจผ่อนคลายแทนชาหรือกาแฟ เนื่องจากในชาทั้งสองชนิดนี้มีสารที่ช่วยให้จิตใจสงบเยือกเย็น และปลอดคาเฟอีน

2.อาบน้ำก่อนนอนการแช่ตัวในน้ำอุ่นก่อนนอน จะช่วยให้จิตใจผ่อนคลายจากความเครียดทั้งปวง แต่อย่าแช่น้ำนานเกินไป เพราะแทนที่จะหายเครียดกลับเครียดหนักขึ้น เนื่องจากการแช่ตัวในน้ำร้อนนานเกิน จะทำให้ผิวสูบเสียความชุ่มชื่น ดูไม่มีชีวิตชีวา เพื่อช่วยให้หลับสบาย อย่าลืมหยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์ 2-3 หยด ลงในน้ำที่อาบ หรือจะใช้น้ำนมอาบน้ำ

3.จัดห้องให้น่านอนแปลงโฉมห้องนอนให้เป็นที่ที่คุณอยากใช้เวลาอยู่นาน ๆ จัดข้าวของที่ระเกะระกะให้เข้าที่ ทำห้องให้มีกลิ่นหอมด้วยการวางถุงกลิ่นลาเวนเดอร์ และแจกันดอกไม้สด จัดห้องนอนให้มีแสงสลัว ๆ โปร่ง และอากาศถ่ายเทได้ดี หาอะไรปิดส่วนที่เรืองแสงของนาฬิกาปลุก ซึ่งนอกจากจะให้แสงสว่างเป็นพิเศษแล้ว ยังทำให้เราหันความสนใจไปที่นาฬิกาตลอดทั้งคืนตั้งเครื่องปรับอากาศที่อุณหภูมิพอเหมาะ ประมาณ 25 องศาเซลเซียส ซึ่งทำให้ห้องเย็นสบายกำลังดี

4.สมุนไพรพึ่งได้มีสมุนไพรหลายตัว โดยเฉพาะสมุนไพรจีนช่วยคลายเครียดทำให้นอนหลับได้ดี เช่น ถั่งเฉ้า มีลักษณะเป็นแท่งยาว ๆ มีสีเหลืองเป็นมันเงา ประกอบด้วยวิตามินบี 12 โปรตีน กรดไขมัน ทั้งอิ่มตัว และไม่อิ่มตัว มีสรรพคุณช่วยระงับประสาท ทำให้นอนหลับสนิท พุทราจีน เป็นผลไม้บำรุงสุขภาพที่ดีของคนจีน สามารถกินได้ทั้งสดและแห้ง แก้อาการนอนไม่หลับ เนื้อในเมล็ดช่วยผ่อนคลายประสาท ทำให้นอนหลับสบาย โสม จัดเป็นสมุนไพรจีนที่ใช้รักษาโรคมากกว่า 2,000 ปี สารไบโอแอคทีฟ (bioactive) ในโสมช่วยแก้โรคนอนไม่หลับ และรักษาโรคความจำเสื่อม ลดความเครียดดอกไม้จีนหรือจำฉ่ายเป็นพืชล้มลุกตระ+++ลเดียวกับลิลลี่ เกสรดอกไม้จีนมีสรรพคุณช่วยบำรุงประสาท ช่วยให้ผ่อนคลาย ทำให้สดชื่น และมีฤทธิ์เป็นยานอนหลับอ่อน ๆ จึงช่วยให้หลับสบาย

5.ยืดเส้นยืดสายคนที่เคลื่อนไหวร่างกายขณะทำงานในระหว่างวัน จะมีปัญหาในการนอนน้อยกว่าคนที่นั่งปักหลักอยู่กับโต๊ะทำงาน การออกกำลังกายแค่วันละ 15 นาที จะช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจน ทำให้ผ่อนคลาย และนอนหลับง่ายขึ้น ระหว่างวันควรออกไปเดินเล่นในสวน หรือเดินยืดเส้นยืดสายหลังอาหารเย็น หลังเดินออกกำลังแล้ว ให้พักประมาณครึ่งชั่วโมง จึงค่อยเข้านอนทั้งนี้เพื่อให้อัตราการเต้นหัวใจและร่างกายทำงานช้าลงก่อนถึงจะสามารถเข้านอนได้

6.กินอย่างถูกต้องการเข้านอนขณะท้องหิว หรืออิ่มแปล้จะไปรบกวนการนอนซึ่งรวมถึงการกินอาหารก่อนนอนด้วย ไม่ควรกินอาหารเย็นหลัง 2 ทุ่ม และถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเหลี่ยงโปรตีนจากเนื้อสัตว์ เพราะจะเป็นเหมือนยาชูกำลังที่ไปกระตุ้นการทำงานของฮอร์โมน ที่ทำให้ร่างกายเกิดความคึกคัก กินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตจำพวกแป้ง อาหารเย็นควรเป็นข้าว มันฝรั่ง พาสต้า ผัก ที่มีรากเป็นลำต้นใต้ดิน ถั่วต่าง ๆ อาหารเหล่านี้ทำให้ร่างกายผลิตเซโรโตนิน ที่ช่วยในการนอนหลับ

7.เอนตัวลง และทำจิตใจให้ผ่อนคลาย เปิดเพลงทำนองเบาๆ ฟังสบายๆ ขณะนอน หรือจะเปิดเทปบันทึกเสียงธรรมชาติที่ให้ความรู้สึกสงบ เยือกเย็น เช่น เสียงคลื่นซัดเข้าหาฝั่ง ปิดไฟในห้องนอน นอนซุกตัวใต้ผ้าห่ม ปล่อยให้เสียงนั้นขับกล่อมคุณ จากนั้นหายใจลึกๆ ช้าๆ เพ่งสมาธิไปที่แขนขาแต่ละข้างโดยเริ่มจากที่เท้า จินตนาการว่าแขนขานั้นจมหายลงไปในเตียง ควรใช้เครื่องเล่นเทป หรือซีดีที่ปิดเองอัตโนมัติ เพราะจะได้ไม่ต้องลุกขึ้นมาปิดเวลาเคลิ้มๆใกล้จะหลับ

8.ลุกขึ้นเดิน หากตื่นขึ้นกลางดึก และไม่สามารถข่มตาให้หลับลงได้ภายใน 30 นาที จงลุกขึ้น อย่านอนกระสับกระส่ายพลิกตัวไปมา รอเวลาจนเสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น เพราะนั่นจะทำให้รู้สึกหงุดหงิด อย่าเปิดทีวี อ่านหนังสือ หรือนั่งบนเตียงคิดเรื่องที่ยังติดค้างอยู่ในสมอง แม้นั่นจะเป็นวิธีฆ่าเวลายามนอนไม่หลับแต่ไม่ควรทำ คุณจำเป็นต้องฝึกให้ร่างกายรับรู้ว่าเตียงนอนใช้เป็นที่สำหรับนอน แม้ว่าสิ่งที่คุณทำบนเตียงจะเป็นกิจกรรมสบายๆ ประเภทดูหรือฟังก็ตาม เพราะนั่นสามารถเข้าไปกระตุ้น หรือรบกวนจิตใจได้ หากตื่นขึ้นกลางดึก ให้ลุกจากเตียงไปเอนหลังบนโซฟา หรือเก้าอี้ตัวโปรดที่นั่งสบายๆ หลับตาลงทำจิตใจให้สบายจนรู้สึกง่วงแล้วจึงค่อยลับไปนอนที่เตียง

9.มหัศจรรย์แห่งนม ตอนเด็กๆ แม่จะให้เราดื่มนมอุ่นๆ ก่อนนอน เพราะในนมมีกรดอะมิโนที่เรียกว่า ทรัยป์โตฟาน ช่วยให้นอนหลับสบาย และยังมีแคลเซียมสูง ช่วยผ่อนคลายประสาท ทำให้จิตใจสบาย บางคนบอกว่าการดื่มนมอุ่นๆ ช่วยคลายเครียด และหายอ่อนเพลีย จากการศึกษาวิจัยพบว่า เมลาโทนิน (melatonin) ช่วยให้นอนหลับ โดยเฉพาะนมที่รีดจากแม่วัวตอนเช้ามืดเพราะเป็นช่วงเวลาที่นมวัวมีเมลาโทนินสูงสุด

ที่มา : http://www.showded.com
โดยคุณ นำมาฝาก 172.29.12.237 [ วันศุกร์ ที่ 18 กันยายน 2552 เวลา 11:37 น. ] ผู้ตอบคนที่ 430

ได้อย่างไรว่า...อ้วนลงพุง
หลายๆคนอาจสงสัยว่า รู้ได้อย่างไรว่าเข้าข่ายอ้วนลงพุงแล้ว วันนี้เรามีความรู้และคำแนะนำดีๆ มาฝากค่ะสำหรับคนไทย โดยปกติ ผู้ชาย ไม่ควรมีรอบเอวเกิน 90 เซนติเมตร ส่วนผู้หญิง ไม่ควรเกิน 80 เซนติเมตร แต่ผู้ที่มีปัญหาอ้วนลงพุงมักจะมีความผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วย ได้แก่
1. ความดันโลหิตสูง ตั้งแต่ 130/80 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป (ความดันโลหิตตัวใดตัวหนึ่งสูงก็ถือว่าผิดปกติ)
2. น้ำตาลในเลือดสูง ตั้งแต่ 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป
3. ไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์สูง ตั้งแต่ 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป
4. โคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL cholesterol) ต่ำกว่า 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร สำหรับผู้ชาย และผู้หญิง ต่ำกว่า 50 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
ที่มา : สสส.
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 21 กันยายน 2552 เวลา 13:03 น. ] ผู้ตอบคนที่ 431

fกินอะไรแก้ปากเปื่อย
โดยคุณ วงศ์ธาดา ณ ลำพูน ส่งเมล์ถึง วงศ์ธาดา   ณ ลำพูน 222.123.90.76 [ วันอาทิตย์ ที่ 11 ตุลาคม 2552 เวลา 18:32 น. ] ผู้ตอบคนที่ 432

ใครกิน.........ใครได้
สำหรับเรื่องสุขภาพ อาหารเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญมาก และกินดีที่สุดเพียงวันเดียวไม่ได้ จะต้องกินให้ดีทุกวัน หมายความว่า ต้องกินอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ คือ การกินอาหารให้ได้สารอาหารครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการทุกวัน ซึ่งสำหรับคนไทยการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และให้มีความหลากหลาย จะได้สารอาหารครบทั้ง 6 ชนิด คือ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามิน เกลือแร่และน้ำ สารอาหารแต่ละชนิดที่ร่างกายได้รับจะทำหน้าที่แตกต่างกัน การที่เราจะมีสุขภาพที่ดีจะต้องกินอาหารที่กล่าวมาข้างต้นด้วยตนเอง หากไม่กินด้วยตนเอง จะไม่ได้ประโยชน์จากอาหารที่กินเข้าไป เราไม่สามารถสั่งให้ใครกินแทนเราได้

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 8 ตุลาคม 2552
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 12 ตุลาคม 2552 เวลา 14:21 น. ] ผู้ตอบคนที่ 433

เรียน คุณวงศ์ธาดา ณ ลำพูน
ไม่แน่ใจว่าอาการปากเปื่อยที่ว่าเป็นแบบไหนค่ะ
1. เป็นแผลในปาก
น่าจะเกิดจากอาการร้อนใน แก้ไขได้ด้วยการดื่มน้ำมากๆ ค่ะ
2. เป็นแผลที่มุมปาก
อาจจะเกิดจากการขาดวิตามิน B แก้ไขได้โดยการรับประทานอาหาร เช่น ข้าวที่ผ่านการขัดสีน้อย (ข้าวซ้อมมือ) ผักใบเขียว หมูเนื้อแดง รำข้าว งา หรืออาจจะเพิ่มการรับประทานวิตามิน B รวมแบบเม็ด ถ้าไม่มีปัญหาทางเศรษฐานะ ก็น่าจะช่วยได้ค่ะ
โดยคุณ ทีมงานโภชนาการ 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 12 ตุลาคม 2552 เวลา 14:27 น. ] ผู้ตอบคนที่ 434

ช่วงเทศกาลเจ ควรกินอย่างไรให้ได้สุขภาพ ค่ะ
โดยคุณ น้ำเปล่า เมืองกาญครับ 117.47.69.100 [ วันพฤหัสบดี ที่ 15 ตุลาคม 2552 เวลา 12:46 น. ] ผู้ตอบคนที่ 435

อาหารเจ เป็นอาหารที่ปรุงขึ้นมาจากพืชผักธรรมดา ไม่มีเนื้อสัตว์ ที่สำคัญต้องไม่ปรุงด้วยผักฉุนทั้ง 5 ได้แก่ กระเทียม หัวหอม กุ้ยฉ่าย ใบยาสูบ เนื่องจากเป็นผักที่มี รสหนัก กลิ่นเหม็นคาวรุนแรง การกินเจให้ครบทั้ง 5 หมู่ ดดยเฉพาะ โปรตีน สามารถหารับประทานได้จาก ถั่วเหลือง ถั่วเขียว และถั่วอื่นๆ
โดยคุณ พี่รุสดา 172.29.12.226 [ วันอังคาร ที่ 20 ตุลาคม 2552 เวลา 16:29 น. ] ผู้ตอบคนที่ 436



ส่งเสริมสุขภาพ กับเทศกาลอาหารเจ ของบุคลากร โรงพยาบาลสงขลานครินทร์
โดยคุณ งานโภชนาการ 172.29.12.226 [ วันพุธ ที่ 21 ตุลาคม 2552 เวลา 14:40 น. ] ผู้ตอบคนที่ 437



ราคาถูก สุดๆ 25 บาท นำปิ่นโต,กล่อง มาใส่อาหาร แถม ผลไม้ ค่ะ
โดยคุณ น้องชุติมา 172.29.12.226 [ วันพุธ ที่ 21 ตุลาคม 2552 เวลา 14:45 น. ] ผู้ตอบคนที่ 438



ปิ่นโต มาแล้วจ๊ะ
โดยคุณ พี่สายน้ำ 172.29.12.226 [ วันพุธ ที่ 21 ตุลาคม 2552 เวลา 15:56 น. ] ผู้ตอบคนที่ 439

ภาชนะที่ควรระวัง ให้ห่างไกลมะเร็ง
มีคำเตือนจากโรงพยาบาล จอห์น ฮอปกินส์ สหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับข้อมูลล่าสุดเรื่องมะเร็งกับการใช้ภาชนะ
1. ห้ามใส่ภาชนะพลาสติกในไมโครเวฟ
2. ห้ามใส่ขวดน้ำในช่องแช่แข็ง
3. ห้ามใส่อาหารที่ห่อหุ้มด้วยพลาสติกในไมโครเวฟ
โดยข้อมูลนี้ได้ถูกตีพิมพ์จากศูนย์กลางทางการแพทย์กองทัพบกแห่งวอลเตอร์รีด เมื่อเร็วๆ นี้ ระบุว่า สารไดออกซินที่ก่อให้เกิดมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งทรวงอก เป็นอันตรายต่อเซลล์เนื้อเยื่อของร่างกาย จึงห้ามนำขวดน้ำแช่ในช่องแช่แข็งเด็ดขาด เพราะนั่นเป็นการนำสารไดออกซินออกมาจากพลาสติก และเราไม่ควรอุ่นอาหารด้วยไมโครเวฟ โดยการใช้ภาชนะพลาสติก เพราะอาหารที่มีไขมัน เมื่อไขมันรวมตัวกันในความร้อนสูง พลาสติกจะปล่อยสารไดออกซินลงในอาหาร ในที่สุดจะเข้าสู่เซลล์ของร่างกาย
คำแนะนำคือ ให้ใช้แก้วแทน หรือภาชนะเซรามิคสำหรับอุ่นอาหาร ดังนั้นอาหารต่างๆ ที่โฆษณาทางทีวีตอนเย็น เช่น ราเมนและซุปสำเร็จรูป เป็นต้น ควรจะนำออกมาจากภาชนะบรรจุและนำไปอุ่นในภาชนะอื่นที่เหมาะสม

http://health.kapook.com
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 24 พฤศจิกายน 2552 เวลา 11:16 น. ] ผู้ตอบคนที่ 440

7 เคล็ดลับ `กินดี มีสุข'
วิธี ง่ายๆ เพื่อร่างกายที่แข็งแรง
1.รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำ เพราะมื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดและควรเป็นมื้อที่มีคุณค่าครบทั้ง 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสม
2.เลือกอาหารจากธรรมชาติไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวบาร์เลย์ (มอลต์) ถั่ว ข้าวสาลี (โฮลวีต) เมล็ดทานตะวัน เป็นต้น
3.เพิ่มผักผลไม้ในมื้ออาหารและรับประทานเป็นประจำ เพื่อเพิ่มวิตามิน เกลือแร่และสารอาหารอื่นๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย
4.ลดขนมขบเคี้ยวและขนมอบที่มีแต่ไขมัน เกลือ น้ำตาลและสารปรุงแต่งอื่นๆ ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ
5.กินปลา ไข่และเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน อาหารเหล่านี้เป็นแหล่งโปรตีนที่ดี
6.ดื่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพแทนน้ำหวาน น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
7.ดื่มน้ำและนมให้เป็นนิสัย ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้วเพื่อช่วยระบบขับถ่ายและมีน้ำหล่อเลี้ยงในเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย
ที่มา : สสส.
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันศุกร์ ที่ 8 มกราคม 2553 เวลา 13:27 น. ] ผู้ตอบคนที่ 441

อากาศร้อนจัง กินอะไรที่พอจะดับกระหาย คลายร้อนได้บ้างเนี่ย
โดยคุณ อยากรู้ 118.173.144.147 [ วันพุธ ที่ 10 มีนาคม 2553 เวลา 15:43 น. ] ผู้ตอบคนที่ 1

คลายร้อนด้วยการดื่มน้ำอุณหภูมิปกติบ่อยๆ ในช่วงหน้าร้อนบางคนมักจะมีอาการร้อนในด้วย อาหารที่ช่วยได้ก็เป็นประเภท แกงเลียง แกงจืด ต้มโคล้ง โดยประกอบด้วยฟัก แฟง ใครมีอะไรอีกบ้างเข้ามาแลกเปลี่ยนกันได้นะคะ
โดยคุณ meen 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 22 มีนาคม 2553 เวลา 15:35 น. ] ผู้ตอบคนที่ 2

รับประทานอาหารครบ 5 รส ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพ
อาหารแต่ละชนิดย่อมมีรสชาติที่แตกต่างกันไป ที่สำคัญรสชาติของอาหารแต่ละรสก็จะมีคุณประโยชน์ต่อส่วนต่างๆของร่างกายต่างกัน เราจึงควรรับประทานให้ครบทุกรสชาติ ไม่ควรติดอยู่กับรสชาติใดมากเกินไปเพราะอาจเกิดโทษต่อร่างกายได้
อาหารรสหวาน อันได้แก่ ธัญพืช ถั่วต่างๆ กล้วย อ้อย อินทผลัม น้ำผึ้ง ฯลฯ มีประโยชน์ต่อระบบย่อยและการทำงานของม้าม ช่วยเสริมการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิต
อาหารรสเค็ม เช่น สาหร่ายทะเล ปลาเค็ม เนื้อเค็ม และอาหารที่มีส่วนผสมของเกลือ จะช่วยทำให้เนื้อเยื่อในร่างกาย
กักเก็บน้ำไว้ได้ดีขึ้นและทำให้ลำไส้ดูดซึมดี แต่ถ้ากินเค็มมากเกินไปก็จะทำให้เสี่ยงต่อโรคไตได้
อาหารรสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะนาว ทับทิม และผลไม้เปรี้ยวๆ ทั้งหลาย มีประโยชน์ต่อตับและถุงน้ำดี ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำ+++ขึ้น ส่วนโทษของการกินเปรี้ยวมากไปก็คือ จะทำให้เยื่อบุกระเพาะระคายเคือง
อาหารรสขม เช่น มะระ ผักโขม มะเขือพวง สะเดา เป็นต้น ซึ่งมีประโยชน์ต่อหัวใจ ช่วยในการทำงานของระบบย่อยและดูดซึมสารอาหาร รวมไปถึงระบบขับถ่ายของเสีย
อาหารรสเผ็ด เช่น พริก ขิง กระเทียม ช่วยกระตุ้นให้เจริญอาหาร ช่วยขับสารพิษ และช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตคล่องตัวขึ้น แต่ถ้ากินเผ็ดมากไปก็อาจทำให้กระเพาะและลำไส้ปั่นป่วนและแสบร้อนได้

ที่มา : www.thaihealth.or.th
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 22 มีนาคม 2553 เวลา 15:38 น. ] ผู้ตอบคนที่ 3

เคล็ดลับ ทอดปลา ...กรอบอร่อย ไม่ติดกระทะ
เมนูปลา เป็นเมนูจานเด็ดที่หลายคนโปรดปราน เพราะเนื้อปลานุ่มลิ้น ย่อยง่าย มีประโยชน์มากมาย อาหารที่ทำจากปลา และได้รับความนิยมตลอดกาล เห็นจะเป็นเมนู “ปลาทอด” เพราะกรรมวิธีการทำไม่ยุ่งยากเกินไป หากคุณอยากทอดปลาให้เหลืองกรอบน่ารับประทาน และไม่ติดกระทะ วันนี้เรานำเคล็ดลับ มาฝากกันค่ะ
ขั้นตอนแรก เลือกปลาสดใหม่ ควรเลือกซื้อปลาที่มีความสด เนื้อแน่น ตาใส เหงือกแดง เพราะปลาที่สดเมื่อนำลงทอด หนังปลามักจะไม่ค่อยติดกระทะ ต่างกับปลาที่ไม่สด
เกลือ ตัวช่วยลดปัญหาติดกระทะ หากคุณมั่นใจว่าปลาสดแล้ว แต่ก็ยังเจอปัญหาปลาติดกระทะ มีวิธีแก้คือ นำปลาไปล้างน้ำให้สะอาด ซับเนื้อปลาให้แห้งดี แล้วทาเกลือป่นให้ทั่วตัวปลา ก่อนนำลงทอดในน้ำมันร้อน ขณะทอดควรใช้ไฟปานกลาง
น้ำมันที่เหมาะจะใช้ในการทอดปลา คือ น้ำมันปาล์ม เพราะน้ำมันปาล์มมีจุดเดือดสูงกว่าน้ำมันชนิดอื่น จึงเป็นน้ำมันที่เหมาะสำหรับทอดอาหารให้กรอบ โดยเทน้ำมันให้ท่วมตัวปลา
ขณะทอดไม่ควรพลิกปลาไปมาบ่อยๆ เมื่อนำปลาลงทอดแล้ว ให้รอจนปลาลอยตัวขึ้นมา จึงค่อยพลิกกลับอีกด้านหนึ่ง ไม่ควรพลิกปลาบ่อยๆ เพราะจะทำให้เนื้อปลาเละเสียเปล่าๆ
หากวัตถุดิบที่ใช้เป็น ปลาแช่แข็ง หรือ ปลาชุบแป้งสำเร็จรูป เวลาจะนำมาทอด ไม่จำเป็นต้องรอให้น้ำแข็งละลาย เพียงแค่ใส่น้ำมันในปริมาณที่มากพอสมควร (อย่าเสียดาย) และรอให้น้ำมันร้อน ก็สามารถนำปลาแช่แข็งลงทอดได้เลยจ้า

http://hilight.kapook.com/view/48136
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันพุธ ที่ 19 พฤษภาคม 2553 เวลา 11:52 น. ] ผู้ตอบคนที่ 4

ผลไม้ล้างพิษ จากอาหารที่คุณรับประทานได้

ทราบหรือไม่ ผลไม้สามารถล้างพิษจากอาหารที่คุณรับประทานเข้าไปได้
- แอปเปิ้ล เป็นผลไม้ที่ดีที่สุดสำหรับการขจัดของเสียออกจากร่างกาย สารเปกตินในแอปเปิ้ล จะช่วยนำสารพิษไปกำจัดทิ้ง นอกจากนี้ยังมีวิตามินและเกลือแร่ เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังลดน้ำหนักอีกด้วย
- องุ่น เป็นสารฟอกล้างสำหรับผิวหนัง ตับ ลำไส้ และไต ทั้งยังให้พลังงานสูง ช่วยบำรุงเลือดและซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย
- สับปะรด มีเอนไซม์โปรเมลินสูง เอนไซม์ตัวนี้จะช่วยการทำงานของกรดไฮโดรคลอริกในกระเพาะ และช่วยทำให้ของเสียที่เป็นโปรตีนแตกตัวได้เร็วขึ้น
- มะละกอ มะม่วง แตงโม มีลักษณะคล้ายคลึงกันแต่มะม่วงมีสารสำคัญน้อยกว่ามะละกอเล็กน้อย ผลไม้ทั้งสองชนิดมีเอนไซม์ชื่อ ปาเปน มีลักษณะคล้ายกับน้ำย่อยเปปซินในกระเพาะอาหาร จึงช่วยทำให้ของเสียที่เป็นโปรตีนแตกตัวได้เร็วขึ้น

รู้อย่างนี้แล้ว ลองหาซื้อผลไม้มารับประทานกันนะคะ...

ที่มา : www.Thaihealth.com
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันพุธ ที่ 19 พฤษภาคม 2553 เวลา 11:53 น. ] ผู้ตอบคนที่ 5

อะไร คือ Nutrition Sereening Form


ก้าวทันกับการติดตามประเมินภาวะโภชนาการของผู้ป่วยในโรงพยาบาล

เดือนมิถุนายน 2553 ที่ผ่านมา งานโภชนาการจัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง ก้าวทันกับการติดตามประเมินภาวะโภชนาการของผู้ป่วยในโรงพยาบาล โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมกว่า 120 คน ซึ่งเป็นนักโภชนาการ พยาบาล อาจารย์ จาก 14 จังหวัดในภาคใต้ และภาคกลาง ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่มีความสนใจเรื่องการประเมินภาวะโภชนาการ
อะไรคือสาเหตุที่ต้องทำการประเมินภาวะโภชนาการ
คำตอบ : สถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล (พรพ.) เล็งเห็นปัญหาของภาวะพร่องโภชนาการ (Malnutrition) และพยายามกระตุ้นให้โรงพยาบาลเห็นถึงความสำคัญโดย กำหนดให้การประเมินภาวะโภชนาการ เป็นหนึ่งในข้อกำหนดของมาตรฐาน
ภาวะ Malnutrition เป็นความผิดปกติที่พบได้ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยที่พักรักษาตัวในโรงพยาบาล และผู้ป่วยที่มารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก
ภาวะ Malnutrition เป็นสิ่งที่ทำให้ผลของการรักษาไม่เป็นไปตามที่ทีมผู้ให้การรักษาคาดหวัง เนื่องจากผู้ป่วยมีภูมิต้านทานที่ลดต่ำลง การหายของแผลยากหรือช้ากว่าปกติ และผู้ป่วยมีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดลง หย่าเครื่องช่วยหายใจได้ยากขึ้น และเกิดแผลกดทับ
ภาวะ Malnutrition เป็นสิ่งที่ทำให้ โรงพยาบาลต้องสูญเสียทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นอัตราการครองเตียง ระยะเวลาที่อยู่ในโรงพยาบาลหรือหอผู้ป่วยวิกฤติ แรงงานเจ้าหน้าที่ และที่สำคัญคือค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากภาวะ Malnutrition
ดังนั้น การประเมินภาวะโภชนาการเป็นกิจกรรมสำคัญอย่างหนึ่งในการเฝ้าระวัง โดยการ
รวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์กับโภชนาการ และนำข้อมูลเหล่านั้นมาประเมินผลผู้ป่วย ผลจากการประเมินจะเป็นประโยชน์ในการวางแผนการให้โภชนบำบัดที่เหมาะสมกับพยาธิสภาพของผู้ป่วย พร้อมทั้งการให้โภชนศึกษาแก่ผู้ป่วยและญาติ เพื่อดูแล ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารให้ถูกต้องเหมาะสม ถูกหลักโภชนาการกับโรคที่ผู้ป่วยเป็น อาจส่งผลให้สภาพร่างกายของผู้ป่วยกลับสู่สภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว
ในปัจจุบัน Screening Tool มีหลากหลายซึ่งทางสถาบันให้แต่ละโรงพยาบาลเป็นผู้กำหนดว่าจะเลือก Screening Tool ใด จึงจะเหมาะสมในการประเมินภาวะโภชนาการ ดังนั้นในการจัดอบรมของงานโภชนาการ มีโอกาสได้รับความรู้การใช้ Screening Tool เพื่อประเมินภาวะโภชนาการผู้ป่วย และร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากโรงพยาบาลต่างๆ หลากหลาย ซึ่งความรู้ต่างๆ ที่ได้ ส่งผลให้โรงพยาบาลต่างๆ รวมถึงโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการประเมินภาวะโภชนาการได้อย่างเหมาะสมตามบริบท เช่น
แบบประเมินความเสี่ยงทางโภชนาการที่ดีที่สุดคืออะไร?
- SGA (Subjective Global Assessment)
- BNT (Bhumibol Adulyadej Hospital Nutrition Triage)
- TNT (Total Nutritional Therapy)
- NRI (Nutrition Risk index)
- MUST (Malnutrition Universal Screening Tool)
- NRS (Nutrition Risk Screening Tool 2002)
หลักสำคัญการใช้ Nutrition Screening Tool “ง่ายและรวดเร็ว รบกวนงานประจำเพียงเล็กน้อย
แต่ได้ประโยชน์มาก”
การจัดอบรมครั้งนี้งานโภชนาการ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ได้รับเกียรติจากนายกสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย และสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ผศ.ดร.สุนาฎ เตชางาม และอุปนายกสมาคมฯ ผศ.ดร.ชนิดา ปโชติการ มาเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ และขอขอบพระคุณ ดร.อโนทัย โภคาธิกรณ์ ภาควิชาพยาธิวิทยา โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ที่ให้ความช่วยเหลือในการตรวจสอบความถูกต้องของ Laboratory reference range เพื่อใช้ทำ Workshop กรณีศึกษาผู้ป่วยมา ณ โอกาสนี้ด้วย....
การจัดอบรมจะสำเร็จไปไม่ได้ ถ้าปราศจากทีมงานโภชนาการทุกคน ที่ให้ความร่วมมือร่วมใจ ช่วยเหลือการทำงาน ทั้งการจัดอาหารบริการผู้ป่วย การจัดอาหารบริการงานเลี้ยง การจัดกิจกรรม 5ส. ภายในวันเดียวกันอย่างแข็งขัน ขอขอบคุณศูนย์จัดประชุมที่ต้องยุ่งวุ่นวายอยู่กับงานโภชนาการหลายเดือน….และขอขอบคุณเจ้าหน้าที่งานโสตฯ ทุกคนด้วยค่ะ
โครงการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเสร็จแล้ว! และงานด้านการประเมินภาวะโภชนาการของเราได้เริ่มต้นมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่ได้ตาม KPI ที่ทีมงานกำหนดไว้ ดังนี้
- มีการคำนวณและจัดอาหารเฉพาะโรคได้ถูกต้องตามที่แพทย์กำหนด >90%
- มีการให้คำแนะนำและปรึกษาด้านโภชนาการที่เหมาะสมและถูกต้องให้กับผู้ป่วย >90%
ทีมงานโภชนาการจึงใคร่ขอถือโอกาสนี้ ประชาสัมพันธ์ไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้ที่ยังไม่เกี่ยวข้องแต่กำลังจะ.....ทีมงานโภชนาการจะพยายามทำให้โครงการนี้เกิดผลเป็นรูปธรรมด้วยกำลังคนเพียง 1 –2 คน/วัน ในการติดตามภาวะโภชนาการผู้ป่วย เนื่องจากโภชนากรอีก 3 คน ต้องดูแลระบบการจัดบริการ อาหารผู้ป่วยในโรงพยาบาล 700 - 800 ราย/วัน ซึ่งเราจะค่อยๆ นำเสนอรูปแบบในการประเมินและติดตามภาวะโภชนาการผู้ป่วยในโรงพยาบาลให้ท่านรับทราบในโอกาสต่อไปค่ะ.


โดยคุณ ภัคจิรา 172.29.12.226 [ วันจันทร์ ที่ 5 กรกฎาคม 2553 เวลา 15:52 น. ] ผู้ตอบคนที่ 6



ผศ.ดร.สุนาฎ เตชางาม และอุปนายกสมาคมฯ ผศ.ดร.ชนิดา ปโชติการ มาเป็นวิทยากรถ่ายทอดความแบบมืออาชีพจริงๆ ค่ะ
โดยคุณ พี่ภัค 172.29.12.226 [ วันจันทร์ ที่ 5 กรกฎาคม 2553 เวลา 16:07 น. ] ผู้ตอบคนที่ 7



ช่วง วิเคราะห์ การใช้แบบฟอร์ม ประเมินภาวะโภชนาการผู้ป่วย พอเห็นช่างภาพมาทุกคนตั้งใจถ่ายภาพมาก จริงไม่จริงดูได้จากภาพนะ จะบอกให้......
โดยคุณ พี่ภัค 172.29.12.226 [ วันจันทร์ ที่ 5 กรกฎาคม 2553 เวลา 16:18 น. ] ผู้ตอบคนที่ 8



น้องโภชนากร คนสวย จากโรงพยาบาลศิครินทร์ หาดใหญ๋ นำเสนอ Case ผู้ป่วย ค่ะ
โดยคุณ พี่ภัค 172.29.12.226 [ วันจันทร์ ที่ 5 กรกฎาคม 2553 เวลา 16:24 น. ] ผู้ตอบคนที่ 9



KM ไม่ใช่ MK ช่วงเสวนา เจาะลึกประประสบการณ์การบริหารจัดการระบบการเฝ้าระวังและติดตามประเมินภาวะโภชนาการผู้ป่วยในโรงพยาบาล จากโรงพยาบาลสงขลา,โรงพยาบาลสุราษฎ์ธานี,โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ โดยมีป้าปุ๊ย เป็นผู้ดำเนินรายการ
กำชับเวลาให้ทันกับการกลับภูมิลำเนา ของน้องที่มาจาก 3 จังหวัดชายแดนอย่างปลอดภัย ไม่ใช่กำชับพื้นที่ นะค่ะ
โดยคุณ พี่ภัค 172.29.12.226 [ วันจันทร์ ที่ 5 กรกฎาคม 2553 เวลา 16:34 น. ] ผู้ตอบคนที่ 10



ลืมไม่ได้ คุณเปญจมาภรณ์ พี่เภสัชใจดี ของชาวสงขลานครินทร์ ได้มาให้ความรู้เกี่ยวกับ การเตรียมอาหารทางเส้นเลือด และสูตรอาหารพิเศษให้กับผู้ป่วยเฉพาะราย ให้ทีมงานโภชนากรได้เข้าอย่างละเอียด
โดยคุณ พี่ภัค 172.29.12.226 [ วันจันทร์ ที่ 5 กรกฎาคม 2553 เวลา 16:41 น. ] ผู้ตอบคนที่ 11

เกร็ดความรู้
ปลาทู เนื้อปลาทู 100 กรัม จะมีโอเมก้า-3 ประมาณ 2-3 กรัม โอเมก้า-3 คือ กรดไขมันไม่อิ่มตัว มีส่วนช่วยลดความข้นหนืดของโลหิต บรรเทาอาการอักเสบต่างๆ และปรับโลหิตให้อยู่ในภาวะปกติ โดยปกติร่างกายต้องการโอเมก้า-3 เพียงวันละ 3 กรัมเท่านั้น
ผักโขม ให้พลังงานต่ำแต่วิตามินสูง (วิตามินเค, เอ) มีแมงกานีสและโฟเลต แคลเซียม แมกนีเซียม มีงานวิจัยหลายชิ้นพบว่าผักโขมมีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี และเบต้าแคโรทีน ที่ทำงานร่วมกันในการช่วยส่งเสริมให้หัวใจสุขภาพดี ในผักโขมยังมี kaempferol ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง
ที่มา : วนิดา คุ้มอนุวงศ์ (กินดื่ม ต้านโรคเก๊าท์)
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันพฤหัสบดี ที่ 29 กรกฎาคม 2553 เวลา 14:55 น. ] ผู้ตอบคนที่ 12

กินเพื่อสุขภาพ : ต้องปรับทั้งพฤติกรรมและวิถีชีวิต
การกินเพื่อให้มีสุขภาพดี มิได้หมายความว่ากินอาหารดีๆ ถูกหลักโภชนาการอย่างเดียว แต่มีปัจจัยด้านพฤติกรรมและวิถีชีวิตหลายอย่างที่มีผลต่อการกิน พฤติกรรมที่ช่วยส่งเสริมให้มีสุขภาพดี คือ การกินอาหารเช้าทุกวัน ลดการกินอาหารจานด่วน กินอาหารที่ปรุงเองจากบ้าน ดื่มน้ำให้เพียงพอ ควบคุมน้ำหนัก วางแผนก่อนว่าควรจะกินอะไร กินเนื้อสัตว์สีแดงให้น้อยลง กินปลาและผัก ผลไม้ให้มากขึ้น ส่วนวิถีชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลง เช่น การออกกำลังกายเป็นประจำ ไม่กินอาหารตอนดึก เลิกสูบบุหรี่ ลดการดื่มสุรา
การปรับพฤติกรรมและวิถีชีวิตข้างต้น จะช่วยให้อาหารที่ได้รับมีประโยชน์ต่อสุขภาพ
ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 4 กรกฎาคม 2553
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันพฤหัสบดี ที่ 29 กรกฎาคม 2553 เวลา 14:59 น. ] ผู้ตอบคนที่ 13

คุณประโยชน์ของเมล็ดทานตะวัน
เมล็ดทานตะวัน อุดมด้วยโปรตีน ธาตุเหล็ก แคลเซี่ยม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ อี เค บี2 และวิตามินดี สำหรับไขมันในเมล็ดทานตะวัน จัดเป็นสารอาหารประเภทกรดไขมันไม่อิ่มตัว (Linoleic Acid) กว่า 69 % ซึ่งเป็นสารอาหารที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นมาใช้เองได้ จึงต้องรับประทานเข้าไปเท่านั้น สารอาหารประเภทกรดไขมันไม่อิ่มตัวในเมล็ดทานตะวันมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันการเกิดต้อกระจกในตา ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด (Cholesterol) ป้องกันการเกิดไขมันอุดตันในเส้นเลือด ชะลอความแก่ของผิวหนัง บำรุงผิวพรรณให้เต่งตึงดูอ่อนวัย
- ป้องกันและต่อต้านสารเคมีที่เป็นพิษที่จะก่อให้เกิดมะเร็งในปาก
- ป้องกันการเกาะตัวของเกล็ดเลือด
- เพิ่มการไหลเวียนของโลหิตให้ดีขึ้น
- เมล็ดทานตะวัน เป็นธัญพืชที่อุดมด้วยวิตามินอี และสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ที่ช่วยต่อต้านริ้วรอย ชะลออายุของเซลล์ผิว จึงช่วยให้ผิวสดใส
ที่มา : http://www.bloggang.com/mainblog.
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันพฤหัสบดี ที่ 29 กรกฎาคม 2553 เวลา 15:01 น. ] ผู้ตอบคนที่ 14

กินผักตามฤดูกาล ราคาถูก ปนเปื้อนน้อย
ฤดูกาลมีผลต่อการเจริญเติบโตของผัก ธรรมชาติของผักชนิดต่างๆ ชอบดินปลูก แสงแดด ที่ร่ม ตลอดจนฤดูกาลต่างๆ กันไป ประเด็นความแตกต่างดังกล่าว ให้ความจริงที่ประจักษ์เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพว่า พืชที่งอกงามตามฤดูกาล ไม่จำเป็นต้องใช้ยาเคมีบำรุง/ต้านแมลงมาก แต่พืชที่ปลูกฝืนฤดูกาล จะต้องบำรุงและใช้ยามาก โอกาสมีสารพิษมาก ดังนั้นจึงควรกินผักตามฤดูกาล ซึ่งนอกจากจะปนเปื้อนสารพิษน้อยแล้ว ยังซื้อได้ราคาถูกด้วย ดังนี้
ฤดูหนาว - ผักตระ+++ลกะหล่ำ แตงเทศ ถั่วลันเตา พริกยักษ์ กระเทียม หอมหัวใหญ่ เป็นต้น
ฤดูร้อน ฤดูฝน - มะระขี้นก ส้มป่อย ผัก+++ด ผักปลัง ตำลึง ชะอม มะขาม ผักหวาน ยอดพริก โหระพา ยี่หร่า แมงลัก กะเพรา ผักไผ่ ขิง ข่า กระเจียว ผักแพว เป็นต้น
ที่มา : สสส.
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันพฤหัสบดี ที่ 29 กรกฎาคม 2553 เวลา 15:03 น. ] ผู้ตอบคนที่ 15

อาหารฤทธิ์เย็น

อาจจะเพิ่งเป็นที่รู้จักแพร่หลายในสังคมไทย แต่ความจริงศาสตร์ชนิดนี้มีมาช้านาน ควบคู่กับอาหารฤทธิ์ร้อน ทั้งสองศาสตร์ล้วนใช้อาหารสร้างความสมดุลให้กับร่างกายลักษณะของอาหารฤทธิ์เย็น คือ อาหารที่มีรสชาติจืด หวานจากธรรมชาติหรือหวานไม่มาก อาหารที่ให้เส้นใยสูง ให้พลังงานต่ำ รสชาติไม่จัดจ้านเกินไป นอกจากนี้ยังแบ่งตามลักษณะของพืช เช่น พืชที่อยู่สูง ใกล้แสงแดด ด้วยพืชเหล่านี้จะสร้างความเย็นให้กับตัวเองเพื่อสู้กับความร้อนลักษณะของอาหาร เมื่อกินเข้าไปแล้วรู้สึกชุ่มคอ ไม่ระคายเคือง ถือว่ามีฤทธิ์เย็น แม้รสชาติจะต่างกัน แต่อาหารฤทธิ์เย็น อาหารฤทธิ์ร้อน มีหลักการเดียวกัน คือปรับสมดุลร่างกาย
ดังคำกล่าวที่ว่า "กินแล้วรู้สึกสบาย เบากาย มีกำลัง"

ที่มา : http://www.baanmaha.com
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 24 สิงหาคม 2553 เวลา 15:28 น. ] ผู้ตอบคนที่ 16

กินอย่างฉลาด กินอย่างมีสติ จะทำให้เรามีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ
“อโรคยาปรมา ลาภา” ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ เป็นสิ่งที่ทุกๆ คนต้องการ ดังนั้นหากเราจะกินอาหารมื้อใดก็ตามต้องอย่าลืมคำนึงถึงชนิดของอาหาร หรือกินให้ครบทั้ง 5 หมู่ และกินในปริมาณที่เหมาะสม รับรองว่าอาหารที่เรากินเข้าไปจะมีสารอาหารครบถ้วน สมดุลตามที่ร่างกายต้องการ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่แน่นอน ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าโรคภัยไข้เจ็บที่พบกันทั่วๆไป ส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับอาหารการกินที่ไม่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ สาเหตุเป็นเพราะความเร่งรีบในการดำเนินชีวิตประจำวันร่วมกับนิสัยการกินที่ไม่ถูกต้องหรือเปล่าเอ่ย!…. ฉะนั้นจะต้องคอยสะกิดกันว่าอย่าลืมนะ ต้อง “กินอย่างฉลาด กินอย่างมีสติ” เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีนะคะ

ที่มา : หนังสือแม่บ้าน ฉบับเดือนกันยายน 2553
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 26 ตุลาคม 2553 เวลา 14:49 น. ] ผู้ตอบคนที่ 17

โอเมก้า-3 … ไขมันสำหรับสมอง

นอกเหนือจากน้ำตาลกลูโคสที่เป็นแหล่งพลังงานที่สมองต้องการใช้ตลอดเวลายังมีสารอาหารที่สำคัญต่อการทำงานของสมองอีกชนิดหนึ่ง คือ ไขมัน ไขมันที่มีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของสมองคือ ไขมันโอเมก้า-3 ซึ่งเป็นไขมันที่ช่วยให้เซลล์ประสาทสื่อสารซึ่งกันและกัน
เมื่ออายุมากขึ้น ปริมาณไขมันดังกล่าวจะลดลง มีรายงานการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุ (65-80 ปี) จะมีปริมาณไขมันโอเมก้า-3 น้อยกว่าคนที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว (29-35 ปี) ประมาณร้อยละ 22 ดังนั้นผู้สูงอายุจึงควรกินปลา โดยเฉพาะปลาทะเล เป็นประจำ เพื่อจะให้ได้ไขมันโอเมก้า-3 เพียงพอสำหรับการทำงานของสมอง
ปริมาณไขมันโอเมก้า-3
1-4 กรัม/เนื้อปลา 100 กรัม : ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่า ปลาแซลมอน
2-3 กรัม/เนื้อปลา 100 กรัม : ปลาทู ปลากระพง ปลาสำลี
0.5-2 กรัม/เนื้อปลา 100 กรัม : ปลาตาเดียว ปลาแดง ปลาทะเลอื่นๆ ปลาน้ำจืด ปลาช่อน ปลาสลิด ปลาดุกอุย ปลาสวาย ปลากด

ที่มา : โครงการเผยแพร่ความรู้สมาคมคหเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 26 ตุลาคม 2553 เวลา 14:55 น. ] ผู้ตอบคนที่ 18

กินเจแบบไม่อ้วน

รศ.ดร.แก้ว กังสดาลอำไพ หัวหน้าฝ่ายพิษวิทยาทางอาหารและโภชนาการ สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ฝ่ายพิษวิทยาทางอาหารและโภชนาการ สถาบันวิจัยโภชนาการ ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหารเจที่ทำจากโปรตีนถั่วเหลือง หรือ กลูเตนจากแป้งสาลี ซึ่งผลิตเป็นอาหารประเภท ไส้กรอก ปลาเค็ม และลูกชิ้น พบว่า ผลิตภัณฑ์อาหารดังกล่าว ไม่มีฤทธิ์ก่อการกลายพันธุ์จนเกิดมะเร็งได้ แต่ในทางตรงกันข้ามสามารถช่วยยับยั้งหรือลดความเสี่ยงในการก่อกลายพันธุ์ได้ โดยช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเอ็นไซม์ที่ทำลายสารพิษนอกจากนี้ อาหารเจมีผักและผลไม้เป็นส่วนประกอบหลัก คนที่รับประทานอาหารเจจึงได้รับกากใยจากผักและผลไม้ในปริมาณที่มากพอ ซึ่งจะช่วยให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ ช่วยดักสารพิษในร่างกาย ช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่สิ่งที่ต้องควรระวังคือ อาหารเจมักมีไขมันสูง สังเกตได้จากอาหารเจ จะมีความมันวาว และอาหารเจหลายชนิดเป็นอาหารทอด ดังนั้น จึงไม่ควรรับประทานอาหารที่ปรุงด้วยน้ำมันมากเกินไป

ที่มา : food for brain
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 26 ตุลาคม 2553 เวลา 14:57 น. ] ผู้ตอบคนที่ 19

นักวิจัยเตือน! นั่งนานยิ่งตายเร็ว
อัลพา ปาเตล นักวิจัยสมาคมวิจัยโรคมะเร็งอเมริกัน เผยยิ่งนั่งเฉยนานเท่าไหร่ก็ยิ่งเสี่ยงกับความตายมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งผลการศึกษาพบว่าคนที่นั่งนานมากกว่าวันละ 6 ชั่วโมง จะเสี่ยงเสียชีวิตมากกว่าเพื่อนที่นั่งนานไม่เกินวันละ 3 ชั่วโมง ถึงร้อยละ 18 ด้วยโรคหัวใจ เพราะการนั่งเป็นเวลา นานโดยไม่ขยับเขยื้อน จะทำให้เป็นโทษกับการเผาผลาญอาหารของร่างกาย อาจจะมีอิทธิพลกับไตรกลีเซอไรด์ คอเลสเตอรอล ความดันโลหิต ซึ่งเป็นเครื่องชี้วัดของความอ้วน โรคหลอดเลือดหัวใจ และอื่นๆ ดังนั้น ทางที่ดีเราควรเปลี่ยนอิริยาบถต่างๆ สลับกับการนั่งนานเกินไปนะคะ

ที่มา : หนังสือแม่บ้าน ฉบับเดือนกันยายน 2553
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 26 ตุลาคม 2553 เวลา 14:58 น. ] ผู้ตอบคนที่ 20


โปรเจค ดูแลสุภาพ อยู่อย่างไรให้ไกลโรคร้าย ( ฝากด้วยจ้า ขอบคุณค่ะ )


คลิ๊กที่นี่ http;//www.sumret.net/index.phpทcode=siriput
โดยคุณ สิริพัฒน์ ส่งเมล์ถึง สิริพัฒน์ 192.168.5.24 [ วันเสาร์ ที่ 6 พฤศจิกายน 2553 เวลา 19:48 น. ] ผู้ตอบคนที่ 21

ดีใจมากที่คณะผู้จัดทำนำความรู้เกี่ยวกับอาหารเพื่อสุขภาพมาแนะนำทำให้รู้จักเลือกกินอาหารที่มีคุณค่าทางสาริรหารมากขึ้นค่ะ
โดยคุณ กรรณิการ 124.157.148.153 [ วันจันทร์ ที่ 20 ธันวาคม 2553 เวลา 14:00 น. ] ผู้ตอบคนที่ 22

กิน-ดื่ม ควบคุมกรด-ด่าง
โปรตีน (Protein) นม ไข่ เนื้อสัตว์ และถั่วต่างๆ เมื่อร่างกายย่อยแล้วจะกลายเป็นกรด
คาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate) ข้าว แป้ง เผือก มัน น้ำตาล เมื่อร่างกายย่อยแล้วจะกลายเป็นกรด
ไขมัน น้ำมัน ไขมันจากพืชและสัตว์ เมื่อร่างกายย่อยแล้วจะกลายเป็นกรด
ผัก เมื่อร่างกายย่อยแล้วจะกลายเป็นด่าง
ผลไม้ เมื่อร่างกายย่อยแล้วจะกลายเป็นด่าง
+++ส่วนการรับประทานอาหาร เพื่อให้ได้กรด-ด่าง ที่เหมาะสมนั้น ผู้เชี่ยวชาญคนสวย(คุณภคนิจ ศรัทธา ผู้จัดการฝ่ายฝึกอบรมศูนย์สุขภาพผิวแห่งหนึ่ง) ให้ข้อมูลว่าควรได้รับอาหารประเภทด่างให้มาก และลดปริมาณกรดให้น้อยเข้าไว้ สำหรับ+++ส่วนที่เหมาะสมนั้น ควรรับประทานอาหารประเภทด่าง หรืออัลคาไลน์ นั่นคือ ผัก ผลไม้ ให้ได้ 70 - 80% ในอาหารแต่ละมื้อ และลดอาหารประเภทกรดให้เหลือแค่ 20 - 30% แม้การปรับพฤติกรรมการกินจะเป็นเรื่องที่ควรทำเป็นอย่างมาก แต่คงไม่ต้องถึงกับเคร่งครัด ควรพยายามศึกษาหาข้อมูล ผลเสียที่จะเกิดจากการกินแบบผิดๆ ให้มาก แล้วคุณจะทำได้เองโดยอัตโนมัติ
http://www.thaihealth.or.th/node/18678
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันศุกร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา 14:48 น. ] ผู้ตอบคนที่ 23

กินดี-ออกกำลังกาย สร้างสมดุล
ปัจจุบันคนไทยมีอัตราการเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มจะอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก โรคอ้วน คือ มีการสะสมไขมันและน้ำตาลมากเกินไป ไม่สามารถเผาผลาญได้หมด ดังนั้นจึงจำเป็น ต้องทำให้ร่างกายเกิดความสมดุลด้วยการควบคุมการรับประทานอาหาร ในแต่ละมื้อ ให้มีปริมาณที่เหมาะสม และรับประทานให้หลากหลาย ร่วมกับการออกกำลังกาย อย่างน้อยวันละ 30 นาทีต่อเนื่องกันอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน จะสามารถช่วยกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อขึ้นมาทดแทนไขมันส่วนเกิน ทำให้ร่างกายแข็งแรง ช่วยลดปัญหาโรคภัยที่มาจากไขมันสะสมได้
ที่มา : นิตยสาร Health plus เดือนมกราคม 2554
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันศุกร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา 14:50 น. ] ผู้ตอบคนที่ 24

"ไม่รอให้ป่วย" เคล็ดลับง่ายๆ เพื่อความสวยและสุขภาพที่ดี

การที่จะมีความสุขกับร่างกายที่ดีนั้น มีเคล็ดลับมากมาย เคล็ดลับดีๆ ในการดูแลผิวพรรณให้มี
ประสิทธิภาพที่สุด และวิธีการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดริ้วรอยตามธรรมชาตินั้น ทำได้ง่ายๆ ด้วยหลักการ 3R
เริ่มจาก Remove คือ การเอาสารพิษต่างๆ ออกจากร่างกาย หากร่างกายเรามีสารพิษตกค้างอยู่มากจะทำให้ฮอร์โมนทำงานได้ไม่เต็มที่ ซึ่งวิธีการที่ดีที่สุดของการล้างสารพิษอย่างเป็นธรรมชาติ คือการดื่มน้ำสะอาดให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
เมื่อเราล้างพิษออกแล้วก็ควรที่จะ Replace คือ การเพิ่มเติมสารอาหารที่มีประโยชน์ และมีคุณภาพให้กับร่างกาย ซึ่งวิธีการต่อต้านริ้วรอยที่ดีและง่ายที่สุด คือการรับประทานอาหารให้ร่างกายเกิดความสมดุล เช่น การรับประทานผักและผลไม้หลากสี เลือกรับประทานโปรตีนที่ผลิตมาจากถั่วเหลือง เป็นต้น
และสุดท้าย Repair คือ การซ่อมแซมและรักษาร่างกายตามธรรมชาติ และด้วยอายุที่เพิ่มขึ้นย่อมทำให้ระบบฮอร์โมนในร่างกายเสียสมดุล เราจึงควรที่จะซ่อมแซมร่างกายด้วยการออกกำลังแบบไม่เร่งความเสื่อม นั่นคือการออกกำลังกายที่ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป

http://women.kapook.com
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันศุกร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา 14:51 น. ] ผู้ตอบคนที่ 25

แพทย์เตือน กินน้ำมันหมูมากไประวังโรค
นายประจักษ์ วัฒนกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพิจิตร ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาสุขภาพของประชาชนที่เหตุต่อเนื่องมาจากน้ำมันพืชขึ้นราคาแล้วผู้บริโภคหันไปใช้น้ำมันหมูในการปรุงอาหารแทนเหตุเป็นเพราะน้ำมันหมูมีราคาถูกกว่าจนเกรงว่าอาจส่งผลต่อสุขภาพได้
เพราะน้ำมันหมูมีโอกาสสะสมในหลอดเลือด ก่อให้เกิดโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้สูงกว่าน้ำมันพืช ดังนั้น จึงไม่แนะนำให้บริโภคทั้งน้ำมันพืชหรือน้ำมันหมูมากเกินไป หากมี ความจำเป็นหรือหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ควรบริโภคแต่เพียงน้อย อีกทั้งช่วงนี้ควรใช้วิกฤติเป็นโอกาสปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยการรับประทานอาหารประเภทแกงป่า ต้มยำน้ำใส หรือแกงจืด รวมถึงอาหารประเภท ต้ม หรือนึ่ง หรือ รับประทานผักน้ำพริก ซึ่งนอกจากจะช่วยในการรักษาสุขภาพแล้ว ยังทำให้ประหยัดเงิน และที่สำคัญควรมีเวลาให้กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะส่งผลให้สุขภาพแข็งแรงได้
ที่มา : http://www.thaihealth.or.th/node/20166
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันศุกร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา 14:52 น. ] ผู้ตอบคนที่ 26

อย่าติดหวาน...น้ำตาลคือยาพิษ
การรับประทานอาหารที่ปรุงด้วยน้ำตาลทรายขาวเป็นประจำมีแต่จะทำให้เกิดโรคภัยต่างๆ และเป็นผลเสียต่อสุขภาพได้ง่ายๆ โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคปวดศีรษะ โรคเกี่ยวกับหลอดเลือด อาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ฯลฯ ล้วนแต่เกิดขึ้นเพราะบริโภคน้ำตาลทรายขาวมากเกินไป
จริงอยู่ว่าสมองของคนเราต้องการน้ำตาลไปเลี้ยงบำรุงร่างกาย แต่นั่นหมายถึงน้ำตาลที่บริสุทธิ์ มิได้ผ่านกระบวนการทางเคมีต่างๆ คนเราควรรับประทานน้ำอ้อย หรือน้ำผึ้งเพื่อเป็นการให้ความหวานต่อร่างกายแทนน้ำตาลทรายขาว การปรุงอาหารต่างๆ ควรใช้น้ำตาลทรายแดงเพียงเล็กน้อย ขนมหวานต่างๆ ก็ไม่จำเป็นต้องรับประทานเพราะความหวานจากผลไม้อันเป็นเสมือนน้ำตาลจากธรรมชาติ น้ำผึ้ง น้ำอ้อย จะสามารถให้น้ำตาลแก่สุขภาพร่างกายได้อย่างพอเพียง การที่คุณรับประทานผลไม้ทุกๆ วัน ก็เท่ากับว่าเติมน้ำตาลให้ร่างกายอย่างพอเพียงแล้ว ขนมหวานต่างๆ
น้ำอัดลม อาหารปรุงด้วยน้ำตาลทรายขาว มิได้ให้แร่ธาตุหรือสารอาหารที่ร่างกายต้องการเลยแม้แต่
น้อยนิด

http://www.siamhealthtoday.com/บทความสุขภาพ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันพุธ ที่ 2 มีนาคม 2554 เวลา 10:36 น. ] ผู้ตอบคนที่ 27

ประโยชน์ดีๆ ของแอ๊ปเปิ้ล
แอ๊ปเปิ้ลหนึ่งผลให้ประโยชน์มากมาย ที่โดดเด่นเป็นพิเศษคือ วิตามินซี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการต้านฟรีแรดิคอลและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายและเพกติน ใยอาหารชนิดละลายน้ำได้ ช่วยลดปริมาณไขมันชนิดแอลดีแอลซึ่งเป็นไขมันตัวร้ายจึงมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ ยิ่งไปกว่านั้นแอ๊ปเปิ้ลยังมีสาร ฟลาโวนอยด์ ซึ่งประกอบไปด้วย เควอร์เซทิน ที่ช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคในระบบทางเดินหายใจ ลดการอักเสบ นอกจากนี้ยังมี รูทิน ช่วยบำรุงเส้นเลือดให้แข็งแรง
เรียกได้ว่าแอ๊ปเปิ้ลจัดเป็นผลไม้มากคุณค่าที่หากินได้ง่ายทุกฤดูกาล

หนังสือ ชีวจิต เดือน พฤศจิกายน 2553
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันพุธ ที่ 2 มีนาคม 2554 เวลา 10:37 น. ] ผู้ตอบคนที่ 28

ผักครึ่งหนึ่ง อย่างอื่นครึ่งหนึ่ง

หนึ่งในสามของคนที่เป็นมะเร็ง มีสาเหตุมาจากการกินอาหารที่ไม่ถูกต้อง หากเรากินอาหารในแต่ละวันให้ได้+++ส่วน คือ กินผักครึ่งหนึ่ง อย่างอื่นครึ่งหนึ่ง จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งได้ ผัก ในที่นี้หมายถึง พืชชนิดต่างๆ ที่ใช้ทำเป็นอาหาร ซึ่งอาจเป็นส่วนของใบ ลำต้น ดอก ผล หรือราก นอกจากนี้ยังรวมถึง เห็ด สาหร่าย และผลไม้ชนิดต่างๆ อีกด้วย อย่างอื่น ในที่นี้หมายถึงส่วนที่เป็นอาหารประเภทแป้งเป็นหลัก ได้แก่ ข้าวต่างๆ ถั่ว งา เผือก มัน เป็นต้น รวมถึงเนื้อสัตว์ และไขมัน เพียงเล็กน้อย เราจึงควรกินผักและผลไม้ ให้ได้ครึ่งหนึ่งของปริมาณอาหารในแต่ละมื้อ หรือประมาณ 500 กรัมต่อวัน เป็นประจำ
"กินผัก ผลไม้สด ลดอาหารไขมัน ป้องกันมะเร็ง"

ข้อมูลจาก สสส.

โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันพุธ ที่ 2 มีนาคม 2554 เวลา 10:38 น. ] ผู้ตอบคนที่ 29



ผิวสวยใส ห่างไกลมะเร็ง 04/02/11
ท่านทราบหรือไหมว่าอาวุธที่ดีที่สุดในการป้องกันมะเร็งไม่ใช่ยาไม่ใช่วัคซีน แต่เป็นของธรรมดาที่เราเสพย์อยู่ทุกวันคืออาหารเป็นสิ่งที่ป้องกันมะเร็งได้ดีที่สุด
กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งซึ่งรายงานว่าถ้าเลือกกินอาหารให้ถูกต้องจะสามารถอัตราการตายจากโรคมะเร็งลงได้ 35 %
ฉะนั้นถ้าเราจะลดการกินอาหารที่ทำให้เกิดมะเร็งลงและกินอาหารที่ช่วยป้องกันมะเร็งให้มากขึ้น ก็น่าจะช่วยให้อัตราการเสี่ยงของการเป็นมะเร็งลดลงได้
แล้วจะกินอย่างไรดี...
อาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินเอ (เบต้าแคโรทีน) วิตามินซี และวิตามินอี ช่วยลดความเสี่ยงของการที่เซลล์ผิวหนังถูกทำลายได้ โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับแร่ธาตุสังกะสี และแร่ธาตุซีลีเนียม
วิตามินเอ
ประโยชน์ต่อผิวหนัง
วิตามินเอเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งจะช่วยในเรื่องการป้องกันการเสื่อมอายุของผิวหนัง การซ่อมแซมผิวหนังที่เสียไป นอกจากนี้วิตามิน เอยังมีความสำคัญต่อขบวนการเติบโตของผิวหนัง และเป็นสารสำคัญที่ช่วยทำให้ผิวหนังมีการทำงานอย่างปกติ
แหล่งอาหาร : ไข่ นม เนย ปลาแซลมอน ปลา
แคโรทีนอยด์ : ผักใบเขียว เช่น บล็อคโคลี ฟักข้าว ผักโขม หน่อไม้ฝรั่ง มะละกอ แคนตาลูป มะเขือเทศ ฟักทอง เป็นต้น
วิตามินซี ประโยชน์ต่อผิวหนังวิตามินซีเป็นตัวสำคัญในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายรวมทั้งผิวหนังของเรา นอกจากนี้ยังเป็นตัวสำคัญในการสร้างคอลลาเจนด้วย
วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญมากตัวหนึ่งสามารถลดไขมันที่ไม่ดีในเลือด (LDL) และเพิ่มไขมันที่ดี (HDL) ด้วย ช่วยลดความดันโลหิตสูง ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย และโรคเกี่ยวกับระบบตาด้วย
แหล่งอาหาร
ผัก : ผักตระ+++ลกล่ำให้วิตามินซีสูงที่สุด และผักอื่นๆ อาทิ บร็อคโคลี กะหล่ำปลี มะเขือเทศ มันฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง
ผลไม้ : ผลไม้แทบทุกชนิดมีวิตามินซี โดยเฉพาะในกลุ่มของมะขามป้อม ฝรั่งมะละกอ ส้ม แตงโม ส้มโอ

วิตามินอี ช่วยเรื่องการชะลอความแก่ชราช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื้น ลดการอักเสบ และช่วยซ่อมแซมผิวหนังได้ด้วยวิตามินอี เป็นตัวต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ เพราะมีส่วนช่วยลดไขมัน ป้องกันการเกิดการแข็งตัวของเลือด ป้องกันโรคมะเร็งและหัวใจ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันพุธ ที่ 2 มีนาคม 2554 เวลา 10:42 น. ] ผู้ตอบคนที่ 30



แหล่งอาหาร
ผัก : ผักใบเขียว บล็อคโคลี มันฝรั่ง
ผลไม้ : มะม่วง และอื่นๆ เช่น จมูกข้าวสาลี เมล็ดธัญพืช เช่นเมล็ดทานตะวัน ถั่วอัลมอนด์ ถั่วเหลีอง น้ำมันพืช ปลาแซลมอนน้ำมันปลา

Q 10 ถือว่าเป็น co-enzyme ที่สำคัญตัวหนึ่งในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระสำหรับขบวนการเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย แต่เมื่ออายุมากขึ้นหรือเวลามีความเครียด ร่างกายก็จะสร้าง Q10 ได้น้อยลง
ประโยชน์ต่อผิวหนัง
ช่วยป้องกันอนุมูลอิสระที่เกิดจากรังสี UVประโยชน์ต่อร่างกายอื่นๆ ช่วยสร้างอนุมูลอิสระที่เกิดภายในร่างกาย และเสริมสร้างขบวนการสร้างพลังงานระดับเซลล์ นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันหัวใจและป้องกันการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง
แหล่งอาหาร
ถั่วลิสง น้ำมันถั่วเหลือง ปลาแซลมอน ไข่ เนื้อวัว ตับไต หัวใจ จมูกข้าวสาลี
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันพุธ ที่ 2 มีนาคม 2554 เวลา 10:43 น. ] ผู้ตอบคนที่ 31



เมนู สี่ซ่า...ท้าให้สวย
ส่วนผสม
ปลาทูน่า 1 ถ้วย
ข้าวโพดแกะเมล็ด ครึ่งถ้วย
แครอท ครึ่งถ้วย
มะเขือเทศราชินี 2 ช้อนโต๊ะ
องุ่น 2 ช้อนโต๊ะ
ส้มโอ 2 กลีบ
บล็อคโคลี่ ครึ่งถ้วย
เมล็ดทานตะวันอบแห้ง 2 ช้อนโต๊ะ
แผ่นโรตีหรือปอเ+++ยะ
ส่วนผสมน้ำยำ

พริกขี้หนู 1 ช้อนโต๊ะ
กระเทียม 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 2 ช้อนชา
วิธีทำแสนง่าย
1. ปลาทูน่ากรองให้สะเด็ดน้ำ ยีให้ฟู
2. ข้าวโพดต้มให้สุกแกะเมล็ด
3. แครอทหั่นเป็นเส้นหรือสี่เหลี่ยมเล็ก ลวกให้สุก
4. บล็อคโคลี่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ลวกให้สุก
5. นำส่วนผสมดังนี้ ปลาทูน่า ข้าวโพดต้ม แครอท บล็อคโคลี่ มะเขือเทศราชินี องุ่น ส้มโอ คลุกเคล้าให้เข้ากัน ใส่น้ำยำ ปรุงรสตามชอบ
6. นำแผ่นโรตีหรือแผ่นปอเ+++ยะใส่ใส้ที่เตรียมไว้ ม้วนให้แน่น เสิร์ฟเป็นอาหารว่าง
เคล็ดลับความอร่อย
• สามารถใช้ผักสด อาทิ ผักกาดหอม ใบคะน้านำมาห่อใส้แทนแผ่นโรตีได้
• สามารถใช้ปลาทะเลชนิดอื่น แทนปลาทูน่าได้ เช่น ปลาทู ปลาซาบะ เป็นต้น
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันพุธ ที่ 2 มีนาคม 2554 เวลา 10:49 น. ] ผู้ตอบคนที่ 32

คอเลสเตอรอลตัวการทำลายสมอง
งานวิจัยประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่า การกินอาหารที่มีไขมันในเลือดสูง หรือคอเลสเตอรอลสูง จะส่งผลถึงความเสียหายแก่สมองได้ เนื่องจากการสะสมของไขมันในเส้นเลือด โดยอาหารที่คอเลสเตอรอลสูงจะทำให้ออกซิเจนลำเลียงผ่านเลือดสู่สมองได้น้อยลง และเมื่อเป็นเช่นนี้นานเข้าก็สามารถสร้างความเสียหายให้แก่สมองได้ ความเสียหายที่มีต่อสมองจากสาเหตุดังกล่าวจะส่งผลคล้ายโรคอัลไซเมอร์
ปริมาณคอเลสเตอรอลในอาหาร / อาหาร 100 กรัม
อาหาร คอเลสเตอรอล(มก.) อาหาร คอเลสเตอรอล(มก.)
เนื้อหมู 82 ปลาหมึก 348
ไข่ทั้งฟอง 504 ไข่นกกระทา 3,640
นมสด 250 ไข่แดง 1,480
ตับหมู 355 ไอศครีม 40
ไส้กรอกไก่ 107 ปลาทูน่า 186
เนื้อไก่ 77 ปลาดุก 60

ที่มา : หนังสือแม่บ้าน ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2554
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันพฤหัสบดี ที่ 10 มีนาคม 2554 เวลา 15:04 น. ] ผู้ตอบคนที่ 33



เด็กญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการกิน,ปลา,นม ,ต้าหู้และผัก เด้กไทยเรากินอะไรกันถึงได้อ้วนเอาอ้วนเอา ค่ะ
โดยคุณ สายใย 172.29.12.78 [ วันศุกร์ ที่ 25 มีนาคม 2554 เวลา 15:05 น. ] ผู้ตอบคนที่ 34

สมองดี ความจำดี เริ่มที่อาหาร
ถ้าเซลล์สมองขาดอาหารไม่ว่าจะเป็นชนิดหรือปริมาณแม้จำนวนเพียงเล็กน้อยก็จะทำให้ความสามารถในการจำลดลง อาหารที่ส่งเสริมให้สมองแข็งแรง ทำงานได้ดี มีดังนี้
อาหารที่มีสารอาหารโปรตีน ทำหน้าที่สร้างเซลล์สมองให้เจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่ชำรุด อาหาร เช่น ปลา เนื้อหมู เนื้อไก่ อาหารทะเล ถั่วเมล็ดแห้ง ไข่
อาหารที่มีวิตามิน บี ได้แก่ บี1 บี2 บี6 บี12 ไนอะซิน กรดโฟลิก ช่วยป้องกันสมองเสื่อม ความจำเลอะเลือน มีในอาหารกลุ่มเนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่ว ธัญพืชขัดสีน้อย และผักใบเขียว
อาหารที่มีธาตุเหล็ก การขาดธาตุเหล็ก ทำให้สมาธิสั้น การเรียนรู้ลดลง มีในอาหาร เนื้อสัตว์ อาหารทะเล ผักใบเขียว
อาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ วิตามินซี วิตามินอี เบต้าแคโรทีน และซีลีเนียม สารเหล่านี้จะทำงานร่วมกันในการป้องกันไม่ให้อนุมูลอิสระทำลายสมอง จึงควรรับประทานผลไม้สดและพืชผักสีสันต่างๆ เป็นประจำ วิตามินอีมีใน ถั่วลิสง อัลมอนต์ แมคคาเดเมีย เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน

ที่มา : หนังสือ แม่บ้าน ฉบับเดือน มีนาคม 2554
โดยคุณ เลขา Cop 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 26 เมษายน 2554 เวลา 10:29 น. ] ผู้ตอบคนที่ 35

กิน ปลาทู สู้โรคหัวใจ - บำรุงสมอง
ปลาทู นำมาทำเป็นอาหารไทย มีจำหน่ายในรูปแบบ ปลาทูสด และปลาทูนึ่ง ซึ่งมีลักษณะการขายใส่ภาชนะที่เรียกว่า เข่งปลาทู นิยมนำมาทอด รับประทานคู่กับ น้ำพริก กะปิ หรือ ทำเป็นน้ำพริกปลาทู ส่วนปลาทูสดนิยมนำมาทำเป็นต้มยำปลาทู

ปัจจุบันผู้คนทำงานหนัก ทำให้เกิดภาวะเครียด ในขณะที่บางคนรับประทานอาหารแต่ละมื้อ ไม่ครบ 5 หมู่ ประกอบกับมลพิษที่อยู่ในอากาศ เกิดอนุมูลอิสระขึ้นในร่างกาย ส่งผลให้เกิดโรคต่างๆ มากขึ้นกว่าในอดีต วิตามิน และอาหารเสริม จึงเริ่มเข้ามามีบทบาทกับชีวิต โดยเฉพาะ
“โอเมก้า 3” ที่มีอยู่ในน้ำมันปลาที่หลายคนรู้จัก

เนื้อปลาทูมีสารโอเมก้า 3 ค่อนข้างมาก ในเนื้อปลาทู 100 กรัมมีสารโอเมก้า 3 ราว 2-3 กรัม ช่วยลดอัตราการตายจากโรค หัวใจและโรคหลอดเลือดตีบ และยังลดโคเลสเตอรอล ไตรกลี เซอไรด์ รวมทั้งลดความหนืดของเลือด ลดการอักเสบ ทำให้ความข้นในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ที่มา : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ http://th.wikipedia.org
โดยคุณ เลขา Cop 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 26 เมษายน 2554 เวลา 10:30 น. ] ผู้ตอบคนที่ 36

พริกแกงไทย ออกฤทธิ์ยับยั้งสารก่อมะเร็ง

สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยผลการวิจัยหลังการศึกษาการยับยั้งการเกิด
ไนโตรซามีน หรือสารก่อมะเร็ง ในน้ำพริกแกง 3 ชนิด คือ น้ำพริกแกงส้ม น้ำพริกแกงเขียวหวาน และ
น้ำพริกแกง ซึ่งมีส่วนผสมของสมุนไพรไทยจำนวนมาก พบว่าน้ำพริกแกงเหล่านี้มีสารยับยั้งการเกิด
มะเร็งได้ ในต่างประเทศเคยทำการวิจัยสารที่สามารถยับยั้งสารก่อมะเร็งชนิดเดียวกันใน สตรอเบอรี่
ก้านคะน้า และกระเทียม พบว่าสามารถยับยั้งสารก่อมะเร็งได้ร้อยละ 45 - 55 เมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน
พบว่าพริกแกงสามารถยับยั้งสารไนโตรซามีนได้ถึงร้อยละ 74 - 85 เนื่องจากมีส่วนประกอบอื่นที่มี
คุณสมบัติพฤกษเคมี เช่น กระเทียม หอมแดง ข่า ตะไคร้ กระชาย พริกต่างๆ ซึ่งมีฤทธิ์สามารถยับยั้ง
สารที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้เช่นกัน

ที่มา : หนังสือแม่บ้าน ฉบับเดือนมีนาคม 2554
โดยคุณ เลขา Cop 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 26 เมษายน 2554 เวลา 10:31 น. ] ผู้ตอบคนที่ 37

“แคลเซียม” นั้น สำคัญฉะนี้
แคลเซียมเป็นแร่ธาตุสำคัญในการสร้างและรักษาความแข็งแกร่งของกระดูกในคนเรา รวมไปถึงสร้างความแข็งแรงของฟันและกล้ามเนื้อให้มีสุขภาพดีด้วย คงมีหลายคนสงสัยว่าจะเริ่มรับประทานแคลเซียมให้มากในช่วงวัยใดจึงจะดี จากข้อมูลพบว่า การรับแคลเซียมตั้งแต่อายุ ยังน้อย โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นนับว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญมาก มวลกระดูกของคนเรานั้น จะเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องไปจนถึงอายุ 30 หรือ 35 ปี สำหรับอาหารที่มีแคลเซียมอยู่มากนั้นจะอยู่ในอาหารประเภทนม ชีส โยเกิร์ต และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับนม จะเป็นตัวช่วยสร้างมวลกระดูกขึ้นมา นอกจากนี้ในอาหารจำพวกผักใบเขียว ถั่วเมล็ดแห้ง เมล็ดอัลมอนด์ และผลไม้ ก็มีแคลเซียมอยู่ไม่น้อย เนื่องจากเซลล์ในกระดูกจะถูกทำลายอยู่เสมอ และมีการสร้างเซลล์ขึ้นมาใหม่ ถ้าหากร่างกายได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ จะส่งผลให้กระดูกอ่อนแอได้ แล้วจะรับประทานแคลเซียมในปริมาณเท่าไรจึงจะเพียงพอ ควรรับแคลเซียมให้ได้ เฉลี่ยประมาณวันละ 550 มิลลิกรัม แต่ปริมาณที่ว่านั้นก็ยังขึ้นอยู่กับอายุที่ต่างกันไปด้วย ถ้าอยู่ในช่วงอายุระหว่าง 19-50 ปี ควรได้รับแคลเซียมประมาณ 1,000 มิลลิกรัม แต่ถ้าอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรจะให้ได้ปริมาณวันละ 1,200 มิลลิกรัม
http://www.siamhealthtoday.com
โดยคุณ เลขา Cop 172.29.12.237 [ วันอังคาร ที่ 26 เมษายน 2554 เวลา 10:32 น. ] ผู้ตอบคนที่ 38

ขอแชร์การลดน้ำหนัก 5กิโลในหนึ่งสัปดาห์ ไม่มีโยโย่
หนูหนักประมาณ 67 กก.เครียดคะ เพื่อนทัก อยากเก็บตัวไปลดน้ำหนักคะ ลองทุกวิธี เสียเงินฟรีทุกที จนเพื่อนสนิทแนะนำที่ปรึกษาด้านการลดน้ำหนัก บวกดูเวปเค้าแล้วเกิดความหวัง เลยลองโทรไปปรึกษาดู ตอนนี้ทานมา2เดือนกว่าแล้ว มีเชฟ เหมาะสมหรับคนที่มี น้ำหนักตัวเกิน ส่วนเกินมาก หรือคนที่พยายามหาสูตรลดพุง แต่ก็ไม่ได้ผล หรือแนะนำให้ลอง มีเชฟ ที่เพื่อนเกือบทุกคน ลงความเห็นเดียวกันว่า me shapeได้ผล ดี และปลอดภัยที่สุดค่ะ++แต่พี่เค้า ตอนนี้น้ำหนักหนูอยู่ที่ 54กิโล ได้ผลจริงๆคะ หนูเลยลองมาบอกเพื่อนๆต่อคะ คนเคยเซ็งเหมือนกันคะ โทรหาเขาโดยตรงเลยก็ได้คะ ชื่อพี่ ต้าคะ เบอร์นี้เลยค่ะ >>>> 083-6921558 ดูเวปเค้าได้ที่นี้นะคะเว็บไซต์ : http://slimworld.igetweb.com/
โดยคุณ yaya ส่งเมล์ถึง yaya 110.168.106.227 [ วันพฤหัสบดี ที่ 26 พฤษภาคม 2554 เวลา 00:13 น. ] ผู้ตอบคนที่ 39

แบ่งปันประสบการ หนิงขอแชร์ประสบการการลดน้ำหนัก 5กิโลในหนึ่งสัปดาห์ ตื่นเต้นมากคะ ผิวดีและไม่มีปัญหาโยโย่เอฟเฟคตามมาเลย ตอนนี้มีความสุข!!มากกคะ
หนูชื่อน้องหนิงนะคะ ปรกติน้ำหนักหนูที่ประมาณ 67 กก.มาเกือบ10ปีแล้วคะ แล้วอยู่ๆมันก็เพิ่ม จนหนูมาสำนึกตัวอีกทีตอนที่เสื้อผ้าใส่ไม่ได้แล้ว เครียดคะ เพื่อนสนิทเริ่มทัก ....อ้วนบวกดำคนกลัวกันเป็นแถวๆคะ นึกว่าหมูป่าคะ อิอิ(แต่ตอนนั้นขำไม่ออกเลย) อยากเก็บตัวไปลดน้ำหนักซัก3เดือนเลยที่เดียว แล้วก็เอาจริง คะ เคยลองมาทุกวิธี ยาลดน้ำหนัก อดอาหาร กินอาหารเสริมแทนข้าวฯลฯ แต่ก็ไม่เคยได้ผล เสียเงินฟรีทุกที เดือนเดียวก็คืนสภาพเป็นหมูป่า หนูเลย ตัดสินใจเลิกปล่อยไปตามอัตภาพ....จนกระทั่งวันหนึงเพื่อนสนิทหนูแนะนำที่ปรึกษาด้านการลดน้ำหนัก เ ก็เลยตัดสินใจ ลองโทรไปปรึกษาดู บวกกับดูเวปเค้าแล้วเกิดความหวังอีกครั้ง เลยลองบอกต่อมานะคะ ตอนนี้ทานมา2เดือนกว่าๆแล้วคะ ลดน้ำหนักได้ผลตั้งแต่สัปดาห์แรก และผิวก็ดีขึ้นด้วยคะ เพราะมีเชฟ(mee shape) อาหารเสริมลดน้ำหนัก ผสม แอลคานิทีน แท้100%มีเชฟmee shape เหมาะสมหรับคนที่มี น้ำหนักตัวเกิน ส่วนเกินมาก หรือคนที่พยายามหา วิธีลดน้ำหนัก วิธีลดความอ้วน สูตรลดพุง จากที่ต่างๆแต่ก็ไม่ได้ผล บางท่านทาน ยาลดน้ำหนัก หรือเข้า ครอสลดน้ำหนัก ราคาแพงๆ ก็ยังไม่เห็นผล หรือบางท่านก็ ลดน้ำหนัก ผิดวิธี ลดความอ้วน ด้วย การอดอาหาร แนะนำให้ลอง มีเชฟ สุดยอดสูตรลดน้ำหนัก ที่เพื่อนเกือบทุกคน ต่างก็ลงความเห็นเดียวกันว่า me shape ลดน้ำหนักได้ผล ดี และปลอดภัยที่สุดค่ะ++แต่พี่เค้า บอกว่าอยู่ที่สภาพร่างกายของแต่ละคนด้วยนะคะ...(พี่เค้าพูดตรงๆดี) ตอนนี้น้ำหนักหนูอยู่ที่ 54กิโล พบกับความเปลี่ยนแปลงในชีวิตครั้งใหญ่เลย ได้ผลจริงๆคะ หนูเลยลองมาบอกเพื่อนๆต่อคะ คนเคยเซ็งเหมือนกันคะ โทรหาเขาโดยตรงเลยก็ได้คะ ชื่อพี่ ตาต้าคะ เบอร์นี้เลยค่ะ >>>> 083-6921558
ดูเวปเค้าได้ที่นี้นะคะเว็บไซต์ : http://slimworld.igetweb.com/
อตีดหมูหนิง ทุกวันนี้ น้องหนุงหนิงคะ^-^
โดยคุณ yaya ส่งเมล์ถึง yaya 110.168.106.227 [ วันพฤหัสบดี ที่ 26 พฤษภาคม 2554 เวลา 00:16 น. ] ผู้ตอบคนที่ 40

เรียน คุณหนุงหนิงค่ะ
เนื่องจากกระทู้กินให้เป็นรู้ให้ทัน เป็นกระทู้ที่ตั้งเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการดูแลสุขภาพด้วยอาหาร /อัฟเดตข้อมูลข่าวสาร โดยไม่มีการชี้นำ
ฉะนั้นการชี้นำ หรือการขายสินค้าใดๆ ขอความกรุณางดโพสในกระดานนี้คะ
โดยคุณ สมาชิกCoP 172.29.12.195 [ วันพุธ ที่ 8 มิถุนายน 2554 เวลา 12:27 น. ] ผู้ตอบคนที่ 41

<a href="http://www.2011monclersitoufficiale.com" title="moncler sito ufficiale">moncler sito ufficiale</a> may be a very best point type during the affordable jacket way. It is a fact the fact that Moncler leather coats happen to be countless Hollywood celebs every last super star during Hollywood has got him or her lording it over. Certain Moncler website made available the fact that near to the considerable reverse of budgets just as before any dash off to container near to the in advance the fact that means that you can precede decoys easily enough virtue any gobbler during condition that you&#8217;re glorious the fact that daytime.

Many <a href="http://www.2011monclersitoufficiale.com" title="cheap moncler sito ufficiale">cheap moncler sito ufficiale</a> ndividuals usually do not desire to use weighty layers, thicker layers due to the fact we all not merely! finest protect a fantastic physique, yet can&#8217;t exhibit our own garments. Moncler jacket Nevertheless, you realize, inside Italy, to remove the problems. Exactly why? What exactly is the main cause? Sure, needless to say! Straight down layers have become great to be able to each &#8221; with the celebrated brand name Moncler coating won&#8217;t grow to be out of date, they may be cozy, long-lasting, endless, constantly choose a vintage.

The moncler 2011 young children jackets course gives young children the meek children fur using a sheepskin cuff once again insole. progeny amenability further more benefit from the classicmetallic, the cozy along with classy jacket magnitude sparkly titanium colorations that will these people remain additional from the masses, although keeping the help out connected with moncler classic sequence.







โดยคุณ moncler sito ufficiale ส่งเมล์ถึง moncler sito ufficiale 220.249.80.61 [ วันเสาร์ ที่ 16 กรกฎาคม 2554 เวลา 10:15 น. ] ผู้ตอบคนที่ 42



ในวันที่ 23 กค.54 รพ.สงขลานครินทร์ ได้จัดกิจกรรม รู้รักษ์ รู้บริโภค กับการลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งลำไส้ นำทีมโดย อาจารย์แพทย์หญิงธีรนุช และดร.ชนิดา รวมถึงทีมงานพยาบาลและนักโภชนาการ กิจกรรมต่างๆในงานได้รับการชื่นชมจากผู้สนใจ ขอให้จัดกิจกรรมดังกล่าวต่อค่ะ ในกิจกรรมที่จัดขึ้นมีผู้เข้าร่วมประมาณ 170 คน
โดยคุณ น้องหยก 172.29.12.78 [ วันพุธ ที่ 3 สิงหาคม 2554 เวลา 08:06 น. ] ผู้ตอบคนที่ 43

กินปลาทะเลหรือปลาน้ำจืดดีกว่ากันนะ
ปลามีประโยชน์มากมาย ทำให้อดสงสัยต่อไม่ได้ว่า กินปลาทะเลหรือปลาน้ำจืดดีกว่ากัน
จากการทำการวิจัยและวิเคราะห์สารอาหารในปลาทะเล ได้แก่ ปลากะพงแดง ปลาทูสด ปลาทูนึ่ง ปลาสำลี ปลาอินทรีย์ และปลาน้ำจืด ได้แก่ ปลานิล ปลากราย ปลาตะเพียน ปลาสลิด ปลาช่อน พบว่าปริมาณโปรตีนในปลาทะเลและปลาน้ำจืดที่ยังไม่ผ่านการปรุงสุกมีปริมาณไม่แตกต่างกัน คือ ปลาทะเลมีปริมาณโปรตีน 18-22 กรัม / 100 กรัม ส่วนปลาน้ำจืดมี 17-20 กรัม / 100 กรัม
เมื่อเปรียบเทียบปริมาณโปรตีนของปลาทะเลและปลาน้ำจืด จึงสามารถสรุปได้ว่า ถ้าจะกินปลาให้ได้โปรตีนครบถ้วน สามารถกินได้ทั้งปลาทะเลและปลาน้ำจืดค่ะ

ที่มา : หนังสือชีวจิต
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 12 กันยายน 2554 เวลา 14:47 น. ] ผู้ตอบคนที่ 44

กินอย่างไรให้ยิ้มสวย
อาหารบางอย่างก็อาจทำให้ฟันผุกร่อนได้ ในขณะที่อาหารบางประเภทจะช่วยป้องกันโรคเหงือกและฟัน แม้แต่ทำให้ลมหายใจหอมสดชื่นได้ด้วยซ้ำ
กินคาร์โบไฮเดรตในมื้ออาหารเท่านั้น อาหารจำพวกแป้งมักจะติดเกาะอยู่ในช่องว่างระหว่างฟันหรือบริเวณเหงือก จากนั้นก็จะแตกตัวเป็นน้ำตาล กลายเป็นสารอาหารให้แบคทีเรีย และทำให้เกิดคราบซึ่งเป็นบ่อเกิดของโรคเหงือกและอาการฟันผุ
กินวิตามินซีให้เพียงพอ จากการศึกษาของ State University of New York University เปิดเผยว่า คนที่กินวิตามินซีน้อยกว่า 60 มิลลิกรัมต่อวัน จะมีโอกาสเป็นโรคเหงือกสูงกว่าคนที่กิน 180 มิลลิกรัม
กินแคลเซียม 800 มิลลิกรัมต่อวัน ประมาณ 99% ของแคลเซียมในร่างกายจะอยู่ในกระดูกและฟัน แคลเซียมจะช่วยให้กระดูกอัลวีโอลาร์ในขากรรไกรแข็งแรง ซึ่งจะทำให้ฟันติดตรึงอยู่กับที่เป็นระดับ และช่วยลดโอกาสเป็นโรคเหงือก
สิ่งเล็กๆ ที่ช่วยคุณได้
แครนเบอร์รี่ และเห็ดหอม &#8211; อาหารทั้งสองอย่างมีสารเคมีที่ช่วยป้องกันไม่ให้แบคทีเรียเกาะติดกับฟัน
ผักกรอบๆ อย่างเช่น แครอท &#8211; จะช่วยชะเอาเศษอาหารและคราบหินปูนออกมา
ที่มา : food for brain.com
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 12 กันยายน 2554 เวลา 14:49 น. ] ผู้ตอบคนที่ 45

กรมอนามัยวิจัย 10 ผลไม้ไทย มีสารต้านมะเร็งสูง นางนัทยา จงใจเทศ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า จากการทำวิจัย "องค์ความรู้เรื่องปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในผลไม้เพื่อส่งเสริมสุขภาพ (วิตามินซี วิตามิน. และ เบต้าแคโรทีน) ในผลไม้" ที่ทำการศึกษาในผลไม้ 83 ชนิด
พบว่า ผลไม้ 10 อันดับแรกที่มีเบต้าแคโรทีนสูง คือ
1. มะม่วงน้ำดอกไม้สุก 6. มะปรางหวาน
2. มะเขือเทศราชินี 7. แคนตาลูปเนื้อเหลือง
3. มะละกอสุก 8. มะยงชิด
4. กล้วยไข่ 9. มะม่วงเขียวเสวยสุก
5. มะม่วงยายกล่ำ 10. สับปะรดภูเก็ต

* ผลไม้ทั้งหมดนี้มีเนื้อสีเหลืองและสีเหลืองเข้ม
ที่มา : food for brain .com
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันจันทร์ ที่ 12 กันยายน 2554 เวลา 14:50 น. ] ผู้ตอบคนที่ 46

อยากบอกว่า..... มากิน &#8220;อาหารเจ&#8221; กันเถอะ
และแล้ว &#8220;เทศกาลกินเจ&#8221; ก็มาถึง ซึ่งได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลายมากขึ้นและสามารถหาซื้อได้ง่ายขึ้นเช่นกัน มีการดัดแปลงสูตรอาหารเพิ่มไอเดียใหม่ๆ ให้น่าสนใจยิ่งขึ้นนี่เอง...ที่ทำให้การกินเจกลายเป็นกิจวัตรอย่างหนึ่ง ที่เปลี่ยนชีวิตใครหลายๆ คนให้ดีขึ้น ด้วยเหตุผลที่ว่ากินเจแล้วรู้สึกจิตใจสะอาด สบายกาย สบายใจ สบายท้อง เหมือนได้ดีท็อกซ์ร่างกายไปในตัว ด้วยคุณค่าของอาหารเจที่ได้จากพืชผักในปริมาณที่มากกว่าปกติ งดเว้นเนื้อสัตว์ ทำให้กระเพาะได้พักจากภารกิจการย่อยเนื้อสัตว์ที่ทำอยู่เป็นประจำ และได้รับวิตามินเข้าไป เสริมสร้าง ซ่อมแซมร่างกาย ส่วนที่ สึกหรอ รวมทั้งได้โปรตีนจากถั่วชนิดต่างๆ ซึ่งแตกต่างจากโปรตีนที่ได้จากเนื้อสัตว์ เราสามารถเลือกอาหารจำพวก ข้าวกล้อง โปรตีนเกษตร ผักสด ถั่วต่างๆ เต้าหู้ มาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน เป็น เมนูอร่อยต่างๆ ได้
อาหารเจจึงให้คุณค่ากับร่างกายมากกว่าที่คิด

ที่มา : นิตยสาร แม่บ้าน
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันพุธ ที่ 5 ตุลาคม 2554 เวลา 10:58 น. ] ผู้ตอบคนที่ 47

ไม่กินคาร์โบไฮเดรต ทำสมองเฉื่อยชา
หลายคนใช้วิธีลดหรืองดรับประทานอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต เพื่อลดน้ำหนัก โดยเฉพาะผู้ที่ใช้วิธีลดน้ำหนักแบบแอทกินส์ ที่สนับสนุนให้ลดคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาล แต่ให้รับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์และไขมัน ได้จากการศึกษาผลกระทบของสมองจากการรับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ ในหญิง 19 คน อายุระหว่าง 22 - 55 ปี ของ ดร.ฮอลลี่ เทย์เลอร์ จากมหาวิทยาลัยทัฟส์ สหรัฐอเมริกา พบว่าภายใน 1 อาทิตย์ หญิงที่รับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ มีคะแนนทดสอบทางสมองด้านการจำน้อยกว่ากลุ่มหญิงที่ลดความอ้วน ด้วยการรับประทานอาหารที่มีแคลอรีน้อย ดร.เทย์เลอร์กล่าวว่า "คาร์โบไฮเดรตเป็นแหล่งสร้างพลังงานที่สำคัญของสมอง ซึ่งการลดบริโภคคาร์โบไฮเดรตเป็นการลดจำนวนกลูโคสและน้ำตาล ที่ใช้เลี้ยงเซลล์สมอง" แหล่งอาหารที่ให้สารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ได้แก่ ข้าว แป้ง น้ำตาล เผือก มัน ข้าวโพด พืชผักและผลไม้ที่มีรสหวาน ขนมและอาหารที่ทำจากแป้ง หรือข้าว เพราะฉะนั้น หากใครไม่อยากมีสมองที่เฉื่อยชาล่ะก็ต้องรับประทานอาหารประเภท คาร์โบไฮเดรต ให้ครบตามที่ร่างกายต้องการเป็นประจำทุกๆ วันนะคะ

ที่มา : หนังสือพิมพ์ ข่าวสด วันที่ 16 กันยายน 2554
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันพุธ ที่ 5 ตุลาคม 2554 เวลา 10:59 น. ] ผู้ตอบคนที่ 48

อาหาร ต้านคอเลสเตอรอล
ร่างกายของคนเราสามารถสร้างคอเลสเตอรอลได้เองอยู่แล้ว หากเรารับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ระดับคอเลสเตอรอลในกระแสเลือดก็จะมีสูงขึ้นตามไปด้วย เสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดอุดตันและหัวใจวายแน่นอน อาหารบางอย่างมีคุณสมบัติช่วยควบคุมคอเลสเตอรอลได้เป็นอย่างดีเยี่ยม 6 อัศวินตัวสำคัญนั้นคือ มะเขือต่างๆ หอมหัวใหญ่ กระเทียม ถั่วเหลือง แอปเปิ้ล และ โยเกิร์ต มื้อใดที่คุณมีเมนูอาหารซึ่งอุดมไปด้วยไขมันมากๆ ก็ควรรับประทานอัศวินตัวหนึ่ง ตัวใด เพื่อควบคุมไขมัน เช่น เมื่อรับประทานแกงกะทิที่มันๆ ก็ควรรับประทานมะเขือเปราะ หรือมะเขือพวงมากๆ เมื่อรับประทานไข่มากๆ ซึ่งเป็นตัวเพิ่มคอเลสเตอรอลที่น่ากลัว ก็ควรรับประทานหอมหัวใหญ่ร่วมกับไข่เจียวหรือไข่ดาวด้วย หรือรับประทานแอปเปิ้ลวันละ 1 ผลทุกๆ วัน หรือโยเกิร์ตวันละ 1 ถ้วย ทุกๆ วัน รับประทานกระเทียมสดๆ เล็กน้อยกับอาหารจานยำ จานคาวต่างๆ เพื่อขับคอเลสเตอรอลออกจากร่างกาย อันเป็นเรื่องที่แสนง่ายดายกว่าการเลิกรับประทานอาหารมันๆ ทุกจานโดยสิ้นเชิง หากเพียงคุณรู้จักรับประทานอาหารอัศวินเหล่านี้ เข้าไปด้วย ซึ่งนอกจากจะช่วยลดคอเลสเตอรอลแล้ว อาหาร 6 อย่างนี้ยังมีคุณค่าของสารอาหารและแร่ธาตุสำคัญที่จะนำประโยชน์สู่ร่างกายของคุณอย่างมากมายในด้านอื่นๆ อีก
ที่มา : http:foodforbrain
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันพุธ ที่ 5 ตุลาคม 2554 เวลา 11:22 น. ] ผู้ตอบคนที่ 49

อาหารที่มีไขมัน...ตัวร้ายจริงหรือ
รอบๆ ตัวเรา มีอาหารจำพวกไขมันสารพัดชนิด ทั้งไขมันจากสัตว์ และไขมันจากพืช ทำให้เราไม่มีเวลามาจำกัดในเรื่องของอาหารการกินมากนัก ฉะนั้นเราจึงหลีกเลี่ยงอาหารประเภทไขมันได้น้อยมาก เพราะน้ำมันบริโภคจะใช้ในการปรุงอาหารผัดๆ ทอดๆ สารพัดหลากหลายเมนู สำหรับคนที่ต้องการงดอาหารไขมัน เพียงเพราะกลัวความอ้วนนั้น ก็เป็นเรื่องน่าห่วงสำหรับสุขภาพ เพราะร่างกายยังต้องการพลังงานเพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆ ที่สำคัญช่วยในการดูดซึมวิตามิน A, D, E, K ซึ่งละลายในไขมัน ฉะนั้นเราจึงควรเลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันดีต่อสุขภาพมาบริโภค
ถั่วเหลือง ประกอบไปด้วย กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและเชิงซ้อน ซึ่งเป็นไขมันดีที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยวิตามินอี โปรตีน และกรดไลโนเลอิก
ปลาแซลมอน จัดว่าเป็นปลาทะเลที่มีกรดไขมันโอเมก้า-3 สูงกว่าปลาชนิดอื่นๆ ซึ่งโอเมก้า-3 นี้ประกอบไปด้วยกรด EPA และ DHA ซึ่งจำเป็นต่อร่างกาย และให้คุณค่าทางโปรตีนสูง
หัวหอมใหญ่ 100 กรัม ให้พลังงาน 38 กิโลแคลอรี และมีไขมันดีอยู่มาก ซึ่งมีสรรพคุณช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ปรับความดันโลหิต และช่วยลดโคเลสเตอรอล
การกินไขมันนั้น กินมากไปก็อ้วน กินน้อยไปร่างกายก็ขาดพลังงาน ฉะนั้นควรเลือกบริโภคแต่พอดี เพื่อสุขภาพที่ดีจะได้อยู่กับเราไปนานๆ

ที่มา : นิตยสาร สุขกาย สบายใจ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.237 [ วันพุธ ที่ 5 ตุลาคม 2554 เวลา 11:34 น. ] ผู้ตอบคนที่ 50

กินโปรตีนน้อยดีหรือไม่ ถ้ากินมากจะเป็นอย่างไร
โปรตีนเป็นสารอาหารสำคัญที่นำมาใช้สร้างส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมทั้งสารกลุ่มเอนไซม์ ฮอร์โมน และสารต้านทานโรค การได้รับโปรตีนมากเกินไปไม่มีประโยชน์ แต่กลับเป็นโทษต่อร่างกาย ทำให้ตับและไตต้องทำงานหนักในการเปลี่ยนกรดอะมิโนที่ได้จากโปรตีนส่วนเกินให้เป็นสารอื่น บางส่วนกลายเป็นกลูโคส บางส่วนกลายเป็นไขมันไตรกลีเซอไรด์ และบางส่วนขับทิ้ง ซึ่งเป็นภาระให้กับไต และยังส่งผลให้มีการขับถ่ายแคลเซียมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นการสูญเสียโดยใช่เหตุ
เด็กต้องการโปรตีน วันละ 1.2-1.4 กรัม/ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม แตกต่างกันตามช่วงอายุของเด็ก ส่วนผู้ใหญ่ต้องการวันละ 1 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม และควรเป็นโปรตีนรวมที่ได้จากอาหารประเภทพืชและสัตว์

ที่มา : หนังสือแม่บ้าน ฉบับเดือนตุลาคม 2554
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.226 [ วันพุธ ที่ 2 พฤศจิกายน 2554 เวลา 10:40 น. ] ผู้ตอบคนที่ 51

อาหารที่ควรมีติดบ้านในยามน้ำท่วม
ในช่วงเวลาน้ำท่วมเมือง อาหารที่ผู้คนส่วนใหญ่เลือกกักตุนคือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊กกระป๋อง อาหารกระป๋องในน้ำเกลือ ขนมขบเคี้ยวที่มีเกลือเป็นส่วนประกอบสูง อาหารที่มีไขมันสูง เช่น กุนเชียง หมูหยอง อาหารทอดน้ำมัน น้ำอัดลม โดยที่ไม่รู้ว่าอาหารประเภทเหล่านี้ถ้ารับประทานในปริมาณมากและเป็นเวลานานจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารและทำให้เกิดภาวะทุพโภชนาการได้
คำแนะนำสำหรับอาหารที่ดีและไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพในยามน้ำท่วม
- น้ำดื่มสะอาด ร่างกายควรได้รับน้ำในแต่ละวันเฉลี่ยประมาณ 2-3 ลิตร หรือ 8 แก้ว/วัน
- ซีเรียลธัญพืชอบแห้งหรือข้าวอบแห้ง, นม เช่น ซีเรียลที่นิยมรับประทานเป็นอาหารเช้าควรใส่รวมกับนม ข้าวอบแห้งที่สามารถหาได้ง่ายในบ้านเรา เช่น ข้าวตังหน้าธัญพืช ข้าวพอง ข้าวแต๋น
- เส้นหมี่แห้ง สะดวกในการนำมาปรุงอาหารจะช่วยเราประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง แค่นำเส้นหมี่มาแช่น้ำก็สามารถนำมาผัดหรือต้มได้ตามชอบ
- เนื้อสัตว์แห้งหรือกระป๋อง เช่น ปลากรอบ หมูฝอย เนื้อฝอย เหล่านี้เป็นแหล่งของโปรตีนที่ดี
- ขนมปังอบแห้ง จะเก็บได้นานกว่าขนมปังสด

ที่มา : สสส.
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.97 [ วันอังคาร ที่ 8 พฤศจิกายน 2554 เวลา 15:38 น. ] ผู้ตอบคนที่ 52



เมนูแนะนำ
ไข่นกกระทาสอดไส้ (ภาพประกอบ)
ส่วนผสม
ไข่นกกระทาต้มสุก(เอาไข่แดงออก)
เนื้อสัตว์บดต่างๆ ตามชอบ
ผักหั่น ตามชอบ เช่น ข้าวโพดต้ม,แครอก,บล็อกโคลี่ ฯลฯ
นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้าพร้อมเครื่องปรุงรส นำไปสอดไส้ในไข่ขาวที่ต้มสุก
เม็ดเก๋ากี้ (เครื่องยาจีน) ใช้แต่งหน้า
นำส่วนผสมไปนึ่ง ประมาณ 15นาที

โดยคุณ ภัคจิรา 172.29.12.78 [ วันอังคาร ที่ 6 ธันวาคม 2554 เวลา 13:22 น. ] ผู้ตอบคนที่ 53

ข้าวโอ๊ต
จัดเป็นธัญพืชที่ดีมากชนิดหนึ่งที่เรานำมานิยมรับประทานเป็นอาหารเช้า อาทิ โจ๊กข้าวโอ๊ต ขนมปังข้าวโอ๊ต เป็นแหล่งอาหารคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานสูง มีเส้นใยและสามารถละลายน้ำได้ จึงดูดซึม น้ำตาล ไขมัน ของเสียต่างๆได้ดี ทำให้เราอิ่มท้องได้นาน แถมไม่อ้วน นอกจากนี้ยังมีสารประกอบที่สำคัญ คือ เบต้ากลูแคน มีคุณสมบัติดูดซับคอเลสเตอรอลในลำไส้เล็กและปล่อยของเสียออกจากร่างกาย ข้าวโอ๊ต 100 กรัม ให้พลังงาน 390 แคลอรี่ คาร์โบไฮเดรต 66 กรัม ไขมัน 7 กรัม โปรตีน 17 กรัม ธาตุเหล็ก 5 มิลิกรัม แมกนีเซียม 177 มิลลิกรัม และกากใยชนิดไม่ละลายน้ำ 4 กรัม

ที่มา : สสส.
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันศุกร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 10:59 น. ] ผู้ตอบคนที่ 54

นอนอย่างไรให้สุขภาพดี

การนอนหลับถือเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุดสำหรับคนเรา แต่การนอนไม่เพียงพอหรือนอนมากเกินไปอาจส่งผลต่อสุขภาพของเราโดยไม่รู้ตัว จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า คนที่นอนวันละ 6-9 ชั่วโมง จะมีแนวโน้มเป็นโรคซึมเศร้าต่ำกว่าคนที่นอนน้อย หรือมากเกินไป เพราะระยะเวลา 6-9 ชั่วโมงนั้น ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเพียงพอแล้ว การนอนที่มากหรือน้อยเกินไปจะทำให้นาฬิกาชีวิตของเราทำงานผิดปกติ และทำให้ร่างกายทำงานได้ไม่เต็มที่อีกด้วย

ที่มา : หนังสือแม่บ้าน ฉบับเดือนมกราคม 2555
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันศุกร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 11:00 น. ] ผู้ตอบคนที่ 55

อาหารอันตรายที่หลายๆ คนชอบกิน
การเลือกรับประทานอาหาร จำเป็นต้องคัดสรรมากขึ้น เพราะปัจจุบันมี "อาหารอันตราย" ไม่ปลอดภัยต่อร่างกายอยู่เป็นจำนวนมาก โดยจากข้อมูลของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบว่า มี "เมนูโปรด" ของใครหลายคน ถูกจัดเป็น "อาหารอันตราย" ได้แก่.....
ฮอทด็อก ทำมาจากเนื้อส่วนที่เหลือที่แย่ที่สุดจากโรงฆ่าสัตว์ เนื้อส่วนใดที่ขายเป็นส่วนของมันไม่ได้แล้วจะกองอยู่ที่พื้น แล้วนำมาบดทำเป็นเบอร์เกอร์
เฟรนช์ฟราย จะทอดกันที่อุณหภูมิสูง ทำให้มีสารเคมีอะคริลิไมด์ (Acrylimides) ออกมา
ซึ่งรู้จักกันดีว่า เป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท
โอริโอ้ คุกกี้ ที่เด่นชัดมากก็คือ ส่วนของน้ำตาลมีอยู่สูงถึง 23 กรัมเลยทีเดียว น้ำตาลปริมาณสูง ทำให้ผิวหนังเ+++่ยวย่นและเกิดริ้วรอยได้เร็วยิ่งขึ้น
น้ำอัดลม สารตัวสำคัญที่มีอยู่ในโค้ก คือ กรดกำมะถัน (Phosphoric acid) ในด้านความเป็นกรดด่าง มันมีความเป็นกรดอยู่สูงมากพอที่จะละลายตะปูได้ภายใน 4 วัน กรดที่สะสมอยู่ใน
ร่างกาย ทำให้ยากที่จะทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้
ไอศกรีม มีไขมันอยู่สูงมาก (ขนาดปกติ 4 ออนซ์) มีไขมันเกินกว่า 50% ของไขมันที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีคาร์โบไฮเดรตอยู่มากเกือบ 40% ของคาร์โบไฮเดรตที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน และมีน้ำตาลอยู่มาก

ที่มา : Food For Brain
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันศุกร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 11:00 น. ] ผู้ตอบคนที่ 56

กาแฟแก้ง่วงจริงหรือ

ในชั่วโมงทำงานหลายๆคน มักมีอาการง่วงจนต้องหากาแฟมาดื่ม เพื่อเติมคาเฟอีนให้แก่ร่างกายเป็นการแก้ง่วง ซึ่งนั่นเป็นความจริงแค่ครึ่งเดียว เพราะหลังจากดื่มกาแฟประมาณ 30 นาที ร่างกายอาจจะตื่นตัวเนื่องจากคาเฟอีน แต่พอคาเฟอีนเข้าไปในกระแสเลือดและสมอง จะส่งผลให้ออกซิเจนที่ส่งไปยังสมองถูกสกัดกั้น ทำให้เกิดความง่วงตามมาในที่สุด เช่นเดียวกับอาหารหลายชนิด เช่น กล้วย ช็อกโกแลต และอาหารประเภทขนมปัง ซึ่งเป็นอาหารที่ให้พลังงานกับร่างกายอย่างรวดเร็วแต่เป็นอาหารหนักท้อง จึง ทำให้รู้สึกง่วงนอนได้เช่นกัน

ที่มา : นิตยสารแม่บ้าน
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันศุกร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 11:01 น. ] ผู้ตอบคนที่ 57

ควบคุมอาหารช่วยลดโอกาสเป็น "อัลไซเมอร์"

อัลไซเมอร์ ถือเป็นหนึ่งในภัยเงียบ ที่คร่าชีวิตของผู้คนลงเป็นจำนวนมากในแต่ละปี เนื่องจากยังเป็นโรคที่รักษาไม่หาย
ล่าสุด สำนักข่าวบีบีซี ของอังกฤษเผยผลการวิจัยที่สร้างความตื่นเต้นให้วงการแพทย์เป็นอย่างมากว่า ผู้ที่มีโอเมก้า 3 และวิตามินต่างๆในกระแสเลือดสูง มีโอกาสที่จะป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์น้อยลง ตรงข้ามกับผู้ที่นิยมบริโภคอาหารจานด่วนหรือฟาสต์ฟู้ด ที่มีโอกาสจะป่วยด้วยโรคดังกล่าวมากขึ้น ขณะที่ผลการศึกษาของผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐ เมื่อการศึกษาตัวอย่างเลือดของกลุ่มตัวอย่าง 104 คน ซึ่งมีอายุเฉลี่ย 87 ปี พบว่า ผู้ที่มีโอเมก้า 3 และวิตามิน บี ซี ดี และอี ในปริมาณมาก จะมีผลการทดสอบหน่วยความจำอยู่ในเกณฑ์ที่ดี มีขนาดสมองที่ใหญ่ ตรงข้ามกับผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงจะมีขนาดสมองที่เล็กกว่า ทั้งหมดแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่บริโภคอาหารด้วยความระมัดระวัง ไม่บริโภคอาหารไขมันสูง แต่หันมาเน้นการกินผักและผลไม้ให้มาก มีแนวโน้มที่จะป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์น้อยลง หรืออาจกล่าวได้ว่า ผู้ที่ควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกายอยู่เสมอ จะช่วยให้ห่างไกลจากโรคอัลไซเมอร์ได้มากขึ้นนั่นเอง
ที่มา : สสส.
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันศุกร์ ที่ 2 มีนาคม 2555 เวลา 11:26 น. ] ผู้ตอบคนที่ 58

ได้ “หอม” วันละนิดพิชิตหัวใจ
ปัจจุบันมีรายงานผลการวิจัยของ “หอม” บ่งบอกว่ามีฤทธิ์ในการรักษาโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด พบว่าช่วยลดปริมาณไขมันในเส้นเลือด และช่วยขยายหลอดเลือด สารเคอร์ซีทินในหอมนั้น เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วสามารถปกป้องร่างกายจากอนุมูลอิสระได้ และช่วยยับยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือดได้ และยังทำหน้าที่ลดไขมันเลวเพิ่มไขมันดี ช่วยทำให้เลือดไม่แข็งตัวไปอุดหลอดเลือดง่ายๆ ดังนั้น จึงช่วยลดอัตราเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจและอัมพาต รวมถึงรายงานอื่นๆ ที่ยังระบุว่าช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้ด้วย
ฉะนั้น ถ้าคนไทยไม่อยากถูกโรคหัวใจเล่นงานไปมากกว่านี้ ก็ต้องลดพฤติกรรมการบริโภคอาหารแบบตะวันตก และหันมาบริโภคอาหารไทยๆ ที่มีเครื่องเทศ ผัก ผลไม้ ให้มากขึ้น โดยเฉพาะ ต้นหอม หอมแดง หรือหอมหัวใหญ่ ให้แทรกอยู่ในอาหารประจำวัน บ้างอาจนำมารับประทานสดๆ แกล้มกับน้ำพริกหรือลาบ ไม่ต้องมากแต่ให้มีสม่ำเสมออย่าได้ขาด เรียกว่า ได้ “หอม” วันละนิดพิชิตโรคหัวใจคนไทยได้แน่นอน
ที่มา : www.thaihealth.or.th
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันศุกร์ ที่ 9 มีนาคม 2555 เวลา 14:47 น. ] ผู้ตอบคนที่ 59

น้ำเย็น .. กับหน้าร้อน
เวลาอากาศร้อนทีไร เรามักรู้สึกกระหายน้ำมากกว่าปกติ เป็นต้องถามหาน้ำดื่มเย็นๆ กันทันที การกินน้ำแข็งหรือดื่มน้ำเย็นจัดในฤดูร้อนหรือเวลาอากาศร้อน อาจทำให้ร่างกายปรับสภาพไม่ทัน เพราะอุณหภูมิภายในร่างกายของคนเรานั้นคือ 37 องศาเซลเซียส แต่ถ้าเราดื่มน้ำเย็นจัดทันที ของเหลวที่เดินทางผ่านเข้าไปยังกระเพาะอาหารอย่างรวดเร็ว จะทำให้ร่างกายต้องใช้พลังงานในการปรับอุณหภูมิในระบบลำเลียงอาหาร ส่งผลให้อวัยวะภายในบิดตัวอย่างรุนแรง จึงอาจรู้สึก ปวดภายในร่างกายได้ เช่น บางคนมีอาการปวดท้องทันที เป็นต้น เวลาที่เรารู้สึกร้อนหรือกระหายมาก ควรดื่มน้ำที่มีอุณหภูมิห้องจะดีกว่าค่ะ แล้วค่อยๆ ดื่ม อย่าดื่มทีเดียวอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ร่างกายค่อยๆ ปรับตัว ส่วนเครื่องดื่มที่เป็นสมุนไพร เราสามารถดื่มได้แม้จะยังไม่ได้รู้สึกกระหายน้ำก็ตาม เช่น น้ำใบบัวบก น้ำแตงโม หรือน้ำใบเตย มีสรรพคุณช่วยดับกระหายและคลายความร้อนในร่างกายได้ดี
เคล็ดลับคลายร้อนเหล่านี้ นอกจากจะช่วยดับร้อนแล้ว ยังดีต่อสุขภาพในระยะยาว อย่าทำร้ายร่างกายด้วยการดื่มน้ำเย็นจัดในเวลาที่รู้สึกร้อนจัดเลยนะคะ

ที่มา : สสส.
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันศุกร์ ที่ 18 พฤษภาคม 2555 เวลา 13:38 น. ] ผู้ตอบคนที่ 60

แนะเลี่ยงเมนูต้องห้าม กินผักดับร้อน-ดื่มน้ำให้ถูกวิธี

นายสง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ กล่าวว่า การรับประทานอาหารในช่วงอากาศร้อน ต้องระวัง เพราะอุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตรวดเร็ว
• สำหรับเมนูอาหารที่ควรรับประทานในช่วงอากาศร้อน ควรประกอบด้วยผักที่ให้น้ำเยอะ เช่น ฟักเขียว แครอท หัวไชเท้า ผักกาด แตงกวา โดยเฉพาะผักพื้นบ้านตามฤดูกาล เช่น ขี้เหล็ก ผัก+++ด ผักหวาน ถือเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้าน มีคุณสมบัติดับร้อน ทำให้ร่างกายปรับสภาพอุณหภูมิให้เข้ากับฤดูกาลได้
• สำหรับอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง ควรลดอาหารรสจัด เผ็ดร้อน เปรี้ยวจัด หวานจัด โดยเฉพาะอาหารรสเผ็ด รสหวาน อาหารที่ให้ไขมัน พลังงานสูง เพราะจะทำให้ร่างกายเกิดความร้อน และเกิดการอักเสบติดเชื้อได้ง่ายขึ้น จะยิ่งกระหายน้ำ นำไปสู่ภาวะขาดน้ำ วิธีสังเกตว่าร่างกายขาดน้ำ คือ รู้สึกกระหาย ต้องการน้ำทันที ริมฝีปากแห้ง น้ำลายเหนียว ปัสสาวะน้อย การดื่มน้ำที่ดีที่สุดคือ ดื่มน้ำเปล่า โดยดื่มมากกว่าปกติที่วันละ 8 แก้ว เป็น 8-12 แก้ว "วิธีการดื่มน้ำที่ดีที่สุดคือ ค่อยๆ จิบ ให้น้ำโดนริมฝีปากก่อน เพื่อให้สมองสั่งการให้เกิดความสดชื่น โดยไม่ดื่มน้ำเย็นจัด ร้อนจัด เพราะจะทำให้กระเพาะเกิดการเกร็งหดตัว น้ำดูดซึมเข้าร่างกายได้น้อย ควรดื่มน้ำที่มีรสเปรี้ยว หรือผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น น้ำมะนาว น้ำส้ม หรือบีบน้ำมะนาวครึ่งซีกลงในน้ำเปล่าจะช่วยดับกระหายได้ หรือน้ำสมุนไพร

ที่มา : http://variety.teenee.com/foodforbrain
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันศุกร์ ที่ 18 พฤษภาคม 2555 เวลา 13:39 น. ] ผู้ตอบคนที่ 61

อาหารช่วยแก้ง่วง
ยามบ่าย กินข้าวแล้วอยากนอน ทำไงดี มาหาของกินแก้ง่วงติดไว้ที่โต๊ะทำงานกันดีกว่า
ผักผลไม้อุดมวิตามินซี ได้แก่ ฝรั่ง ส้ม บล็อกโคลี่ ช่วยต้านความเหนื่อยล้าที่มาจากความเครียดและกังวล
ผลไม้ที่มีโครเมี่ยม ได้แก่ แอปเปิ้ล กล้วย มันฝรั่ง ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดและเพิ่มพลังงานแก่ร่างกาย
เมล็ดพืชมากคุณค่า ได้แก่ งา ถั่วเมล็ดแห้ง ธัญพืชไม่ขัดสี (ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ) และจมูกข้าวสาลี ซึ่งมีโพแทสเซียมและแมกนีเซียม ช่วยบำรุงประสาท ช่วยให้จิตใจแจ่มใส สดชื่น
ไขมันดีๆ จากปลา เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เสริมโปรตีนและกรดไขมันโอเมก้า-3 ให้แก่ร่างกาย และยังช่วยทำให้สมาธิ ความจดจำดีขึ้น

ที่มา : sakid.com
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันจันทร์ ที่ 28 พฤษภาคม 2555 เวลา 12:14 น. ] ผู้ตอบคนที่ 62

you are what your eat
โดยคุณ nina 172.29.12.97 [ วันอังคาร ที่ 12 มิถุนายน 2555 เวลา 16:57 น. ] ผู้ตอบคนที่ 63

วไ๐เโ๑๒โ๓้๒ๅ ไ๎๐๎ใ่ๅ ใ๎๑๏๎ไเ


ย ๎ไ่ํ ๏๐ๅ๊๐เ๑ํ๛้ ไๅํ ๅไ่ํ๎ๆไ๛ ็เ๕๎๒ๅ๋๎๑ ๏๎๗๓โ๑๒โ๎โเ๒ ํๅ๗๒๎ ํๅ๎แ๛๗ํ๎ๅ โ ฯ่๒ๅ๐ๅ, ๊๎๐๎๗ๅ ไเ๋ๅ๊๎ ๒เ๊๎ๅ โ๐๎ไๅ โ๑๊่้ ๐เ็. ๎ไํเ๊๎, ๎๏๐เ๘่โเ๒ ๓ ๊๎๋๋ๅใ ๊เ๊-๒๎ ํๅ๋๎โ๊๎, เ โ๎๒ โ ่ํ๒ๅ๐ํๅ๒ๅ ๓็ํเ๒ ๎๊เ็เ๋๎๑ ไ๎๑๒เ๒๎๗ํ๎ ๐เ็๓์ํ๎ . ย๎๒ ๒เ๊่์ ไๅ้๑๒โ่ๅ์ ่็โๅไเ๋ , ๗๒๎ <a href=http://radavsem.ru>๒๐เํ๑๑ๅ๊๑๓เ๋๛</a>, ๏๐่ ๒๎์ ํๅ ๏๐๎๑๒๎ แๅ็๓๏๐ๅ๗ํ๎ ่๕ โ๛๏๎๋ํ๒ , เ ๎ไเ๐่โเ๒ ํ๎โ๛ๅ ๗๓โ๑๒โเ ่ ๊๑๒เ็. ๊๐๎์ๅ ๑ๅใ๎ ๏๎๏๐๎แ๎โเ๋, ๗๒๎ ๏๐๎๑๒่๒๓๒๊่ ัเํ๊๒-ฯๅ๒ๅ๐แ๓๐ใเ ๎๑๓๙ๅ๑๒โ๋๒ ๑๎๏๐๎โ๎ๆไๅํ่ๅ, เ ์ํๅ ๒๎ ๏๎ ๐เแ๎๒ๅ ํๅ๎แ๕๎ไ่์๎, ๗๒๎แ๛ ๑โเ๐๋่โเ ํๅ ๏ๅ๐ๅๆ่โเ๋เ. ย ๎แ๙ๅ์, ไ๎แ๐๎๊เ๗ๅ๑๒โๅํํ๎, ๒เ๊ ๊เ๊ ํ๛ํๅ ํเ๕๎ไ๒๑ ๋ๅ๊๒๐๎ํํ๛ๅ ๑๒๐เํ่๖๛, โ ๊เ๊่๕ ํๅ ็เ๏๐ๅ๙เๅ๒๑ ํเ้๒่ ๏๎ไ๐๎แํ๓ ่ํ๔๎๐์เ๖่, ๊ ๏๐่์ๅ๐๓ ๑๓๙ๅ๑๒โๅํํ๎ ๋ๅใ๗ๅ.


ั ๓โเๆๅํ่ๅ์ โเ๘ ไ๐๓ใ ศ๐่ํเ
โดยคุณ HertQWsjty ส่งเมล์ถึง HertQWsjty 188.244.41.5 [ วันอังคาร ที่ 12 มิถุนายน 2555 เวลา 19:36 น. ] ผู้ตอบคนที่ 64

<a href= http://www.raybanoutletshop.com>ray ban sunglasses</a> xjoh
mhld
http://www.raybanoutletshop.com
vfk
โดยคุณ anemaLewGefk ส่งเมล์ถึง anemaLewGefk 37.220.8.122 [ วันพฤหัสบดี ที่ 14 มิถุนายน 2555 เวลา 02:05 น. ] ผู้ตอบคนที่ 65

พลังและอารมณ์ดีเพิ่มได้ด้วยอาหาร

นักวิจัยได้พบหลักฐานว่าเพียงแค่เปลี่ยนแปลงอาหารที่กินก็จะช่วยเปลี่ยนระบบการเผาผลาญอาหารและสารเคมีในสมอง ซึ่งจะส่งผลต่อระดับของพลังงานภายในร่างกายและอารมณ์ของเราอีกด้วย
คาร์โบไฮเดรต อาจจะเป็นศัตรูของอาหารลดน้ำหนักแต่เป็นอาหารที่ช่วยเพิ่มพลังงานและทำให้อารมณ์ดีเพียงแต่ว่าหลักการสำคัญในการกินคาร์โบไฮเดรตคือต้องหลีกเลี่ยงความหวาน ซึ่งจะทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นนำไปสู่ความเหนื่อยล้าและอารมณ์หงุดหงิด ฉะนั้นควรหันมากินธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี เพื่อทำให้ร่างกายได้รับพลังงานอย่างช้าๆ น้ำตาลในเลือดและระดับพลังงานในร่างกายจึงคงที่
เนื้อไม่ติดมัน ไม่ว่าจะเป็นเนื้อวัว เนื้อไก่ ล้วนแล้วแต่เป็นแหล่งโปรตีนที่ดีต่อสุขภาพ เพราะว่ามีไทโรซีน ซึ่งเป็นกรดอมิโนที่ช่วยส่งผ่านความรู้สึกของระบบประสาทไปยังสมอง ช่วยแก้ไขอารมณ์ซึมเศร้า ช่วยฟื้นฟูความจำ และช่วยกระตุ้นความรู้สึก
ผักใบเขียว จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคซึมเศร้า คือ โฟเลต ซึ่งพบมากในผักใบเขียว ไม่ว่าจะเป็นผักโขม ผักสลัดประเภทคอส พืชตระ+++ลถั่ว เมล็ดถั่วชนิดต่างๆ และผลไม้ตระ+++ลส้ม
อาหารเช้า ใครก็ตามที่อยากมีพลังและอารมณ์ดีตลอดวันก็ไม่ควรจะงดกินอาหารเช้า เพราะมีผลการศึกษามากมายหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่า คนที่กินอาหารเช้าทุกวัน จะมีพลังและมีอารมณ์ดีตลอดทั้งวัน แต่อาหารเช้าที่ดีควรอุดมไปด้วยไฟเบอร์และสารอาหารต่างๆ ที่ได้จากธัญพืชไม่ขัดสี ไขมันที่ดี และโปรตีนที่ไม่มีไขมัน

ที่มา : สำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันพฤหัสบดี ที่ 14 มิถุนายน 2555 เวลา 08:54 น. ] ผู้ตอบคนที่ 66

สุดยอดอาหาร ต้านความชรา
• มะเขือเทศ และซอสมะเขือเทศ มีสารที่เรียกว่า "ไลโคพีน" ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ มะเร็งบางชนิด และโรคจอประสาทตาเสื่อม
• มันเทศ ฟักทอง และแครอต รับประทานผักและผลไม้สีเหลืองอย่างน้อยวันละสองถ้วยจะช่วยให้ร่างกายได้รับเบ "ต้า-แคโรทีน" จำเป็นต่อผิวหนังและดวงตา ช่วยปกป้องผิวจากการถูกทำลาย หรือแม้แต่ลดริ้วรอยได้
• บล็อกโคลี่ มีสาร "ซัลโฟราเฟน" ช่วยชำระล้างสารพิษในร่างกาย โดยเฉพาะบล็อกโคลี่ต้นอ่อนที่มีอายุเพียงแค่ 3 วัน จะมีคุณค่าทางโภชนาการมาก เหมาะแก่การนำมารับประทาน
• แอปเปิ้ล (ทั้งเปลือก) มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องสมองจากการถูกทำลาย สาวๆ คนไหนที่ยี้เปลือกแอปเปิ้ลอยู่ละก็ หันมากินแอปเปิ้ลทั้งเปลือกกันได้แล้วนะคะ
• ขิง ขมิ้น และเครื่องเทศ ช่วยป้องกันการเกิดโรคเรื้อรัง ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์ ถ้าไม่อยากความจำเสื่อม ก็หันมารับประทานสมุนไพรพวกนี้ได้นะคะ

ที่มา : food for brain
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันพฤหัสบดี ที่ 14 มิถุนายน 2555 เวลา 08:59 น. ] ผู้ตอบคนที่ 67

ฤ๎แ๐๛้ ไๅํ


สเ๊ ๎๊เ็เ๋๎๑ ไ๎๑๓ใ ๑ ไๅโ๓๘๊เ์่ ัเํ๊๒-ฯๅ๒ๅ๐แ๓๐ใๅ ๏๐๎แ๓ๆไเ๒ ็เโ่๑่์๎๑๒ ํๅ ์ๅํๅๅ ๗ๅ์ ๑่็๛้ ไ๛์ ๋่แ๎ เ๋๊๎ใ๎๋่็์. ฬ๎ ๊๓๐ๅ็ ๏๐๎๑๒เ, โ๑ๅ โ๎็ํ่๊๋๎ ๏๎๑๋ๅ ใ๐๓๏๏๎โ๎้ โๅ๗ๅ๐่ํ๊่. ั ํๅๅ โ๛๘ๅ๋ ไ๐๓ๆํ๎ ๑ ไ๐๓็์่, ํ๎ ็เ๎ไํ๎ ๏ๅ๐ๅไ๎ ์ํ๎ ๏๎โ๑๒๐ๅ๗เ๋เ๑ ๗เ๐๓๙เ ไๅโ๓๘๊เ. ฮ๊เ็เ๋๎๑, ๗๒๎ <a href=http://interledi.ru>ไๅโ๎๗๊่ ๏่๒ๅ๐เ</a> โ๋เไๅ๒ ๑๐ๅไ๑๒โ๎, ํเ๑๊๎๋๊๎ ๏๐่๊๎๋ไ๎โเ๒ ๏เ๐ํ. ๒๎๋๊๎, ํ๛ํๅ๘ํ่้ ่์ๅ๋๎๑ ๋่๘ โ๎็ํ่๊ํ๎โๅํ่ๅ , ็เแๅๆเโ โ ๎๒ไๅ๋ํ๛้ ํ๎์ๅ๐, ๐ไ๎์ ๑๎ ์ํ๎้ ๎๗๓๒่๋๑ ๒๐เํ๑๑ๅ๊๑๓เ๋. ำ็ํเโ ๎แ ํเ๑๒๎๙ๅ์, ๐เ๑๑๗่๒๛โเ๋ ๑์๛๒๑ ่็ ใ๎๑๒่ํ่๖๛, ํ๎ โ ๑๓๙ํ๎๑๒่ ๒๐เํ๑๛-๏๐๎๑๒่๒๓๒๊่ ัเํ๊๒-ฯๅ๒ๅ๐แ๓๐ใเ , โ๋๒๑ ็เํ่์เ๒ๅ๋ํ๛์่ ๑๎แๅ๑ๅไํ่๊เ์่. ฯ๐๎โๅไ โ๑๒๐ๅ๗เ โ๒เ๊๎้ ๊๎์๏เํ่่, ๎๑์๛๑๋่, ๊เ๊-แ๓ไ๒๎ ์ํๅ ๑๋่๘๊๎์ ์เ๋๎ ๑๓์เ๑๘ๅ๑๒โ่ ่ ๕๎๐๎๘ๅใ๎ ๑๋๓๘เ๒ๅ๋.


ั ๓โเๆๅํ่ๅ์ โเ๘ ไ๐๓ใ ะๅใ่ํเ
โดยคุณ KWEfdutyGFM ส่งเมล์ถึง KWEfdutyGFM 188.244.41.5 [ วันพฤหัสบดี ที่ 14 มิถุนายน 2555 เวลา 22:31 น. ] ผู้ตอบคนที่ 68

ฤ๎แ๐๛้ ไๅํ


ฮ๊เ็เํ่ๅ ๑ๅ๊๑ ๓๑๋๓ใ โ ัเํ๊๒-ฯๅ๒ๅ๐แ๓๐ใๅ โ๛๐เ๑๒เๅ๒ ๑๎ โ๑๊่์ ๗เ๑๎์. ๏๎ไ๎แํ๎ๅ ๑๎แ๛๒่ๅ ๏๐๎่๑๕๎ไ่๒ ํๅ ๑๋๓๗เ้ํ๎. ํๅ แๅ๐ โ ๐เ๑๗ๅ๒ ๒๎ใ๎, ๗๒๎ <a href=http://memdosug.com>่ํ๒่์ ๓๑๋๓ใ่</a> – ๒๎ ๏๐๎๔่ โ ่ไๅ่ ํๅใ่, ๒เ๊ ๎ํ่ ๅ๙ๅ ่ โๅ๋่๊๎๋ๅ๏ํ๛ๅ ๑๋๓๘เ๒ๅ๋่. ฤ๋ ๒เ๊ , ๗๒๎แ๛ โ๎๑๏๎๋็๎โเ๒๑ ๑ๅ๐โ่๑๎์ แ๋๓ไํ่๖๛, ํๅ็เ๗ๅ์ ๏๐๎๑เๆ่โเ๒ แ๓์เๆ๊่ ํเ ๒๎๏๋่โ๎, ๏๎๋ํ๎ แ๓ไๅ๒ ๏๎๏๐๎๑๒๓ โ๎๑๏๎๋็๎โเ๒๑ ่ํ๒ๅ๐ํๅ๒๎์, ๎แ๋แ๎โเ๒ แ๋ๅ๑๒๙ๅๅ ๒โ๎๐ๅํ่ๅ ๑ ํเไ๋ๅๆเ๙่์ ็ํเํ่์่, ่ โ๑ๅ. ๕๎๒, ํๅ แๅ๐ โ ๐เ๑๗ๅ๒ ๒๐เไ่๖่๎ํํ๛๕ ไเ์ ๋่๗ํ๛ๅ ๓๑๋๓ใ่ ๏๐ๅไ๎๑๒เโ๋๒ ๒๐เํ๑๑ๅ๊๑๓เ๋๛ ๏ๅ๒ๅ๐แ๓๐ใเ. ๊๎๒๎๐๛้, ํๅ แๅ๐ โ ๐เ๑๗ๅ๒ ๑ๅ๊๑๓เ๋ํ๛๕ ๑ๅ๐โ่๑เ, ๓์ๅ๒ ๏๐ๅไ๎๑๒เโ่๒ ํๅ ์ๅํๅๅ ๐เ๑๏๎๋เใเ๙่ๅ ๓ใ๎ๆไๅํ่ ๏๎ไ๎แํ๎ ๏๎ใ๋เๆ่โเํ่ ่๋่ ๏๐ๅไ๑๒เ๒ โ โ่ไๅ ๑๎แๅ๑ๅไํ่๊เ.


ั ๓โเๆๅํ่ๅ์ โเ๘ ไ๐๓ใ ศโ๎ํเ
โดยคุณ GrWqGFDEIW ส่งเมล์ถึง GrWqGFDEIW 188.244.41.5 [ วันเสาร์ ที่ 16 มิถุนายน 2555 เวลา 18:34 น. ] ผู้ตอบคนที่ 69

ฤ๎แ๐๛้ ไๅํ


ไๅโ๎๗๊่ ๑เํ๊๒ ๏ๅ๒ๅ๐แ๓๐ใเ ๎๒๊๐๛๒๎ ่ ไ๎๑๒๓๏ํ๎ ํๅ ๒๎๋๊๎ ๏๎๑๐ๅไ่ ๕๎๋๎๑๒๛๕, ํ๎ ่ ๑๎๑๒๎๙่๕ โ แ๐เ๊ๅ ๏เ๐. ไเ๊ โ๐๎ไๅ ๑๓๏๐๓ๆๅ๑๊่ๅ ๏เ๐๛ ๏เ๐๎๗๊่ ๏๐ๅํๅแ๐ๅใเ๒ ๒ๅ์, ๗๒๎ ๓ ํ่๕ ่๑๏เ๐ๅ๒๑ ๏๛๋๊๎๑๒ ๊ ๏๎๋๎ๆๅํ่์ ่ ๋ๅใ๊๎ ๓๏๓๑๊เ๒ โ๑ๅ ํเ ๑เ์๎๒ๅ๊. ๏๎ โ่ํๅ ๒๎ใ๎ ๆๅํเ๒๛ๅ ๑่๋ํ๛้ ๏๎๋ ๓๑๒๐ๅ์๋๒๑ ๊ แเแ๎๗๊ๅ ่, แๅ็๎๘่แ๎๗ํ๎ ๑๎โๅ๐๘เ๒.๒๐เํ๑๛ ์๎ใ๓๒ ํเ๑๛๒่๒ ๔่็่๗ๅ๑๊่ๅ ๒๐ๅแ๎โเํ่, ่ ๎๊เ็เ๒๑ โ ๏๎๋๎ๆๅํ่่ ๏๋ๅํ่๒ๅ๋ํ๎ใ๎ ๑๎แๅ๑ๅไํ่๖๛. โ ๒๎ ๆๅ โ๐ๅ์ ๏๐ๅไ๎๑๒เ๒๎๗ํ๎ ๏ๅ๐ๅๆ่โเ๒ ๏๎๋๎ๆๅํ่ๅ์ ํๅ ๎๑๓๙ๅ๑๒โ่โ๘่๕๑ ่ํ๒่์ํ๛๕ ๆๅ๋เํ่้, ๎๑๎แๅํํ๎ โ ํๅ๊๎๒๎๐๛๕ ๑๋๓๗เ๕ ๎๊๎๋๎ ๅ๑๒ <a href=http://namoment.org>่ํ๒่์</a>. าเ๊ ๊เ๊ ๑๎แ๑๒โๅํํ๎ ๎ํ่ ๎๊เๆ๓๒ ๑๎๒๐๓ไํ่๗ๅ๑๒โ๎ โ ไๅ๔่๖่๒ๅ ๑๋เไ๎๑๒ํ๎๑๒่ ่ ๒ใ๎๒ๅํ่, เ ๒เ๊ๆๅ ํๅ ๎๑๒เโ๒ แๅ็ ์่๋๎ใ๎ ๎แ๙ๅํ่.


ั ๓โเๆๅํ่ๅ์ โเ๘ ไ๐๓ใ ะ๎๊๑เํเ
โดยคุณ Lqwxcdsfra ส่งเมล์ถึง Lqwxcdsfra 188.244.41.5 [ วันจันทร์ ที่ 18 มิถุนายน 2555 เวลา 20:48 น. ] ผู้ตอบคนที่ 70

กินเค็ม ทำให้การรับรู้ช้าลง
นักวิจัยจาก University of Toronto ได้ทำการติดตามพฤติกรรมการบริโภคเกลือและอาหารที่มีรสเค็มพบว่าผู้ที่บริโภคอาหารที่มีเกลือหรือโซเดียมสูงนั้น นอกจากจะทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงและเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจแล้ว พบว่าอาหารที่มีปริมาณโซเดียมเยอะ หรือมีรสเค็มจัดนั้น ยังสามารถทำให้กระบวนการรับรู้ ความคิด รวมไปถึงการตอบสนองและโต้ตอบของผู้สูงอายุลดลงด้วย
ปริมาณเกลือและโซเดียมที่แนะนำในแต่ละวัน สำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 14 ปีขึ้นไป คือ 2,300 มิลลิกรัม/วัน ผลการศึกษาครั้งนี้นับว่าเกี่ยวข้อง และมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อคุณภาพชีวิตและอายุขัยของประชากรในยุคเบบี้ บูมเบอร์ ที่กล่าวได้ว่าเป็นยุคของอาหารฟาสฟูดส์ ซึ่งอาหารเหล่านี้มักจะมีปริมาณไขมันอิ่มตัวและโซเดียมสูงแต่มีเส้นใยอาหารต่ำ แถมยังมีผลเสียต่อสุขภาพระยะยาวด้วย

ที่มา : Voice TV
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันพฤหัสบดี ที่ 12 กรกฎาคม 2555 เวลา 16:50 น. ] ผู้ตอบคนที่ 71

ขมิ้นผู้ช่วยมือหนึ่ง

วันหนึ่งๆ ร่างกายของเราได้รับสารพิษต่างๆ มากมาย จากสภาพแวดล้อม เมื่อสารพิษเข้าสู่ร่างกาย ตัวที่จะคอยจัดการกับสารพิษเหล่านั้นก็คือตับนั่นเอง ตัวช่วยที่ดีที่สุดที่จะทำให้สารพิษในร่างกายเหล่านั้นถูกชะล้างออกไปคือ “ขมิ้น” เนื่องจากขมิ้นมีสารที่ชื่อว่า เดอร์คิวมิน ซึ่งช่วยกระตุ้นการล้างพิษของตับให้ดียิ่งขึ้นนอกจากนั้นยังมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ลดการอักเสบ และช่วยบรรเทาอาการปวดท้องได้ดีอีกด้วย

ที่มา : นิตยสารแม่บ้าน ฉบับประจำเดือนมิถุนายน 2555
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันพฤหัสบดี ที่ 12 กรกฎาคม 2555 เวลา 16:51 น. ] ผู้ตอบคนที่ 72

มะระอัศจรรย์แห่งความขม
โบราณเขาว่าหวานเป็นลมขมเป็นยา มะระสามารถนำมาปรุงอาหารได้หลากหลาย เช่น ผัดมะระหมูสับ ต้มมะระยัดไส้หมู หลายๆ ท่านคงไม่ชอบความขมของมะระจนไม่อยากรับประทาน แต่ภายใต้ความขมและรูปร่างขรุขระนั้น กลับมีคุณประโยชน์ที่แฝงอยู่อย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียวค่ะ ความขมของมะระนั้นช่วยให้เจริญอาหาร กระตุ้นให้น้ำย่อยหลั่งออกมาทำให้เรารับประทานอาหารได้มากขึ้น ทั้งมะระยังมีเอนไซม์ทำหน้าที่ย่อยน้ำตาล และคาร์โบไฮเดรต โดยสารอาหารจะผสมอยู่ในรูปของโปรตีน ซึ่งสามารถบรรเทาอาการเจ็บป่วยที่เกิดจาก โรคตับและเบาหวานได้

ที่มา : นิตยสารแม่บ้าน ฉบับประจำเดือนกรกฎาคม 2555
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันพฤหัสบดี ที่ 19 กรกฎาคม 2555 เวลา 16:58 น. ] ผู้ตอบคนที่ 73



จากที่ คุณเลขา Cop ได้แนะนำประโยชน์ของมะระไปแล้ว หลายคนที่เคยไม่ชอบรสขมของมะระคงนึกอยากทานมะระขึ้นมาบ้างแล้วใช่มั๊ยค่ะ วันนี้ งานโภชนาการ ก็ได้จัดเมนู มะระมาแนะนำดังนี้ค่ะ
ข้าวหุงขมิ้น หลนเต้าเจี้ยว ซุปมะระสอดไส้ ขอบอกว่านอกจากรูปจะสวยแล้วความอร่อยก็ไม่เป็นรองใครเลยค่ะ
โดยคุณ nuni ส่งเมล์ถึง nuni 172.29.12.226 [ วันจันทร์ ที่ 23 กรกฎาคม 2555 เวลา 16:04 น. ] ผู้ตอบคนที่ 74

vhbuknfejogp, <a href=" http://blog.somedaysthemovie.com/">Ativan online</a>, cXdCDuq, [url= http://blog.somedaysthemovie.com/]Can you mix ativan and trazadone[/url], zorDpjw, http://blog.somedaysthemovie.com/ What to expect when weaning off ativan, iObdwzF.
โดยคุณ Ativan #40 ส่งเมล์ถึง Ativan #40 96.47.225.82 [ วันพุธ ที่ 15 สิงหาคม 2555 เวลา 12:28 น. ] ผู้ตอบคนที่ 75

เพิ่มการเผาผลาญด้วยอาหารกันเถอะ
หลายคนเมื่ออายุมากขึ้นอาจมีความสงสัยว่า "ทำไมรูปร่างดูอวบอ้วนขึ้น ไม่ฟิตแอนด์เฟิร์ม เหมือนแต่ก่อน ทั้งๆ ที่กินไม่เยอะเลยสักนิด" คนเราเมื่ออายุย่างเข้าเลขสาม (สิบ) เมตาโบลิซึ่ม หรือระบบการเผาผลาญในร่างกายเริ่มลดถอย ทำงานช้าลง ระบบการเผาผลาญแคลอรี่จึงต่ำลงตามมา จึงส่งผลต่อน้ำหนักที่มีมากขึ้น แต่ก็ใช่ว่าเราจะไม่สามารถเพิ่มเมตาบอลิซึ่มได้ ซะหน่อยนิ เพียงแค่เริ่มจากการรับประทานอาหารมื้อเช้าเป็นสำคัญ เพราะใน 8-9 ชั่วโมงที่คุณหลับพักผ่อนนั้น ร่างกายจะหิว เมตาบอลิซึ่มจะทำงานอย่างช้าๆ เพื่อรักษาระดับพลังงานในร่างกาย (แคลอรี่) การรับประทานอาหารเช้าจึงเป็นตัวการช่วยกระตุ้นการทำงานของเมตาโบลิซึ่ม
ส่วนระหว่างวันควรรับประทานน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง ตัดใจจากขนมปัง ของหวานในมื้อสาย หรือช่วงบ่าย เพราะของเหล่านี้จะช่วยคงระดับของน้ำตาลในเลือด การสร้างพลังงาน กระตุ้นการทำงานของระบบการเผาผลาญในร่างกาย
หมั่นออกกำลังกายอยู่สม่ำเสมอ อาจเลือกวิธีการออกกำลังกายที่เน้นการสร้างกล้ามเนื้อ ให้แข็งแรง กระชับ นั่นหมายถึงแคลอรี่ที่ถูกเผาผลาญออกไป และที่สำคัญการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะยังช่วยให้ร่างกายยังคงเกิดการเผาผลาญต่อไปอีก 2 ชั่วโมง หลังจากที่เราออกกำลังกายเสร็จ
ในมื้ออาหารควรมีวิตามินบี 5 เช่น ถั่วลันเตา กะหล่ำปลี มะเขือเทศ อะโวคาโด เห็ด โฮลวีต ผสมอยู่ด้วย เพราะวิตามินบี 5 จะช่วยเพิ่มระดับเมตาบอลิซึ่มในร่างกายได้ค่ะ
ที่มา : www.thaiza.com
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันศุกร์ ที่ 17 สิงหาคม 2555 เวลา 11:44 น. ] ผู้ตอบคนที่ 76

มะเขือพวง...สรรพคุณเหลือเชื่อ
นักวิจัยของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้วิจัยเรื่องสรรพคุณวิเศษของมะเขือพวง พบว่าเป็นพืชที่มีประโยชน์อย่างมาก
- มะเขือพวงมีสารจำพวก “ไฟโตนิวเทรียนท์” ที่จะช่วยร่างกายในสภาวะขาดสารอาหารให้กลับมาทำงานได้ปกติ
- มีกลุ่มสาร “ทอว์โวไซด์” ซึ่งช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในกระแสเลือดได้ รวมทั้งยับยั้งการดูดซึมกลับของโคเลสเตอรอลในลำไส้ด้วย จึงอาจช่วยป้องกันโรคไขมันอุดตันใน เส้นเลือดได้อีกทางหนึ่ง
- ในมะเขือพวงมีสาร “ซาโปนิน” ทำให้มะเขือพวงมีฤทธิ์ ขับเสมหะ
- มะเขือพวงเป็นพืชที่มีเส้นใยมากที่สุด เมื่อเทียบกับผักพื้นบ้านของไทยทั้งหมด เส้นใยในมะเขือพวงมีชื่อเรียกว่า “เพกติน” ซึ่งเป็นสารที่ละลายน้ำได้ สารนี้จะสามารถเปลี่ยนเป็นวุ้นไปเคลือบที่ผิวของลำไส้ ทำให้ลำไส้ดูดซึมแป้งและน้ำตาลที่ย่อยแล้วได้ช้าลง จึงเป็นการช่วยไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเร็วเกินไป และช่วยในการดูดซับไขมันส่วนเกินออกจากอาหารซึ่งนี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่บรรพบุรุษของไทยมักจะทำแกงกะทิใส่มะเขือพวง
ที่มา : www.Allknowledges.tripod.com
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันพุธ ที่ 22 สิงหาคม 2555 เวลา 15:48 น. ] ผู้ตอบคนที่ 77



ใครเคยได้ชิมขนมไทยโบราณ ที่มีชื่อว่า ขนมกง บ้างค่ะ เคยได้ยินแต่ชื่อและประวัติ แต่ไม่เคยกิน ปีนี้ไปเดินงานเกษตร ม.อ. (ส.ค.55) ได้ซื้อชิม (ราคา 3 ชิ้น 50 บาท) รสชาติออกหวานๆ เป็นถั่วกวนแล้วชุบแป้งทอด ลองมาดูประวัติกันนะคะ ขนมกงหรือขนมกงเกวียน หมายถึง กงเกวียนที่หมุนไปข้างหน้าเช่นเดียวกับพระธรรมจักร ในสมัยก่อนขนมกงขาดไม่ได้ในงานหมั้น งานแต่ง ถึงกับมีสำนวนพูดว่า “เมื่อไหร่จะได้กินขนมกงเสียที” หมายความว่าเมื่อไรจะแต่งงานนั่นเอง ขนมกงเป็นขนมมงคล เชื่อว่าทำให้คู่บ่าวสาวมีใจคอหนักแน่นและครองรักกันตลอดไปเหมือนกงล้อของเกวียนที่หมุนไปเรื่อยๆ และครองคู่อยู่ด้วยกันชั่วนิจนิรันดร์
ที่มา : http://food-recipes.vzazaa.com
http://www.google.co.th
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันพุธ ที่ 22 สิงหาคม 2555 เวลา 16:15 น. ] ผู้ตอบคนที่ 78

ขอถามเรื่องข้าวหุงสมุนไพรอ่ะคะถ้าเราหุงข้าวใส่ด้วยน้ำกระเจี็ยบจะมีผลกับคค่าพลังงาน(แคลอรี่)ของข้าวมั้ยคะ
โดยคุณ Ma ส่งเมล์ถึง Ma 182.232.103.172 [ วันเสาร์ ที่ 22 กันยายน 2555 เวลา 17:28 น. ] ผู้ตอบคนที่ 1

การหุงข้าวด้วยน้ำ สุนไพร เช่น น้ำกระเจี๊ยบ อัญชัญ ใบเตย มีผลต่อพลังงาน ของข้าวน้อยมากๆค่ะ
โดยคุณ nina ส่งเมล์ถึง nina 172.29.12.226 [ วันพฤหัสบดี ที่ 27 กันยายน 2555 เวลา 12:00 น. ] ผู้ตอบคนที่ 2

คุณค่าโปรตีนจากไข่ขาว…แหล่งโปรตีนคุณภาพดีชื่อ “อัลบูมิน”
โปรตีนในไข่ขาวนั้นเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพดี มีกรดอะมิโนที่จำเป็น ที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ โดยกลุ่มโปรตีนในไข่ขาว คือ อัลบูมิน ซึ่งเป็นโปรตีนที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นโปรตีนชนิดเดียวกับที่อยู่ในกระแสเลือด กว่า 50 – 60 % ของโปรตีนทั้งหมดในร่างกายคนเรา ในอัลบูมินมีโปรตีนสำคัญหลายชนิด ได้แก่
- โคแนลบลูมิน เป็นโปรตีนที่จับตัวกับแร่ธาตุต่างๆ เช่น ธาตุเหล็ก ทำให้ร่างกายของเรานำธาตุเหล็กไปใช้ได้ดี
- โอแวลบูมิน เป็นโปรตีนที่จับกับฟอสฟอรัส คาร์โบไฮเดรต และ ซัลเฟอร์ ทำหน้าที่เป็นส่วนประกอบต่างๆ ในเยื่อเซลล์
- ฟลาโวโปรตีน เป็นโปรตีนที่จับกับ วิตามิน บี2 หรือ ไรโบฟลาวิน จึงเป็นแหล่งสะสมของวิตามิน บี2
โปรตีนจากไข่ขาวจะให้คุณค่าเทียบเคียงเนื้อสัตว์ มีความอ่อนนุ่ม รับประทานง่าย จึงเหมาะกับทุกเพศทุกวัย

ที่มา : นิตยสารแม่บ้าน ประจำเดือนตุลาคม 2555
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันจันทร์ ที่ 22 ตุลาคม 2555 เวลา 10:30 น. ] ผู้ตอบคนที่ 3

ภัยแฝงของแห้งมีพิษ

อาหารแห้งที่เรานำมาประกอบอาหาร เช่น ดอกไม้จีน เยื่อไผ่ เห็ดหูหนูขาว สาหร่าย และเห็ดหอม กระทรวงสาธารณสุขมีการสุ่มตรวจสารพิษจากอาหารแห้งที่มีขายตามท้องตลาด ตรวจพบสารฟอกขาวที่ปนเปื้อนมากับผลิตภัณฑ์อาหารแห้ง เกินกว่าค่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งหากได้รับสารนี้มากเกินไป จะทำให้เกิดอาการผิดปกติในร่างกาย คือ คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ หายใจติดขัด หมดสติ
เราสามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการได้รับสารพิษตกค้างนี้ได้ โดยการเลือกซื้อสินค้าที่ระบุข้อมูลที่อยู่ผู้ผลิตชัดเจน นำอาหารแห้งที่จะใช้ไปต้มหรือลวก เพื่อทำลายสารปนเปื้อนต่างๆ และไม่ควรรับประทานอาหารชนิดเดียวติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน

ที่มา : นิตยสารแม่บ้าน ฉบับเดือนตุลาคม 2555
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤศจิกายน 2555 เวลา 10:54 น. ] ผู้ตอบคนที่ 4

วิธีลดไขมันในร่างกาย
การลดไขมัน ไม่ได้หมายถึงการงดอาหารทุกอย่างที่มีไขมัน ที่ก่อให้เกิดการเพิ่มของ LDL แต่เพียง ให้ลด+++ส่วนของไขมันในชีวิตประจำวันลงบ้าง ซึ่งวิธีดังกล่าวเรายังสามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ เพียงแต่ปรับขั้นตอนการปรุง
1. ลดการใช้น้ำมันในอาหาร ใช้กรรมวิธีอื่นๆ แทน เช่น การย่าง การนึ่ง แต่แน่นอนว่าหากเลี่ยงไม่ได้ ก็ยังคงใช้วิธีการปรุงโดยใช้น้ำมันอยู่ แต่ใช้วัสดุพื้นผิวเทฟลอนในการปรุงอาหาร
2. ลดไขมันในตัวอาหาร อาหารบางอย่างมีไขมันในตัวสูง ก็สามารถใช้วิธีลดทอนปริมาณไขมันให้น้อยลงได้ โดยการรีดไขมันและน้ำมันในเนื้ออาหารให้ไหลออกมาอย่างเช่น การอบ และการต้ม การอบจะเป็นการใช้ไขมันในตัวอาหารทำให้อาหารสุกแล้วคายไขมันออกมา ส่วนการต้มหรือลวกเป็นการละลายไขมันในอาหารให้ออกไปกับน้ำ
3. ใช้น้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว ชนิดที่เป็นกรดไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทนความร้อนได้สูง ไม่เหม็นหืน

ที่มา : นิตยสารแม่บ้าน ฉบับประจำเดือนตุลาคม 2555
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤศจิกายน 2555 เวลา 10:55 น. ] ผู้ตอบคนที่ 5

นักวิจัยใช้เครื่องเทศกับเนื้อป้องกันมะเร็ง
J. Scott Smith ศาสตราจารย์ภาควิชาเคมี จากมหาวิทยาลัยแคนซัส กล่าวถึงงานวิจัยของเขาเกี่ยวกับการพยายามลดสาร Heterocyclic Anime (HCAs) ซึ่ง HCAs นี้เป็นสารก่อมะเร็งที่ได้จากเนื้อสัตว์ที่มีกล้ามเนื้อ หลังผ่านการประกอบอาหาร ทั้งการย่าง ปิ้ง ต้ม ทอด ซึ่งการได้รับสาร HCAs ผ่านการบริโภคเนื้อ เป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคมะเร็งลำไส้ ปอด กระเพาะ ตับ ต่อมลูกหมาก และเต้านมได้
ซึ่งจากการวิจัยของศาสตราจารย์สมิธ พบว่า เครื่องเทศตามธรรมชาติมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ที่สามารถลดระดับสาร HCAs ได้ถึง 40% โดยการใช้เครื่องเทศในขณะที่ปรุงอาหาร จากการวิจัยเครื่องเทศ 6 ชนิด ได้แก่ ยี่หรา เมล็ดผักชี ข่า กระชาย โรสแมรี่ และขมิ้น พบว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ยับยั้งสาร HCAs ได้สูง โดยที่โรสแมรี่ให้ค่าสูงสุด

ที่มา : นิตยสารแม่บ้าน ฉบับประจำเดือนพฤศจิกายน 2555
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน 2555 เวลา 11:47 น. ] ผู้ตอบคนที่ 6

สุดยอด 5 ผลไม้ บำรุงเลือด...ดีต่อระบบการไหลเวียนโลหิต
1. ทับทิม ผลการวิจัยในสหรัฐพบว่า ทับทิมสามารถรักษาผู้ป่วยเบาหวานได้ด้วยคุณสมบัติช่วยกักเก็บเซลล์เม็ดเลือดแดง ผลคือ ร่างกายมีระดับอินซูลินในกระแสเลือดลดลง ระบบไหลเวียนโลหิตเป็นปกติ
2. แก้วมังกร อุดมด้วยโปรตีนจึงช่วยเติมร่องรอยผิวให้ดูเรียบตึง ผลการวิจัยพบว่า แก้วมังกรเนื้อแดงดีต่อระบบไหลเวียนโลหิต และมีธาตุเหล็กอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม สำหรับการสร้างเซลล์เม็ดเลือด
3. สตรอเบอร์รี่ ด้วยคุณสมบัติของวิตามินซีที่อุดมอยู่ในผลสตรอเบอร์รี่ ช่วยบำรุงเซลล์เม็ดเลือดแดง เมล็ดเล็กๆ ที่อยู่ในเนื้อสตรอเบอร์รี่ช่วยลำเลียงออกซิเจนในกระบวนการขจัดเลือดเสีย จึงส่งผลให้ผิวพรรณภายนอกดูเรียบเนียนเปล่งปลั่งขึ้น
4. กล้วย ด้วยคุณสมบัติของแร่ธาตุแมกนีเซียมที่อุดมอยู่ในกล้วย ช่วยบำรุงผิวที่ขาวซีดให้กลับมาเปล่งปลั่ง ดูมีเลือดฝาด จากผลการวิจัยเผยว่าการบริโภคกล้วยเป็นประจำทุกวันส่งผลต่อสุขภาพเลือด คือ ช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคลูคีเมีย (มะเร็งเม็ดเลือดขาว) โดยเฉพาะในเด็กช่วงอายุ 0-2 ปี
5. แตงโม จากผลการวิจัยของ มหาวิทยาลัยเนราดา ในสหรัฐ เผยว่า หากบริโภคแตงโมเพียงครึ่งผลต่อวันดีต่อระบบไหลเวียนโลหิต

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
สุขกาย สบายใจ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันอังคาร ที่ 20 พฤศจิกายน 2555 เวลา 19:09 น. ] ผู้ตอบคนที่ 7

อาหารช่วยคลายเครียด

อาหารอารมณ์ดี กินง่ายๆ ต้องนี่เลย .....
แตงโม มีธาตุเย็นจากน้ำ และมี "อาจินีน" เป็นเคมีที่ช่วยให้หลอดเลือดขยายช่วยให้กระปรี้กระเปร่า มี "ไลโคปิน" ช่วยต้านสนิมแก่จากธาตุเครียดในตัวได้ดี นอกจากนั้น พืชพวกแตง อาทิ แตงไทย, แตงกวา, แตงร้าน, แตงแคนตาลูป ก็ช่วยได้เช่นกัน
ส้มตำ มีกรดเผ็ด ซึ่งอุดมในพริกนั่นเอง กรดเผ็ดนี้เองที่เป็นตัวนำให้ "สารสุข" ในสมองหลั่งจน อิ่มเอิบใจ
ใบขี้เหล็ก, สะเดา, มะระขี้นก โดยเฉพาะขี้เหล็กมีสาร "บาราคอล" ที่ดับอารมณ์ซึมเศร้า
น้ำผึ้ง เป็นอาหารอารมณ์ดี กินแล้วน้ำตาล "ฟรุกโตส" ในน้ำผึ้งจะช่วยกล่อมอารมณ์ให้สบายใจ มีพลัง
ข้าวโพด, กระยาสารท และธัญพืช มีธาตุอารมณ์ดีชื่อ "ทริปโตแฟน" เยอะ จะเปลี่ยนไปเป็นเคมีอารมณ์ดีชื่อ "ซีโรโทนิน" ใครมีเคมีดีๆ อย่างนี้เยอะก็ทำให้เป็นสุขใจ แก้ปวดหัว รักษาลำไส้แปรปรวน ช่วยต้านซึมเศร้าและทำให้เราแก่ช้าลงด้วย
แซนด์วิชทูน่า มี "โอเมก้า 3" และวิตามิน "บี 12" มาก ช่วยบำรุงประสาท

ที่มา : HealthPlus
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันพฤหัสบดี ที่ 13 ธันวาคม 2555 เวลา 11:35 น. ] ผู้ตอบคนที่ 8



เมนูอาหารสุขภาพ เมื่อ 14 ธ.ค. 2555
ข้าวคลุกกะปิทรงเครื่อง / หมู(ไก่)หวาน / แกงจืดผักหวานลูกตาล
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันจันทร์ ที่ 17 ธันวาคม 2555 เวลา 11:47 น. ] ผู้ตอบคนที่ 9

ฤดูฝนนี้กินอะไรดี
สำหรับการกินอาหารในช่วงฤดูฝนเราควรเลือกกินอาหารที่ปรุงเสร็จใหม่ๆ หรือผ่านความร้อนจนสุกแล้ว และควรเป็นอาหารที่มีรสเปรี้ยวอมขมเล็กน้อย หรือรสเผ็ด เช่น แกงส้มดอกแค แกงขี้เหล็ก แกงป่า และน้ำพริก เพราะในฤดูฝนนั้น ร่างกายจะมีการขับเหงื่อไม่มากนัก การกินอาหารที่มีรสจัดจ้านจะช่วยให้ร่างกายขับเหงื่อออกมาได้ดีขึ้น และการกินอาหารที่มีรสเปรี้ยวอมขมหรือรสฝาด จะช่วยให้ร่างกายขับเกลือส่วนเกินออกมาได้ดีขึ้น

ที่มา : นิตยสารแม่บ้าน ฉบับประจำเดือนพฤศจิกายน 2555
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันจันทร์ ที่ 17 ธันวาคม 2555 เวลา 11:48 น. ] ผู้ตอบคนที่ 10

หวั่นคนไทยกินน้ำตาล 25 ช้อนชา/วัน
ทพญ. ปิยะธิดา ประเสริฐสม ผู้จัดการโครงการเด็กไทยไม่กินหวาน (สสส.) เผยผลสำรวจพบว่า ปีที่ผ่านมาคนไทยบริโภคน้ำตาลต่อวันมากถึง 25 ข้อนชา/วัน หรือ ราวๆ 100 กรัม จากปริมาณบริโภคที่ควรได้รับต่อวันเพียงแค่ 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัมเท่านั้น นับได้ว่าเป็นปริมาณที่สูงมาก โดยเฉพาะภายในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา คนไทยบริโภคน้ำตาลมากขึ้นถึง 2 - 3 เท่า ซึ่งจากการบริโภคน้ำตาลนี้ มักมาในรูปของน้ำอัดลม น้ำหวาน ขนมขบเคี้ยว ขนมพองกรอบที่แป้งมีส่วนผสมของน้ำตาล ซึ่งมีปริมาณน้ำตาลประมาณ 4 ช้อนชา/ถุง หากรับประทานมากอาจจะเป็นโรคอ้วนตามมา ทั้งนี้ในระยะยาวย่อมเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน ความดัน และโรคหัวใจ เป็นต้น

ที่มา : นิตยสารแม่บ้านฉบับประจำเดือนธันวาคม 2555
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันศุกร์ ที่ 21 ธันวาคม 2555 เวลา 11:23 น. ] ผู้ตอบคนที่ 11



เมนูอาหารสุขภาพ เมื่อ 21 ธ.ค. 2555
ข้าวผัดแกงส้ม / ทอดมันหัวปลี / น้ำซุป
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันศุกร์ ที่ 21 ธันวาคม 2555 เวลา 11:34 น. ] ผู้ตอบคนที่ 12



มือหนึ่ง
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันศุกร์ ที่ 21 ธันวาคม 2555 เวลา 11:39 น. ] ผู้ตอบคนที่ 13



น่ากินจังเลย
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันศุกร์ ที่ 21 ธันวาคม 2555 เวลา 11:41 น. ] ผู้ตอบคนที่ 14



Happy New Year 2013

สิ่งต่างต่าง..ผันผ่าน..ตามกาลเปลี่ยน
หมุนวนเวียน..ได้เรียนรู้..ให้อยู่ไหว
ปีเก่าผ่าน..การณ์สั่งสม..เป็นแรงใจ
เข้าปีใหม่..ก้าวไปต่อ..ไม่ย่อท้อ

กราบขอวอน..พรประเสริฐ..ในเลิศหล้า
โปรดประทาน..ผ่านฟ้า..ดั่งคำขอ
ให้สุขสันต์..นั้นพลันเกิด..ไม่รีรอ
อยู่เพียงพอ..ไร้ทุกข์..สุขนิรันดร์

ที่มา : www.dreampoem.com & http://variety.horoworld.com
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันพุธ ที่ 26 ธันวาคม 2555 เวลา 10:07 น. ] ผู้ตอบคนที่ 15

รักษ์ไต - หัวใจ ด้วยการกิน

ไตและหัวใจ อวัยวะสำคัญอันดับต้นๆ ที่พึงดูแลให้ห่างไกลโรคมากที่สุด และนี่คือ 3 วิธีการกินง่ายๆ ที่จะช่วย ให้อวัยวะทั้งสองอยู่กับเราไปนานๆ ป้องกันโรคไตและโรคหัวใจ
ดื่มน้ำสะอาด ทราบไหมว่าการสูญเสียน้ำอันเนื่องมาจากกลไกขับ ของเสียในร่างกาย อาจส่งผลให้เกิด ความผิดปกติต่อไตได้มากถึงร้อยละ 20 ฉะนั้น ควรจิบน้ำสะอาดบ่อยๆ ตลอดทั้งวัน เพื่อป้องกันการขาดน้ำจนไตพังนะคะ
กินโยเกิร์ตหรือดื่มนม โยเกิร์ตวันละ 2 ถ้วย หรือนมวันละ 2 แก้ว จะช่วยให้ร่างกายได้รับแคลเซียมเพียงพอในการรับมือกับภาวะความดันโลหิตสวิงขึ้นๆ ลงๆ ได้มากถึงร้อยละ 25
ลดเกลือ ลดเค็ม เกลือ อาหารรสเค็ม ฟาสต์ฟู๊ด รวมทั้งอาหารสำเร็จรูป ล้วนเป็นแหล่งอุดมโซเดียม ที่เป็นอันตราย โดยอาจส่งผลให้เกิดนิ่วในไต หรือความดันโลหิตสูง รวมทั้งหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ ฉะนั้นลด ละ เลี่ยงอาหารเหล่านี้ได้จะดีกว่าคะ
3 วิธี แค่นี้เอง ง่ายจัง!

ที่มา...livestrong.com
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันศุกร์ ที่ 4 มกราคม 2556 เวลา 16:12 น. ] ผู้ตอบคนที่ 16



เมนูอาหารสุขภาพ เมื่อวันศุกร์ที่ 4 ม.ค. 2556
ข้าวใบเตย / แกงส้มผักรวม / ต้มจับฉ่าย
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันศุกร์ ที่ 4 มกราคม 2556 เวลา 16:14 น. ] ผู้ตอบคนที่ 17

สาหร่ายทะเล จัดเป็นอาหารสุขภาพมีวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นถึง 18 ชนิด อาทิเช่น แคลเซียม เหล็ก ไอโอดีน โซเดียม แมกนีเซียม ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่สำคัญเป็นผักเพียงไม่กี่ชนิดที่เป็นแหล่งของ วิตามินบี 12 สาหร่ายเกือบทุกชนิดประกอบไปด้วยกรดอะมิโนที่ร่างกายขาดไม่ได้ สาหร่ายจึงเป็นผักชั้นดีอีกชนิดหนึ่ง จากผลการวิจัยเกี่ยวกับสาหร่ายในด้าน การดูดซึมไขมันเข้าสู่ร่างกาย พบว่าการรับประทานสาหร่ายช่วยลดอัตราการดูดซึมไขมันลง 75% ซึ่งเกิดจากการยับยั้งการย่อยของเอนไซม์ ไลเปสในร่างกาย

ที่มา : นิตยสารแม่บ้าน ฉบับประจำเดือนธันวาคม 2555
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันศุกร์ ที่ 11 มกราคม 2556 เวลา 13:46 น. ] ผู้ตอบคนที่ 18



เมนูมื้อเที่ยงวันนี้ ข้าวหุงทรงเครื่อง หมูตกครก ซุปสาหร่าย ได้รับพลังงานประมาณ 387 แคลอรี่ อร่อยค่ะ ข้าวไม่แข็งเกินไป และได้เคี้ยวธัญพืชที่ผสมในข้าวด้วย มีเผือก ถั่วแดง ข้าวโพด เห็ดหอม แถมด้วยเมล็ดแปะก๊วย แล้วตามด้วยซุปสาหร่ายร้อนๆ คล่องคอดีค่ะ ไม่มีทรายเจือปนด้วย เลยขอแนะนำเทคนิคการทำให้สาหร่ายปราศจากทรายมาให้ทราบกัน คงไม่เป็นการนำมะพร้าวห้าวมาขายสวนนะคะ เพราะผู้เขียนเพิ่งทราบเทคนิคนี้เหมือนกัน แล้วเคยนำสาหร่ายไปแกงจืดกินแล้วเจอทรายทำให้เสียอรรถรสไปเลยค่ะ ก่อนปรุงให้นำสาหร่ายย่างไฟ หรือเข้าเตาไมโครเวฟ ประมาณ 1-2 นาที พลิกไปพลิกมา เสร็จแล้วเคาะทรายออกให้หมด นำไปปรุงได้เลยค่ะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันศุกร์ ที่ 11 มกราคม 2556 เวลา 13:47 น. ] ผู้ตอบคนที่ 19

แนวโน้มการดูแลสุขภาพปี 2556
ปี 2556 นี้ WHO ได้เน้นไปที่เรื่องของ "โรคความดันโลหิตสูง" โดยพยายามชักนำให้คนทั่วโลก หันมาใส่ใจ เรื่องของการป้องกันความดันโลหิตสูง เพื่อผดุงคุณภาพชีวิตของมนุษย์ยุคปัจจุบัน ซึ่งเราจะพบว่าคนรุ่นใหม่กินอาหารมากขึ้น (หาซื้อง่าย ซื้อได้ทุกๆ เวลา) เพิ่มความเสี่ยงน้ำหนักเกิน-อ้วน กินเกลือมากขึ้น ชอบกินอาหารสำเร็จรูป อาหารแห้ง อาหารจานด่วน และอาหารซื้อ เช่น แกงใส่ถุง ฯลฯ (มักจะมีเกลือมากกว่าอาหารทำเองที่บ้าน) ซึ่งหากเราให้ความสำคัญกับการป้องกัน ก็สามารถลดค่าใช้จ่ายจากการที่จะเจ็บป่วยจากโรคที่จะเกิดตามมาภายหลังได้มากทีเดียว ดังนั้น องค์การอนามัยโลกจึงกระตุ้นให้แต่ละประเทศ ผลักดันนโยบาย และกิจกรรมที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันก่อนเป็นโรคนั่นเอง ส่วนเรื่องของการรับประทานอาหาร ผู้คนก็จะเน้นไปที่อาหารเพื่อสุขภาพกัน เช่น Functional food (อาหารที่มีสารอาหารเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ นอกเหนือจากคุณค่าทางโภชนาการแล้ว ก็ยังช่วยป้องกันโรค และรักษาโรคได้) ซึ่งประโยชน์ต่อสุขภาพของสารอาหารเหล่านี้ ได้แก่ ลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด เพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง โรคอ้วน โรคเบาหวาน ซึ่งก็ครอบคลุมอาหารหลายกลุ่ม เช่น ผัก ผลไม้ สมุนไพร ชา สารทดแทนน้ำตาล เช่น ฟรุกโตโอลิโกแซ็กคาไรด์ เส้นใยอาหาร)

ที่มา : http://health.kapook.com
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันจันทร์ ที่ 14 มกราคม 2556 เวลา 13:18 น. ] ผู้ตอบคนที่ 20

บอกลาค่านิยมการกินแบบผิดๆ เพื่อสุขภาพ

น่ายินดีที่พบว่าเทรนด์การดูแลสุขภาพในปี 2556 นี้ มีคนไทยจำนวนมากที่หันมารับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ ควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย เพราะตระหนักว่าโรคภัยไข้เจ็บนั้น นับวันก็จะยิ่งใกล้ตัวและมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่น่าห่วงคือ
มีความเข้าผิดๆ ในเรื่องของการกินเพื่อสุขภาพกันอยู่มาก อาจารย์สง่า ดามาพงษ์ อธิบายถึงปัญหาที่พบเกี่ยวกับพฤติกรรมการกิน และเสนอแนะทางออกไว้ดังนี้ค่ะ
1. กินให้ครบ 5 หมู่ เน้นผัก ผลไม้
กระแสการกินเพื่อสุขภาพถือว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่ยังมีบางคนที่ตีความหมายผิดไป เช่น เข้าใจว่าการก้มหน้าตากินผักอย่างเดียวนั้น คือการดูแลสุขภาพที่ถูกต้อง ซึ่งในความเป็นจริงการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ต่างหาก ที่เป็นการกินเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง
2. มื้อหลักสำคัญ อาหารเสริมทดแทนไม่ได้
เพราะอาหารเสริมนั้น ไม่สามารถทดแทนอาหารหลักได้ แต่เป็นเพียงอาหารที่กินเพื่อเสริมอาหารหลัก ที่อาจได้รับไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
3. บอกลาวัฒนธรรมอาหารตะวันตก
ครอบครัวไทยส่วนใหญ่ยังคงมีค่านิยมกินข้าวนอกบ้าน และเลือกที่จะกินอาหารตะวันออก เช่น อาหารขยะ (Junk Food) อาหารจานด่วน (Fast Food) ซึ่งผลจากการกินอาหารที่ไม่ได้ปรุงด้วยตัวเองนั้น มีความเสี่ยงต่อการมีภาวะโภชนาการเกิน (โรคอ้วน)
4. โรคไม่ติดต่อเรื้อรังมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต
โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด ฯลฯ
การกินอาหารที่เหมาะสมตามวัย และถูกต้องตามหลักโภชนาการ และควรลดปริมาณน้ำตาล ไขมัน โซเดียมให้ลดน้อยลงด้วย เพื่อสุขภาพที่ดี

“อย่างไรก็ตามการป้องกัน ย่อมดีกว่าการแก้ไข เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ จะมีสุขภาพดีไปอีกนาน”

ที่มา : สสส.
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันพุธ ที่ 30 มกราคม 2556 เวลา 10:57 น. ] ผู้ตอบคนที่ 21



เมนูมื้อเที่ยงวันนี้ ข้าวผสมข้าวสังข์หยด คั่วกลิ้งหมู เต้าหู้นึ่งขิง ได้รับพลังงานประมาณ 383 แคลอรี่ึค่ะ
- ข้าว กำลังดี แต่คงไม่ถูกใจคนที่ชอบรับประทานข้าวนิ่มๆ นัก
- คั่วกลิ้งหมู รสชาติอร่อย ถูกปากคนปักษ์ใต้อย่างเราๆ แน่นอน แต่เผ็ดไปนิดสำหรับคนไม่รับประทานเผ็ด เข้มข้น หอมกลิ่นสมุนไพรต่างๆ เช่น ใบมะกรูด ข่า ตะไคร้
- เต้าหู้นึ่งขิง สัมผัสนิ่มด้วยเต้าหู้หลอดไข่ หอมกลิ่นมะนาวและขิง มีรสขมนิดๆ จากเปลือกมะนาว
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันศุกร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 14:36 น. ] ผู้ตอบคนที่ 22



เมนูมื้อเที่ยงวันที่ 8 ก.พ. 56 ข้าวใบเตย ห่อหมกไข่ขาว ไก่ต้มบ๊วย
ห่อหมกรสชาติดี ไม่ใช้กะทิแต่ใช้นมจืดแทน ไ่่ก่ต้มบ๊วยรสกลมกล่อม ได้กลิ่นเห็ดหอม และรสชาติของบ๊วย
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันจันทร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 14:37 น. ] ผู้ตอบคนที่ 23

เมนูไข่...กินอย่างไรให้ได้ประโยชน์
เมนูไข่ ไม่ว่าจะเป็นไข่ลวก ไข่ต้ม ไข่เจียว ไข่ดาว ไข่ตุ๋น ไข่พะโล้ ไข่ยัดไส้ และอีกสารพัดเมนูไข่ คงเป็นเมนูพื้นฐานสำหรับทุกบ้าน แต่คุณทราบหรือไม่ว่าการรับประทานไข่ก็เกิดโทษกับร่างกายได้เช่นกัน โดยเฉพาะเมนูการปรุงไข่แบบสุกๆ ดิบๆ
หลายคนที่ชอบทานไข่ขาวแบบไม่สุก ยิ่งชนิดที่เป็นยางใส ๆ ด้วยแล้ว ยิ่งเป็นโทษต่อร่างกายเพราะไข่ขาวดิบทั้งหมดนั้นเป็น "อัลบูลมิน" หากรับประทานแบบไม่สุกเข้าไปจะส่งผลให้ลำไส้ย่อยอาหารได้ยาก แล้วไข่ขาวนั้นยังมีสารที่เรียกว่า "อะวิดิน" สารตัวนี้จะไปดักจับไบโอตินซึ่งเป็นวิตามินที่มีความจำเป็นต่อเส้นผม และสุขภาพผิวทำให้ร่างกายขาดไบโอติน
สำหรับการรับประทานไข่ในวัยผู้ใหญ่ สามารถรับประทานไข่ได้สัปดาห์ละ 3-4 ฟอง แต่สำหรับคนที่เป็นโรคอ้วนหรือมีไขมันคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ควรปรึกษาแพทย์ก่อน อาจจะรับประทานเพียงสัปดาห์ละ 1 ฟองเท่านั้นพอ หรือรับประทานเฉพาะไข่ขาวอย่างเดียวได้เช่นกัน เพราะไข่ขาวนั้นไม่มีคอเลสเตอรอล
ส่วนวัยเด็กสามารถรับประทานไข่ได้วันละ 1 ฟอง สัปดาห์ละ 7 ฟอง ซึ่งไข่จะมีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตทั้งด้านร่างกาย และสติปัญญา

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Woman's Story
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันจันทร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 14:46 น. ] ผู้ตอบคนที่ 24

โกจิเบอร์รี่หรือเก๋ากี๊
ผลไม้สีแดงเม็ดเล็กที่เรามักพบเห็นในแกงจืดและต้มสมุนไพรจีนต่างๆ แต่ไม่เคยรู้เลยว่ามันมีประโยชน์มากมายจนน่าตกใจ ซึ่งชาวจีนใช้ร่วมกับการปรุงอาหารมานานกว่า 2,000 ปีแล้ว เพราะเชื่อว่าเป็นหนึ่งในผลไม้ที่เป็นยาอายุวัฒนะ รับประทานแล้วจะทำให้อายุยืน
ประโยชน์ของเก๋ากี๊ อุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหารและสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ในปริมาณที่สูงมาก สารอาหารในเก๋ากี๊มีทั้ง เบต้าแคโรทีน วิตามินอี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอยู่สูง มีวิตามินซีมากกว่าส้ม 500 เท่า ผลงานวิจัยต่างๆ ช่วยยืนยันสรรพคุณของเก๋ากี๊ เรื่อง ป้องกันโรคความเสื่อมและแก่ชรา สร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยการเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดขาว ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เนื่องจากมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด บำรุงสายตา เสริมสร้างการทำงานของตับและไตให้ดีขึ้น

ที่มา : นิตยสารแม่บ้าน ฉบับประจำเดือนธันวาคม 2555
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันพฤหัสบดี ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 11:35 น. ] ผู้ตอบคนที่ 25



เมนูมื้อเที่ยงวันที่ 15 ก.พ. 56 ข้าว หมูอบโกจิเบอร์รี่ ยำแตงกวา
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันจันทร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 15:48 น. ] ผู้ตอบคนที่ 26

ผักไฮโดรโพนิกส์ กินมากอันตรายไหม ?
หลายคนมักสับสน คิดว่าระหว่าง ผักปลอดสารเคมี และผักไฮโดรโพนิกส์ เป็นผัก อย่างเดียวกัน จริงๆ แล้ว ผักปลอดสารเคมี คือ ผักออร์แกนิกส์ ที่ปลูกในดินปลอดสารพิษ ไม่ใช้สารเคมีในการปลูก ส่วนผักไฮโดรโพนิกส์เขาปลูกโดยไม่ใช้ดินแต่ยังใช้ปุ๋ยเคมีละลายลงไปในน้ำ จากข้อมูลที่ ดร.ยงยุทธ อดีตอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้กล่าวถึงความปลอดภัยของผักไฮโดรโพนิกส์ได้อธิบายไว้ว่า ผักไฮโดรโพนิกส์เป็นผักที่นิยมปลูกในโรงเรือนปิด มีมุ้ง ลดการรบกวนของแมลงจึงไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีฆ่าแมลง ส่วนปุ๋ยเคมีที่ใช้ในระบบไฮโดรโพนิกส์ ไม่แตกต่างไปจากสารเคมีที่มีในอาหารเสริมที่ขายกันทั่วไป ซึ่งผักจะดูดซึมไปใช้ในการเจริญเติบโต จึงไม่เป็นอันตรายต่อการบริโภค

ที่มา : นิตยสารแม่บ้าน
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันจันทร์ ที่ 11 มีนาคม 2556 เวลา 12:06 น. ] ผู้ตอบคนที่ 27



เมนูมื้อเที่ยงวันที่ 1 มี.ค. 56 เส้นเล็กผัดขี้เมาจี๊ดจ๊าดข่าอ่อน ซุปสาหร่าย เมนูวันนี้คงถูกใจคนกินเส้นนะคะ ผู้เขียนก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบกินเส้น รสชาติเผ็ดปานกลาง แต่คงไม่ถูกปากสำหรับคนที่ไม่ชอบกินเผ็ดค่ะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันจันทร์ ที่ 11 มีนาคม 2556 เวลา 12:10 น. ] ผู้ตอบคนที่ 28



เมนูมื้อเที่ยงวันที่ 8 มี.ค. 56 ข้าวอบสับปะรด แกงจืดเจ้าเงาะ ข้าวได้กลิ่นสับปะรดนิดๆ แต่แฉะไปนิดหนึ่งสำหรับผู้เขียน และได้ซดน้ำแกงจืดคล่องคอดีค่ะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันจันทร์ ที่ 11 มีนาคม 2556 เวลา 12:17 น. ] ผู้ตอบคนที่ 29



มาหัดกินผักกันเถอะ
ใครๆ ก็บอกว่ากินผักนั้นดีและมีประโยชน์ แต่ในเมื่อเราไม่ชอบ ทำอย่างไรล่ะถึงจะกินผักได้
ควรกินผักมากแค่ไหน ถ้าคุณไม่แน่ใจว่าควรจะกินผักมากขนาดไหน สิ่งที่คุณต้องดูก็คือจานของคุณ ครึ่งหนึ่งของจานควรจะเป็นผัก (หรือผักผสมกับผลไม้) หลายคนทำพลาดคือ เลือกระหว่างผักกับผลไม้ ผลก็คือกินผลไม้มากเกินไป แต่กินผักน้อย พยายามใส่ใจและเลือกกินผักให้มากขึ้น โดยให้มีผักและผลไม้หลายๆ ชนิด เพื่อให้คุณได้รับสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน และแร่ธาตุมากที่สุด
ให้คะแนนในแต่ละมื้อ หากคุณมีปัญหากับการกินผักให้ได้อย่างน้อยครึ่งจานต่อวัน ลองใช้วิธีที่กล่าวมาแล้วค่อยให้คะแนนตัวเองเต็ม 5 คะแนน หากผักไม่ถึงครึ่งจาน ลดลง 1 คะแนน ถ้าผลไม้เยอะกว่าผักลดลงอีก 1 คะแนน ถ้าผักน้อยกว่า &#188; ของจาน ลดลงอีก 1 คะแนน ถ้ากินข้าวขาวแทนที่จะเป็นธัญพืชก็ให้ลดอีก 1 คะแนน และถ้ากินเนื้อสัตว์แปรรูปหรือเนื้อติดมันก็ลดลงอีก 1 คะแนน เช่นกัน แต่ถ้าเป็น 0 คะแนน ล่ะก็ต้องเริ่มใหม่นะจ๊ะ
ตั้งโปรแกรมเสียใหม่ ปัญหาหลักๆ ที่ทำให้คนไม่อยากกินผักคือ ความขม ซึ่งเรามีต่อมรับรสขมเอาไว้ตรวจจับสารพิษทั้งหลาย นี่คือสาเหตุว่า ทำไมคนส่วนใหญ่ไม่ชอบรสขม และต้องเติมน้ำตาลหรือนมเพื่อลดความขมลง และร้อยละ 25 ของคนทั่วไปนั้นมีประสาทรับรสไวเป็นพิเศษ โดยเฉพาะรสขม ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เราไม่กินผัก
แทนที่จะหลีกเลี่ยงผัก ลองใช้สิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับรสขมดีกว่า นั่นก็คือรสหวาน ซึ่งอาจจะเป็น สับปะรด ลูกเกด หรือหากชอบรสจัดจ้านก็ควรใส่พริก ชอบรสเค็มก็ ใส่ซอส ถั่วเหลืองสักนิดก็ได้

ข้อมูลจาก นิตยสาร Lisa และ www.google.co.th
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันพฤหัสบดี ที่ 14 มีนาคม 2556 เวลา 16:23 น. ] ผู้ตอบคนที่ 30



เมนูอาหารสุขภาพมื้อเที่ยงวันนี้ (15 มี.ค. 56) ข้าวหุงรวมมิตร ไก่กรอบผัดพริกแกง ลาบมะเขือเผา ข้าวขาวหุงผสมข้าวสังข์หยดและธัญพืชต่างๆ เช่น แครอท ข้าวโพด ถั่วแดงหลวง ได้กลิ่นสมุนไพรในไก่กรอบผัดพริกแกงซึ่งมีรสเผ็ดร้อน แต่ไม่เผ็ดมากนัก พร้อมรสจัดจ้านจากลาบมะเขือเผาซึ่งมีรสเปรี้ยวช่วยให้เจริญอาหาร ในวันที่มีอากาศร้อนอย่างเช่นทุกวันนี้หากใครเบื่ออาหาร รสเปรี้ยวช่วยให้เจริญอาหารได้นะคะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันศุกร์ ที่ 15 มีนาคม 2556 เวลา 15:19 น. ] ผู้ตอบคนที่ 31

กินหลากหลายได้อายุยืน
คนไทยเราชอบกินกับข้าวหลายอย่างใน 1 มื้ออาหารมาแต่โบราณกาล เวลาและสภาพการใช้ชีวิตในสังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้อาหารจานด่วนจานเดียวกินง่ายเข้ามาแทนที่ ซึ่งรู้หรือไม่ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าเสียดายเพียงใด เพราะมีผลการสำรวจของ US National Health and Nutrition Examination Survey (NHANES) I Epidemiological พบว่าผู้กินอาหารหลากหลายส่วนใหญ่ จะมีอายุยืนยาว
ซึ่งการกินอาหารหลากหลายทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วนเกิดความสมดุลของสารอาหารที่ร่างกายได้รับสารจำพวกไฟโตเซมิคอล (Phytochamical) จากผักหลากหลายชนิดที่กินเข้าไป ทั้งยังเป็นการลดปริมาณการได้รับสารเคมีสะสมจากอาหารชนิดเดียวกัน

ที่มา : นิตยสารแม่บ้าน ฉบับเดือนมีนาคม 2556
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันอังคาร ที่ 19 มีนาคม 2556 เวลา 11:45 น. ] ผู้ตอบคนที่ 32



เมนูอาหารสุขภาพมื้อเที่ยงวันนี้ (22 มี.ค. 56) ข้าวมันส้มตำแอปเปิล ไก่อบนมสด เมนูชุดนี้รสจัดจ้าน ไม่เลี่ยน เหมาะสำหรับหน้าร้อน ช่วยลดความเบื่ออาหารไปมากเลยทีเดียวค่ะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันพุธ ที่ 27 มีนาคม 2556 เวลา 14:47 น. ] ผู้ตอบคนที่ 33



ล้างพิษอาหาร...ปลอดภัยไว้ก่อน
ปัจจุบันนี้เราต้องระมัดระวังสารพิษที่อาจตกค้างเป็นพิเศษ โดยเฉพาะสารเคมีในพืชผักที่เราต้องรับประทานเป็นประจำ จึงมีเคล็ดลับดีๆ ในการทำความสะอาดผักผลไม้มาฝาก
วิธีแรก โดยใช้โซดาทำขนมปังหรือโซเดียมไบคาร์บอเนต 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำอุ่น 20 ลิตร แช่ผักทิ้งไว้ 15 นาที ก่อนนำมาปรุงอาหาร
วิธีที่ 2 ลดสารพิษฆ่าแมลง โดยใช้น้ำส้มสายชู 0.5% หรือน้ำส้ม อสร. ขวด ผสมน้ำ 4 ลิตร แช่ผักทิ้งไว้ 15 นาที ลดสารพิษได้ 60-84%
วิธีที่ 3 เมื่อล้างผักสะอาดแล้ว ให้ลวกผักด้วยน้ำร้อน หรือนำไปต้มในน้ำเดือด ช่วยลดสารพิษได้ 50%
วิธีที่ 4 ยาสีฟันสารพัดประโยชน์ คุณจะสังเกตเห็นว่าองุ่นมักมีคราบฝ้าสีขาวๆ ล้างอย่างไร ก็ ไม่ออก ก่อนจะล้างให้เด็ดผลองุ่นออกจากพวงใส่ภาชนะแล้วบีบยาสีฟันพอประมาณขยี้ให้ทั่วมือ ใส่น้ำพอสมควร แล้วจึงล้างด้วยน้ำเปล่าจนสะเด็ดน้ำ
แค่นี้คุณก็จะได้รับประทานผักผลไม้ที่ปลอดภัยและมีประโยชน์ได้อย่างเป็นสุข

ที่มา : นิตยสารแม่บ้าน ฉบับประจำเดือนมีนาคม 2556
http://www.google.co.th
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันพุธ ที่ 27 มีนาคม 2556 เวลา 14:56 น. ] ผู้ตอบคนที่ 34

เมนูอร่อยที่ควรระวังในหน้าร้อน
อาหารปนเปื้อนในหน้าร้อนไม่ได้เกิดจากเชื้อจุลินทรีย์ เพราะอาการบูดเน่าและอาหารที่มีแมลงวันตอมเท่านั้น แต่การกินอาหารสุกๆ ดิบๆ และอาหารปนเปื้อนสารเคมี โลหะหนักเป็นพิษก็เป็นอันตรายต่อร่างกายและชีวิตของเราได้เหมือนกัน
โรคที่พึงระวังในหน้าร้อนไม่พ้น โรคทางเดินอาหาร ต่างๆ ทั้งโรคท้องร่วง-อาหารเป็นพิษ-โรคไทฟอยด์-อหิวาตกโรค-โรคบิด อ.สง่า ดามาพงษ์ นักโภชนาการ และผู้จัดการแผนงานโภชนาการเชิงรุก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แนะนำว่า โรคเหล่านี้มักมาในหน้าร้อน ซึ่งเป็นช่วงที่มีงานเทศกาล มีการท่องเที่ยวและการเดินทางมากขึ้น อย่างไรก็ตามโรคดังกล่าวเหล่านี้เป็นโรคที่ป้องกันได้ไม่ยาก หากเราใส่ใจ คิดให้ดีก่อนที่จะรับประทาน
สำหรับอาหารที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคในหน้าร้อนมี 6ประเภท ดังนี้
1.อาหารประเภทกะทิ เช่น แกงเขียวหวาน แกงเผ็ด ขนมพวกกะทิ ซึ่งเป็นอาหารที่ง่ายต่อการบูดเสีย เชื้อจุลินทรีย์ชอบ ดังนั้น ต้องมั่นใจว่าเป็นอาหารปรุงสุกใหม่ ถ้ากินไม่หมดต้องนำเข้าตู้เย็นแล้วนำมาอุ่น ทางที่ดีควรรับประทานให้หมดภายในมื้อเดียว ถ้าสามารถหลีกเลี่ยงไม่กินอาหารประเภทกะทิที่ไม่แน่ใจว่าจะปลอดภัยหรือไม่ โดยเฉพาะอาหารแผงลอย ริมฟุตบาตก็น่าจะลดความเสี่ยงได้มากทีเดียว
2.อาหารประเภทยำ ที่มีเนื้อต่างๆ ทั้งหมู ไก่ ปลา อาหารทะเล รวมถึงส้มตำ สำหรับอาหารยำ ส่วนใหญ่จะใช้วิธีลวก แต่ลวกไม่สุกทำให้เชื้อโรคไม่ตาย หากรับประทานเข้าไปเชื้อโรคก็อาจเข้าไปขยายพิษในร่างกาย ส่วนส้มตำน่าจะเป็นอาหารไทยที่ทำให้คนท้องเดินมากที่สุด ทั้งปลาร้าที่ไม่ผ่านการต้มสุก ปูดองดิบๆ ที่เชื้อจุลินทรีย์ซ่อนอยู่ในขาปูที่เราชอบดูด รวมทั้งถั่วลิสงป่นที่มีเชื้ออัลฟาท็อกซิน กุ้งแห้งใส่สีที่ไม่ได้ล้าง มะเขือเทศ ถั่วฝักยาว มะละกอไม่ได้ล้างน้ำ ครกที่มีแมงลงวันตอม ซึ่งที่กล่าวมานี้ไม่ใช่กินไม่ได้ แต่ขอให้เราใส่ใจเลือกแค่นั้นก็ปลอดภัยแล้ว
3.ขนมจีน มีความเสี่ยง ทั้งจากเส้นขนมจีน น้ำยากะทิ และผักสดที่ไม่ล้างหรือล้างไม่สะอาด เนื่องจากทั้งเส้นขนมจีนและกะทินั้นบูดง่ายมาก ส่วนผักไม่ว่าจะผักสด ผักดอง ก็ล้วนต้องระมัดระวัง
4.อาหารทะเล จะบูดเน่าง่ายในหน้าร้อน ก่อนกินต้องทำให้สุกทุกครั้ง โดยเฉพาะยำหอยแครง ปลาหมึก
5.อาหารที่มีแมลงวันตอม
สักเกตได้ง่ายนิดเดียว โดยเฉพาะอาหารปรุงสำเร็จที่วางขายในภาชนะที่ไม่มีฝาและสิ่งใดปกปิด ที่สำคัญคงไม่ใช่แค่แมลงวันที่ไปไต่ตอม แต่พวกฝุ่นละออง เชื้อโรค ก็ร่วงหล่นลงไปในอาหารด้วย
6.น้ำดื่ม และน้ำแข็ง ต้องมั่นใจว่าเป็นน้ำดื่มที่อาดได้มาตรฐาน อย. น้ำแข็งที่แช่ร่วมกับอาหารนั้นเสี่ยงต่อการทำให้ท้องร่วงมาก ขณะเดียวกันน้ำที่ใส่เหยือกหรือกาไว้ก็ไม่น่าไว้ว่างใจเช่นเดียวกัน
“อาหารทั้ง 6 ประเภท ไม่ได้หน้าสะพรึงกลัวอย่างที่คิด เพียงแค่อยากให้เพิ่มความระมัดระวังให้มากในฤดูร้อน เพราะเป็นอาหารที่มีความเสี่ยงสูง เมื่อเปรียบเทียบกับอาหารทั่วไป”

ที่มา : http://www.thaihealth.or.th
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันพุธ ที่ 24 เมษายน 2556 เวลา 16:37 น. ] ผู้ตอบคนที่ 35



เมนูอาหารสุขภาพมื้อเที่ยงวันที่ 5 เม.ย. 56 ข้าวสวย ลูกชิ้นปลาผัดฉ่า ไก่ต้มข่าสามรส จัดจ้านไปด้วยรสชาดสมุนไพรค่ะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันพุธ ที่ 24 เมษายน 2556 เวลา 16:43 น. ] ผู้ตอบคนที่ 36



บุก.....พลังวิเศษจากใต้ดิน

บุกมีสารสำคัญที่เรียกว่า “กลูโคแมนแนน” ซึ่งมีองค์ประกอบเป็นน้ำตาลกลูโคส และแมนโนส เมื่อสกัดแยกออกมาจะได้เป็นผงแห้ง หากนำผงแห้งที่ว่านี้ไปละลายน้ำจะได้ “วุ้นใยอาหารธรรมชาติ” หรือที่รู้จักกันในนามวุ้นบุก เนื่องจากวุ้นบุกยังมีคุณสมบัติที่คงทนต่อน้ำย่อยในกระเพาะจึงช่วยลดการดูดซึมน้ำตาลส่วนเกินจากอาหารและน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด ลดการดูดซับไขมัน และโคเลสเตอรอล ควบคู่ไปกับเคลือบผนังกระเพาะ หรือลำไส้ ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น และที่สำคัญให้พลังงานต่ำ

ที่มา : นิตยสารแม่บ้าน ฉบับเดือนเมษายน 2556
http://www.google.co.th
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันพุธ ที่ 24 เมษายน 2556 เวลา 17:01 น. ] ผู้ตอบคนที่ 37



เมนูอาหารสุขภาพมื้อเที่ยงวันที่ 19 เม.ย. 56 ผัดไทย 2 เส้น (เส้นบุก+เส้นผัดไทย) น้ำซุป
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันพุธ ที่ 24 เมษายน 2556 เวลา 17:03 น. ] ผู้ตอบคนที่ 38

ล้างพิษตับ ด้วยการเลือกอาหาร

ตับ เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ขับสารพิษออกจากร่างกาย ดังนั้น การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพตับเป็นประจำจะช่วยแบ่งเบาภาระให้ตับ
ได้ ซึ่งการที่ตับทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมส่งผลให้ร่างกายมีพลังมากขึ้น
อาหารอันดับต้นๆ ที่ช่วยตับในการล้างพิษ ได้แก่ กระเทียม
หัวหอม มะนาว ผักใบเขียว ดอกกะหล่ำ และกะหล่ำปลี เพราะจะทำให้สารพิษที่เจือปนมากับอาหารอื่นนั้นมีสภาพเป็นกลาง นอกจากนี้ยังช่วย
เพิ่มการผลิตน้ำดี ซึ่งช่วยทำความสะอาดกระเพาะอาหารและลำไส้ รวมถึงช่วยกระตุ้นให้ลำไส้มีการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว
ผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ได้แก่ องุ่น ส้ม แคนตาลูป มะละกอ พรุน ลูกเกด ผลไม้ตระ+++ลเบอร์รี่ จะช่วยปกป้องตับจากสารอนุมูลอิสระที่จะมีปริมาณสูงขึ้นในกระบวนการขับสารพิษออกจากร่างกาย
ส่วนอาหารที่มีสารเลซิติน ก็จะช่วยเสริมการทำงานของตับด้วย ซึ่งมีมากใน ไข่แดง ถั่วเหลือง ข้าวโอ๊ต กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก เนื้อปลา

ที่มา : http://health.kapook.com
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันพุธ ที่ 24 เมษายน 2556 เวลา 17:11 น. ] ผู้ตอบคนที่ 39



เมนูอาหารสุขภาพมื้อเที่ยงวันที่ 26 เม.ย. 56 หมี่หยกแห้งหมูแดง ซุปเกี๊ยวกุ้ง เป็นอีกเมนูหนึ่งสำหรับคนชอบกินเส้นค่ะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันพุธ ที่ 1 พฤษภาคม 2556 เวลา 09:42 น. ] ผู้ตอบคนที่ 40



ข้อควรระวังสำหรับคนกินเผ็ดจัด
แม้การรับประทานอาหารที่มีรสเผ็ดจากพริกและเครื่องเทศ จะให้ข้อดีมีประโยชน์มากมาย ทั้งการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเผาผลาญ ช่วยลดโคเลสเตอรอล ช่วยหลั่งสารเอ็นโดรฟิน ที่ทำให้รู้สึกมีความสุข แต่การรับประทานอาหารที่มีรสเผ็ดจัด ก็มีข้อควรระวังเช่นกัน
ผู้ที่รับประทานรสเผ็ดจัดมาก อาจทำให้เกิดอาการคล้ายคนที่เป็นโรคกระเพาะอาหาร เพราะสารที่พริกมีลักษณะเป็นกรด จะทำให้หลอดอาหารหดเกร็ง จึงทำให้เกิดความรู้สึกจุกเสียดแน่นท้องที่ลิ้นปี่ คล้ายกับคนเป็นโรคกระเพาะ แต่ไม่ทำให้เกิดโรคกระเพาะแต่อย่างใด

ที่มา : นิตยสารแม่บ้าน ฉบับประจำเดือนเมษายน 2556
http://www.google.co.th
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันพุธ ที่ 1 พฤษภาคม 2556 เวลา 09:46 น. ] ผู้ตอบคนที่ 41



เมนูอาหารสุขภาพมื้อเที่ยงวันที่ 3 พ.ค. 56 มี ข้าว, ไก่กะเหรี่ยง และปลาผัดพริกหยวก วันนี้ได้กินข้าวผสมข้าวสังข์หยดกำลังพอดี ไม่นิ่ม ไม่แข็ง ส่วน น่องไก่ลอกหนังที่นำไปหมักพริกขี้หนู พริกไทยดำ และสมุนไพรไทย ปรุงรส นำไปอบก็ไม่นิ่ม ไม่แข็งจนเกินไป ส่วนปลาผัดพริกหยวก ผู้เขียนกลัวว่าเนื้อปลาจะมีกลิ่นคาว ปรากฏว่ากินแล้วไม่มีกลิ่นคาว รสชาติกลมกล่อม อร่อยค่ะ สอบถามผู้ปรุง มีเทคนิคการทำ แต่ไม่ยอมเปิดเผย แว่วๆ ว่าเนื้อปลาต้องนำไปลวกกับสมุนไพรก่อนผัดค่ะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันศุกร์ ที่ 3 พฤษภาคม 2556 เวลา 16:05 น. ] ผู้ตอบคนที่ 42



ดื่มน้ำมากหลังอาหารเจือจางน้ำย่อย
การดื่มน้ำสะอาดเป็นสิ่งสำคัญ ที่ย้ำอยู่เสมอ แต่ใช่ว่าการดื่มน้ำจะ ไม่มีโทษกับร่างกาย หากการดื่มผิดวิธี ผิดช่วงเวลา ก็อาจก่อให้เกิดความเจ็บป่วย หรือไปรบกวนการทำงานของร่างกายได้ อย่างเช่นการดื่มน้ำก่อนและหลังอาหาร หากดื่มในปริมาณที่มากเกินไปก็ไม่เป็นผลดี ซึ่งการดื่มน้ำก่อนและหลังอาหารนั้น หากก่อนรับประทานอาหาร 15 นาที และหลังรับประทานอาหารภายใน 40 นาทีแรก ถ้าดื่มน้ำมากกว่าครึ่งแก้ว น้ำจะไปเจือจางน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ทำให้อาหารย่อยได้ช้าลง ท้องอาจจะอืด มีผลกระทบต่อระบบย่อยอาหารได้

ที่มา : นิตยสารแม่บ้าน ฉบับประจำเดือนพฤษภาคม 2556
http://www.google.co.th
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันพุธ ที่ 8 พฤษภาคม 2556 เวลา 11:42 น. ] ผู้ตอบคนที่ 43



เมนูอาหารสุขภาพมื้อเที่ยงวันที่ 10 พ.ค. 56 มี ข้าวผสมข้าวสังข์หยด, ทอดมันฟักทองราดน้ำจิ้มแต่งหน้าด้วยมะม่วงซอย ถั่วลิสงคั่วป่น และผัดผักรวมมิตรแต่งหน้าด้วยงาขาวคั่ว กลิ่นหอมชวนกินเชียวละคะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันศุกร์ ที่ 10 พฤษภาคม 2556 เวลา 13:54 น. ] ผู้ตอบคนที่ 44

แค่ลดเค็มครึ่งหนึ่ง ก็ห่างไกลจากโรคร้ายสารพัด

คุณเป็นคนหนึ่งหรือไม่? ที่มักจะชอบใส่พริกน้ำปลาลงในจานข้าวผัดเหยาะซอสปรุงรสแบบจัดเต็มลงบนไข่ดาว หรือเทซอสพริกลงบนไข่เจียว พฤติกรรมเหล่านี้เป็นสิ่งที่คนทั่วไปทำกันเป็นปกติจนเกิดเป็นความเคยชิน แต่หารู้ไม่ว่า เครื่องปรุงที่คุณใส่ลงในจานอาหารนั้น กำลังทำร้ายสุขภาพของคุณอย่างช้าๆ ด้วยโรคที่เกิดจากการบริโภครสเค็มมากเกินไป จากข้อมูลปัจจุบัน คนไทยบริโภคเกลือเฉลี่ย 10.8 กรัมต่อวัน หรือเท่ากับโซเดียม 5,000 มิลลิกรัม ซึ่งถือว่าสูงมาก เพราะจริงๆ แล้ว คนไทยควรบริโภคเกลือไม่เกิน 1 ช้อนชาต่อวัน หรือคิดเป็นโซเดียม 2,000 มิลลิกรัมเท่านั้น แต่ตัวเลขนี้เท่ากับว่าคนไทยบริโภคเกลือเกินปริมาณที่ร่างกายต้องการถึง 2 เท่า ร้อยละ 71 ของเกลือที่เราได้ในแต่ละวันนั้นมาจากการเติมเครื่องปรุงรสระหว่างประกอบอาหารนั่นเอง โดยปกติแล้วอาหารตามธรรมชาติก็จะมีเกลือเป็นส่วนประกอบอยู่แล้ว ถ้ายิ่งใช้เครื่องปรุงรส ก็เท่ากับว่าเรายิ่งเติมเกลือให้มากขึ้นไปอีก

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันอังคาร ที่ 28 พฤษภาคม 2556 เวลา 11:09 น. ] ผู้ตอบคนที่ 45



เมนูแกงเขียวหวานจากน้ำเต้าหู้
การใช้น้ำเต้าหู้แทนกะทิ ถือเป็นทางเลือกเพื่อส่งเสริมสุขภาพ ลดการใช้กะทิ ซึ่งมีไขมันอิ่มตัวสูง หากรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของกะทิบ่อยๆ อาจเป็นสาเหตุการจับเกาะของไขมันในหลอดเลือด ซึ่งก่อให้เกิดโรคต่างๆ

ที่มา : Pakjira.MED
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม 2556 เวลา 11:57 น. ] ผู้ตอบคนที่ 46



เมนูอาหารสุขภาพมื้อเที่ยงวันที่ 31 พ.ค. 56 มี ข้าวผสมข้าวสังข์หยด, ปลาผัดเครื่องแกงพริกไทยอ่อน, ยำวุ้นเส้นลูกเกด เป็นเมนูที่ลงตัวอีกเมนูหนึ่ง ผัดเครื่องแกงไม่เผ็ดมากนัก ยำก็ได้รสชาติจัดจ้านดีทีเดียวค่ะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันศุกร์ ที่ 31 พฤษภาคม 2556 เวลา 13:21 น. ] ผู้ตอบคนที่ 47

พลาสติกห่อหุ้มอาหาร ภัยร้ายต่อสุขภาพอย่างคาดไม่ถึง…!
การอุ่นหรือเก็บอาหารเดี๋ยวนี้ก็สะดวกสบายขึ้นมาก แค่ใช้พลาสติกห่อหุ้มอาหาร (Plastic Wrap) แล้วนำเข้าเตาไมโครเวฟหรือนำไปเก็บไว้ในตู้เย็นเท่านี้ก็เสร็จแล้ว แต่ในความสะดวกสบายแบบนี้ ภัยร้ายจากพลาสติกนิ่มใส กำลังคืบคลานเข้ามาเรื่อยๆ จนจวนตัว รู้ตัวอีกทีก็อาจจะนอนป่วย หรือเจ็บไข้ด้วยโรคภัยไปแล้ว ก็ได้ ในพลาสติกอ่อนทุกชนิด อย่างเช่น พลาสติกห่อหุ้มอาหาร จะมีสารเคมีที่ชื่อว่า พาทาเลต (phthalate) สารเคมีตัวนี้จะทำให้ร่างกายเกิดสภาวะความเครียดออกซิเดชั่น (oxidative stress) ซึ่งก็คือการที่เซลล์ถูกอนุมูลอิสระทำลาย ซึ่งล้วนเป็นพื้นฐานของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจเกร็งตัว โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดสมอง การแข็งตัวของเนื้อเยื่อซ้ำซ้อน โรคอัลไซเมอร์ ดังนั้น หากเลี่ยง ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าสารเคมีตัวนี้ได้ก็จะดีมาก โดยเลี่ยงกินอาหารที่อยู่ใน+++บห่อพลาสติก และที่สำคัญ ไม่ควรห่ออาหารด้วยพลาสติกห่อหุ้มอาหาร แล้วนำเข้าไปอุ่นในไมโครเวฟ ควรหันมาเก็บอาหารในภาชนะที่เป็นแก้วจะดีกว่า เพื่อป้องกันโรคภัยอันตราย และเพื่อสุขภาพที่ดีของเราทุกคนนะคะ

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันจันทร์ ที่ 3 มิถุนายน 2556 เวลา 14:40 น. ] ผู้ตอบคนที่ 48



เมนูอาหารสุขภาพมื้อเที่ยงวันที่ 7 มิ.ย. 56 มี ข้าวผสมข้าวสังข์หยด, แกงส้มผักรวมหมูอบ, พะโล้แห้ง ซึ่งรสชาติเข้ากันได้ดี อร่อยค่ะ
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน 2556 เวลา 13:41 น. ] ผู้ตอบคนที่ 49

อาหารที่ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญและล้างพิษ

ขิง ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น ขับเหงื่อ แก้ภาวะตัวเย็น เพิ่มอุณหภูมิในร่างกาย เพิ่มการเผาผลาญ
กระเทียม นอกจากจะช่วยขับสารพิษและเพิ่มภูมิคุ้มกันโรคแล้ว กระเทียมยังช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมันและน้ำตาลในร่างกาย ช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็ก
ผักกาดขาว อุดมไปด้วยเส้นใยและแคลเซียม รับประทานมากๆ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก ป้องกันท้องผูกและมะเร็งลำไส้ได้อีกด้วยค่ะ
พริก มีสรรพคุณในการกระตุ้นการเผาผลาญไขมัน
แตงโม เป็นผลไม้ที่ช่วยดับกระหายเวลาเหนื่อยได้ดี แล้วยังมีคุณสมบัติช่วยขับปัสสาวะ และยังแก้ท้องผูก เลือดหมุนเวียนไม่สะดวก และอาการบวมน้ำได้อีกด้วยค่ะ นอกจากนี้ยังช่วยล้างพิษลำไส้และในช่องท้อง เหมาะกับการลดน้ำหนักอย่างยิ่งค่ะ

ที่มา : http://variety.teenee.com/foodforbrain
โดยคุณ เลขาฯ CoP 172.29.12.238 [ วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน 2556 เวลา 13:42 น. ] ผู้ตอบคนที่ 50


เชิญร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ค่ะ
ความคิดเห็น
โดย
E-mail
ส่งไฟล์ภาพ (รูป 50 Kb, Flash 100 Kb)
แทรกลิงค์ URL แทรกรูป ย่อหน้า ตัวหนา ตัวเอียง เส้นใต้ สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา


คลิกที่รูป เพื่อแทรกรูปลงในข้อความ


[ ปิดหน้าต่างนี้ ]

<<< กรุณาใช้ถ้อยคำสุภาพ >>>